“เอาเข้าจริงยากเป็บ้าเลย”
ก้มหน้าฟุบกับโต๊ะอ่านหนังสือในห้องนอนของแคลร์เมื่อคิดว่าสิ่งที่จะต้องทำเพื่อเปลี่ยนอนาคตมันยากขึ้นไปทุกที ตอนนี้เอลลีแอบคบกับแฮดลี่ย์ได้ 2 เดือนกว่าแล้ว และฉันมั่นใจเป็อย่างมากว่าเอลลีในวัย 18 หลงรักแฮดลี่ย์มาก ๆ แล้วเช่นกัน
“ฉันจะเปลี่ยนใจเธอยังไงดีเอลลี”
ย้อนไปในตอนนั้นฉันเหมือนคนใจง่ายเพียงแค่เราเจอกันในระหว่าง่ปิดเทอมขณะที่ฉันทำพาร์ตไทม์ที่สนามเทนนิส หล่อนเข้ามาใช้บริการกับเพื่อน ๆ ของหล่อนเลยมีโอกาสให้ทำเราเจอกันแม้ว่าตอนนั้นกลุ่มเพื่อนของหล่อนไม่มีใครการมีอยู่ของฉันซึ่งต่างจากแฮดลี่ย์ที่มักจะเข้ามาคุยกับฉันบ่อย ๆ มันดูธรรมดาแต่เริ่มพิเศษมากยิ่งขึ้นเมื่อจู่ ๆ หล่อนก็ยอมรับตรง ๆ ว่ารู้สึกยังไงกับฉัน แฮดลี่ย์เข้ามาในชีวิตและเอาแต่คอยปั่นป่วนหัวใจอยู่เสมอจนทำให้รู้สึกขอบคุณของการมีอยู่แฮดลี่ย์เพราะหล่อนทำให้ฉันมีความสุขในการพาฉันออกไปใช้ชีวิตในรูปแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในที่สุดเป็ฉันเองที่เปิดใจยอมรับแม้รู้อยู่เต็มอกว่าหากคบกันแล้วระหว่างเราสองคนมันต่างกันมากแค่ไหน
ฉันกลัวและเอาแต่กังวลว่ามันจะออกมาแย่แต่แฮดลี่ย์ก็ยังยืนยันว่าจะทำให้มันผ่านไปให้ได้ หล่อนอยู่ข้าง ๆ และให้กำลังใจกันเสมอ เราพูดคุยกันทุกเื่ เริ่มปรึกษากันทุกอย่าง ตอนนั้นฉันเข้าใจว่าฉันเป็บุคคลที่รู้จักแฮดลี่ย์ดีที่สุดด้วยซ้ำ เพราะถูกล่อลวงด้วยความรักความเชื่อใจ แต่เพราะว่าเป็แฮดลี่ย์เลยยินยอมโดยมองข้ามทุกอย่างไปแล้วเอาแต่ตกหลุมรักหล่อนซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่อาจถอนตัวขึ้นได้เลย
“โง่...” ยอมรับว่าฉันในวัย 18 ปี เป็แบบนั้น “เธอต้องเปลี่ยนได้สิเอลลี” เพราะฉันได้มีโอกาสย้อนกลับมาแล้ว ต่อจากนี้ต้องตั้งสติและฉันต้องทำให้สำเร็จให้ได้
..
“เมื่อวานเธอไม่ได้มาตามนัดนะซินแคลร์” ร่างกายของฉันแข็งทื่อราวกับถูกสาปด้วยการร่ายคาถาน่ากลัวของพ่อมดใจร้าย ฉันไม่กล้าเผชิญหน้ากับเ้าของประโยคนั้นแต่ต้องบังคับขาของตัวเองให้หันกลับไปหา
“สวัสดีค่ะมิสเตอร์ควิ้นท์” ลืมเื่ที่ทุกเย็นหลังจากเรียนเสร็จฉันต้องไปช่วยงานชมรมต่าง ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายไปเสียสนิท เพราะว่าเมื่อวานตอนเย็นเอาแต่ตามเกาะแกะเอลลีตลอดจนเธอเริ่มรำคาญและหนีกลับบ้านไปฉันถึงฉุกคิดได้ว่าตัวเองกำลังถูกคาดโทษในเื่ที่ทำกับแบรนโด้ไว้อยู่ “คือพอดีว่าหนู...”
“เย็นนี้ที่ชมรมปลูกต้นไม้ ฉันจะไม่เตือนเป็ครั้งที่สองนะซินแคลร์” มิสเตอร์ควิ้นท์ใช้ไม้เรียวชี้มายังฉัน รู้สึกขนลุกวาบตอนเห็นสายตาที่จ้องแต่จะคาดโทษ
“โอเคค่ะ ได้เลยค่ะ ไม่ลืมแน่นอนหนูสาบานเลย”
“ก็ดี”
“ฮู่” พ่นลมหายใจออกทางปากตอนที่เขาเดินผ่านไป ฉันยกมือทาบแล้วพิงร่างกายกับตู้ล็อคเกอร์ของตัวเองอย่างหมดเรี่ยวหมดแรง “เหมือนจะตายเลย”
“เขาทำน้ำเสียงน่ากลัวตลอดเวลาแบบนั้นได้ยังไงกันว่าไหม”
ผุดตัวยืนตรงตอนที่รู้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียว อุตส่าห์มาโรงเรียนแต่เช้าหวังว่าจะไม่เจอใครแต่ก็ยังเจออยู่ดี แถมคนนั้นยังเป็ชายหนุ่มที่ฉันเคยรีบชิ่งหนีตอนคุยกันครั้งนู้นอีก
“อเด๊ล...” ฉันทำเสียงสูงเมื่อเห็นว่าใครกำลังปิดตู้ล็อคเกอร์ของตัวเองซึ่งอยู่ถัดจากของฉันแค่สองช่อง ไม่ยักรู้ว่าล็อคเกอร์ของเขาอยู่ตรงนี้มาก่อนเลย “มาเช้าจัง” ถามไปและพยายามไม่คิดถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นระหว่างฉันกับเขา
“นั่นสิ เธอก็มาเร็วเหมือนกัน” เขายกยิ้มแล้วเลื่อนสายตามองที่แว่นตาของฉัน “อ่าโทษทีเผลอตัวไปหน่อยพอดีมันเบี้ยวน่ะเลยจะช่วย” เขาชักมือกลับหลังจากที่ฉันผงะถอยหลังเมื่อเห็นว่าเขากำลังยื่นมือเข้ามาใกล้ใบหน้า ซึ่งการกระทำของเขาทำให้ฉันคิดถึงใครบางคนอย่างช่วยไม่ได้
“ไม่เป็ไรขอบใจ” ฉันดันแว่นให้กลับไปยังตำแหน่งเดิมแล้วทำเป็กลับไปสนใจกับตู้ล็อคเกอร์ตัวเอง
“แคลร์” เขาเรียกให้ฉันตอบรับในลำคอไม่ได้หันไปหา “จำที่ฉันเคยถามเธอไปเมื่อวันก่อนได้ไหม” ฉันทำเนียนว่าจำไม่ได้อยู่แล้วเชียว
“ไม่รู้สิหลายวันมานี้มีเื่มากมายเกิดขึ้นน่ะ” ฉันตอบไปตามความจริง “ฉันเลยลืมไปแล้ว”
“ไม่เป็ไรฉันรู้อยู่แล้ว” เขาว่า “แต่เมื่อวานฉันเจอเธอกับเอลลีที่ร้านเบอร์เกอร์ที่เปิดใหม่ด้วยล่ะ” การกระทำทุกอย่างของฉันหยุดชะงักทันที “ดูพวกเธอสนิทกันมาก ๆ เลยนะ” ฉันหันหน้าไปมองชายหนุ่มที่สูงกว่า
“แล้ว?” ถามกลับไปแล้วดูว่าเขาจะมีสีหน้ายังไง ฉันอยากรู้เหมือนกันว่าทำไมคนอย่างอเดลถึงต้องมาถามหาเอลลีด้วย มีเหตุผลอะไรกัน “หรือนายชอบเอลลี” ฉันกำมือปิดปากขำ “แต่ไม่ใช่ว่านายกับแฮดลี่ย์กำลังคบกันอยู่เหรอ”
“เธอหมายความว่ายังไงแคลร์” อเดลสั่นหัวเบา ๆ อย่างไม่ยอมรับ ฉันเห็นว่าหางคิ้วของเขากำลังกระตุกอยู่ “ฉันไม่ได้คบกับแฮดลี่ย์สักหน่อย” เพราะฉันมาจากอนาคตฉันถึงรู้ทุกอย่างและรู้ด้วยว่าเขากำลังโกหกอะไรบางอย่าง
“งั้นสินะ” ฉันเม้มปากแล้วพยักหน้ายอมรับ “งั้นมีเหตุผลอะไรที่นายต้องถามถึงเอลลีด้วยล่ะ”
“คือ...” อเดลใช้ลิ้นดันกระพุงแก้ม การแสดงท่าทางของเขาทำให้ฉันเริ่มรู้สึกหงุดหงิดชอบกล “ฉันรู้มาว่าเอลลีจะเข้ามหาวิทยาลัยเยลเลยอยากปรึกษาน่ะ” เขายิ้มจนตาปิดกลบเกลื่อนเื่ที่ตัวเองกำลังปิดบัง
“เยล?”
“ใช่เยล”
“นายไปได้ยินมาจากไหน” ครั้งนี้ฉันเห็นสายตาล่อกแล่กของเขา
“ฉันได้ยินมาจาก...คนอื่นอีกที” เขาแก้ตัวในขณะที่ยังคงพยายามยกยิ้ม
“อ๋อ สินะ” ฉันทำเป็รับรู้ “ไว้ฉันจะบอกเอลลีให้แล้วกัน”
“ดีเลยขอบคุณเธอมากนะแคลร์”
อเดลเดินไปแล้วปล่อยให้ฉันกลับมาอยู่คนเดียวอีกครั้ง เริ่มปวดหนึบที่สมองจนต้องยกมือนวดที่ขมับเบา ๆ เื่วุ่นวายเพิ่มมาวันละข้อซึ่งปัญหาครั้งนี้คืออเดล ฉันรู้ว่าเขามีบางอย่างที่ปิดบังไว้อยู่เพราะการแสดงท่าทางประหลาดของเขา ยังหาคำตอบไม่ได้อยู่ดีว่ามันคืออะไร แต่จะมามัวไล่แก้ปัญหาต่าง ๆ โดยลืมภารกิจหลักไปไม่ได้ เอลลีคือเป้าหมายต้องจำข้อนี้ไว้ให้ดี ฉันจะมาเสียเวลากับอะไรอย่างอื่นแล้วเอาแต่คิดให้ปวดหัวไปทำไม ยังไงซะฉันได้ชีวิตใหม่และแน่นอนว่าต้องได้เปรียบกว่าคนอื่น ๆ ฉันต้องไม่หลุดโฟกัสและตั้งสติให้ดีก่อนจะตัดสินใจทำอะไร
“สาบานมาสิว่านี่ไม่ได้ตั้งใจ” เอลลีวางส้อมพลาสติกลงบนถาดอาหารของตัวเอง เธอทำหน้าแบบไม่อยากจะเชื่อสักเท่าไหร่กับการปรากฎตัวของฉัน
“ไม่เอาหน่า เธอก็เห็นไม่ใช่เหรอว่าไม่มีที่ว่าง” เธอกวาดสายตาไปรอบ ๆ แล้วเอาแต่สั่นหัวอย่างไม่เชื่อ
“แต่เบนกับมากาเรตก็นั่งอยู่ตรงนั้น”
“นี่ฉันจะบอกอะไรให้” ฉันยกมือป้องปากตัวเองแล้วโน้มเข้าไปกระซิบบอก “ฉันโดนพวกเขาตัดเพื่อนแล้วล่ะ”
“ไงนะ?” เอลลีทำตาโตกับสิ่งที่ฉันพึ่งบอก เธอเหลือบไปทางเบนกับมากาเรตที่นั่งอยู่ไม่ไกล พวกเขาสองคนเอาแต่จ้องมองมาทางฉันอย่างไม่วางตา “ดูไม่ใช่แบบนั้นสักนิด” เอลลีหันกลับมาในจังหวะที่ฉันกำลังโบกมือทักทายให้กับเบนและมากาเรต
“ใช่สิ ดูหน้าพวกเขาสิแทบจะฆ่าฉันให้ได้” เธอค่อย ๆ หันไปมองยังเพื่อนทั้งสองของแคลร์ตัวจริงอีกครั้ง คราวนี้ฉันได้แต่ประสานมือแล้วกุมไว้ที่หน้าอกตัวเองกล่าวเป็คำพูดไม่มีเสียงว่า (ขอโทษนะเบนขอโทษนะมากาเรต) ก่อนจะรีบนั่งตรงทำตัวปกติเมื่อเอลลีหันกลับมา “ตอนนี้ฉันเลยตัวคนเดียว” ทำเป็ถอดแว่นหนาของตัวเองออกนิดหน่อยคาไว้ตรงปลายจมูกเพื่อให้เธอเห็นดวงตาและหางคิ้วที่กำลังตกของฉัน “น่าสงสารใช่ไหมล่ะ ตอนนี้ฉันไม่มีเพื่อนเลยสักคน กระซิก”
“เอ่อ...” เธอยังเอาแต่สั่นหัว เอลลีไม่มีทางเชื่ออะไรง่าย ๆ อยู่แล้ว ยิ่งคนที่เคยทำให้เธอบอกเองว่ากลัวอย่างฉันก็คงจะระวังตัวและไม่ค่อยไว้ใจเท่าไหร่นัก แต่ว่าฉันคิดแผนนี้ไว้ตั้งนานเชียว ฉันรู้ว่าเธอเป็คนเห็นใจคนอื่นและตอนนี้ฉันกำลังทำตัวให้น่าสงสาร ได้โปรดเถอะตัวฉันวัย 18 “ก็ได้” ในที่สุด!
“แต่ว่า...” ฉันเกือบเผลอยกมือขึ้นอย่างดีใจแล้วเชียว “เธอเข้าใจชัดแล้วใช่ไหมในเื่ที่เคยบอกไป” ฉันเลยแกล้งอมลมไว้เต็มแก้มอย่างไม่รู้ไม่ชี้ “แคลร์” เอลลีกดเสียงต่ำแล้วช้อนดวงตามอง
“โอเคชัดแล้วเข้าใจแล้วหน่า”
“เข้าใจว่า”
“เข้าใจว่าฉันไม่ควรมายุ่งกับเธอพอใจแล้วใช่ไหม” ฉันโบกมือไปมาเพราะ้าตอบรับกลับไปแบบส่ง ๆ ซึ่ง่ที่ผ่านมาเอลลีก็น่าจะรู้ว่าฉันค่อนข้างดื้อเธอถึงได้แต่เอาแต่ถอนหายใจไม่จบไม่สิ้น
“งั้นกินเสร็จเราไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดกันต่อนะ”
“โอ้แคลร์เธอนี่มัน...” เธอถึงกับยกมือทั้งสองข้างกุมขมับอย่างกับคนสิ้นหวังเลยทีเดียว
..
“ซินแคลร์มานี่”
“เฮ้เดี๋ยวสิพวกนายทำบ้าอะไรกัน” จู่ ๆ ร่างฉันก็ถูกดึงเข้ามาในห้องเก็บอุปกรณ์ที่ติดกับโถงทางเดิน โดยมีเบนและมากาเรตยืนอยู่ด้วย ฉันขมวดคิ้วจ้องมองพวกเขาสองคนสลับกันไปมาอย่างไม่เข้าใจ
“นี่มันเื่อะไรกันแคลร์” เบนสูดหายใจเริ่มพูดก่อน “มาร์กี้บอกฉันว่าเธอชอบเอลลีงั้นเหรอ?” ฉันมองมากาเรตที่เอาแต่ยืนกอดอกม้วนริมฝีปากเข้าด้านใน
“ฉันคิดอยู่แล้วแหละ คืองี้เบน” ทำมือบอกให้ใจเย็นเมื่อเขาทำหน้าและท่าทางใสุดขีดหลังจากที่ฉันบอกไปว่า “ใช่ ฉันชอบเอลลีและกำลังตามจีบหล่อนอยู่” ให้ตายสิพอพูดแบบนั้นออกไปแล้วจั๊กจี้ทุกที นี่ฉันถึงขนาดตามจีบตัวเองแล้วหรือนี่
“เลยเป็เหตุผลว่าจู่ ๆ เที่ยงนี้เธอก็ทิ้งพวกเราไปนั่งกินข้าวกับหล่อนงั้นเหรอ” เบนยังทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ
“ก็ตามนั้น” ฉันยักไหล่ คราวนี้มากาเรตหรี่ตาแล้วจ้องมองฉัน “เธอมีอะไรสงสัยอีกไหม” ฉันถามหล่อน
“เธอกับหล่อนไปถึงขั้นไหนแล้ว” ฉันเริ่มขมวดคิ้วอีกครั้ง “เมื่อวานตอนเย็นมีคนเห็นว่าเธอทำตัวติดเอลลีแจเอาแต่เกาะแขนหล่อนไม่ยอมปล่อยที่ร้านเบอร์เกอร์นั่นแถมยังไปบ้านของหล่อนอีกด้วย”
“คือก็ใช่...”
“จูบหรือยัง” คราวนี้เบนเกาะไหล่ของฉันไว้ทั้งสองข้าง เขาทำหน้าจริงจังกับประโยคคำถามที่พึ่งเอ่ย
“จะบ้าเรอะ!” ฉันแผดเสียงดัง “มันเป็ไปไม่ได้เลย” พวกเขาคิดอะไรกันเนี่ย
“นี่ซินแคลร์ของเรากำลังจะมีแฟนจริง ๆ เหรอ” เบนเอามือทาบอกเงยหน้ามองเพดานแล้วก็ทำท่าซับน้ำตา
“ยังไม่ถึงขั้นนั้นใช่ไหม” มากาเรตถามย้ำ ฉันพยักหน้าตอบหงึกหงักอย่างรุนแรงหล่อนเลยถอดหายใจ มันจะไปถึงขั้นนั้นได้ยังไง ฉันไม่ได้เป็ประเภทพิศวาสตัวเองเสียหน่อย
“แล้วมีเหตุผลอะไรทำไมต้องเป็เอลลี หล่อนดูไม่มีอะไรพิเศษเลย” ถึงประโยคตรงนี้ทำเอาฉันเผลอถลึงตาใส่เบนโดยที่เขาเอาแต่ขมวดคิ้วพูดกับตัวเอง
“หล่อนเป็คนสวยจะตายไม่เห็นเหรอ” ฉันเชิดหน้าพูดอย่างมั่นใจ
“เอาจริง ๆ ก็ดูเนิร์ดไม่ต่างจากพวกเธอเลยนะ” มากาเรตปิดปากขำเบา ๆ
“แค่ใส่แว่นไม่ได้ดูเนิร์ดสักหน่อย” ฉันแยกเขี้ยวใส่หล่อน “พวกนายดูไม่ออกเหรอว่าเอลลีมีเสน่ห์ขนาดไหน” ฉันก็ว่าตัวเองไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่เสียหน่อย แค่ตอนสมัยเรียนไม่เคยคิดจะแต่งตัวให้ตัวเองดูดี แต่พนันเลยว่าถ้าพวกเขาเห็นฉันในเวอร์ชั่นที่เปลี่ยนตัวเองแล้วพวกเขาต้องอ้าปากค้างอย่างแน่นอน
“เอาเถอะแต่เธอมั่นใจว่าเธอจริงจังใช่ไหม” มากาเรตเข้ามาประชันอยู่ตรงหน้าฉันพร้อมกับเบนที่ขยับมาสมทบ
“เอ่อ” พวกเขาจ้องฉันใกล้เกินไปแล้ว “แน่นอนสิ พวกนายเคยเห็นฉันเป็แบบนี้กับใครไหมล่ะ” เบนกับมากาเรตส่ายหน้า
"แต่เธอก็รู้ใช่ไหมว่าหล่อนดูไม่ชอบให้ใครเข้าหา”
“ฉันรู้หน่าเบน” ฉันขยับออกห่างจากเขาทั้งสองนิดหน่อย “คือฉันรู้มันดูกระทันหันและรวดเร็วไปหน่อย แต่พวกนายสองคนวางใจในเื่นี้ได้เลย”
“แล้วจะแน่ใจได้ยังไงว่าหล่อนจะไม่ทำให้เธอเสียใจ” มากาเรตถอนหายใจยาวอีกครั้ง เบนพยักหน้าเห็นด้วย ฉันจึงเผยยิ้มให้ รู้สึกขอบคุณเพราะรู้ว่าพวกคงเขาห่วงแคลร์มากแค่ไหน
“ฉันจะไม่มีวันเสียใจสาบานต่อหน้าไม้ม็อบถูพื้นนี่เลย” แล้วพวกเขาก็พากันหลุดขำ
“แต่เอาจริง ๆ เคยมีข่าวลือนะ” มากาเรตยกนิ้วเหมือนคิดอะไรออก “มีคนเคยเห็นเอลลีเดินจับมือกับสาวสวยที่สวนสาธารณะล่ะ” ฉันถึงกับหูผึ่งเมื่อได้ยินเพราะไม่เคยยักรู้เื่นี้มาก่อนเลยในชีวิตว่ามีใครสนใจชีวิตของฉันด้วย
“เธอรู้ไหมว่าสาวสวยคนนั้นคือใครและเธอรู้ไหมว่าข่าวลือมาจากไหนมากาเรต” ฉันถามเพราะอยากรู้จริง ๆ ว่ามีใครเจอฉันกับแฮดลี่ย์เคยไปเดตกันที่สวนสาธารณะยามค่ำคืนด้วยหรือทั้ง ๆ ที่ฉันก็ระวังอยู่มากแล้วเชียว
“ฉันก็อยากรู้เหมือนกันเพราะมันดูไม่มีมูลเลยสักนิด อย่างเอลลีเนี่ยนะยังไงก็ดูเป็คนไม่สนเื่ความรักเลย”
“แต่ถ้าเกิดเป็เื่จริงขึ้นมาอย่างนี้ซินแคลร์ของเราก็มีคู่แข่งสิ” เบนดึงมือของฉันไปกอบกุมไว้ “ไม่ต้องห่วงนะแคลร์เธอรู้ใช่ไหมว่ายังไงพวกเราจะอยู่เคียงข้างเธอไม่ไปไหนทั้งนั้น”
“หะหา?”
“ใช่แล้ว ถ้าเธอบอกว่าจริงจังพวกเราก็ไม่ขัดในเื่ที่เธอจะรักหรือชอบใคร” มากาเรตเสริม “เพราะอย่างนั้นแคลร์ เธอต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้สวยกว่าผู้หญิงที่อยู่ในข่าวลือนั่นแม้จะไม่รู้ว่ามีจริงไหมก็ตามเหอะ”
“เดี๋ยวก่อนนะพวกนาย”
“ใช่ซินแคลร์ ถึงแม้เราจะเป็พวกขี้แพ้อยู่ระดับล่างสุดของห่วงโซ่อาหารแต่เื่ความรักและแรงซัพพอร์ตแล้วพวกเราเต็มที่เพื่อเธอ”
“เอ่อฉันขอบคุณนะแต่ว่าเื่นี้ฉัน—”
“ไม่ต้องห่วงเื่นี้แคลร์” เบนเข้ามาจับไหล่ทั้งสองข้างของฉันอีกครั้งพร้อมกับมากาเรตที่เอื้อมมือมากอดคอพวกเขาก็พยักหน้าและเอ่ยออกมาอย่างหนักแน่นพร้อมกัน
“พวกเราจะช่วยเธอเอง / พวกเราจะช่วยเธอเอง”
“...”
เพราะว่าเื่ที่ฉันบอกกับมากาเรตไปว่ากำลังชอบเอลลีอยู่คือเป็การตัดปัญหาในการที่จะโดนถามต่อและเพื่อปล่อยให้ฉันจัดการเื่นี้คนเดียวกลายเป็เื่ใหญ่สำหรับเราทั้งสามคนไปเสียแล้ว ฉันรู้สึกว่าตัดสินใจผิดพลาดที่บอกพวกเขาไปแบบนั้นจนลืมว่าทั้งเบนและมากาเรตเป็เพื่อนที่รักแคลร์มากเพียงใด สุดท้ายก็กลายเป็ว่าพวกเขาต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวเื่นี้ไปโดยปริยาย
แต่ฉันกำลังคิดในแง่ดีเพราะอย่างน้อยการกระทำเพียงแค่คนเดียวจะเห็นผลเท่ากับการช่วยกันกระทำได้อย่างไร ได้แต่หวังอยู่ในใจลึก ๆ ว่าทั้งเบนและมากาเรตคงจะมีประโยชน์อยู่บ้าง อย่างน้อยก็ต้องมีอะไรที่มีประโยชน์อยู่บ้างแหละ ...มั้ง
“แต่ว่านะ...” ฉันขมวดคิ้วอย่างขัดใจ “พวกนายไม่เห็นต้องทำถึงขนาดนี้หนิ” เพราะทั้งเบนและมากาเรตคอยตามติดฉันแจแม้ว่าในเวลานี้ฉันจะกำลังบำเพ็ญประโยชน์ให้กับชมรมที่มิสเตอร์ควิ้นท์เป็คนบอกให้มาก็เถอะ พวกเขากำลังช่วยคนอื่น ๆ ยกกล้าต้นไม้ไปมาแถมยังทำมันได้ดีไม่ขาดตกบกพร่องเสียด้วย
“ฮ่า...ดูสิว่าฉันเจอใคร”
“ให้ตายสิ นี่มันเวรกรรมอะไรของฉันกัน”
“เธอว่าไงนะ”
“ถ้านายหาเื่ฉันอีกแบรนโด้” ฉันเดินตรงเข้าไปประชันหน้าแล้วเอานิ้วที่เปื้อนดินจิ้มหน้าอกของเขาแรง ๆ จนเขาเซไปข้างหลังเล็กน้อย “บอกเลยว่าครั้งต่อไปฉันเอานายตายแน่”
“เฮอะ” เขายกยิ้มแล้วขำออกมา “ฉันไม่จัดการเธอในตอนนี้หรอกแคลร์ เห็น ๆ กันอยู่ว่ามิสเตอร์ควิ้นท์ยังจับตาเราอยู่จากตรงนั้น” ใช่และเขากำลังจ้องการกระทำของฉันตาเขม็งเลย
“งั้นนายก็ควรไปทำหน้าที่ของนายซะ” เขายกยิ้มเ้าเล่ห์แล้วก้มหยิบต้นกล้าก่อนจะเดินออกไปสวนกับเบนที่กำลังวิ่งมาหา
“บู้ม ไอ้หมูอ้วนขี้แย” ไม่วายหันไปแกล้งเบนจนเขาตกอกใ
“นายไม่เป็ไรนะ” เบนทำหน้าตื่นใเมื่อมาถึง
“ไม่ยักรู้ว่าเขาก็อยู่ด้วยเลย” เบนว่า “นี่แต่ช่างมันเถอะ นี่แคลร์” เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วยกมือป้องปากให้ฉันขยับเข้าไปฟังสิ่งที่เขากำลังกระซิบบอก “ฉันเจอเอลลีด้วยล่ะหล่อนเหมือนยืนรอใครอยู่เลย”
“จริงเหรอ ที่ไหน?” ฉันรีบถามกลับเสียงดังทำให้มิสเตอร์ควิ้นท์ที่อยู่ไม่ไกลหันกลับมาหา ฉันเลยแกล้งก้มลงไปพรวนดินต่อเหมือนเดิม
“เมื่อกี้ฉันกับมากาเรตเอาต้นกล้าไปไว้โรงเพาะชำเห็นว่าหล่อนอยู่แถวตรงนั้นพอดี” เบนนั่งลงอยู่ข้าง ๆ และแกล้งทำเป็พรวนดินเช่นกัน ฉันได้แต่ครุ่นคิดเพราะจำไม่เห็นได้เลยว่าตัวเองไปทำอะไรที่นั่นในเวลานี้ จริง ๆ ฉันควรจะกลับบ้านแล้วไม่ใช่หรืออย่างไร
“ว่าแต่มากาเรตไปไหน” เพราะเห็นว่าเบนวิ่งกลับมาคนเดียว
“อ้อ ลืมบอกไป” เขาทำหน้าเหมือนคิดอะไรออก “มาร์กี้กำลังเข้าไปคุยกับหล่อนอยู่ล่ะ”
“ฉิบ...” ฉันยกมือทั้งสองข้างที่กำลังพรวนดินขึ้นมาปิดหน้าในทันทีโดยไม่สนว่าจะเลอะไหม พนันเลยว่าตอนนี้มากาเรตคงไปทำอะไรแปลก ๆ ให้เอลลีใอย่างแน่นอน “หล่อนคงพยายามหาทางหนีฉันอีกแน่ ๆ เลย”