“ท่านทั้งหลายเรามาหารือถึงกลยุทธ์ในการรับมืออย่างไรกับการโจมตีอย่างไม่ลดละจากตระกูลกู้กันดีหรือไม่”
ผู้นำตระกูลซูนั่งอยู่บนบัลลังก์ประธานท่าทีเคร่งขรึมพลางมองไปยังทุกคนด้วยแววตาน่าเกรงขาม
ในขณะนี้ ภายในห้องโถงใหญ่ของสภาตระกูลเหล่าผู้าุโและผู้เฒ่าประจำตระกูลนับสิบนั่งกันเป็ระเบียบ
โดยแบ่งตามสีของเสื้อผ้าที่สวมใส่
แบ่งเป็กลุ่มสีขาว สีดำ และสีม่วงซึ่งตรงกับตำแหน่งของผู้าุโชุดขาว ผู้าุโชุดดำ และผู้าุโชุดม่วง
ผู้าุโชุดขาวมีตำแหน่งต่ำสุดส่วนผู้าุโชุดม่วงมีตำแหน่งสูงสุด
ผู้าุโชุดม่วงมีจำนวนไม่มากนักพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็ผู้าุโระดับสูงสุด และเป็ผู้บำเพ็ญเพียรในระดับนิรันดร์
โดยปกติแล้วพวกเขาจะบำเพ็ญเพียรอย่างหนักเพื่อพยายามฝ่าขีดจำกัดของระดับหรือเฝ้ารักษาสถานที่สำคัญ และโดยทั่วไปจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเื่ภายในตระกูล
ทว่าในครั้งนี้นอกจากผู้าุโสูงสุดสองคนที่เฝ้ารักษาสถานที่ลับสำคัญแล้วพวกเขาทั้งหมดก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนเพื่อรับมือกับวิกฤตของตระกูลซูในครั้งนี้
ตระกูลซูเป็หนึ่งในสำนักกองกำลังชั้นนำของทวีปเจินเซิ่ง ตั้งอยู่ในดินแดนรกร้างทางเหนือพื้นที่นับหมื่นลี้ ในฐานะเ้ายุทธจักร ตั้งมั่นตระหง่านราวขัตติยวงศ์
ส่วนสำนักกองกำลังที่อยู่บริเวณใกล้เคียงคือตระกูลกู้และราชวงศ์ไป๋อวิ๋นซึ่งล้วนเป็สำนักกองกำลังชั้นนำที่แบ่งดินแดนรกร้างทางเหนือออกจากกันและยืนหยัดเคียงข้างกันเพื่อก่อให้เกิดความสมดุลแบบสามเสา
นอกจากสามมหาอำนาจแล้วยังมีสำนักกองกำลังขนาดเล็กใหญ่อีกมากมายกระจายตัวอยู่เสมือนกับดาวเคราะห์ขนาดเล็กจำนวนมากที่โคจรรอบดวงดาว
อย่างไรก็ตามด้วยเหตุผลบางประการที่ไม่อาจทราบ ตระกูลกู้ที่เคยรักษาสมดุลกับตระกูลซูมาโดยตลอดในปีที่ผ่านมากลับมีพลังเพิ่มขึ้นกะทันหัน และเริ่มโจมตีตระกูลซูอย่างหนักหน่วง
กัดเซาะสมบัติพัสถานของตระกูลซูจากทุกทิศทุกทาง
ไม่ว่าจะเป็เหมืองแร่ การค้า ทรัพยากรหรือแม้แต่เหล่าอัจฉริยะและสมาชิกตระกูลที่ออกไปฝึกฝนภายนอกล้วนตกเป็เป้าหมายและได้รับผลกระทบจากการโจมตีของตระกูลกู้ ภายในเวลาเพียงหนึ่งปีตระกูลซูก็ประสบกับความสูญเสียอย่างหนัก
ไม่เพียงแต่ผู้าุโในตระกูลจะล้มตายเป็จำนวนมากเท่านั้นทว่าสมบัติพัสถานยังได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงโดยเกือบจะล่มสลายไปถึงครึ่งอีกด้วย
ใน่เวลานั้น ตระกูลซูก็ไม่ได้นิ่งเฉยพวกเขาตอบโต้ กระทั่งยอมเสี่ยงที่จะก่อาครั้งใหญ่เลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม เมื่อการต่อสู้ปะทุขึ้นพวกเขาค้นพบว่าด้วยเหตุผลบางประการ พลังของตระกูลกู้เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันโดยจำนวนผู้าุโในตระกูลมีมากกว่าตระกูลซูมาก
หลังจากการต่อสู้อันดุเดือดจบลงตระกูลซูประสบกับความสูญเสียอย่างหนักแม้แต่ผู้าุโสูงสุดในระดับนิรันดร์ก็ยังล้มตายไปถึงสองคน
ดังนั้นในตอนนี้เหลือเพียงเจ็ดท่านเท่านั้น
หากไม่ใช่เพราะ่เวลาวิกฤติและพวกนั้นอาศัยวิธีที่บรรพบุรุษฉางเซิงปิดด่านบำเพ็ญตนก่อนหน้านี้พวกเขาคงจะถูกขับไล่โดยสมาชิกที่แข็งแกร่งของตระกูลกู้ไปแล้ว
เกรงว่าตระกูลซูอาจจะถูกทำลายล้างไปแล้ว
“ตระกูลกู้อาจจะเข้าร่วมกับสำนักกองกำลังระดับสูงบางแห่งหรือได้รับโอกาสอันยิ่งใหญ่มิฉะนั้นพลังของพวกเขาจะเพิ่มขึ้นเฉียบพลันเช่นนี้ได้อย่างไร!”
ผู้าุโสูงสุดชุดม่วงคนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก
ใบหน้าแก่ชราของเขา เส้นผมและเคราสีขาวมีชีวิตอยู่มาเป็เวลานาน ทว่าดวงตาของเขายังคงเปล่งประกายแสงอันน่าเกรงขามราวกับสัตว์ร้ายที่น่าสะพรึงกลัว จนอดทำให้ผู้คนหวาดกลัวไม่ได้
ผู้บำเพ็ญเพียรในระดับนิรันดร์ หรือที่รู้จักกันในนาม‘ผู้าุโหมื่นยุคสมัย’ สามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึงหมื่นปีทั้งมีลักษณะพลังอันน่าเกรงขามเป็ของตนเองโดยธรรมชาติ
“บัดนี้การเผชิญหน้ากับตระกูลกู้ เราทำได้เพียงถอยกลับไปที่เมืองเทียนหยวนเท่านั้นและยอมสละสมบัติพัสถานส่วนใหญ่เพื่อที่จะอยู่รอดต่อไปได้”
ผู้าุโสูงสุดอีกคนหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเ็า
นางเป็สตรีผมขาว มีใบหน้าวิไลเป็ที่ประจักษ์ไปทั่วทุกสารทิศ มีบุคลิกเ็าและสง่างาม แม้จะมีผมขาวทว่าก็ไม่อาจซ่อนความสง่างามที่มิมีผู้ใดเทียบได้
“ยอมสละสมบัติพัสถานส่วนใหญ่ของเราเช่นนั้นรึ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ไม่เพียงแต่เหล่าผู้าุโจะตกตะลึงเท่านั้นแม้แต่ผู้นำตระกูลซูที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ผู้นำก็ยังโกรธจัด
“เช่นนั้น เราต้องยอมสละทรัพยากรทั้งหมดที่ตระกูลซูสะสมมานับพันปีไปเช่นนั้นรึนั่นคือรากฐานที่บรรพบุรุษยากลำบากสร้างขึ้นมานะ!”
ดวงตาของผู้นำตระกูลซูแดงก่ำ
เขาเป็ลูกหลานของซูฉางเซิงและเคารพนับถือบรรพบุรุษในตำนานผู้นี้อย่างมาก
เมื่อหลายพันปีก่อนตระกูลซูเป็เพียงตระกูลชั้นสามธรรมดาผู้าุโที่สุดในตระกูลเป็เพียงผู้บำเพ็ญเพียรในระดับสำแดงกฎเท่านั้น
ซูฉางเซิงคือผู้ที่นำพาตระกูลซูให้กลายเป็สำนักกองกำลังชั้นนำพื้นที่นับหมื่นลี้ และมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทวีปเจินเซิ่ง
อาจกล่าวได้ว่าสถานะปัจจุบันของตระกูลซูเกือบทั้งหมดล้วนเป็ผลงานของซูฉางเซิง
บัดนี้ผู้าุโสูงสุดชุดม่วง้าที่จะยอมสละสมบัติพัสถานของตระกูลซูนั่นไม่เท่ากับการยอมสละรากฐานที่บรรพบุรุษฉางเซิงสร้างขึ้นมาทั้งหมดหรือ
“ผู้าุโซูชิงนี่ไม่ใช่เื่ตลก!”
ผู้นำตระกูลซูมีสีหน้าเคร่งขรึมเขาจ้องมองสตรีผมขาว ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความโกรธ
“ตระกูลซูในวันนี้ล้วนเป็ผลงานของบรรพบุรุษฉางเซิง เ้ากล้าที่จะเสนอเช่นนี้ไม่กลัวว่าบรรพบุรุษจะตำหนิเ้าหลังจากที่ออกมาจากการบำเพ็ญเพียรหรืออย่างไร”
“หรือว่าเ้าทรยศต่อตระกูลซูและเข้าร่วมกับตระกูลกู้แล้ว!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ใจของเหล่าผู้าุโต่างก็สั่นสะท้าน
โดยเฉพาะผู้าุโสูงสุดที่สวมชุดม่วงท่านอื่นสีหน้าของพวกเขาต่างก็เปลี่ยนไป
ซูฉางเซิง!
สำหรับพวกเขาที่เป็ผู้าุโสูงสุดแล้วนี่คือชื่อที่ดังก้องราวกับฟ้าคำรามเช่นกัน
และพวกเขาก็เคารพนับถือผู้นี้ยิ่งกว่าสิ่งใด
แม้ว่าพวกเขาทั้งหมดจะเป็ผู้บำเพ็ญเพียรในระดับนิรันดร์ทว่าตระกูลซูมีบรรพบุรุษเพียงผู้เดียว นั่นคือซูฉางเซิง
ส่วนพวกเขาเป็เพียงผู้าุโสูงสุดความแตกต่างของตำแหน่งระหว่างพวกเขากับซูฉางเซิงนั้นห่างไกลกันยิ่ง
ควรทราบว่าซูฉางเซิงได้ท่องไปทั่วทวีปเจินเซิ่งมานับพันปีเป็ที่รู้จักในนาม ‘ราชันดาวตก’ และไร้ผู้ใดเทียบเคียงในระดับนิรันดร์
มีเหล่าผู้าุโระดับนิรันดร์ขั้นสูงสุดกว่ายี่สิบคนที่ตายด้วยน้ำมือของเขา
เขายังเคยเผชิญหน้าต่อสู้กับระดับกึ่งเซียนนักบุญถึงสามคนเป็เวลาสามวันสามคืนท้ายที่สุดก็สังหารพวกเขาทั้งหมดได้
การต่อสู้ครั้งนั้นทำให้ชื่อเสียงของซูฉางเซิงเลื่องลือไปทั่วทวีปเจินเซิ่ง
หากไม่ใช่เพราะบรรพบุรุษฉางเซิงได้เข้าสู่การบำเพ็ญเพียรมาหลายร้อยปีและไม่เคยปรากฏตัวตระกูลกู้จะกล้าแสดงความโอหังเช่นนี้ได้เยี่ยงไร
“เ้าหนูซูอวิ๋นเ้าคิดว่าข้าเต็มใจที่จะทำเช่นนี้หรือ ตระกูลซูแห่งนี้ข้าเองก็เฝ้าดูพี่ฉางเซิงสร้างมันขึ้นมาเช่นกัน ทว่าหากไม่ทำเช่นนี้และยืดเยื้อกับตระกูลกู้ต่อไป ตระกูลเราจะถูกทำลายในที่สุด!”
ผู้าุโซูชิงยังคงมีท่าทีสงบและไม่โกรธเคืองต่อคำกล่าวโทษของผู้นำตระกูลซูแต่อย่างใด
นางเป็บุคคลในยุคเดียวกับซูฉางเซิงเป็ญาติโดยตรง และชื่นชมซูฉางเซิงมากแน่นอนว่านางจะไม่ขายผลประโยชน์ของตระกูลและเป็ผู้ทรยศ
“แทนที่จะถูกตระกูลกู้ทำลายเราควรลดขนาดอำนาจลง และยอมถอยทัพเพื่อรักษาความแข็งแกร่งของตระกูลเอาไว้ตราบใดที่พี่ฉางเซิงออกจากการบำเพ็ญเพียร ปัญหาทั้งหมดก็จะได้รับการแก้ไข!”
ผู้าุโซูชิงกล่าวต่อ
“เ้าหนูซูอวิ๋นเ้าต้องจำไว้ว่าสิ่งที่โลกนี้ให้คุณค่ามิใช่สิ่งที่เรียกว่าสมบัติพัสถานหรือทรัพยากรทว่ากลับเป็ความแข็งแกร่ง!”
“การยอมสละสมบัติพัสถานชั่วคราวจะเป็กระไรไปตราบใดที่พี่ฉางเซิงออกจากการบำเพ็ญเพียร ทุกอย่างล้วนไม่ใช่ปัญหา!”
“และหากว่าพี่ฉางเซิงไม่อาจออกมาจากการบำเพ็ญตนได้ไม่ต้องพูดถึงการยอมสละสมบัติพัสถานส่วนใหญ่เพื่อที่จะรักษาสายเืของตระกูลซูเอาไว้เราอาจต้องยอมสละรากฐานของตระกูลเสียด้วยซ้ำ!”
แม้ว่าคำพูดเหล่านี้จะดูเรียบง่ายทว่ากลับก็ทำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องโถงต่างตกตะลึง
ชั่วขณะหนึ่ง เหล่าผู้าุโสูงสุดรวมถึงผู้นำตระกูลซู ต่างก็เงียบไป
พวกเขาล้วนเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของผู้าุโซูชิง
เวลานี้
บรรพบุรุษฉางเซิงกำลังบำเพ็ญเพียรเพื่อฝ่าขีดจำกัดไปสู่ขั้นเซียนนักบุญ
เื่นี้มีเพียงผู้าุโสูงสุดไม่กี่คนและผู้นำตระกูลซูเท่านั้นที่ทราบ
หากบรรพบุรุษฉางเซิงออกจากการบำเพ็ญเพียรแล้วนั่นหมายความว่าการฝ่าขีดจำกัดประสบความสำเร็จและแม้ว่าจะไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ทว่าความแข็งแกร่งของเขาจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
โดยปกติเขาสามารถปราบปรามพวกอันธพาลทั้งหมดได้ด้วยการดีดนิ้วเพียงครั้งเดียวและแก้ไขวิกฤตที่ตระกูลซูต้องเผชิญได้อย่างง่ายดาย
แต่หากเขาออกมาจากการบำเพ็ญตนไม่ได้เล่า
นั่นก็หมายความว่าล้มเหลวและอาจถึงขั้นสิ้นชีวีทันทีก็ได้
เมื่อถึงเวลานั้นหากไม่มีซูฉางเซิงเป็เสาหลักค้ำยันเช่นนั้นการล่มสลายของตระกูลซูย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งการไล่ตามและโจมตีอย่างไม่ลดละของตระกูลกู้ด้วย
หากพวกเขาไม่อยากให้ตระกูลถูกทำลายเช่นนั้นก็ทำได้เพียงยอมสละเมืองเทียนหยวนและแสวงหาที่หลบภัยในดินแดนต่างถิ่น
ชั่วขณะหนึ่งบรรยากาศของการประชุมตระกูลก็เอ่อล้นไปด้วยความหนักอึ้ง
“กระไรนะ!”
ขณะนั้นเองบนที่นั่งด้านหน้าผู้าุโในชุดคลุมสีดำขมวดคิ้วแน่น เขาได้รับสารบางอย่างและสีหน้าก็เปลี่ยนไปในทันที ไม่อาจซ่อนความใเอาไว้ได้
เขาคือผู้าุโที่รับผิดชอบด้านข่าวในตระกูลเป็ผู้าุโขั้นสูงสุดในระดับอนัตตาและเป็ผู้าุโระดับกึ่งนิรันดร์แล้ว
“เกิดสิ่งใดขึ้น”
คำอุทานของเขาดึงดูดความสนใจของทุกคนทันทีสายตาของผู้าุโทั้งห้าคน รวมถึงซูอวิ๋นและผู้าุโจากระดับนิรันดร์ทั้งหกคนต่างก็หันมามองที่เขา
ดูเหมือนว่าผลกระทบอันหนักหน่วงของทางบำเพ็ญตนขั้นสูงจะข่มขู่ผู้ฝึกตนระดับอนัตตาได้แทบจะสิ้นเชิง
แม้ว่าเขาจะเป็ผู้ฝึกตนในระดับกึ่งนิรันดร์ ก็ััถึงความรู้สึกอึดอัดในขณะนี้ได้เช่นกัน
“ตระกูลกู้ได้ระดมบุคคลผู้าุโจำนวนมากทั้งระดับสำแดงกฎหลายสิบคน ระดับอนัตตามากกว่าสิบคน และระดับนิรันดร์เจ็ดคนพวกเขากำลังโจมตีจื่อเสวี่ยนเทียนอย่างดุเดือด โดยตั้งใจจะยึดครองมัน!”
สีหน้าผู้าุโในชุดสีดำกังวล
“ได้อย่างไร!”
ทุกคนในที่แห่งนี้ต่างมีสีหน้าที่เปลี่ยนไป
จื่อเสวี่ยนเทียนเป็รากฐานและมรดกที่สำคัญที่สุดของตระกูลซูซึ่งเป็โลกใบเล็กแห่งเดียวที่ชำรุดทรุดโทรม
การที่ตระกูลกู้โจมตีที่นั่นตอนนี้ก็หมายความว่าพวกเขา้าถอนรากถอนโคนตระกูลซู!
“ตระกูลกู้รังแกผู้อื่นมากเกินไปแล้ว!”
ซูอวิ๋นะโก้องอย่างไม่อาจกลั้นเสียงคำรามของเขาไว้ได้รัศมีแห่งพลังระดับนิรันดร์ปะทุขึ้น สั่นะเืไปทั่วห้องโถงตระกูลซู
“เปิดศึกเราจะต้องเปิดศึก!”
กลุ่มผู้าุโหัวรุนแรงก็คำรามด้วยความโกรธเช่นกัน
พวกเขาผิดหวังมามากแล้วและบัดนี้พวกเขาก็ถูกตระกูลกู้ปลุกปั่นหมดสิ้น
“หากเช่นนั้นก็เปิดศึกเลย!”
กลุ่มผู้าุโต่างมองหน้ากันและผู้าุโสูงสุดซูชิงถอนหายใจช่วยไม่ได้ ใบหน้าอันงดงามของนางยังคงไม่เปลี่ยนไปทว่า่เสียงของกลับเ็า
ไม่ว่าอย่างไรก็ตามนางคือผู้ฝึกตนขั้นที่หกของระดับนิรันดร์และต่อสู้ดิ้นรนเพื่อขึ้นมาจากระดับต่ำกว่า เช่นนั้น นางจะเป็คนที่กลัวความตายได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้นจื่อเสวี่ยนเทียนเป็รากฐานและมรดกของตระกูลซู สำคัญยิ่งกว่าเมืองเทียนหยวนเสียอีกมันเป็โลกใบเล็กที่สามารถเคลื่อนย้ายได้เป็ความหวังสำหรับการฟื้นคืนชีพของตระกูล
ตระกูลซูสามารถละทิ้งสมบัติพัสถานอื่นๆทั้งหมดได้ แต่โลกใบเล็กแห่งนี้เราไม่อาจยอมได้
ควรทราบว่าย้อนกลับไปในตอนนั้นได้เพื่อต่อสู้แย่งชิงโลกใบเล็กแห่งนี้ซูฉางเซิงได้สังหารผู้าุโระดับนิรันดร์ขั้นสูงไปหลายคนโลหิตแปดเปื้อนทั่ว์และพิภพ สั่นะเืแผ่นดินเป็ระยะทางนับหมื่นลี้
ซูชิงไม่อาจนั่งเฉยและปล่อยให้ตระกูลกู้เอาจื่อเสวี่ยนเทียนไปได้แม้ว่าจะต้องต่อสู้จนตัวตาย นางก็จะไม่ลังเล
“เช่นนั้นก็เปิดศึกกันเลย!”
ขณะที่กลุ่มผู้าุโคุกรุ่นไปด้วยความโกรธและฮึกเหิมเสียงอันนิ่งสงบเสียงหนึ่งดังก้องขึ้นในห้องโถง
“ตระกูลซูไม่ก่อปัญหาก่อนทว่าก็ไม่กลัวที่จะเผชิญกับปัญหา!”
วินาทีต่อมาซูอวิ๋นและผู้าุโทั้งห้าเบิกตากว้าง
สีหน้าของพวกเขาเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดี