“.....” แม่ทัพมนุษย์อสูรอินทรี มองไม่เห็นว่าด้านล่างกำลังเกิดอะไรขึ้นและเมื่อม่านควันจากลงถึงจะทราบ ว่ากองทัพหุ่นเมื่อครู่ได้หายไปจากสนามรบแล้วแถมยังหมดจดราวกับว่าไม่เคยมีพวกมันอยู่ในบริเวณนี้มาก่อนเลย
เขาสั่งการสัตว์อสูรให้ตั้งขบวนรบใหม่เพื่อนับจำนวนคงเหลือเมื่อทราบจำนวนสัตว์อสูรที่ตกตายไป เขาก็แสดงสีหน้าหงุดหงิดด้วยความไม่สบอารมณ์แล้วบินกลับไปด้านหลังทัพ
“เป็นอย่างไรบ้าง...” แม่ทัพมนุษย์อสูรวานรเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้ พร้อมๆกับแม่ทัพมนุษย์อสูรอีกสามคนที่รอฟังเช่นกัน
“....”แม่ทัพมนุษย์อสูรอินทรี ไม่ตอบคำ เพียงแต่โยนอุปกรณ์เล็ก ๆให้กับแม่ทัพทั้งสี่แล้วหันกายเดินจากไปโดยไม่มีเสียงพูดเลยแม้แต่คำเดียว
แม่ทัพทั้งสี่ดูจะไม่ได้ประหลาดใจกับท่าทางของแม่ทัพมนุษย์อสูรอินทรีคนนี้พวกเขารับอุปกรณ์มาแล้วเปิดดูอย่างรวดเร็วโดยอุปกรณ์นี้แสดงภาพออกมาคล้ายกับการใช้เพทายเพียงแต่เป็นการนำเอาเพทายมาต่อยอดให้สามารถแสดงผลได้ดียิ่งขึ้นจากอุปกรณ์นี้เพียงชิ้นเดียว ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเทคโนโลยีในการใช้อัญมนีนะเก้าของมนุษย์ที่ดาววิหคคราม ของมนุษย์สายเลือดอสูรดูจะสูงกว่าชาวมนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์
“เป็นหุ่นรบจริงๆด้วย ... แต่เท่าที่ข้าทราบ พวกที่ยังสามารถสร้างและใช้งานหุ่นรบได้ มีเพียงกลุ่มต่อต้านไม่ใช่หรือหรือว่าพวกมนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์ที่นี่ จะเกี่ยวข้องกับกลุ่มต่อต้าน ...พวกเจ้าเห็นว่าอย่างไร” แม่ทัพมนุษย์อสูรพันธ์เสือโคร่ง เอ่ยขณะที่ใช้งานอุปกรณ์กรอภาพไปมาแล้วกดหยุดในจังหวะที่แสดงภาพสนามรบที่มองเห็นกองพันหุ่นรบชัดเจนที่สุด
“จากข้อมูลที่พวกเรามีจริงอยู่ที่เทคโนโลยีขั้นสูงอยู่ในมือของกลุ่มต่อต้าน แต่นั่นมันก็นานมาแล้ว ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจมีกลุ่มอื่นๆที่สามารถฟื้นฟูอารยธรรมโบราณของมนุษย์กลับคืนมาได้และสามารถสร้างหุ่นรบพวกนี้ขึ้นมาได้อีกครั้ง” แม่ทัพมนุษย์อสูรแพะภูเขากล่าวโดยมือหนึ่งกอดอก อีกมือหนึ่งลูบเคราของตัวเอง
“ใช่เรื่องหุ่นรบ ข้าว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เท่าที่ข้าทราบ หลายจักรวรรดิก็สามารถสร้างหุ่นรบกันได้บ้างแล้วดั่งที่เจ้าแพะว่า ไม่ใช่เพียงพวกต่อต้านเท่านั้นแต่ที่น่าตกใจกว่า คือพวกมันสามารถใช้ประตูมิติได้ง่าย ๆต่างหาก ....พวกเจ้าคิดว่าที่ดาววิหคครามนี้ จะมีใครสามารถเปิดประตูมิติเพื่อเคลื่อนย้ายหุ่นรบหลายพันตัวในครั้งเดียวได้ในเวลาไม่กี่วินาทีกัน...
... ไม่น่าจะมีใช่ไหมล่ะก็แม้แต่พวกแวมไพร์ที่มานี่ ก็ไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ จากที่พวกเราเห็นแม้พวกแวมไพร์จะมีความสามารถในการเปิดประตูมิติ แต่กว่าจะเปิดปิดได้แต่ล่ะทีก็ใช้เวลาหลายนาที
ดังนั้นแล้ว เบื้องหลังของกองทัพหุ่นพวกนี้จะต้องเป็นหนึ่งในกลุ่มอำนาจใหญ่ที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกแวมไพร์ด้วยแน่ ๆ เผลอ ๆอาจจะเหนือกว่าเสียด้วยซ้ำ ข้าว่าพวกเรารีบแจ้งข่าวนี้ให้กับอาวุโสห้าดีกว่า”แม่ทัพมนุษย์อสูรกวางป่าร่ายยาวตามที่ตนได้วิเคราะห์จนเผลอเรียกขานบุคคลผู้หนึ่งผิดไป
“เจ้าบ้าอยากตายหรือไง ....”แม่ทัพมนุษย์อสูรแพะภูเขาได้ยินคำเรียกขานเดิมของท่านเจ้าคนใหม่ ก็ถึงกับสะดุ้งแล้วรีบเอ่ยเตือน
“อ๊ะ .... โทษที ๆ .....”แม่ทัพมนุษย์อสูรกวางป่า เมื่อรู้ตัวว่าพลาดไป ก็ได้หันซ้ายมองขวาอย่างตระหนกเกรงว่าจะมีใครนอกจากพวกเขาได้ยินเข้า แล้วกล่าวต่อด้วยความโล่งอกว่า“รีบแจ้งข่าวนี้ให้ท่านเจ้าทราบกันเถอะ”
นอกจากแม่ทัพมนุษย์อสูรอินทรีที่ล่วงหน้าถอยไปก่อนแล้วสี่แม่ทัพที่เหลือเมื่อไม่ทราบที่มาของทัพหุ่นรบปริศนานี้จึงตัดสินใจล่าถอยเพื่อตั้งหลักและคอยคำสั่งต่อไป
ณ หัวเมืองหลัก เมืองตระกูลกัวสาขาสี่ เขตกำแพงเมืองตอนนี้เต็มไปด้วยประชาชนที่อพยพมาจากเมืองด่านและทหารบางส่วนที่ถอยร่นมาพร้อมกัน สภาพตอนนี้วุ่นวายเป็นอย่างมากเพราะขาดแผนการรองรับในการจัดการเหตุการณ์เช่นนี้
และเมื่อขาดการจัดการที่ดีกลุ่มคนที่ฉกฉวยโอกาส และซ้ำเติมความเจ็บช้ำก็เกิดขึ้นตามมา สถานที่บริการต่าง ๆทั้งร้านค้าและที่พักพากันขึ้นราคาเพื่อแสวงหาผลกำไรจากเหตุการณ์ครั้งนี้รวมถึงข้าราชการที่รับสินบนเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนผู้ร่ำรวยให้ได้กระทำการใด ๆที่เอาเปรียบส่วนรวมและประชาชนคนอื่น ๆ
แต่แม้เขตกำแพงเมืองจะวุ่นวายเพียงใดสิ่งที่ขุนนางระดับสูงทำ กลับไม่ใช่การแก้ปัญหาให้บ้านเมืองแต่เป็นการหาหนทางที่จะทำให้ตัวเองรอดพ้นจากจุดที่พวกเขาอยู่เพื่อหลีกหนีการเผชิญหน้ากับทัพสัตว์อสูรให้ได้ไกลมากที่สุด
สามวันก่อนการตัดสินคดี ผ่านไปหนึ่งวันหลังจากการโจมตีใหญ่อย่างฉับพลันของทัพสัตว์อสูรที่เมืองด่านทิศตะวันตก ของเมืองตระกูลกัวสาขาสี่ ยังไม่มีสัญญานว่า ทัพสัตว์อสูรจะบุกโจมตีต่อและยังคงตรึงกำลังไว้ที่เมืองด่านที่พวกมันยึดไปได้เพียงเท่านั้น
สองวันก่อนการตัดสินคดี ข่าวลือบางอย่างได้เริ่มกระจายไปในสังคมชาวมนุษยปีกสวรรค์ โดยลือกันว่ากลุ่มชนชั้นสูงผู้ร่ำรวยของดวงดาวบางส่วนได้อพยพไปจากดวงดาว ซึ่งเมื่อข่าวนี้ได้กระจายไปเป็นวงกว้างในหมู่ประชาชนทั่วไป ก็ได้เกิดการถกเถียงขึ้นว่ากำลังเกิดเหตุอันใดขึ้นที่ดาวกันแน่
หนึ่งวันก่อนการตัดสินคดี เพียงหนึ่งวันจากข่าวลือที่แพร่ออกไป เรื่องการอพยพของชนชั้นสูงสารประกาศจากทางการ ถึงประชาชนผ่านหินสื่อสารประจำบ้าน ก็ทำให้ความคุกกรุ่นในจิตใจและบรรยากาศมาคุที่พร้อมระเบิด ได้ถูกจุดฉนวนให้ปะทุออกมา เพราะสารที่ประกาศคือพวกเขาทั้งหมดกำลังถูกโจมตีจากมนุษย์สายเลือดอสูรที่ไม่ทราบที่มา และขอให้ประชาชนชาววิหคครามได้ให้ความร่วมมือในการศึกครั้งนี้ด้วย
และหลังจากการประกาศนี้เพียงไม่กี่ชั่วโมงณ เมืองตระกูลกัวสาขาสี่ ก็ได้รีบเร่งส่งสัญญานฉุกเฉินเตือนไปทั่วเมืองและส่งสารขอความช่วยเหลือจากนครวิหคคราม เพราะพวกเขากำลังถูกทัพสัตว์อสูรที่ตั้งหลักที่เมืองด่านเคลื่อนพลเข้าโจมตีในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าและไม่เพียงที่เมืองตระกูลกัวสาขาสี่ แต่ที่เมืองด่านของเมืองประกายทองด้วยเช่นกันที่ทัพสัตว์อสูรได้เดินทัพและใกล้เข้ามาเรื่อย ๆเพื่อทำการโจมตีแล้ว
โดยที่จำนวนสัตว์อสูรที่มาในการโจมตีครั้งที่สองนี้ณ เมืองตระกูลกัวสาขาสี่ มีมากกว่าครั้งแรกเสียอีก โดยมีทัพสัตว์อสูรราวห้าหมื่นตัวส่วนเมืองด่านของเมืองประกายทองถูกทัพสัตว์อสูรสามหมื่นตัวเข้าประชิดเป็นจำนวนตามที่เทียนคงได้แจ้งข่าวต่อซินเหยียน
ณ เมืองเพชฌอสูรเรือนจำกลาง เทียนคงมองภาพรวมของเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ด้วยความไม่เข้าใจเขามองไม่เห็นเหตุผลที่มนุษย์สายเลือดอสูรที่อยู่อย่างสงบมาเป็นเวลานาน จะนึกอยากทำสงครามเพื่อยึดครองดินแดนจากมนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์ในเวลานี้
แม้เขาจะทราบว่ามนุษย์สายเลือดอสูรเป็นผู้บุกเบิกดาววิหคครามแล้วถูกมนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์ขับไล่ให้อยู่ในเขตที่กำหนดแต่นั่นมันก็เป็นพันปีมาแล้ว จนผ่านมาหลายชั่วอายุคน ความแค้นความเกลียดชังแม้จะยังคงอยู่แต่ก็น่าจะเลือนลางไปมากแล้ว เพราะตลอดพันปีมานี้ พวกเขาต่างคนก็ต่างอยู่ ไม่มีความเกี่ยวข้องกันดังนั้นแล้ว คนรุ่นหลังของมนุษย์สายเลือดอสูร ไม่น่าจะต้องการทำสงคราม ซึ่งก็ประจักษ์ชัดจากคำบอกเล่าของสามพี่น้องเลือดอสูรด้วย
นอกเสียจากว่านี่เป็นเพียงการสร้างสถานการณ์ เพื่อกลบเกลื่อนอะไรบางอย่างที่สำคัญกว่า ....สำคัญกว่าชีวิตประชาชนผู้ไม่รู้เรื่องราวอันใด ของมนุษย์ทั้งสองสายเลือด แต่ว่า มันคืออะไรกันล่ะ...
และอีกปัญหาที่เทียนคงยังไม่ทราบว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรคือ การรวมกลุ่มกันของสัตว์อสูรจนเป็นกองทัพหลายหมื่นตัวในคลังความรู้ของเขาที่ระบุความสามารถพิเศษของแต่ละสายเลือด บันทึกไว้ว่ามนุษย์สายเลือดอสูรบางคน จะมีความสามารถในการสื่อสารกับสัตว์อสูรได้ และในกลุ่มผู้ที่สื่อสารได้นี้ก็จะมีบางคนที่พิเศษกว่านั้นสามารถสร้างพันธะบางอย่างที่ทำให้พวกเขาสื่อจิตถึงสัตว์อสูรและพัฒนาเป็นการควบคุมสัตว์อสูรให้ทำการได้ตามใจนึกได้ในที่สุด
แต่มันก็มีขีดจำกัดของมันอยู่ในบันทึกระบุว่า ผู้ที่สามารถบังคับสัตว์อสูรได้ มีเพียงหนึ่งในพันคนและจะสามารถควบคุมสัตว์อสูรได้พร้อมกันสูงสุดตามระดับพลังและพรสวรรค์ของมนุษย์สายเลือดอสูรคนนั้นโดยในบันทึกระบุไว้ว่า จำนวนสูงสุดที่คนคนหนึ่งจะควบคุมสัตว์อสูรได้ คือ สิบ ตัวและยังเป็นการควบคุมที่ระดับพลังของมนุษย์กับสัตว์อสูรต่างกันถึงสามระดับเพราะหากเป็นสัตว์อสูรที่ระดับพลังเท่ากันแล้วผู้ที่สามารถควบคุมมันได้ตามใจนึกนั้นถือเป็น อัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะแล้ว
ซึ่งนี่เป็นบันทึกเมื่อหมื่นปีก่อนเทียนคงจึงสันนิฐานว่า สายเลือดได้พัฒนามามากแล้วและอาจทำให้ความสามารถนี้ถูกพัฒนาขึ้นตาม ทำให้ทั้งจำนวนผู้ที่มีพรสวรรค์และจำนวนในการควบคุมสัตว์อสูรเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งมันก็เป็นจริงตามนั้นจากการสอบถามสามพี่น้องสายเลือดอสูร
ในปัจจุบันที่พวกเขาทราบบุคคลที่สามารถควบคุมสัตว์อสูรได้มากที่สุดคือท่านเจ้าของพวกเขา โรดิออนสามารถควบคุมสัตว์อสูรที่มีพลังระดับกลางได้มากถึง หนึ่งร้อยตัวแต่ก็เพียงท่านเจ้าเพียงคนเดียว ส่วนคนอื่นๆผู้ที่มีพรสวรรค์อย่างมากก็หลายสิบตัวเท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงคนอื่น ๆที่ส่วนใหญ่ไม่สามารถสื่อสารกับสัตว์อสูรได้ด้วยซ้ำไป
จากข้อมูลทั้งในคลังความรู้และคำบอกกล่าวของสามพี่น้องจึงเป็นไปไม่ได้เลย ที่ชาวมนุษย์สายเลือดอสูรที่ดาววิหคครามจะสามารถควบคุมสัตว์อสูรได้พร้อมกันเป็นจำนวนเกือบแสนตัวในเวลานี้แพราะเพียงแค่คำนวนง่าย ๆว่า พวกเขาจะต้องมีผู้ใช้พลังผู้มีพรสวรรค์ระดับท่านเจ้าของพวกเขาถึง800 คนในการควบคุมทัพสัตว์อสูรทั้งสองทัพที่กำลังเคลื่อนพลเข้าโจมตีเมืองซึ่งมันเป็นไปไม่ได้แน่ ๆ
ดังนั้นแล้วมันจะต้องมีเงื่อนไขพิเศษอื่น ๆที่เพิ่มเติมเข้ามาอย่างแน่นอนแต่ว่ามันคืออะไรกันล่ะ ...
ระหว่างที่เทียนคงวิเคราะห์อยู่นั้นเขาก็ได้รับสารจาก เซียนอิน เป็นข้อความ มีใจความว่า หวังต้าเจิง หรือบิดาของนางได้ถูกปลดจากตำแหน่งเจ้าเมืองประกายเงินแล้ว รวมถึงนางและตัวเทียนคงเองด้วยที่ถูกปลดจากตำแหน่ง และจะมีผลในทันที ซึ่งสาเหตุถูกระบุไว้ว่า พวกเขาทั้งสามคนไม่สามารถดำเนินงานต่าง ๆได้ดีพอ ส่งผลให้งานราชการมีปัญหา และจะส่งคนจากราชสำนักเข้ามาดำรงตำแหน่งแทนในวันถัดไปจากการแจ้งนี้
เทียนคง เห็นข้อความก็ถอนหายใจเขาไม่ได้แปลกใจอะไร เพียงแต่ว่าสิ่งที่คาดการณ์ไว้เกิดขึ้นเร็วไปนิดหน่อยเท่านั้นโดยเขาได้บอกการคาดการณ์นี้ให้ เซียนอินทราบแล้ว เมื่อไม่นานมานี้หลังจากที่เขาจัดการเรื่องการครอบครองที่ดินให้กับชนชั้นสูงตระกูลต่าง ๆที่ส่วนใหญ่ไม่ได้มอบประโยชน์ให้กับคนเหล่านั้นอย่างที่ต้องการจึงไม่น่าแปลกใจอะไร ที่คนเหล่านี้ต้องการกำจัดเสี้ยนหนามให้พ้นทางไป
พ่อลูกตระกูลหวัง เมื่อพ้นตำแหน่ง จึงต้องย้ายออกจากตำหนักเจ้าเมืองและได้เข้าพักอาศัยยังเรือนที่เทียนคงได้ตระเตรียมไว้เนิ่นนานแล้วที่ชานเมืองรอบนอกเขตโรงหลอมอาวุธนั่นเอง
โดยทั้งหวังต้าเจิงและเซียนอินที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งไม่ได้มีความรู้สึกเสียใจหรือโกรธเคืองแต่อย่างใดหวังต้าเจิงรู้สึกราวได้ยกภูเขาออกจากอกเพราะรับแรงกดดันจากชนชั้นสูงมาเป็นเวลานาน ส่วนเซียนอิน ก็รู้สึกเช่นเดียวกันเพราะภาระความรับผิดชอบต่าง ๆที่แบกรับไว้นั้นได้ถูกยกออกไปแล้ว จะเหลือก็เพียง ความเป็นห่วงว่าชาวเมืองของนางจะเป็นอย่างไรเมื่อได้เจ้าเมืองคนใหม่มารับหน้าที่แทน
ด้านสามพี่น้องเลือดอสูรเมื่อทราบข่าวก็โมโหอย่างมาก เพราะเห็นได้ชัดเลยว่าต้าเจิง เซียนอิน และเทียนคง ถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม
“คนเห็นแก่ตัวมันมีอยู่ทุกที่จริง ๆขนาดผู้ที่ทำประโยชน์ให้บ้านเมืองจนประชนชนรักใคร่แบบนี้ยังถูกปลดได้” เอ็ดเวิร์ดนั่งกอดอกพูดขึ้นมาหลังจากทราบข่าวณ ฐานลับใต้ดิน บริเวณห้องนั่งเล่นห้องหนึ่ง
“เฮ้อออ .... จริงอย่างท่านพูด ...พวกเราเองก็ถูกคนใหญ่คนโตของเผ่ากระทำมาเหมือนกันนี่นะ โชคดีที่ได้คุณชายเข้าช่วยเหลือไม่อย่างนั้น พวกเราสามคนคงไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกแล้ว ...” เอ็ดมัวร์เอ่ยสมทบ
“อย่าว่าแต่ได้พบเจอเลย ป่านนี้ทั้งข้าและเจ้าคงได้กลายเป็นปุ๋ยไปแล้ว... นี่ก็ได้แต่คิดว่าจะมีใครช่วยเหลือเขาบ้างในเวลาเช่นนี้ .... ว่าแต่เถอะวิคทอเรียอยู่ไหนเนี่ย ..”
“คงอยู่ที่ห้องฝึกนั่นแหละท่านพี่ ...ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นวันก่อน นางเอาแต่เก็บตัวฝึกฝน นางคงรู้สึกเจ็บใจมาก ๆ ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับคุณชายน่ะ”
“อืมมมม ... เป็นแบบนั้นก็ดีเหมือนกัน แต่ก่อนพวกเราพยายามกันแทบตายกว่าจะพานางมาฝึกแต่ละครั้งได้หากนางเกิดความรู้สึกนี้ด้วยตนเอง ก็ยอดเยี่ยมเลย .... ว่าแต่เจ้าเถอะเอาแต่ตามติดแม่นางเซียนอิน จนละเลยการฝึกฝน ตอนนี้น้องสาวเจ้าก็แซงหน้าเจ้าไปแล้วแล้วจะยังทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายได้อย่างไรกัน”
“โถ่ ท่านพี่ ...อย่าหาว่าข้าแก้ตัวเลย ใช่ว่าข้าละเลย แต่ท่านก็รู้ ว่าพรสวรรค์ของข้ากับ วิคทอเรียต่างกันขนาดไหน นางจะแซงหน้าข้าไป ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนี่นา ..... ตัวท่านเองก็ด้วยอีกไม่นาน ก็คงถูกนางแซงหน้าไปด้วยเหมือนกันนั่นแหละ ...”
“คิดว่าข้าไม่รู้หรือไงแต่เพราะรู้แบบนี้ ยิ่งต้องฝึกฝนให้หนักไม่ใช่รึ ไม่ต้องพูดมากแล้ว ไปฝึกกับข้าเดี๋ยวนี้อย่างไรตอนนี้เจ้าก็ไม่ต้องช่วยงานแม่นางเซียนอินแล้ว หากวิคทอเรียฝึกหนึ่งส่วนพวกเราต้องฝึกให้มากกว่าสิบเท่า ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นพวกเราที่เป็นภาระแทนที่จะเป็นผู้ที่คอยให้ความช่วยเหลือ”
“.... ก็ได้ ๆ ข้าเข้าใจแล้ว ไม่ต้องลากข้าก็ได้”....