ลานฝึกใต้ดิน ณ บ้านตระกูลเจี่ย
“บนโลกใบนี้มีคนบางคนที่เกิดมาพร้อมกับความสามารถ พวกเขาเหล่านี้ถูกเรียกว่าผู้มีพร์ แม้ว่าจะมีความสามารถในการปลุกความสามารถของตัวเองขึ้นมาโดยธรรมชาติ และเป็ประโยชน์อย่างมากสำหรับการเติบโตในอนาคต แต่พวกเขาก็ต้องเจอกับอันตรายอย่างใหญ่หลวงด้วยเช่นกัน ในบันทึกประวัติศาสตร์ระบุไว้ว่าั้แ่่บุกเบิกของผู้มีความสามารถจนถึงปัจจุบัน ผู้มีพร์ที่สามารถปลุกความสามารถของตัวเองโดยธรรมชาติมีจำนวนน้อยมากจนแทบจะนับนิ้วได้ ดังนั้นความสามารถในการปลุกความสามารถของตัวเองโดยธรรมชาติก็เหมือนกับคูน้ำธรรมชาติที่กั้นทางคมนาคม จากการค้นคว้าพบว่ามีผลไม้ชนิดหนึ่งที่สามารถเพิ่มโอกาสในการปลุกความสามารถที่อยู่ภายในร่างกายได้”
“ผลไม้ประหลาดมีหลากหลายชนิด ซึ่งมีคุณสมบัติตรงกับพร์ที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นจึงทำได้เพียงแค่คาดเดาเท่านั้น การรับประทานผลไม้ประหลาดจึงเป็เส้นทางที่จะปลุกความสามารถของผู้มีพร์ได้”
“เสียวอวี่ คุณสมบัติของคือการใช้น้ำแข็ง ตระกูลเจี่ยของเรามีแค่เธอคนเดียวเท่านั้นที่มีพร์ด้านนี้ ผลไม้ประหลาดหิมพานต์ลูกนี้เหมาะสมกับเธอพอดีเลย”
เจี่ยเม่ยถือกล่องไม้ที่ถูกผลิตขึ้นมาอย่างประณีต และมองไปที่เจี่ยปิงอวี่ที่นั่งอยู่บนเสื่อ
ดวงตาของเธอมีความหวังซ่อนอยู่ในนั้น “หวังว่ามันจะช่วยปลุกความสามารถของเธอออกมาได้นะ”
“พี่ ฉันจะทำให้ได้”
เธอยื่นสองมือออกไปรับกล่องไม้ไว้ ภายในใจของเจี่ยปิงอวี่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
เธอมีคุณสมบัติด้านศิลปะการต่อสู้ระดับปานกลาง ไม่ว่าเธอจะฝึกฝนมากขนาดไหนก็ยังไม่สามารถเข้าถึงขอบเขตพิเศษได้สักครั้ง ดังนั้นเมื่อต้องเข้าสู่การต่อสู้ เธอจึงไม่สามารถช่วยเหลือใครได้เลย
หลังจากที่เปิดใช้ผลไม้ประหลาดหิมพานต์ เธอจะต้องปลุกความสามารถของตัวเองและเข้าสู่ขอบเขตพิเศษให้ได้
พูดจบเจี่ยเม่ยก็เดินออกจากห้องฝึกและเปลี่ยนไปยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้าประตูห้อง
ระหว่างที่ทำการปลุกความสามารถตัวเองจะปล่อยให้คนนอกเข้ามาขัดขวางไม่ได้โดยเด็ดขาด นอกจากนี้เนื่องจากเจี่ยไท่ได้รับาเ็ดังนั้นจึงต้องใช้เวลานั่งฟื้นฟูร่างกายภายในห้องเงียบ ๆ อย่างมีสมาธิ หน้าที่ในการคุ้มกันความปลอดภัยของห้องนี้จึงตกเป็ของเธอโดยปริยาย
เจี่ยปิงอวี่วางกล่องไม้ลงบนเสื่อและค่อย ๆ เปิดออกดูอย่างเบามือ ทันทีที่เห็นผลไม้ประหลาดสีฟ้าหิมพานต์วางอยู่ในนั้น สายตาของเธอก็ประกายความมุ่งมั่นออกมา
เธอสูดหายใจเข้าเต็มปอดและถอนหายใจออกมา ยืดตัวตรงและหลับตาลงอย่างช้า ๆ
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เจี่ยปิงอวี่ก็ลืมตาขึ้น
พร้อมแล้ว!
เธอหยิบผลไม้ประหลาดหิมพานต์ที่อยู่ในกล่องขึ้นมาและใส่เข้าไปในปาก
ผลไม้ประหลาดละลายในปากทันทีโดยที่เจี่ยปิงอวี่ยังไม่ทันได้เคี้ยว
หลังจากผลไม้ประหลาดละลายในปากมันก็ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็ของเหลวใส ๆ เธอกลืนลงคอและปล่อยให้มันไหลลงกระเพาะไปอย่างรวดเร็ว
เจี่ยปิงอวี่ยังคงนั่งตัวตรงตลอดเวลา หลังจากที่ผลไม้ประหลาดหิมพานต์ละลายลงท้องไปแล้ว เธอก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง
จู่ ๆ เจี่ยปิงอวี่ก็รู้สึกได้ความเย็นะเืบริเวณท้องน้อย จากนั้นมันก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างกายภายในชั่วอึดใจเดียว
ยังไม่ทันที่เธอจะได้เคลื่อนไหว ร่างกายของเธอก็แข็งทื่ออย่างฉับพลัน
วินาทีต่อมาิับนร่างกายของเธอก็เกิดเป็ชั้นน้ำแข็งสีฟ้าปกคลุมขึ้นหนึ่งชั้น
ชั้นน้ำแข็งสะสมกันจนหนาขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็ก้อนน้ำแข็งที่บริสุทธิ์
ระยะเวลาเพียงสั้น ๆ ไม่ถึงหนึ่งนาที ร่างกายของเจี่ยปิงอวี่ก็ถูกห่อหุ้มด้วยน้ำแข็งสีฟ้า
มองจากด้านนอกใบหน้าของเจี่ยปิงอวี่จากที่เคยเย็นะเื ตอนนี้ได้เพิ่มความเ็ามากยิ่งขึ้นราวกับเป็เหมันต์นับหมื่นปีที่ปล่อยความหนาวเหน็บออกมาอย่างไม่สิ้นสุด
ถ้าหากถูกปกคลุมด้วยพลังความเย็นที่มีความหนาวเหน็บขั้นสุดเช่นนี้ ตามหลักการแล้วเจี่ยปิงอวี่ควรจะเป็ลมหมดสติไปแล้ว
ทว่ากลับไม่เป็เช่นนั้น สติของเธอยังอยู่ครบทุกประการ
นี่เป็การแสดงออกถึงความสามารถของเจี่ยปิงอวี่ได้อย่างชัดเจนใน่หลายปีมานี้
ถ้าหากไม่ใช่เพราะเธอมีร่างกายที่ทนรับกับน้ำแข็งเหมันต์ได้เหมือนกับทุกวันนี้ บางทีเธออาจจะถูกแช่แข็งและหมดสติไปแล้ว หากเป็เช่นนั้นขั้นตอนการปลุกความสามารถของเธอก็จะถูกขัดขวาง ความหวังที่จะปลุกความสามารถในตัวของเธอก็จะล้มเหลวในทันที
เจี่ยปิงอวี่ขบฟันแน่นและยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติงราวกับขุนเขา เืและพลังลมปราณภายในร่างกายของเธอเริ่มเกิดการปรับเปลี่ยน และสร้างความร้อนขึ้นมาเพื่อต้านความเย็นที่กำลังครอบงำร่างกายของเธอ
ขั้นตอนนี้สร้างความทุกข์ทรมานให้กับเธอเป็อย่างมาก ทว่าเจี่ยปิงอวี่กลับไม่เปล่งเสียงใด ๆ ออกมาจากปากของเธอ
คงเป็เพราะเธอรู้ดีว่าถ้าหากเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย พี่สาวของเธอที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้าคงเข้ามาขัดจังหวะการปลุกความสามารถในตัวเธออย่างแน่นอน
พี่สาวของเธอคาดหวังไว้สูงมากว่าเธอจะสามารถปลุกความสามารถของตัวเองขึ้นมาได้ ถ้าหากเห็นว่าน้องสาวของตัวเองกำลังทนทุกข์ทรมาน เธออาจจะสั่งให้น้องสาวหยุดขั้นตอนนี้อย่างไม่ลังเล
เวลาผ่านไปอย่างต่อเนื่อง ร่างกายของเจี่ยปิงอวี่เริ่มมีชั้นน้ำแข็งปกคลุมหนาขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้ชั้นน้ำแข็งได้ปกคลุมร่างของเธออย่างสมบูรณ์แล้ว และไม่มีใครสามารถมองเห็นเงาของเธอได้จากด้านนอก
เจี่ยปิงอวี่รู้สึกได้ถึงความนิ่งสงบดุจขุนเขาภายในร่างกาย การเคลื่อนไหวเริ่มช้าลงเรื่อย ๆ ...ช้าลงเรื่อย ๆ ...
ในที่สุดมันก็หยุดชะงักลง
ในเวลาเดียวกันกระแสความเย็นขนาดใหญ่ก็พัดผ่านอวัยวะภายในร่างกายของเธอ
เส้นลมปราณและเืของเธอแข็งตัว แม้แต่หัวใจของเธอก็เต้นช้าลง
ตึก ตึก ตึก...ตึก ตึก...ตึก...
หัวใจของเธอเต้นช้าลงเรื่อย ๆ และทิ้งระยะห่างมากขึ้นจนเหลืออยู่เพียงครั้งเดียวในรอบหลายนาที
เจี่ยปิงอวี่รู้สึกได้ว่าการรับรู้ของเธอก็ถูกแช่แข็งเช่นกัน จากที่เคยลืมตาก่อนหน้านี้ หนังตาของเธอก็ค่อย ๆ ปิดลง
ความมืดเข้าครอบงำแล้ว
หนาวจัง! อยากนอนจัง!
ความรู้สึกเมื่อถูกแช่แข็งทำให้เธอปรารถนาที่จะยืดเวลาให้ยาวนานกว่านี้
แต่สติของเธอยังคงเตือนให้เธอตื่นตัวตลอดเวลา
จะหลับไม่ได้นะ! หลับไม่ได้เด็ดขาด!
ถึงแม้ว่าภายในใจเธอจะอยากเข้าสู่ห้วงนิทรามากขนาดไหน แต่เธอก็พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อควบคุมตัวเอง เธอพยายามยืนหยัดอยู่ในความมืด และเผชิญหน้ากับกระแสความเย็นที่ปั่นป่วนมากขึ้น
น้ำแข็งสีฟ้าเพิ่มขนาดใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากที่ร่างกายของเจี่ยปิงอวี่ถูกกระแสความเย็นครอบงำ ภายในห้องก็ถูกกลุ่มชั้นน้ำแข็งปกคลุมทั้งหมดเช่นกัน
ในเวลานี้เองห้องฝึกขนาดใหญ่ก็มีเกล็ดน้ำแข็งที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าตกลงมาอย่างรวดเร็ว
จู่ ๆ ก็เกิดลมกรรโชกอย่างรุนแรงโดยไม่มีสาเหตุ กระแสลมหนาวถาโถมเข้าใส่ห้องแห่งนี้ อีกทั้งยังมีเกล็ดน้ำแข็งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว
เย็นะเื!
ผ่านไปได้ไม่กี่อึดใจ ภายในห้องฝึกแห่งนี้ก็ถูกเปลี่ยนกลายเป็ห้องแช่แข็งขนาดใหญ่
แสงสว่างยามเช้าก่อนหน้านี้ถูกแทนที่ด้วยความมืดสลัวภายใต้อุณหภูมิที่ต่ำลง แม้แต่ลูกตุ้มที่แขวนอยู่บนกำแพงก็ถูกแช่แข็งจนหยุดแกว่งเช่นกัน
ภายในห้องเงียบสงัดไร้เสียงเคลื่อนไหว
“แกรก!”
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน จู่ ๆ ภายในห้องฝึกก็เกิดเสียงดังฟังชัดขึ้น
ชั้นน้ำแข็งที่ปกคลุมร่างของเจี่ยปิงอวี่เกิดรอยร้าวขึ้น
หากมองจากด้านนอกจะพบแค่ก้อนน้ำแข็งรูปไข่ตั้งอยู่บนเสื่อ ้านั้นเกิดรอยร้าวมากขึ้นและเริ่มกระจายตัวกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในที่สุด หลังจากที่ระดับความเย็นแตะถึงขั้นสูงสุด ชั้นน้ำแข็งก็แตกกระจายแยกออกจากกันและร่วงกราวลงบนพื้นจนเผยให้เห็นเงาที่อยู่ด้านในนั้น
“ฉันปลุกความสามารถของตัวเองสำเร็จแล้ว!”
เจี่ยปิงอวี่ลืมตาขึ้น ภายในห้องมีเปลวเพลิงสีฟ้าเหมันต์ปรากฏขึ้นสองดวงภายในห้องที่มืดสลัว
ติ๊ก! ติ๊ก!
ลูกตุ้มกลับมาเคลื่อนไหว ไฟที่อยู่ภายในห้องฝึกกลับมาสว่าง ทุกอย่างกลับคืนเข้าสู่สภาพเดิมอีกครั้ง
“ฉันปลุกความสามารถของตัวเองสำเร็จแล้ว!”
หลังจากที่สติของเธอกลับคืนมา เจี่ยปิงอวี่ก็ะโภายในใจอีกครั้ง
นี่เป็สิ่งที่เธอควรจะตื่นเต้น แต่เธอกลับพบว่าตัวเองยังอยู่ในท่าทางสงบเสงี่ยม ดูเหมือนว่าความสามารถที่ถูกปลุกให้ตื่นทำให้ร่างกายของเธอมีการเปลี่ยนแปลงสินะ
นี่คือผลข้างเคียงหรือเปล่า?
เจี่ยปิงอวี่รู้สึกได้ว่ามันไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร มันก็แค่อารมณ์ของเธอที่นิ่งสงบมากยิ่งขึ้นก็เท่านั้น
เธอกวาดตามองไปรอบ ๆ ก็พบว่าเกล็ดน้ำแข็งที่อยู่ภายในนี้ยังอยู่ นอกจากนี้ยังมีก้อนน้ำแข็งที่กระจัดกระจายอยู่ข้างเท้าของเธอด้วย
เจี่ยปิงอวี่รับรู้ได้ในทันทีว่าน้ำแข็งและเกล็ดน้ำแข็งทั้งหมดที่มีถูกเปลี่ยนเป็กระแสความเย็นและเข้ามารวมอยู่ในร่างกายของเธอ
ทว่าภายในอึดใจเดียว ลานฝึกก็กลับเข้าสู่สภาพปกติอีกครั้ง
ไม่เลวเลย!
เจี่ยปิงอวี่แอบชื่นชมอยู่ภายในใจ เธอยกมือขึ้นมาก็พบว่ามีหยาดน้ำแข็งลอยอยู่บนฝ่ามือของเธอ
“เสียวอวี่ สำเร็จแล้วเหรอ?!”
เมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหวภายในห้อง เจี่ยเม่ยก็ผลักประตูเข้ามาและพบว่าเจี่ยปิงอวี่กำลังเล่นกับหยาดน้ำแข็งในมือ เธอจึงะโถามด้วยความตื่นเต้น
“ใช่”
เจี่ยปิงอวี่ปัดหยาดน้ำแข็งที่อยู่บนฝ่ามือออกไป และตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“เสียวอวี่...เธอ...”
เจี่ยเม่ยรู้สึกได้ถึงความผิดปกติของเจี่ยปิงอวี่ ใบหน้าของน้องสาวไร้ซึ่งความรู้สึก มีเพียงความเ็าที่หลงเหลืออยู่บนนั้น
“พี่...ไม่ต้องเป็ห่วง”
เจี่ยปิงอวี่พูดปลอบใจอีกฝ่าย “มันเป็ผลค้างเคียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น ขอแค่ความสามารถของฉันเพิ่มขึ้นก็สามารถทำให้กลับไปเป็ปกติได้อีกครั้ง”
เจี่ยเม่ยก็รู้เื่นี้เช่นกัน เมื่อกี้เธอแค่เป็กังวลเกี่ยวกับจิตใต้สำนึกของน้องสาวกลัวว่าจะถูกครอบงำ แต่เมื่อนึกถึงเื่ผลข้างเคียงเธอก็รู้สึกเบาใจลง
“พวกเรารีบขึ้นไปบอกข่าวดีกับพ่อกันเถอะ”
“คิกคิก หลังจากนี้ตระกูลเจี่ยของเราก็จะมีผู้มีความสามารถเพิ่มขึ้นมาอีกคนแล้วนะ”
“เออนี่...ส่วนเื่สอบเข้ามหาวิทยาลัยของเธอน่ะ ในเมื่อครั้งนี้เธอปลุกความสามารถของตัวเองได้แล้ว เธอสามารถเลือกเรียนในที่ที่เธออยากเรียนมาโดยตลอดได้แล้วนะ”
“อื้อ เข้าใจแล้ว”
เจี่ยปิงอวี่เดินขนาบข้างพี่สาวของตัวเอง และฟังสิ่งที่พี่สาวพูดอย่างเงียบ ๆ ตอนที่พี่สาวของเธอพูดถึงเื่สถานที่ที่เธออยากไป
เธอก็ก้มหน้าลงเล็กน้อยและพูด “พรุ่งนี้พี่ช่วยย้ายฉันไปเรียนสายศิลปะการต่อสู้หน่อยนะ ถ้าฉันอยากไปเรียนที่นั่นจริง ๆ ต้องมีการรับรองในฐานะของนักเรียนสายศิลปะการต่อสู้ก่อนถึงจะมีคุณสมบัติไปเรียนที่นั่นได้”
“อื้อ แล้วแต่การตัดสินใจของเธอเลย พรุ่งนี้ฉันจะไปทำเื่ย้ายสายวิชาให้เธอเอง”
พูดจบเจี่ยเม่ยก็หันไปมองน้องสาวของเธอด้วยท่าทางจริงจัง “รีบเพิ่มระดับความสามารถของเธอให้สูงขึ้นเร็ว ๆ เถอะ เห็นเธอเป็แบบนี้แล้วฉันไม่ชินเลย”
“อื้อ”
เจี่ยปิงอวี่มองเจี่ยเม่ยด้วยสายตาที่ไร้ความรู้สึก ภายในใจของเธอมีเสียงะโอยู่ในนั้น “พี่ ฉันก็อยากเพิ่มระดับให้สูงขึ้นเร็ว ๆ เหมือนกันนั่นแหละ แต่ฉันเพิ่งปลุกความสามารถได้ไม่นาน ความสามารถพวกนี้เพิ่มระดับเร็วซะที่ไหนกันล่ะ”