หลังจากการประลองจบลง ตลาดกลางเมืองดราเคนยังคงเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ผู้คนจับจ่ายใช้สอย ท่ามกลางเสียงหัวเราะและบรรยากาศคึกคักที่ไม่ต่างกับกับหัวใจของอาคิระ เขาเดินทอดน่องกลับที่พัก ขณะที่หัวใจยังเต้นไม่เป็จังหวะจากการประลองสุดดุเดือดกับ ดราโก้ ดัสท์ฟลาร์ค
ยูเอะเดินตามอยู่ข้างๆ ใบหน้าของเธอยังคงมีแววตื่นเต้น “พี่อาคิระ! ยูเอะว่าเมื่อกี้ตอนพี่ต่อยเขาแล้วเขาไม่ะเืเลย มันน่าทึ่งมากเลยค่ะ!”
“อือ…” อาคิระตอบพลางยิ้มแห้งๆ “น่าทึ่ง…สำหรับเขา แต่พี่นี่สิ เจ็บไปทั้งตัว”
ยูเอะหัวเราะเบาๆ “แต่มันสนุกมากเลยนะคะ! พี่สู้เก่งขนาดนี้ยังทำให้ยูเอะใหลายครั้งเลย!”
ในใจเขายังรู้สึกถึงหมัดที่หนักแน่นราวกับหินผา และการเคลื่อนไหวที่เฉียบคมคล้ายมวยไทยที่ดราโก้แสดงให้เห็น แม้จะพ่ายแพ้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้อาคิระรู้สึกได้ถึงความเชื่อมั่นที่เติบโตขึ้นในใจ
“หมอนั่น…สุดยอดจริง ๆ” เขาพึมพำกับตัวเอง
“พูดถึงฉันอยู่เหรอ?”
เสียงทุ้มดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้อาคิระและยูเอะชะงักก่อนจะหันกลับไป เห็นดราโก้ยืนอยู่ ใบหน้าที่สงบนิ่งของเขามีรอยยิ้มบาง ๆ ประดับไว้
“นายอีกแล้ว?” อาคิระขมวดคิ้วเล็กน้อย “หรือว่านายตามมาหาเื่? อย่าบอกนะว่านายจะลากฉันไปซ้อมรอบสอง”
ยูเอะรีบเข้ามายืนข้างพี่ชาย เธอจ้องดราโก้ด้วยสายตาที่ระแวดระวัง “อย่าบอกนะคะว่าคุณตั้งใจจะเอาคืนพี่อาคิระ!”
ดราโก้หัวเราะเบา ๆ ในลำคอ “ไม่หรอก ฉันไม่ได้มาหาเื่ แต่ฉันมีบางอย่างอยากพูดกับนาย”
“หือ? อะไรล่ะ?” อาคิระเลิกคิ้ว พลางมองเขาอย่างสงสัย
ดราโก้ยืนนิ่งสักพัก ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ “จะว่าไปก็แปลกนะ…”
“แปลกอะไร?”
“นี่เป็ครั้งแรกที่ฉันได้สู้กับใครสักคนแล้วรู้สึกสนุกแบบนี้” ดราโก้เงยหน้าขึ้นมองฟ้า “ฉันฝึกหนักมาตลอด อยู่แต่กับการเก็บตัว ไม่มีใครกล้าสู้กับฉันจริงจังสักคน จนกระทั่งมาเจอนาย”
คำพูดนั้นทำให้อาคิระชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ “เดี๋ยวนะ นายกำลังบอกว่าฉันทำให้นายสนุกอย่างนั้นเหรอ?”
ยูเอะมองหน้าดราโก้ ก่อนจะพูดเสริม “พี่อาคิระน่ะ ไม่เคยยอมแพ้อะไรง่ายๆ หรอกค่ะ!” เธอหันไปมองพี่ชายด้วยสายตาเปี่ยมความเชื่อมั่น
ดราโก้ยิ้มมุมปากเล็ก ๆ “ก็นายไม่ยอมแพ้เลยนี่ ไม่ว่าฉันจะเล่นงานไปแรงแค่ไหน นายก็ยังลุกขึ้นมาสู้ต่อ มันทำให้ฉันนึกขึ้นได้…” เขาหันมามองอาคิระตรง ๆ ด้วยสายตาที่จริงจัง “บางทีการมีคู่แข่งที่ดี มันก็ไม่เลวเลยใช่ไหม?”
อาคิระนิ่งไป มองใบหน้าที่แฝงไปด้วยความจริงใจตรงหน้า เขายิ้มบาง ๆ ก่อนจะยื่นมือออกไป “งั้น…ก็ยินดีด้วย นายมีคู่แข่งคนแรกแล้วล่ะ”
ยูเอะยิ้มตาม “แล้วคู่แข่งของคุณคนนี้ก็เป็คนที่แข็งแกร่งมากด้วยนะคะ!”
ไม่นานหลังจากนั้น ดราโก้พาอาคิระและยูเอะไปยังลานกว้างท้ายเมือง ซึ่งเป็ที่ประลองและฝึกซ้อมของเหล่านักสู้ชั้นนำ ลานแห่งนี้เงียบกว่าปกติ มีเพียงแสงสีส้มแดงจากลาวาที่ส่องประกายอยู่รอบ ๆ ที่ใจกลางลาน
“คุณจะพาเราไปที่ไหนกันแน่คะ?” ยูเอะถามด้วยน้ำเสียงระแวดระวัง เธอเดินตามพี่ชายไปติด ๆ ดวงตาเล็ก ๆ ของเธอกวาดมองรอบลานด้วยความสงสัย
“รออีกหน่อย” ดราโก้ตอบ น้ำเสียงของเขาสงบนิ่ง แต่แฝงความคาดหวังบางอย่างไว้
ทันใดนั้น ความร้อนมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากใจกลางวงเวียน เปลวไฟสีส้มทองลุกโชนขึ้นพร้อมกับเสียงกระพือปีกที่ดังก้องกังวาน จากท้องฟ้ามืดมิดเื้ั เงาของสิ่งมีชีวิตมหึมาค่อย ๆ ปรากฏขึ้นกลางเปลวเพลิง
ร่างของ อิกนิส อินเฟอร์โนส สูงสง่าและน่าเกรงขาม ผิวของเขาเป็สีเทาเข้ม ตัดกับลวดลายเปลวไฟที่ส่องแสงเรืองรองไล่ไปตามลำตัวราวกับลาวาที่ไหลเวียนอยู่ใต้ิั เส้นผมสีขาวบริสุทธิ์ของเขาปลิวไสวราวกับถูกลมจากเปลวเพลิงพัดให้ลุกโชติ่ เขามีดวงตาสีส้มเพลิงที่ส่องประกายราวกับถ่านไฟที่ลุกไหม้
เขายืนเด่นด้วยปีกขนาดมหึมาที่เหมือนถูกสานจากเปลวเพลิง ปลายเขาที่โค้งงอเหนือศีรษะเหมือนของั ตอกย้ำพลังอันยิ่งใหญ่และความน่าเกรงขามของผู้พิทักษ์แห่งเพลิง
ยูเอะเบิกตากว้างก่อนจะหลบหลังพี่ชาย “พี่อาคิระ…นั่นมัน…ัเหรอคะ!?”
อาคิระเองก็รู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลจากร่างของอิกนิส แม้จะพยายามทำใจให้สงบ แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะเหงื่อซึม “ดูเหมือนจะใช่นะ…”
“ข้าคือ อิกนิส อินเฟอร์โนส ผู้พิทักษ์แห่งเปลวไฟ” เสียงของเขาดังกึกก้อง อบอวลไปด้วยพลังและแรงกดดันมหาศาล “เ้า…คือผู้ที่ถูกเลือกให้ร่วมทางไปกับดราโก้ใช่หรือไม่?”
“เดี๋ยวๆ ฉันเหรอ?” อาคิระชี้นิ้วมาที่ตัวเอง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความใ
“ใช่ เ้าคือคนที่ถูกเลือก และดราโก้จะเป็เพื่อนร่วมทางของเ้า”
“นี่มันอะไรกัน!?” ยูเอะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ “แล้วหนูล่ะคะ? พวกเขาไม่ได้หมายถึงให้หนูไปด้วยเหรอ?”
อิกนิสมองยูเอะด้วยสายตาลึกซึ้ง เขาโน้มตัวลงเล็กน้อยก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก “เ้าคือแสงสว่างที่ส่องทางในความมืด แม้เ้าจะยังไม่เข้าใจบทบาทของตนเอง แต่เ้า…มีความสำคัญต่อภารกิจนี้มากกว่าที่เ้าคิด”
คำพูดนั้นทำให้ยูเอะนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นพร้อมแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ถ้างั้น…หนูก็จะช่วยพี่อาคิระให้ได้ค่ะ!”
ดราโก้ยิ้มมุมปาก “ฉันรู้อยู่แล้วว่าพวกนายทั้งสองมีศักยภาพที่จะทำได้”
แม้จะรู้สึกสับสน แต่สายตาของดราโก้และคำพูดของอิกนิสกลับทำให้อาคิระรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่เพิ่มขึ้นในใจ เขาเงยหน้าขึ้น มองตรงไปยังัเพลิงที่ยืนสง่าผ่าเผยอยู่เบื้องหน้า
“ก็ได้ ฉันจะไป” อาคิระกล่าวเสียงหนักแน่น ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“การเดินทางของพวกเ้าจะนำไปสู่ ูเาไฟสุริยะคำราม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มไปด้วยพลังอัคคีแห่งดราเคน แต่ตอนนี้ได้ถูก บาปแห่งความโกรธ ครอบงำเอาไว้” อิกนิสประกาศ เสียงของเขาก้องสะท้อนไปทั่วห้องโถง ลำแสงสีส้มทองแผ่จากปลายมือของเขาเข้าหาทั้งสามคนอย่างช้า ๆ
“ข้าขอมอบ พรแห่งอัคคีสุริยะ ให้แก่พวกเ้า” เปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ที่โปร่งแสงห่อหุ้มร่างของอาคิระ ดราโก้ และยูเอะ ความร้อนระอุรอบตัวค่อย ๆ เบาบางลง พลังนี้ซึมลึกเข้าสู่ร่างกายราวกับโล่คุ้มครองบางเบา
ยูเอะมองมือของเธอที่เรืองแสงอ่อน ๆ “มันอบอุ่น…เหมือนแสงอาทิตย์เลยค่ะ” เธอกระซิบพลางยิ้มบาง ๆ ให้กับพี่อาคิระ
ดราโก้ขยับกำปั้นของเขา เบาใจเมื่อััได้ถึงความคุ้นเคยในพลังนี้ “นี่แหละ พลังที่คู่ควรสำหรับการเดินทางของพวกเรา”
อาคิระมองทั้งสองคน ก่อนจะหันไปสบตากับอิกนิส “พวกเราจะทำให้ดีที่สุด” เขากล่าวอย่างมุ่งมั่น
ัเพลิงพยักหน้า ดวงตาสีเพลิงของเขาแฝงด้วยความภูมิใจ “จงมุ่งหน้าไปยังูเาไฟสุริยะคำราม และขอให้เปลวเพลิงแห่งความมุ่งมั่นของพวกเ้าแผดเผาความมืดที่รออยู่เบื้องหน้า”
ทั้งสามหันมามองหน้ากัน อาคิระพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเอ่ย “ไปกันเถอะ”
ยูเอะพยักหน้าตาม “ค่ะ พี่อาคิระ”
ดราโก้เดินนำหน้าไป “นี่เป็เพียงจุดเริ่มต้น…แสดงให้โลกเห็นว่าพวกเราทำได้”
ทั้งสามก้าวเดินเข้าสู่เส้นทางใหม่ พร้อมเผชิญหน้ากับสิ่งที่รออยู่ข้างหน้าอย่างไม่หวั่นเกรง…