
“พระพุทธเจ้าข้า ระดับจิตของนักรบผู้ควบคุมอาวุธแบ่งเป็น ๔ ระดับใหญ่ ในแต่ละระดับยังแบ่งออกเป็น๔ ขั้น..
ระดับล่างสุดคือระดับกายสำนึก เป็นระดับการจดจำกระบวนรบในระดับนี้เพียงฝึกฝนให้คล่องแคล่วชำนาญในกระบวนท่าต่างๆจนเคยชินกับการจู่โจมและตีโต้กลับไปตามสภาพที่ถูกฝึกมา แบ่งเป็นขั้นที่ ๑ ถึงขั้นที่ ๔
ระดับที่สองคือ จิตสำนึกเป็นจิตควบคุมความจำและกระบวนรบ แล้วกำหนดใช้ออกมาอย่างอิสระกระบวนท่าที่จู่โจมคือกระบวนท่าที่ดีที่สุดในการรุกรบภายใต้เงื่อนไขการต่อสู้ในขณะนั้น แบ่งเป็นขั้นที่ ๕ ถึงขั้นที่ ๘
ระดับที่สาม คือภวังค์สำนึก เป็นระดับที่เกือบจะหลุดพ้นจากกระบวนท่าทั้งปวงรุกไล่และตอบโต้ ตามปรารถนาของภวังค์แห่งจิต แม้ต้องรับมือกับกระบวนท่าพิสดารที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนก็สามารถรับมือและหักล้างตอบโต้เอาชนะได้ แบ่งเป็นขั้นที่ ๙ ถึงขั้นที่ ๑๒
ระดับสุดท้ายคือ สุญญตาเป็นระดับที่แม้แต่ข้าพระพุทธเจ้าเองก็ยากจะเข้าใจ.. รู้เพียงว่าผู้สำเร็จถึงระดับนี้สำนึกต่อกระบวนรบทั้งของตนเองและของคู่ต่อสู้ได้ปลาสนาการหายไปเป็นระดับที่ไม่มีสิ่งใดจะกล้ำกรายทำอันตรายได้.. ส่วนขั้นนั้นข้าพระพุทธเจ้ามิทราบแน่ชัดบ้างว่าแบ่งเป็นขั้นที่ ๑๓ ถึงขั้นที่ ๑๖ บ้างว่ามีเพียงขั้นเดียวคือขั้นที่ ๑๓ เป็นขั้นสูงสุดพระพุทธเจ้าข้า”
กษัตริย์ทั้งสองพระองค์ต่างทรงสดับฟังด้วยความพึงพอพระทัยแม้จะทรงทราบเรื่องราวเชิงการต่อสู้อยู่หลายส่วนก่อนแล้วแต่ก็ถูกพระราชอัธยาศัยทุกครั้งที่ได้ทรงสนทนาโดยเฉพาะกับยอดนักรบเช่นท่านขุนพลใหญ่แห่งปตานี
“เท่าที่เราได้ยินมามีแต่พระมหาเถรศรีศรัทธาเท่านั้นที่บรรลุถึงขั้นสุดท้าย ใช่หรือไม่” พระเจ้าเมืองนครฯรับสั่งถาม
“ใช่แล้ว พระพุทธเจ้าข้า.. พระมหาเถระเชื้อวงศ์แห่งเมืองสุโขทัยเมื่อครั้งยังเป็นฆราวาสทรงนำทัพเมืองสุโขทัยชนะศึกไปทั่ว ไม่เคยพ่ายแพ้ ครั้นทรงพบสัจธรรมของชีวิตก็ทรงบรรลุธรรมพร้อมทั้งฝีมือก็บรรลุระดับสุญญตา สุดท้ายทรงวางดาบสละทุกอย่างเข้าสู่เพศบรรพชิตพระพุทธเจ้าข้า”
“อืม.. ช่างเป็นบุญของเมืองปตานีนักที่ได้เกื้อกูลพระองค์เมื่อครั้งเรือมาอับปางขึ้นฝั่งที่นี่..”
พระเจ้าศรีมหาราชตรัสท้าวความไปถึงเหตุการณ์สำคัญเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนครั้งนั้นพระมหาเถรศรีศรัทธาเพิ่งทรงผนวชไม่นาน ได้โดยสารเรือเพื่อจาริกสู่เกาะลังกาจนพบอุปสรรคเรืออับปางลงยังชายฝั่งเมืองปตานี พระเจ้าปตานีทรงถวายการช่วยเหลือและเป็นองค์อุปถัมภ์บำรุงขณะประทับอยู่ในเมืองตลอดจนจัดเตรียมเรือเดินทะเลลำใหม่ถวาย พระมหาเถระทรงรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ ทรงจารึกตำราการต่อสู้มอบไว้แก่เมืองปตานีทั้งยังเป็นการสละครั้งสุดท้ายของพระมหาเถระศรีศรัทธาปลดเปลื้องจิตที่ฝักใฝ่วิชาการต่อสู้ทิ้งไป
ครั้นแล้ว พระเจ้าศรีมหาราชตรัสถามขุนพลสิงหลต่อถึงระดับฝีมือขั้นต่างๆ
“...ว่าแต่การฝึกกระบวนเชิงอาวุธจะสัมพันธ์กับระดับของสภาวะจิตอย่างไร เชิญท่านขุนพลกล่าวต่อเถิด”
“ขอเดชะผู้ฝึกอาวุธจนเชี่ยวชาญแต่ไม่ฝึกจิตนั้น จะประสบความสำเร็จได้สูงสุดเพียงขั้นที่ ๔ซึ่งเป็นขั้นสุดท้ายของระดับกายสำนึก.. ต่อเมื่อได้ฝึกจิตให้เป็นสมาธิความชำนาญแคล่วคล่องและจินตนาการของกระบวนรบก็จะเพิ่มพูนขึ้น จนสูงสุดถึงขั้นที่ ๘อันเป็นขั้นสุดท้ายของระดับจิตสำนึก.. หากแม้ฝึกจิตจนเป็นฌานถึงภวังค์ของจิตจะทำให้จินตนาการของกระบวนรบไม่มีขีดจำกัด ซึ่งอยู่ในขั้นที่ ๙ จนถึงขั้นที่ ๑๒.. และหากภวังค์จิตบรรลุถึงขั้นที่๑๓ คือขั้นสูงสุด เป็นระดับสุญญตาจะก้าวพ้นวิถีกระบวนรบทุกอย่างไป พระพุทธเจ้าข้า”
“แล้วทั้งสองคนที่กำลังจะประลองกันอยู่นี้เขาอยู่ในระดับขั้นไหนกัน”
“ขอเดชะ จากที่ข้าพระพุทธเจ้าได้ฝึกฝนและทดสอบบุตรชายเชื่อว่าสิงขรน่าจะอยู่ในระดับขั้นที่ ๘ พระพุทธเจ้าข้า.. ส่วนเจ้าทิพ ข้าพระพุทธเจ้าไม่อาจจะรู้ชัดแต่ประเมินจากปฏิกิริยาของเขาในการพลิกแพลงหลบหลีกและยิงธนูเข้าป้ายนักษัตรทั้ง ๑๒ป้าย น่าจะอยู่ในระดับขั้นที่ ๙ พระพุทธเจ้าข้า”
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าทิพก็จะเป็นฝ่ายมีเปรียบเป็นผู้ชนะสิ”
“ข้าพระพุทธเจ้าคิดว่าอาจจะต้องวัดผลกันที่กระบวนเพลงอาวุธเพราะสิงขรได้รับการฝึกฝนเชิงอาวุธตามตำราของพระมหาเถระ ซึ่งกระบวนรบพลิกแพลงและรุนแรงที่สุดแม้กระบวนเพลงอาวุธของนักรบศรีวิชัยก็ไม่อาจเทียบได้..นักสู้ที่เพิ่งเข้าสู่มรรคาเริ่มต้นของระดับภวังค์สำนึกอาจไม่สามารถแก้ไขกระบวนเพลงรบที่พลิกแพลงลึกล้ำได้.. แต่ก็มีองค์ประกอบที่สำคัญอีกสองประการคือความเร็ว และความหนักหน่วงรุนแรง..ทั้งสองสิ่งนี้ก็สัมพันธ์กับสภาวะจิตเช่นกันพระพุทธเจ้าข้า”
ท่านขุนพลกราบทูลอธิบายมาถึงตรงนี้เสียงกลองกรับก็เงียบลง เมื่อคู่ประลองทั้งสองที่อยู่กลางลานได้ร่ายรำบูชาครูและเทวดาจบสิ้น
ทุกเสียงในสนามเงียบลงเห็นร่างของคู่ชิงชัยถือดาบสองมือจรดเข้าหากัน
เสียงกลองย่ำรัวอีกคราเร่งเร้าจังหวะหัวใจของผู้คนในสนามให้สั่นระทึกกับการต่อสู้ซึ่งกำลังเริ่มขึ้น
สิ้นเสียงกลองย่ำสิงขรกวัดแกว่งดาบคู่ปรี่สะบัดใส่เจ้าทิพทั้งซ้ายและขวาสลับเป้าหมายทั้งลำคอและกลางลำตัว แต่เจ้าทิพเพียงหลบเลี่ยงอย่างรวดเร็ว หาได้ยกคมดาบขึ้นรับวิถีดาบของสิงขรเป็นฟาดลงแล้วดึงรั้งกลับคืน มิได้เหวี่ยงกวาดจนสุดวง จัดเป็นแนวดาบในลักษณะฟันเข้าแล้วเฉือนเป้าหมายมิใช่ฟันตัด มีจุดเด่นตรงฟาดฟันไปแล้วสามารถชักรั้งกลับมารับหรือรุกใหม่ได้รวดเร็วทันท่วงที
ขณะเมื่อเจ้าทิพประลองธนู ตัวสิงขรอยู่ในห้องของผู้เข้าแข่งขันใต้อัฒจันทร์ด้านทิศใต้ไม่ได้เห็นจังหวะและความเร็วของคู่แข่งขัน เมื่อได้จู่โจมออกในกระบวนท่าแรกแล้วจึงค่อยรับรู้ถึงความคล่องแคล่วของเจ้าทิพ
สิงขรเริ่มต้นใหม่ด้วยท่าจู่โจมแรกของกระบวนเพลงที่๔ ของพระมหาเถรศรีศรัทธา วาดดาบซ้ายฟันหลอกมาได้ครึ่งวงแล้วพุ่งแทงออกไปตรงกลางหน้าอกอย่างเร็วเจ้าทิพเบี่ยงกายเฉียงหลบออกทางด้านซ้ายของสิงขรที่นับเป็นจุดบอดของการจู่โจมเพราะตลอดแนวด้านซ้ายเบี่ยงเปิดออกแต่แล้วดาบในมือขวาของราชองครักษ์หนุ่มพลันตวัดฟาดข้ามศีรษะของเจ้าตัวลงสู่ตำแหน่งลำคอของเจ้าทิพความเร็วของดาบเล่มขวาเร็วกว่าทุกดาบที่เคยกวาดฟาดมา
เจ้าทิพยังตกเป็นฝ่ายตั้งรับด้านบนมีดาบขวาวาดฟันลงมา ด้านหน้ามีดาบซ้ายที่แทงเข้ามาแล้วรอจู่โจมเข้าใส่ในจังหวะสาม
ชายหนุ่มรีบยกสองดาบขึ้นรับดาบขวารับดาบขวาที่กวาดเฉียงจากมุมบนหมายลำคอตน ดาบซ้ายยกป้ายขึ้นป้องกันลำตัว
เสียงดาบเล่มขวาของทั้งสองกระทบกันสนั่นจนประกายไฟแลบ
ดาบขวาของสิงขรฟาดลงปะทะแล้วพลันรูดกลับ ครั้นหลุดแนวดาบที่ยกขึ้นตั้งรับของฝ่ายรับพลันเสือกแทงเข้าใส่ใบหน้าของเจ้าทิพซึ่งอยู่เบื้องล่างห่างเพียงฝ่ามือ
ปลายแหลมของดาบชำแรกอากาศใกล้เข้ามา
ดาบขวาของเจ้าทิพซึ่งบัดนี้เสียจังหวะอยู่ด้านบนหากดึงสะบัดกดลงมาแม้ปัดดาบออกจากใบหน้าตนได้ แต่ดาบที่พุ่งมายังคงปักลงที่ลำคอตน..เพียงท่าจู่โจมเริ่มต้นของกระบวนเพลงดาบพระมหาเถรศรีศรัทธาก็ปรากฏผลแพ้ชนะถึงชีวิตแล้ว...
ก่อนที่ปลายดาบจะแทงเข้าใส่ปลายจมูกเจ้าทิพ..ลมหายใจเฮือกหนึ่งได้พวยพุ่งออกมา
หัวใจของเจ้าทิพคล้ายถูกสะกดให้หยุดลงสู่จุดเริ่มต้นของจังหวะหัวใจซึ่งเต้นช้า สัมผัสรอบกายภายนอกพลอยเคลื่อนไหวช้าลงในฉับพลัน..รวมทั้งปลายดาบที่แทงเข้าหาจมูกตน
เจ้าทิพหมุนคว้างพลิกออกทางขวาจนไปอยู่ด้านข้างของสิงขรแล้วฟันดาบซ้ายลงไปหมายลำคอ สิงขรพลิกกายกลับยกดาบรับปะทะจากนั้นดาบที่สองของเจ้าทิพก็ตามติดมา..
เสียงดาบของทั้งสองปะทะกันระรัวพร้อมกับสิงขรที่ตกเป็นฝ่ายถอยร่นตลอดเวลาวิถีดาบของเจ้าทิพพลิกแพลง ทั้งฟาดฟันและจ้วงแทงจากแง่มุมต่างๆ ที่คาดไม่ถึงแต่สิ่งสำคัญคือทุกดาบและการเคลื่อนไหวคล้ายจะเร็วกว่าสิงขรอยู่ครึ่งจังหวะ
“วิชาปิดปราณเปลี่ยนมิติ”
ขุนพลสิงหลเบิ่งตาร้องขึ้นอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ตนเห็น หรือเจ้าทิพฝึกสุดยอดวิชาความเร็วได้แล้วนั่นคือการกำหนดจิตบังคับลมหายใจภายในภายนอกสัมพันธ์กันเมื่อลมหายใจชะลอช้าลงสิ่งรอบกายภายนอกก็คล้ายเชื่องช้ายิ่ง แต่ภาวะจิตสัมผัสและกายสัมผัสยังคงปกติอยู่เหมือนเปลี่ยนผู้ฝึกวิชาเข้าไปอยู่ในมิติที่ทุกอย่างช้าลง เมื่อตนเคลื่อนไหวตอบโต้บุคคลภายนอกเพียงเห็นเจ้าตัวเคลื่อนไหวรวดเร็วราวสายฟ้า...
ในชั้นแรกผู้คนรอบสนามเพียงเห็นสิงขรจู่โจมด้วยความเร็วที่รุนแรงท่าร่างที่พิสดาร สมกับที่เล่าลือว่าเป็นยอดนักสู้อันดับหนึ่งของปตานีรองจากท่านขุนพลผู้พ่อครั้นมาบัดนี้เปลี่ยนเป็นเจ้าทิพที่รุกไล่ด้วยท่าร่างพลิกแพลงพิสดารประดุจเดียวกันเพียงแต่ลื่นไหลสวยงามต่อเนื่องมากกว่า อีกทั้งจังหวะความเร็วก็รุนแรงเหนือกว่าจนบางคนอดสูดปากชื่นชมในฝีมือเจ้าทิพไม่ได้.. หลายจังหวะที่เจียนอยู่เจียนไปสิงขรเหมือนจะพลิกแก้ไขสถานการณ์กลับมาตั้งหลักได้แต่สุดท้ายก็ปรากฏเพลงดาบของเจ้าทิพจู่โจมครอบคลุมให้ถอยร่นอีกครา
หลังจากจู่โจมดาบซ้ายขวายังเป้าหมายด้านบนจนสิงขรยกดาบขึ้นปัดป้องพัลวันเปิดช่องกลางลำตัวว่างไว้ เจ้าทิพพลันย่อกายกระชากดาบไขว้สลับลงมา แขนขวาอยู่เหนือแขนซ้ายแล้วสะบัดปาดฟันดาบไขว้ออกไปในแนวราบเข้าสู่ลำตัวที่เปิดออกอย่างรวดเร็วดาบขวาข้ามมาจากด้านซ้าย ดาบซ้ายสอดมาจากด้านขวา ไขว้ประสานกัน..
สิงขรชิงถอยหลังได้เพียงครึ่งจังหวะขณะลากดาบคู่ลงมายันรับในแนวตั้งดาบคู่ของเจ้าทิพไขว้สะบัดฟันมารุนแรงจนง่ามมือที่จับด้ามดาบของสิงขรสั่นสะท้านดาบที่ไขว้ยังคงวาดวงสวนทิศกัน ด้ามดาบขวาไปทางขวา ด้ามดาบซ้ายไปทางซ้ายปลายดาบไขว้ทั้งสองใกล้หลุดพ้นจากแนวสองดาบของสิงขรที่ตั้งฉากขึ้นรับสำนึกจู่โจมของราชองครักษ์หนุ่มพลันปรากฏ เตรียมเปลี่ยนสภาวะจากยันดาบขึ้นตั้งรับเป็นสะบัดฟาดฟันลงไปยังหัวไหล่ซ้ายขวาของฝ่ายตรงข้าม
ทว่าพริบตาที่ปลายแหลมของดาบไขว้ถูกลากสวนมาจรดกันตรงกลางดาบทั้งสองของเจ้าทิพพลันชะงักหักมุมจากรูปวงโค้งของสองดาบที่วาดต่อกันแปรผันเป็นสามเหลี่ยมแหลมพุ่งฝ่าช่องว่างของสองดาบที่ตั้งฉากรับสุดท้ายแยกปลายออกเป็นดาบคู่พุ่งแทงขนานเข้าใส่ร่างสิงขรอย่างรวดเร็ว
เพราะเจ้าทิพรุกอยู่ในท่าย่อกายเมื่อเสือกพุ่งดาบคู่เข้าใส่จึงเปี่ยมไปด้วยพลังแรงและความเร็วส่วนดาบของสิงขรก็เกร็งรั้งตั้งขวางอยู่วงนอก ยากจะปัดป้องแก้ไขสำนึกของเจ้าตัวเพิ่งรู้ว่าตกอยู่ในจุดตาย ดาบคู่ทั้งสองของเจ้าทิพก็แยกออกปักแทงไหล่ซ้ายและขวาจนร่างสิงขรกระเด็นหงายออกไปฟาดลงกับพื้นดาบในมือหลุดกระดอน กลิ้งหลุนๆ ออกไปทั้งสองเล่ม
“เพลงไอยราเสือกงาคู่ ที่หายสาบสูญ”ขุนพลสิงหลอุทานด้วยความตกตะลึง
“การประลองยุติ”
เสียงขุนพลธรณินประกาศพร้อมกับเสียงโห่ร้องกึกก้องดังขึ้นจากทั่วทุกทิศ
--------------------------------------------------