บทที่ 10 บุตรที่นางเฝ้าคอยไม่มีแล้ว
“เกิดอะไรขึ้น?! ทำไมสาวใช้อย่างพวกเ้าถึงไม่มีมารยาทมากขึ้นทุกวัน ส่งเสียงดังอะไรกันแต่เช้า!” ฉินจงเจิ้งขมวดคิ้วแน่น น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหงุดหงิด เมื่อคืนนี้คงจะเพลิดเพลินเกินไปจริง ๆ เพราะยามนี้แล้วร่างกายของเขายังรู้สึกเหนื่อยล้าอยู่เลย
ส่วนอนุหลี่ใจนฉี่แทบราด นางไม่ได้มีรอบเดือนใน่นี้อย่างแน่นอน แล้วเหตุใดนางถึงมีเืออกมาจากส่วนนั้นมากถึงขนาดนี้
แม้รอบเดือนของอนุหลี่จะไม่ค่อยแน่นอนสักเท่าไหร่ หากจะคาดการณ์ก็คงเดาไม่ถูก แต่อนุหลี่รู้ดีว่าเืที่ไหลออกมานี้ไม่เกี่ยวกับรอบเดือนอย่างแน่นอน เพราะยามที่นางมีรอบเดือนไม่ได้รู้สึกเจ็บถึงเพียงนี้
“นายท่าน… ” อนุหลี่ที่ยืนนิ่งอยู่ร้องไห้ออกมา นางหันไปเรียกฉินจงเจิ้ง “นายท่าน ได้โปรดไปตามหมอมาที ข้ารู้สึกไม่สบาย”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉินจงเจิ้งจึงหันกลับมามองก็เห็นว่ามีเืไหลออกมาจากตัวอนุหลี่ เขาก็ใไม่น้อย ก่อนจะรีบลุกขึ้นประคองอนุหลี่แล้วพานางนั่งลง เมื่อมองที่นอนที่เปียกชุ่มและยังคงมีเือยู่ สีหน้าของฉินจงเจิ้งก็ดูจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามอนุหลี่
“เ้ามีรอบเดือนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?” ฉินจงเจิ้งถามเื่นี้ออกมาราวกับเป็เื่ปกติ ไม่มีแม้แต่ความเขินอายเหมือนผู้ชายคนอื่น
ถ้าหากเป็ยามปกติ อนุหลี่อาจจะแสร้งทำเสียงออดอ้อนว่านายท่านนี่ช่างพูดจาอะไรน่ารังเกียจเช่นนี้… ทว่าบัดนี้สิ่งที่นางทำได้คือพยายามนึกให้ออกว่ารอบเดือนของนางมาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ แต่ไม่ว่าอย่างไร นางก็จำไม่ได้เสียที!
“นายท่าน ข้าจำไม่ได้แล้ว โอ๊ยยย! ท้องของข้าเจ็บเหลือเกิน!” อนุหลี่กุมท้องของตัวเองไว้แน่น ใบหน้าของนางเริ่มซีดขาวลงเรื่อย ๆ
ฉินจงเจิ้งไม่ได้ซักถามอะไรอีก รีบสั่งให้คนนำป้ายไปเชิญท่านหมอมาดูอาการของอนุหลี่ทันที
จากนั้นจึงลุกจากเตียงแล้วสั่งให้สาวใช้พยุงอนุหลี่ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องอาบน้ำ ส่วนฉินจงเจิ้งก็ให้คนมาช่วยสวมใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยเช่นกัน
หลังจากนั้นไม่นาน ท่านหมอก็มาถึงอย่างรวดเร็ว คงเป็เพราะมีคนเอาป้ายไปเชิญมา เขาถึงได้มาเร็วเช่นนี้
จากที่ท่านหมอได้จับชีพจรของอนุหลี่แล้ว เขาก็พยายามอย่างยิ่งที่จะรักษาสีหน้าเอาไว้ เมื่อตอนที่เข้ามาในห้องนี้ เขาััได้ว่าภายในห้องนี้ยังคงมีกลิ่นบางอย่างหลงเหลืออยู่ ในฐานะหมอถ้าไม่รู้ว่าสิ่งนี่คืออะไรก็ควรกลับไปกินข้าวที่บ้านตัวเองแล้วไม่ใช่หรือ?!
“ท่านหมอ ข้าเป็อะไรกันแน่ ท่านพูดอะไรสักคำสิ! แค่จับชีพจรเท่านั้น ท่านจะใช้เวลานานแค่ไหนกันเชียว” อนุหลี่ร้อนใจมาก นางมองท่านหมอที่จับชีพจรอยู่นานโดยไม่พูดอะไร จนนางอยากจะฉีกหมอผู้นี้ใส่เตาไฟเผาทิ้งไปเสียเลย
ส่วนท่านหมอก็ไม่ได้ปิดบังอีกต่อไป เนื่องจากฉินจงเจิ้งกำลังจ้องมองเขาอยู่ข้าง ๆ
เขาจึงรีบลูบหนวดอยู่ชั่วครู่แล้วพูดกับฉินจงเจิ้งว่า “นายท่านฉิน ดูเหมือนอนุภรรยาของท่านผู้นี้จะตั้งครรภ์ได้ไม่นาน นางจึงยังไม่ทันได้สังเกต หลังจากวันนี้ไป ข้าว่าควรจะหายาบำรุงให้นางทานจะดีกว่า ซึ่งแน่นอนว่าข้าจะจัดยาให้นางทันที… นอกจากนี้อนุหลี่ผู้นี้ดูเหมือนจะแพ้ดอกไม้ด้วย แม้ดอกไม้จะสวยงามเพียงใด แต่หญิงมีครรภ์หลายคนก็มักมีอาการเช่นนี้ขอรับ”
ในยามนี้ท่านหมอไม่ได้พูดอ้อมค้อมอีกต่อไป เมื่อจัดยาเสร็จก็รีบกลับออกไปทันที
เมื่ออนุหลี่ได้ยินคำพูดของท่านหมอ นางก็ไม่รู้ว่าตัวเองตกตะลึงไปนานเท่าใดแล้ว จึงฟุบหน้าลงกับโต๊ะแล้วร่ำไห้ออกมาอย่างบ้าคลั่ง
นางไม่คิดเลยว่าตัวเองจะตั้งครรภ์อยู่และเด็กในครรภ์ก็ถูกนางทำแท้งไปเสียแล้ว เมื่อนึกถึงการร่วมรักอันเร่าร้อนเมื่อคืนนี้ นางได้แต่คิดในใจว่า ถ้าเด็กไม่หลุดออกมาก็นับว่าแปลกแล้ว เมื่อยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้นางรู้สึกขมขื่นมากกว่าเดิมอีก
อีกทั้งอายุครรภ์ยังน้อยมาก ตอนนี้มีเพียงก้อนเืเท่านั้น ยังไม่ทันได้ก่อตัวเป็รูปร่างเลย เมื่อนึกถึงตรงนี้อนุหลี่ก็รู้สึกเ็ปจนแทบจะขาดใจ
บุตรที่นางเฝ้ารอมาเนิ่นนาน ในวันนี้กลับกลายเป็เื่น่าเศร้า เพียงเพราะความสุขสมชั่วข้ามคืนของพวกเขาสองคน
เมื่อฉินจงเจิ้งเห็นอนุหลี่ร้องไห้เสียใจอย่างหนัก ในใจของเขาก็รู้สึกเศร้าอยู่บ้าง เพราะเขาเองก็หวังให้อนุหลี่ตั้งครรภ์อีกครั้ง ถ้าเป็ไปได้ก็อยากให้เป็บุตรชาย เพราะหากได้บุตรชายแล้วเขาก็จะได้ทิ้งฉินซูไปเสีย
ถึงกระนั้น สิ่งที่ทำให้เขาไม่พอใจที่สุดคือ สายตาที่ท่านหมอผู้นั้นมองมาก่อนจะออกไป มันทำให้เขาทนไม่ได้จริง ๆ
“พอแล้ว เ้าอย่าร้องไห้อีกเลย ท่านหมอก็บอกแล้วว่าหากดูแลตัวเองให้ดีก็จะไม่ทิ้งโรคไว้ เวลานั้นถ้าเ้าอยากตั้งครรภ์อีกก็จะเป็เื่ง่าย แต่ถ้าเ้ายังร้องไห้ต่อไป ร่างกายเ้าจะแย่เอานะ” ฉินจงเจิ้งยื่นมือออกไปลูบไหล่ของอนุหลี่เพื่อปลอบโยนอย่างแ่เบา
ทว่าเมื่อเขาปลอบใจนางเช่นนี้ กลับยิ่งทำให้อนุหลี่ยิ่งรู้สึกตื่นตระหนก ยิ่งขึ้น “นายท่าน เื่นี้ต้องมีคนจงใจเป็แน่ ท่านหมอก็บอกแล้วนิเ้าคะ ว่าข้าน่าจะแพ้ดอกไม้ในแจกันนี้ นี่ต้องเป็ฝีมือของคุณหนูใหญ่ไม่ใช่หรือ?! นางไม่เคยให้เกียรติข้าอยู่แล้ว ต้องเป็นางอย่างแน่นอน นางจงใจให้แจกันดอกไม้นี้กับข้า ข้าถึงได้…”
อนุหลี่ร้องไห้จนแทบขาดใจ หลิวหลีเกรงนายหญิงของตนเองจะเจ็บตัวจริง ๆ จึงรีบเข้าไปปลอบ
เมื่อฉินอิงได้ยินเื่ราวของมารดาก็รีบวิ่งมาดูอาการของนางทันที และพอนางได้ยินคำพูดของอนุหลี่ ฉินอิงก็รีบพาข้ารับใช้ไปที่เรือนบัวหยกทันที
“พูดอะไรของเ้า? เ้าเองไม่ใช่หรือที่พูดว่าอยากได้ดอกไม้นั่น พอแล้ว… ไว้ข้าจะเรียกฉินหยวนมาไถ่ถามเอง” ฉินจงเจิ้งยังไม่ได้เชื่อในคำพูดของอนุหลี่ทันที เขาจึงไม่ได้พูดหนักแน่นมากนัก
เมื่อข้ารับใช้ของฉินจงเจิ้งและฉินอิงไปถึงเรือนบัวหยกก็ไม่พบผู้ใดแล้ว ฉินอิงโกรธจนทุบข้าวของภายในห้องฉินหยวนทิ้งทั้งหมด ส่วนข้ารับใช้ของฉินจงเจิ้งก็กลับมารายงานเขาทันที ฉินจงเจิ้งก็รู้สึกโกรธมากเช่นกัน นางกล้าดีอย่างไรไปไหว้พระในวันนี้หรือว่าเื่นี้เกี่ยวข้องกับนางจริง ๆ
“พวกเ้ารีบไปพาคุณหนูใหญ่กลับมาเดี๋ยวนี้!! ถ้าพวกเ้าพานางกลับมาไม่ได้ ก็อย่าได้กลับมาที่นี่อีก!” เมื่อฉินจงเจิ้งพูดจบ ข้ารับใช้ก็ไม่กล้ารอช้าอีกต่อไป พวกเขารีบขึ้นม้ามุ่งหน้าไปที่วัดทันที
อนุหลี่ที่ฟุบหน้าลงกับโต๊ะ ร้องไห้ไปก็ครุ่นคิดไป นางยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จะต้องเป็ฝีมือของฉินหยวนอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ฉินจงเจิ้งกับอนุหลี่เป็คู่ที่เหมาะสมกันมาก อนุหลี่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองแพ้ดอกไม้ แต่กลับโยนความผิดให้ฉินหยวนเสียแล้ว!!!
ฉินหยวนรู้ดีว่ายามนี้จวนตระกูลฉินจะต้องวุ่นวายกันอยู่อย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอนุหลี่และฉินจงเจิ้ง เพราะเมื่อคืนนี้ยิ่งทั้งคู่เพลิดเพลินมากเท่าใด วันนี้ก็จะยิ่งรู้สึกขมขื่นมากเท่านั้น…
วันนี้ช่างเป็วันที่ดีเสียจริง ผู้คนที่มาจุดธูปไหว้พระมีมากมาย มีทั้งคนที่มั่งคั่งร่ำรวยและคนจนปะปนกันไป และยังมีคุณหนูและคุณชายจากหลายตระกูลพากันนั่งเกี้ยว*[1]มาที่วัด
ส่วนฉินหยวนและคนอื่น ๆ เลือกที่จะเดินเท้าเข้าไป เนื่องจากพวกนางไม่ได้ออกมาข้างนอกนานแล้ว การเดินชมทิวทัศน์ระหว่างทางก็ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นได้ไม่น้อย
“ท่านพี่ ท่านดูนั่นสิ บนต้นไม้มีนกตัวหนึ่งเกาะอยู่ด้วย พอมันกางปีกออกก็เผยให้เห็นสีของมันถึงเจ็ดสีเลยล่ะ ช่างน่าอัศจรรย์จริง ๆ” ฉินซูร้องอุทานด้วยความใปนตื่นเต้น พลางดึงมือฉินหยวนให้มองตามไปด้วย
ฉินหยวนคิดว่าน้องชายของนางกำลังพูดถึงนกธรรมดาทั่วไป แต่เมื่อนางหันไปมอง ฉินหยวนก็ตกตะลึงในความงดงามเช่นกัน ที่แท้นกบนต้นไม้ตัวนี้คือนกเจ็ดสี ปีกของมันถึงได้มีเจ็ดสี เมื่อยามที่มันกางปีกออกดูราวกับกำลังเปล่งประกายระยิบระยับ
[1] เกี้ยว หมายถึง คานหามของจีนอย่างหนึ่ง ซึ่งจะมีคนคอยแบกเกี้ยวที่นั่ง เนื่องจากในสมัยก่อนเมื่อขุนนางหรือเ้านาย้าสัญจรไปทำธุระต่างแดน คงไม่ถนัดในการใช้ม้า จำเป็ต้องพึ่งพละกำลังคนรับใช้ในการเคลื่อนย้าย