บันทึกตำนานยอดปรมาจารย์

    บทที่ 34 เย่ฝานค้นพบขุมทรัพย์ของขอบเขตกึ่งจักรพรรดิมารแล้วเหรอ?

    บทที่ 34

    เย่ฝานค้นพบขุมทรัพย์ของขอบเขตกึ่งจักรพรรดิมารแล้วเหรอ?


            ณ หุบเขารัตติกาล


            หลังจากการต่อสู้ครั้งหนึ่ง เฉินมู่ฝานนั่งอยู่บนพื้นหอบหายใจ รอบตัวพวกเขามีศพของพวกเผ่ามารกระจัดกระจายอยู่ราวสามสิบศพ ฉู่ซิวยื่นมือขวาออกไป คว้าขนหัวของเผ่ามารที่มีหน้าเป็นหมูตัวหนึ่ง และยกมันขึ้นมาราวกับยกไก่


            เจ้าหน้าหมูที่แกล้งตายรู้ว่าถูกจับได้ จึงดิ้นรนอย่างรุนแรง รูปร่างและท่าทางอัปลักษณ์ของมันยิ่งดูน่าเกลียดเข้าไปใหญ่ 


            “ไอ้มนุษย์! ปล่อยข้านะ มิเช่นนั้นข้าจะกินเจ้าซะ”


            ผัวะ!


            ฉู่ซิวตบหน้ามันฉาดหนึ่ง เขามีกายาศักดิ์สิทธิ์โบราณแน่นอนว่าพละกำลังของร่างกายเขานั้นช่างยิ่งใหญ่ เจ้าหน้าหมูถูกตบจนงงงวย ใบหน้าที่อูมอยู่แล้วยิ่งบวมแดงขึ้นไปอีก ดูแล้วเหมือนก้นลิง


            เมื่อมองดวงตาเย็นชาคู่นั้นของเขา เจ้าหน้าหมูก็ไม่กล้าดิ้นอีกแล้ว


            “เหตุใดเจ้าถึงได้ร่วมมือกับพวกมารตนอื่นมาตามล่าพวกข้า” ฉู่ซิวถาม มนุษย์หมูมองด้วยสายตาวูบวาบ ในใจคิดจะหลอกลวงมนุษย์ที่น่ากลัวผู้นี้


            ฉึก!


            ฉู่ซิวยกมือขึ้นราวกับฉีกกระดาษ แต่สิ่งนั้นกลับเป็นหูของเจ้าหน้าหมู เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วทุกบริเวณ


            “อ๊าก!!” ความเจ็บปวดทำให้มนุษย์หมูร้องโหยหวนขึ้นฟ้า


            เฉินมู่ฝานและคนอื่น ๆ เห็นฉากอันโหดเหี้ยมนี้แล้ว พวกเขาต่างก็พูดไม่ออก เบิกตากว้างด้วยความตกใจ


            “กล้าโกหกงั้นหรือ? ได้! งั้นเดี๋ยวข้าจะทำให้เจ้ากลายเป็นหมูพิการ” ฉู่ซิวพูดยิ้ม ๆ แม้รอยยิ้มจะงดงามแต่เมื่อได้ยินแล้ว กลับทำให้ใจของคนหนาวเหน็บ เจ้ามนุษย์หมูตาสั่นระริก 


            “อย่างไรเจ้าก็ไม่ปล่อยข้าไปอยู่ดี”


            “อืม” ฉู่ซิวพยักหน้ายิ้ม ก่อนจะพูดว่า “ถ้าเจ้ายอมสารภาพตามตรง ข้าจะให้เจ้าตายอย่างสงบ”


            “เอ่อ... ศิษย์พี่ฉู่ซิว พวกเราสามารถใช้วิธีอื่นได้หรือไม่?” ฉินหมิ่นเอ่ยปากอย่างอ่อนแอ แต่ฉู่ซิวกลับขมวดคิ้วไม่ตอบ


            เฉินมู่ฝานดึงชายเสื้อของศิษย์น้องหญิง ส่ายหน้าใส่นางเป็นเชิงบอกว่าอย่าพูดมาก เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาได้เห็นพลังการต่อสู้ที่น่าสะพรึงกลัวของฉู่ซิวมาแล้ว การฆ่าเผ่ามารที่มีตัวตนของขอบเขตเสินเฉียวนั้นง่ายดายราวกับฆ่าไก่


            หากพวกเขาทำให้ฉู่ซิวโกรธ พวกเขาทั้งห้าคงไม่พอให้ฉู่ซิวฆ่า


            มนุษย์หมูมองดวงตาอันชั่วร้ายของฉู่ซิว ร่างกายอดสั่นไม่ได้ จนมันเริ่มพูดตะกุกตะกักระหว่างนั้น ฉู่ซิวจ้องมองสีหน้าของอีกฝ่ายตลอด หากอีกฝ่ายกล้าโกหก เขาจะดึงหูอีกข้างของเจ้ามนุษย์หมูออกทันที


            ฟังจบ ทุกคนต่างตกใจ ใบหน้าซีดเผือด


            ในช่วงหลายร้อยปีมานี้ ในแดนลับหวงเหยาที่เดิมทีถูกครองโดยขอบเขตจักรพรรดิแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่


            แต่ด้วยสาเหตุบางอย่างที่ไม่อาจรู้ได้ ทำให้เผ่ามารปรากฏมารตอนหนึ่งที่มีขอบเขตปี่อั้นขึ้นมา เขาใช้พลังที่เหนือกว่ารวมเผ่าทั้งหมดในดินแดนลับเข้าด้วยกัน และผันตนกลายเป็นหัวหน้าใหญ่


            ภายใต้คำสั่งของเขา เหล่ามารฝึกฝนและสะสมกำลังนานหลายร้อยปี ไม่ทำตนขัดแย้งกับผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่เข้ามาในแดนลับ ก็เพื่อที่จะฉวยโอกาสในยามที่แดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่เปิดแดนลับในครั้งนี้ นำเหล่ามารทั้งหมดออกจากการปิดล้อม หลบหนีออกจากแดนลับหวงเหยา


            สาเหตุที่ฆ่ามนุษย์ ไม่เพียงแต่เพื่อกินเนื้อแต่ยังเพื่อกำจัดภัยในอนาคตด้วย เก็บรวบรวมเลือดมนุษย์ที่ลานส่งตัวที่พวกเขาถูกส่งมาในตอนแรก จัดวางค่ายกลมหาโลหิตและอาศัยประตูส่งตัวของแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่ส่งตัวไปยังโลกภายนอก...


            “แดนลับถูกขอบเขตจักรพรรดิปราบปราม เผ่ามารสูงสุดก็ได้แค่ขอบเขตเสินเฉียว! ผู้นำของพวกเจ้า เหตุใดจึงสามารถก้าวสู่ขอบเขตปี่อั้นได้?” ฉู่ซิวถาม


            เขารู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ง่ายเลย ดูเหมือนว่าจะมีคลื่นใต้น้ำในแดนลับนี่เสียแล้ว แต่มนุษย์หมูส่ายหัวพลางทำหน้าเศร้า 


            “ข้าก็เป็นแค่ทหารเล็ก ๆ จะรู้เรื่องลับเหล่านั้นได้อย่างไรกัน?”


            ‘ปั๊ก! ซ่า!!’ ฉู่ซิวไร้อารมณ์ ฉุดหัวของมันหลุดออกมาทันทีจนเลือดพุ่งกระฉูด หยดเลือดสีแดงเข้มสองสามหยดเปื้อนแก้มขาวของเขา ส่งให้ดูประหลาดยิ่งขึ้นไปอีก


            เจ้ามนุษย์หมูจากไปอย่างสงบ…


            ฉู่ซิวโยนหัวหมูที่เลือดโชกไปด้านข้างแล้วลุกขึ้นยืน เงยหน้ามองท้องฟ้ายามเย็น ดูท่าจะต้องเร่งบำเพ็ญผลหล่อวิญญาณเสียแล้ว หากไม่สามารถก้าวสู่ขอบเขตเสินเฉียว ยามที่เผชิญหน้ากับหัวหน้าใหญ่ขอบเขตปี่อั้นของเผ่ามารผู้นั้น ต่อให้เป็นเขาก็ยังอันตรายมาก


            “ศิษย์พี่ฉู่… ช่วยถอนพิษให้พวกข้าได้หรือไม่?” ฉู่ซิวหันหลังกลับมา เอ่ยเสียงเรียบ “ไม่ต้องรีบ เอาศพพวกนี้ไปที่ยอดเขาก่อน…” เมื่อเห็นท่าทีของเขาเช่นนี้ เฉินมู่ฝานก็ใจหล่นวูบ หันไปสบตากับเพื่อนร่วมทีมทั้งสี่


            ใครบ้างจะดูไม่ออก ฉู่ซิวไม่มีทางปล่อยพวกเขาไปแน่


            “ฉู่ซิว! ท่านเคยกล่าวคำสาบานต่อสวรรค์มิใช่หรือ? ท่านต้องการให้ท่านอาจารย์ของท่านไม่สามารถบำเพ็ญต่อไปงั้นรึ?” ฉินหมิ่นกล่าวด้วยใบหน้าขมึงทึงน่ากลัว


            “หึหึ!” ฉู่ซิวหัวเราะอย่างประหลาด ยื่นลิ้นออกมาเลียเลือดที่มุมปาก เขาไม่สนใจหรอกว่าท่านอาจารย์จะบำเพ็ญต่อไปได้หรือไม่ และก็ไม่อยากจะเสแสร้งกับเจ้าพวกนี้อีกต่อไปแล้ว


            “ทุกท่านล้วนเป็นคนฉลาด แต่น่าเสียดาย ที่มิอาจมีชีวิตอยู่ต่อไปได้” ฉู่ซิวพูดไปพลางเดินเข้าไปหาพวกเขา


            “ฉู่ซิว… เจ้า! เจ้าจบไม่สวยแน่!” ฉินหมิ่นด่า


            ฉู่ซิวยกมือขึ้น ชักกระบี่เลือดหยกออกมา และใช้เคล็ดวิชาลับอีกครั้งส่งผลให้ร่างกายของเขารวดเร็วราวกับปีศาจ


            “เจ้าปีศาจ!!”


            “อั๊ก…” แสงกระบี่พาดผ่านรอบด้านเย็นยะเยือก


            “เจ้าตายไม่ดีแน่…”


            “เจ้าจะถูกสวรรค์ลงทัณฑ์!!”


            “อย่าโทษข้า! โทษที่พวกเจ้ารู้มากเกินไปต่างหาก!!”


            “ไว้ชีวิตข้าด้วยเถอะ…” เฉินมู่ฝานใบหน้าซีดเผือด คุกเข่าลงกับพื้นอ้อนวอน “ศิษย์พี่ฉู่ซิว ข้าจะยอมเป็นทาสรับใช้ท่าน ขอเพียงมีชีวิตรอด! ได้โปรด อย่าฆ่าข้าเลย!!”


            ปั๊ก! ฟู่!


            แสงดาบสีแดงเลือดฟันผ่านลำคอของเฉินมู่ฝาน ทิ้งรอยแผลตื้น ๆ เป็นทางยาว ในแววตาของเฉินมู่ฝานค่อย ๆ มืดมัว ใบหน้าตื่นตระหนก ร่างอ่อนระทวยล้มลงกับพื้น ไร้ลมหายใจ


            ฉู่ซิวยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางศพ มือขวาสะบัดเลือดบนกระบี่เลือดหยก ส่ายหน้าเบา ๆ เขาคิดไว้ก่อนแล้วว่าเจ้าพวกนี้จะต้องขัดขืน


            “เฮ้อ! ช่างน่าผิดหวังจริง ๆ” เขาเริ่มจัดการศพ ขนย้ายไปไว้บนยอดเขาเพื่อบ่มเพาะต้นของผลหล่อวิญญาณ


            เขามองต้นของผลหล่อวิญญาณที่กำลังดูดซับเลือดมนุษสด ๆ อย่างไม่ขาดสาย นานพอสมควร ฉู่ซิวก็หันหลังลงจากยอดเขา เริ่มต้นการล่าของเขา



            สองวันต่อมา ผลหล่อวิญญาณกำลังจะสุกงอม


            “ในที่สุดก็สุกเสียที!”




            ณ หุบเขาแห่งหนึ่ง


            ฉู่ซิวนั่งอยู่บนหินสีดำ ตรงหน้ามีผลึกรูปข้าวหลามตัดลอยอยู่ กำลังแสดงภาพของผลหล่อวิญญาณที่หุบเขารัตติกาล ผลหล่อวิญญาณส่องประกายระยิบระยับ กลิ่นหอมโชยกระจาย เพียงได้กลิ่นสักครู่ ก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลายทั่วร่าง ราวกับจะเหาะขึ้นสวรรค์ในอึดใจถัดไป


            ตอนนี้รูปลักษณ์ของมันก็เหมือนกับผลเหรินเซิงในไซอิ๋ว เต็มไปด้วยปราณอันศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีความวิปริตผิดธรรมชาติอีกต่อไป เปลี่ยนจากอธรรมเป็นธรรมโดยสมบูรณ์ 


            เขาเพิ่งจะลุกขึ้นยืน ตั้งใจจะกลับไป หูของเขาขยับเล็กน้อย รีบหลบซ่อนไปที่ด้านหลังของหินผาในหุบเขาทันที


            ไม่นานนัก ร่างคุ้นตาก้าวขึ้นกระบี่บินมาจากที่ไกล ๆ มายืนอยู่บนหินผาที่เขานั่งอยู่เมื่อครู่


            เย่ฝานถือแผนที่หนังสัตว์ในมือ ใบหน้าเต็มไปด้วยความดีใจอย่างบ้าคลั่ง อาจเป็นเพราะตื่นเต้นเกินไป ทั้งตัวสั่นเทา ในที่สุดก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้


            “เจอแล้ว ในที่สุดก็มาถึงแล้ว”


            “สมบัติของขอบเขตกึ่งจักรพรรดิมาร…”


            หนึ่งปีก่อน เขาได้แผนที่สมบัติแห่งสวรรค์และโลกจากคัมภีร์ฝึกปราณเล่มหนึ่งที่ไม่เป็นที่รู้จัก ซึ่งอยู่ที่ชั้นล่างสุดของหอคัมภีร์แดนศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นผู้ทิ้งแผนที่สมบัติลึกลับนี้ไว้


            แผนที่นี้บันทึกตำแหน่งสมบัติของขอบเขตกึ่งจักรพรรดิมาร


            ในตอนแรกเขายังไม่เชื่อ จนกระทั่งเขาเข้าไปในแดนลับเหยาหวง แผนที่ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าประหลาด ปล่อยแสงรัศมีชี้ไปยังทิศทางที่ไม่รู้จัก เขาจึงตัดสินใจที่จะตามหาที่นั่น


            แดนลับหวงเหยากว้างใหญ่เพียงใด ภูเขามากมายเพียงใด เขาใช้เวลาเพียงสิบกว่าวันก็หาที่นี่พบ ต้องยอมรับว่าโชคชะตาของตัวเอกนั้นช่างเหนือฟ้าจริง ๆ


            ฉู่ซิวผู้ซ่อนตัวอยู่ในความมืด มองไปยังเย่ฝานที่อยู่ไม่ไกล ใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น ทันใดนั้นเองที่มุมปากของเขาก็ค่อย ๆ ยกขึ้น



    คล้ายกับเรื่องบันทึกตำนานยอดปรมาจารย์ ที่คุณอ่าน