สิ่งหนึ่งที่ทำให้ซุนหลิงหลันเข็ดขยาดกับการนอนกลางดินกินกลางป่าไม่ใช่ลมราตรีหนาวเหน็บ หรือกระทั่งสัตว์ป่าตัวใหญ่หากแต่เป็แมลงตัวเล็กที่คอยทิ้งรอยแดงเอาไว้ราวกับกำลังเยาะเย้ยนางอยู่
ตลอดการเดินทางสามวันที่ผ่านมากิจวัตรของซุนหลิงหลันยังคงเป็เหมือนเดิมนางตื่นเช้ามาฝึกดาบ และฝึกดาบอีกครั้งหลังมื้ออาหารเย็นจนในที่สุดเวลาแสนยากลำบากก็ได้ผ่านพ้นไป
อำเภอเถียนไท่ตรงหน้ามีเื้ัเป็แสงอาทิตย์อัสดงยามเย็นใกล้พ้นยามเซิน[1] งดงามติดตรึงใจและคงไม่อาจลบเลือนต่อให้ประตูอำเภอตรงหน้าเป็เพียงรั้วไม้ถูกตีล้อมอย่างไร้ระเบียบซุนหลิงหลันยังมองมันด้วยความตื้นตันใจ หญิงสาวที่เคยนั่งหลบแดดบังลมในรถม้าทนนั่งเกวียนไม้ไร้เบาะรองมาถึงอำเภอห่างไกลกับคนแปลกหน้า
เื่เช่นนี้ขอให้มันเป็เพียงคำบอกเล่าสนุกสนานในวงสนทนาจะดีกว่าในใจนางพร่ำอ้อนวอนต่อฟ้าดิน ขอให้เื่ที่นางต้องเผชิญจบลงโดยเร็ว
“์ บทเรียนที่ท่านมอบให้ข้าเรียนรู้มันอย่างสุดซึ้ง ความพิโรธของท่านข้าขอรับไว้เอง”
“บ่นอะไรของเ้า”ต๋าฮวนมองเด็กหนุ่มยืนกอดห่อผ้าแหงนหน้ามองฟ้าหนำซ้ำยังพึมพำพูดกับตนเองดังคนเสียสติแล้วให้เวทนา
พอมาถึงด้านหน้าโรงเตี๊ยมใหญ่กลางตัวอำเภอเขาเปิดปากถามคนอ่อนวัยด้วยความเวทนาสงสารนับได้ว่าเขาถูกชะตากับเด็กคนนี้จึงอยากพาไปพบคนรู้จักให้ถึงที่หมาย“คนรู้จักของเ้าอยู่ที่ใด ข้าจะไปส่ง”
ั้แ่ผ่านเข้าประตูอำเภอเถียนไท่ดูเหมือนเด็กหนุ่มจะหลุกหลิกลุกลนเอาแต่มองไปรอบตัวั์ตาฉายฉันถึงความหวาดกลัวและโดดเดี่ยว เหมือนเมื่อครั้งที่พบกันคราแรก
“ข้าไม่รู้”ซุนหลิงหลันตอบแ่เบาจนแทบจะพึมพำอยู่ในลำคอ นางไม่รู้จริงๆว่าจั่วลิ่วผู้ช่วยท่านหมอถงหน้าตาเป็เช่นไร พักอยู่ที่ไหนในอำเภอแห่งนี้
“อะไรนะ”
น้ำเสียงที่ตวัดสูงกับสายตาจับผิดของต๋าฮวนยิ่งทำให้ซุนหลิงหลันอึกอักพูดอะไรไม่ออก ได้แต่เงียบไม่ตอบอะไรกลับไปอีกนางกำลังคิดหาคำตอบในใจ ว่าจะไปตามหาท่านหมอผู้นั้นได้ที่ไหนอำเภอเถียนไท่แม้ไม่ใหญ่โต ทว่านางเพิ่งเคยย่างเท้ามาเยือนที่แห่งนี้เป็ครั้งแรก
“ชื่อแซ่อะไร ข้าจะไปถามทางการให้อย่าบอกนะว่าแม้แต่ชื่อแซ่เขาเ้าก็ยังไม่รู้” ต๋าฮวนกระชากเสียงถามในคำสุดท้ายเขามองท่าทางอ้ำอึ้งของคนข้างกาย แล้วให้หัวเสียขึ้นมาทันที
“ขอบคุณพวกท่านที่เมตตาพาข้ามาถึงเถียนไท่บุญคุณในครั้งนี้หากวันหน้ายังมีโอกาสจะต้องตอบแทน”
ซุนหลิงหลันค้อมตัวเอ่ยขอบคุณพวกเขาอาศัยผู้คนจอแจบนท้องถนนแทรกตัวหายเข้าไปด้วยตัวของนางสูงยังไม่ถึงอกผู้คนที่เดินผ่านไปมาบุรุษในอำเภอแห่งนี้ล้วนตัวสูงใหญ่ สมคำที่ผู้คนกล่าวขาน เถียนไท่ถิ่นนักรบบุรุษในตัวอำเภอแห่งนี้มากกว่าครึ่งเป็ทหารประจำการในทัพเป่ยเฉิง
ซุนหลิงหลันรู้สึกตัวว่าตนเองกำลังถูกใครบางคนเดินตามอยู่ด้านหลังนางค่อยๆ เร่งฝีเท้าหลบเข้าตรอกแคบ คว้าไหหมักข้างทางมาถือซ่อนไว้ด้านหน้าเดินมาได้ครึ่งทางก็เหวี่ยงไหในมือใส่คนด้านหลัง หากแต่เขาหลบได้ทันหวุดหวิด
“ข้าถงหยุนซวน เ้าใจเย็นลงก่อน”
“ถงหยุนซวน” ซุนหลิงหลันเพ่งมองชายหนุ่มอายุมากกว่านางสองถึงสามปีอย่างหวาดระแวงบุรุษแซ่ถงผู้นี้เกี่ยวข้องอะไรกับหมอหลวงถง ในใจนางครุ่นคิดไม่ตก
“เ้าคือซุนหลิงหลันเ้ามาตามหาหมอจั่วใช่หรือไม่”
“เ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็ข้า”ซุนหลิงหลันหันไปถามกับชายหนุ่ม ท่าทางเขาสุภาพดูภูมิฐานดังบัณฑิตไม่ต่างจากท่านหมอถง
นางถอยห่างออกมาก้าวหนึ่งสายตาสอดส่องมองไปทางถนนด้านนอก ระแวดระวังภัยไว้ก่อนคงไม่เสียเปล่า
ถงหยุนซวนเห็นถึงท่าทีดังกล่าวเขายืนม้วนกระดาษยับยู่ยี่ในมือให้ซุนหลิงหลันภาพเหมือนซึ่งเขาเปิดดูมาหลายต่อหลายครั้ง จนจดจำใบหน้าของหญิงสาวได้ขึ้นใจ
ซุนหลิงหลันกางม้วนกระดาษเซวียนจื่อในมือออกดูจึงปรากฏรูปเหมือนของตนเองและท่านอาจิ่งเพ่ย
“เป็ท่านลุงจั่วทิ้งมันไว้ให้ข้า”
“น่าเสียดายท่านอาของข้าถูกคนจากทางการพาตัวไปแล้ว” ซุนหลิงหลันลูบมือไปบนภาพวาดของผู้เป็อาลึกในใจรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมา เหมือนดั่งถูกภูผาสูงใหญ่กดทับอยู่เหนืออกอึดอัดจนอยากจะร่ำไห้ออกมาโดยไม่รู้สาเหตุ ราวกับคนในภาพกำลังเลือนรางหายไป
ถงหยุนซวนเก็บซ่อนั์ตาวูบไหวมองใบหน้าเศร้าสลดแล้วให้บังเกิดความเห็นใจหญิงสาวตัวคนเดียวต้องระหกระเหินเดินทางไกลด้วยความหวาดกลัวรอนแรมมาจนถึงอำเภอเถียนไท่ด้วยความหวังเห็นเช่นนั้นเขายิ่งไม่กล้าเอ่ยปากบอกถึงข่าวที่ตนเองเพิ่งได้รับรู้มา
“หลังบิดาข้าถูกฝ่ายตรวจการพาตัวไปท่านอาตั้งใจพาข้าหลบหนีออกจากต้าิ ยังไปถึงประตูเมืองเขาก็ถูกทางการจับตัวไปเสียก่อนพวกเขาอ้างว่ามีผู้ร้องเรียน มีคนถูกท่านอาทำร้ายร่างกายจึงถูกเชิญไปสอบสวนมีคำสั่งไม่ให้คนในบ้านข้าออกจากเมืองเด็ดขาดออกหน้ามาจับกุมคนในบ้านข้าไปสอบสวนราวนักโทษอุกฉกรรจ์”
เสียงสั่นเครือพรั่งพรูความอัดอั้นไร้ที่ระบายออกมาหลายวันที่นางต้องพูดกับตนเองเหมือนคนเสียสติเอ่ยบอกกับใครไม่ได้ว่านางกำลังหวาดกลัวหลายคืนที่นางต้องข่มตาหลับอย่างคนหวาดระแวงบุรุษตรงหน้าคงเป็คนเดียวที่เข้าใจนางได้ในยามนี้
“มีผู้นำส่งจดหมายของลุงหมอส่งมาถึงข้าแจ้งถึงการตายของบิดา กำชับให้ข้ามายังเถียนไท่เพื่อรอพบเ้าและอาจิ่งเพ่ย”
“ไม่ใช่บิดาข้าไม่มีทางเป็เขาที่ทำร้ายท่านหมอ”
“ข้ารู้ ข้าเชื่อคำท่านลุงจั่วข้าเชื่อเ้า”
ทั้งน้ำเสียงและสายตาของถงหยุนซวนหนักแน่นเขาไม่ใช่เอ่ยออกมาเพียงเพื่อปลอบใจแต่ท่าทีจริงจังของเขาไม่อาจกลบซ่อนั์ตาที่ยังแฝงมาด้วยความหวาดหวั่นโดดเดี่ยวดังลูกนกหลงทางเฉกเช่นเดียวกับนาง นั่นยิ่งทำให้ซุนหลิงหลันร้อนใจ
นางรีบเอ่ยถาม “เขาอยู่ที่ใดมีเพียงหมอจั่วเท่านั้นช่วยแก้ต่างให้บิดาข้าได้หมอจั่วไม่ได้อยู่กับเ้าหรอกหรือ”
“ผิงอัน..”เสียงของถงหยุนซวนเบาเสียยิ่งกว่าลมที่ผัดผ่านไปวูบหนึ่ง
“อะไรนะ..ผิงอันเ้าใช่หมายถึงเมืองชายแดนทางเขตเหนือหรือไม่”
“เป็ที่นั่น”เสียงแ่เบาถอนใจตอบ ตัวเขาเองก็เหนื่อยกับการเล่นแมวจับหนูเต็มทนแล้ว “ไปเถิดข้าพักอยู่หลังอาราม เ้าเดินทางมาไกลจะได้พักผ่อน
คำตอบของผู้ร่วมชะตากรรมแซ่ถงราวกับกระชากเอาิญญาของนางข้ามสะพานน้ำพุเหลือง[2]ไปแล้วในตอนนั้นคำกล่าวที่ว่า น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำฉันใดคนเราก็กลายเป็คนฉลาดใน่เวลายากลำบากฉันนั้น ก็ผุดขึ้นมาในใจ
หากแต่ซุนหลิงหลันกลับเห็นต่างตัวนางในยามนี้ยังคงโง่งมไร้หนทางออก
ยิ่งได้มาเห็นสถานที่เวิ้งว้างรกร้างตรงหน้าสติที่เหลือน้อยเต็มทีของซุนหลิงหลันยิ่งกระเจิดกระเจิงลานหินที่ควรจะทอดยาวเป็ทางเดิน ขรุขระเป็หลุมบ่อพื้นดินสองฝากข้างยังสม่ำเสมอน่าเดินมากกว่าบ้านร้างทรุดโทรมสี่ห้าหลังแทรกตัวอยู่กับพงหญ้าสูง ไร้การบำรุงรักษา รอบกายมืดมิดไร้แสงตะเกียงเงียบเชียบไร้ผู้คน
นางมองถงหยุนซวนเอื้อมหยิบดอกกุญแจบนขอบหน้าต่างไขเปิดบ้านพักหลังสุดท้ายใกล้ชายป่าเขาง่วนอยู่กับการขยับกุญแจสนิมเขรอะอย่างตั้งอกตั้งใจ
ซุนหลิงหลันพลันมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาแค่ใช้สองนิ้วผลัก ประตูไม้ผุพังก็แทบจะเอนไหวตามแรงเขาจะยุ่งยากคล้องกุญแจไว้ทำไมกัน และไอ้ที่เขาว่าพักอยู่..คงหมายถึงแอบเข้ามา
ในตอนนั้นถงหยุนซวนก็เอ่ยขึ้นมาราวกับเขาได้ยินเสียงในใจนาง
“ข้าติดสินบนผู้ดูแลอารามขอมาพักแค่หนึ่งเดือนที่คล้องกุญแจเอาไว้ก็แค่เครื่องรางกันผี เ้ารีบนอนแต่หัวค่ำ พรุ่งนี้เราต้องรีบออกเดินทางข้าอยู่กับที่มานาน กลัวว่าคนพวกนั้นจะตามหลังมาทันแล้ว”
“คนของใต้เท้าเสิ่นไล่ตามข้าแล้วใครกันที่ไล่ตามเ้า เป็พวกเดียวกันหรือไม่”
“ข้าไม่รู้ สองเดือนก่อนบิดาเสียข้ากลับไปที่เมืองหลวงเคยได้พบท่านซุนและอาจิ่งเพ่ย ก็อย่างที่ข้าบอกในคืนที่ท่านพ่อเสีย มีคนผู้หนึ่งมาส่งจดหมายมาถึงข้าที่หนานชิงกำชับให้ออกเดินทางมารอเ้าและอาจิ่งเพ่ยที่นี่ส่วนแผนที่แผ่นนี้เป็บิดาข้ามอบให้ ั้แ่วันที่ข้าเดินทางออกจากเมืองหลวง”
“แผนที่..”ซุนหลิงหลันรับจดหมายจากมือถงหยุนซวนมาเปิดอ่าน หนึ่งแผ่นเป็จดหมายสั่งเสียจากหมอจั่วส่วนอีกแผ่นหนึ่งเป็แผนที่หน้าตาประหลาดที่ดูไม่คล้ายแผนที่สักเท่าไหร่นางกลับมองว่ามันดูคล้ายแผนผังเมืองหรือเขาวงกตเสียมากกว่า
“ข้าดูแล้วไม่ค่อยเข้าใจเ้าลองดูสักหน่อย พวกเขาตามหาตัวข้าเพราะสิ่งนี้”
“ข้าดูแล้วก็ยังไม่เข้าใจว่ามันคือภาพอะไรกันแน่มองดูคล้ายแผนผังเมืองอยู่ไม่น้อย”
แผนที่ซับซ้อนคล้ายกับเขาวงกตกับจุดแต้มสีแดงและอักษรภาพที่เขียนรวมกันแต่ไร้ความหมาย แผนที่ในมือนางมีสิ่งใดซ่อนอยู่คนพวกนั้นถึงต้องลงแรงตามล่ากระดาษแผ่นเดียวมาถึงอำเภอห่างไกล
“เ้าจะทำอะไร”ซุนหลิงหลันตัวโถมตัวเข้าคว้าแขนถงหยุนซวนเอาไว้แต่ไม่ทันเขากำลังเผาจดหมายในมือกับเชิงเทียนใบหน้าสงบนิ่งมองเปลวไฟกลืนกินกระดาษในมือทีละน้อย ก่อนจะปล่อยมันทิ้งลงพื้นเหลือเพียงเถ้าถ่านปลิวหายไปตามลม
“ไม่เป็ไรข้าแค่รอเ้ามาดูข้าจดจำมันขึ้นใจแล้ว”
“เ้ารู้ได้อย่างไรว่าหมอจั่วหลบซ่อนอยู่ที่ผิงอัน”
ถงหยุนซวนเบือนหน้าออกไปทางนอกหน้าต่างซ่อนั์ตาหมองเศร้าเอาไว้หลังม่านหมอกมืดครึ้ม
“บิดาข้าเคยบอกเอาไว้ก่อนออกจากเมืองหลวงหากเกิดอะไรขึ้นกับเขา ลุงหมอจะหลบหนีไปทางผิงอันเื่พวกนี้คล้ายว่าพวกเขารู้อยู่แล้วว่ามันจะเกิดขึ้นข้ายังคิดว่ามันเป็เพียงคำหยอกล้อมาตลอด”
“เหตุใดต้องเป็ผิงอัน”
“ผิงอันเป็ศักดินาเมืองในปกครองของผิงอันอ๋องอีกทั้งอยู่ใกล้ค่ายใหญ่ทัพเป่ยเฉิง สกุลจางเองก็มีจวนพักอยู่ในเมืองผิงอันคนพวกนั้นคงไม่กล้าลงมือโจ่งแจ้ง นับว่าเป็ที่หลบซ่อนตัวที่ดีที่สุดแล้ว”
ถงหยุนซวนกางกระดาษแผ่นหนึ่งลงกลางโต๊ะไล่มือไปตามแผนที่ขยุกขยุยประหนึ่งใช้เท้าจับพู่กันร่างขึ้นมาเส้นทางขึ้นเหนือผ่านถนนทางสายหลักใช้เวลานานถึงครึ่งเดือนแม้จะร้อนใจอยากไปให้ถึงผิงอันโดยเร็ว แต่ทั้งนางและเขาเป็ดังลูกม้าหัดเดินหากหลงออกนอกเส้นทาง จากสิบวันอาจกลายเป็สิบเดือน
“ภาวนาเถิดอย่าให้จางไท่เว่ยแ่ทางถางสวน เลี้ยงนกแร้งในกรงทองไว้เป็สหายคลายเหงาเลย”ซุนหลิงหลันตัวสั่นขึ้นมาคราหนึ่ง
เสิ่นหยางจีก็เหมือนนกแร้งที่กัดกินซากศพผู้คนกำแพงเมืองสูงใหญ่เป็ดังกรงทอง ทว่าเขาไม่ได้ถูกกักขังน่าเสียดายเ้านกน่าเกลียดน่ากลัวตัวนั้นร้องเพลงไม่ได้ดังนกแก้วนกขุนทอง
ถงหยุนซวนคลี่ยิ้มออกมาเป็ครั้งแรกแม้ว่าจะดูเศร้าหมองมากกว่าขบขันก็ตาม เขาเอ่ย
“ความสัมพันธ์ของสกุลจางกับขุนนางในราชสำนักคลุมเครือไม่แน่ชัดแต่ข้าเคยได้ยินบิดาพูดอยู่บ่อยครั้ง สมัยเข้ารับราชการใหม่ๆแม่ทัพจางมักมีความเห็นขัดแย้งกับใต้เท้าเสิ่นอย่างเปิดเผยมาโดยตลอดใต้เท้าเสิ่นเองก็หาช่องทางทูลฟ้องแม้แต่เื่เล็กน้อยของอีกฝ่ายทุกครั้งที่มีโอกาสนับได้ว่าเป็ไม้เบื่อไม้เมากันก็ว่าได้ แม้ว่าในยามนี้แม่ทัพจางจะวางตัวอยู่วงนอกทว่าเขายังคงเป็คลื่นใต้น้ำที่คอยกัดเซาะอำนาจของเสิ่นหยางจีมาโดยตลอด”
“นี่มันเื่อะไรกัน”ยิ่งฟังซุนหลิงหลันยิ่งไม่เข้าใจ ขุนนางในราชสำนักจะชิงดีชิงเด่นกันก็ทำไป บิดานางพูดอยู่หินคุยอยู่กับดินแหงนหน้ามองกำแพง ก้มหน้ามองทางเดินพื้นถนน ยังจะขัดหูขวางตาใครอีก“เ้ารู้อะไรมาก็บอกกับข้าบ้าง รอบกายข้ามืดแปดด้าน เกรงว่าจะเดินตกหลุมตกบ่อตายก่อนความจริงจะกระจ่าง”
“บิดาข้าและบิดาเ้ารู้ความลับของคนผู้หนึ่งไม่ใช่..ข้าหมายถึงคนกลุ่มหนึ่งจึงถูกฆ่าปิดปาก”
“เช่นนั้นเหตุใดพวกเขาไม่พูดออกไป ไม่กราบทูลต่อฝ่าา”
“ข้าเดาว่าพวกเขาคงเป็ผู้มีอำนาจมากหากพูดจาไม่ดูหน้าดูหลัง คงต้องมีคนอีกมากตายตกตามกันไปพวกเขาจึงเลือกที่จะปิดปากเงียบกระทำการบางอย่างด้วยตนเอง”
“บิดาข้าเป็ขุนนางขั้นหนึ่งล่างตำแหน่งนี้มันช่วยอะไรไม่ได้เลยหรือ”
ซุนหลิงหลันกำฝ่ามือแน่นระบายความอึดอัดคับข้องในใจดวงตาร้อนผ่าวขึ้นมา
“ข้าออกจากเมืองหลวงมาก็หลายวันแล้วไม่รู้ว่าพวกเขาเป็อย่างไรบ้าง”
ถงหยุนซวนนิ่งงันไปชั่วครู่หนึ่งเขาลอบมองซุนหลิงหลันอยู่เงียบๆ มือก็พับเก็บแผนที่ไปพลางอ้ำอึ้งคล้ายว่ามีบางสิ่งอยากจะพูด แต่กลับมีเพียงเสียงถอนหายใจดังสะท้อนอยู่ในห้องเดิมที่เขาควรบอกให้นางรับรู้ั้แ่พบหน้ากันในตัวอำเภอแต่เขาไม่กล้าเอ่ยปากจนถึงเวลานี้ยิ่งเห็นซุนหลิงหลันมีสีหน้าไม่สู้ดีเขายิ่งพูดไม่ออก แต่นางควรได้รู้ความจริง
“ยังมีอีกเื่ที่ข้าต้องบอกเ้า”เขาทำใจกล้าเอ่ยขึ้นมาได้เพียงไม่กี่คำ สุ้มเสียงในลำคอก็ดูเหมือนจะแหบแห้งไปอีกั์ตาฉายชัดถึงความลำบากใจ
เสียงถอนหายใจดังขึ้นอีกครั้ง
“ครอบครัวเ้าถูกคุมขังอยู่ในคุกกลางโดยมีคนของจิ่นไท่อี้เป็ผู้ร่วมสอบสวนแต่..แต่ท่านอาของเ้าถูกเสิ่นหยางจีพาตัวไปทางกรมยุติธรรม ข้า..ข้าได้รับจดหมายจากต้าิเมื่อสามวันก่อนอาของเ้า..เขาจากไปแล้ว”
“ท่านอาของข้า..”ซุนหลิงหลันไม่กล้าที่จะเอ่ยคำนั้นออกมา นางเอาแต่คิด เป็ตัวนางเองที่ฟังคำผิดไป
“มีคนพบศพเขาผูกคอกับขื่อในห้องขังข้าเสียใจกับเ้า”
“เ้าช่วยพูดอีกครั้งข้าฟังไม่ชัด..” ซุนหลิงหลันถามย้ำอีกครั้ง ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่นางเพิ่งได้ยินไม่กล้าที่จะยอมรับมัน ท่านอาของนางไม่มีทางฆ่าตัวตายลึกในใจนางอยากจะเชื่อแบบนั้น โกหกทั้งเพ เื่พวกนี้หาความจริงไม่ได้สักกระผีกกลับยังมีผู้คนหลงเชื่อ “เ้าโกหกข้า เ้าหลอกลวงข้า”
ถงหยุนซวนไม่ถือสากับน้ำเสียงที่ตวัดไม่พอใจของซุนหลิงหลันหากว่านางด่าทอเขาแล้วรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง เขายินดีในสถานการณ์ที่คล้ายว่าตนเองกำลังเหยียบย่างบนผืนดินอยู่เพียงครึ่งฝ่าเท้าตรงหน้าปากเหวเช่นนี้ตัวเขาได้ผ่านมาแล้ว ผ่านมาเหมือนดังคนตายทั้งเป็
“เื่เช่นนี้ข้าหรือจะกล้านำมาล้อเล่นอาจิ่งเพ่ยจากไปแล้ว”
เสียงสะอื้นไห้ดังสะท้อนอยู่นานกว่าครึ่งชั่วยามยังคงไม่จางหายไปความสูญเสียที่ได้มาโดยไม่ทันตั้งตัวยิ่งกัดกินจิตใจนางให้หวาดกลัว
ซุนหลิงหลันไม่อาจแสร้งทำว่าตนเองเข้มแข็งได้อีกต่อไป
ถงหยุนซวนหย่อนตัวลงนั่งเอนหลังอยู่กับเตียงไม้ข้างกันตัวเขาเองเกือบต้องสูญเสียครอบครัวที่เหลือไปตลอดกาลเช่นกัน
“ครอบครัวข้ากำลังเดินทางย้ายกลับบ้านเดิมที่หนานชิงบังเอิญถูกโจรดักปล้นระหว่างทาง มารดาข้า พี่ชายน้องสาวข้าล้วนได้รับาเ็ช่างบังเอิญจริงๆ แม้แต่ท่านปู่ของข้าผู้ปลีกตัวอยู่ในหนานชิงอำเภอห่างไกลไม่เคยก้าวขาออกจากหมู่บ้านนานหลายสิบปี ยังถูกทำร้ายจนปางตายหากไม่ใช่มีผู้หวังดียื่นมือเข้าช่วยเหลือได้ทันพวกเขาคงต้องตายตกตามบิดาข้าไปแล้ว หากไม่สืบสาวให้กระจ่าง จะสกุลถงหรือสกุลซุนคงต้องมีชีวิตรอความตาย”
น้ำเสียงของถงหยุนซวนที่เอ่ยเล่าถึงเื่ครอบครัวตนเองราบเรียบจนน่าใจหายจนกระทั่งในคำสุดท้าย เสียงของเขาตวัดโกรธแค้นเกรี้ยวกราดขึ้นมาั์ตาที่เคยดูอ่อนโยนกลับแปรเปลี่ยนเป็แข็งกร้าวดุดัน
“เ้านอนเถิดข้าจะออกไปนั่งด้านนอก”
“เหตุใดต้องออกไปนั่งตากลมเราก่อกองไฟได้หรือ” นางกระชับผ้าคลุมเข้าหาตัวพลางถามกับเขา
“ไม่ควร..หากมีผู้อื่นมาพบเข้าจะเป็เื่ใหญ่”
ก็เพราะอย่างนั้นนางถึงได้ถาม..ซุนหลิงหลันใช้หลังมือเช็ดน้ำตาลวกๆั์ตาดำขลับจ้องมองชายหนุ่มอีกคนในห้องเป็เชิงถาม เขาจะออกไปทำอะไรด้านนอกคำตอบที่ได้ฟังก็ช่างน่าขบขัน
“ชายหญิงไม่ควรอยู่ด้วยกันในที่ลับตาคนเ้าจะเสียหาย”
“หากผู้อื่นรู้เข้าข้าจะขายไม่ออก”นางต่อคำที่เขาคิดอยู่ในใจให้จนจบ หนำซ้ำยังหัวเราะออกมา
ขนบธรรมเนียมอะไรกันช่างน่าขันนางจะมีชีวิตรอดอยู่ถึงวันได้แต่งงานมีลูกมีหลานหรือไม่ก็สุดรู้เหตุใดความบริสุทธิ์ใจของคนสองคน ต้องถูกกังขาเพียงเพราะคำพูดของผู้อื่นคนนอกผู้ไม่เห็นถึงความจริงที่เกิดขึ้นเสียด้วยซ้ำ
“เ้าอย่าได้เคร่งครัดนักเลยกลางป่ากลางเขาในอำเภอห่างไกลเช่นนี้ ยังจะมีใครรู้จักพวกเรา”
นางเอ่ยถามขึ้นมาอีก“ผู้ใดเป็คนส่งข่าวถึงเ้า”
“เขาแทนตนเองว่าอันเผิง คนของเขาเป็ผู้นำจดหมายมาส่งถึงหนานชิงอันเผิงจากหอสุราเฝิงเทียน”
“ข้าเสียใจด้วยเื่บิดาของเ้า”
ถงหยุนซวนก้มหน้ากลบเกลื่อนรอยยิ้มหมองเศร้าไล่มือเล่นกับเงาแสงเทียนที่สะท้อนอยู่บนผนัง เขายังคงวางตัวไม่ถูกต่างคนต่างไม่เคยพบหน้า ต่างคนต่างเป็คนแปลกหน้า “ต่างก็สูญเสียยามนี้คงมีเพียงเ้าเข้าใจหัวอกข้าได้ดีที่สุด”
ซุนหลิงหลันฉุกคิดขึ้นมา
“เขาต้องกลับผิงอันหากเราอาศัยติดตามเขาไป..”
“เขา..” สีหน้าถงหยุนซวนบ่งชัดเขาไม่รู้ว่าซุนหลิงหลันหมายถึงใคร เขา..ที่นางเอ่ยถึง
“จางมู่หานเขามีผู้ติดตามมาด้วยถึงสี่คน ล้วนเป็ทหารมีฝีมือพวกที่ตามเ้ามาอาจไม่กล้าลงมืออีก”
“จางมู่หานบุตรชายท่านแม่ทัพใหญ่น่ะหรือ”
“เป็เขาเ้าเป็ถึงบุตรชายท่านหมอถง หัวหน้าหมอหลวงแห่งราชสำนักไม่เคยพบหน้าเขาตามงานเลี้ยงจวนขุนนางบ้างหรือ”
“วัยเด็กข้าร่างกายไม่แข็งแรง ไปๆมาๆ ระหว่างเมืองหลวงกับโรงหมอท่านปู่ที่หนานชิง แถบนั้นเป็พื้นที่ลุ่มติดแม่น้ำเงียบสงบเหมาะแก่การฟื้นตัว พอโตขึ้นอีกหน่อยข้าก็ศึกษาตำราแพทย์ช่วยท่านปู่ทำงานที่โรงหมอของตระกูล เคยชินกับความสงบไปเสียแล้วงานเลี้ยงทั้งราชและหลวงข้าล้วนไม่เคยเข้าร่วม และไม่อยากเข้าร่วม”
ซุนหลิงหลันฟังแล้วหวนคิดถึงตนเองนางเองก็เกลียดงานเลี้ยงงานฉลอง เบื่อที่ต้องสำรวมกิริยา จะดื่มชายังมากพิธีจะคีบอาหารข้ามโต๊ะก็ว่าไม่งาม แต่นางก็ไม่ได้พูดออกมา“อาการป่วยของเ้าเป็เช่นไร”
“นับว่าหายดีแล้ว”
“อันเผิงคนผู้นี้เชื่อถือได้หรือไม่” ซุนหลิงหลันยังคงมีความหวังอันน้อยนิดหวังว่าข่าวจากอันเผิงจะเป็เพียงข่าวลวงเข้าใจผิด
ถงหยุนซวนไม่กล้าเอ่ยบอกความจริงในใจเขาเลือกที่จะเชื่อว่าซุนจิ่งเพ่ยผู้เป็อาของนางจากไปแต่ครอบครัวของเขายังมีชีวิตรอด
ถงหยุนซวนหลบสายตามองไปในความมืด
“ข้าทำได้แค่เชื่อ อันเผิงเป็คนส่งข่าวถึงข้าอีกทั้งจดหมายที่ได้รับมาเป็ลายมือท่านลุงจั่ว ข้าจำไม่ผิด”
เขาไม่กล้าเอ่ยความคิดเห็นแก่ตัวของตนเองออกไปขยับตัวลุกขึ้นปูผ้ารองนอนที่ขอยืมมาจากผู้ดูแลอารามให้ซุนหลิงหลันส่วนตัวเขาขยับมานั่งอยู่อีกฝั่ง ใช้ห่อผ้าต่างหมอนจัดที่นอนตนเองบนพื้นไม้ฝั่งตรงข้าม
“เ้านอนเถิดข้าจะนั่งอยู่อีกไม่นาน”
ด้านนอกหน้าต่างไร้แสงจันทร์กิ่งหลิวพลิ้วไหวเป็เงาในความมืดสะท้อนอยู่ในดวงตาของพวกเขาคืนนั้นไม่มีใครข่มตาหลับได้ลง
ราวกับเป็ลางบอกเหตุถึงการมาเยือนของเหล่าแขกไม่ได้รับเชิญอารามร้างที่เคยวังเวงไร้ผู้คนดังสะท้อนไปด้วยเสียงฝีเท้าเหยียบย่ำบนใบหญ้าและกิ่งไม้ แ่เบารวดเร็วและมั่นคง
เงาร่างของชายฉกรรจ์สองคนเดินเลียบอยู่นอกหน้าต่าง สูงใหญ่แข็งแกร่งมองดูกำยำ
ซุนหลิงหลันยังคงนอนอยู่คนละฝั่งกับถงหยุนซวนทั้งสองมองสบตากันอยู่ในความมืด ผ่านแสงเทียนที่เริ่มจะริบหรี่จวนเจียนจะมอดดับนางขยับปากพูดกับเขาโดยไร้สุ้มเสียง ต่างคนต่างคว้าหยิบเอามีดสั้นของตนเองออกมาถือ
กลอนประตูถูกปลายดาบยื่นเข้ามาด้านในเกี่ยวขอไม้ร่วงหล่นอย่างง่ายดาย ร่างสูงใหญ่ค่อยๆ ก้าวผ่านประตูมาจนถึงเตียงนอนไม่พูดพร่ำทำเพลงสาวเท้าเข้าประชิดตัวคนที่นอนอยู่กลางห้อง ยกดาบขึ้นสูงหมายจะปลิดชีพ ลงดาบที่กลางอกในครั้งเดียวแต่คนใต้ผ้าห่มกลับเป็เพียงหมอนอิงและห่อผ้า
ถงหยุนซวนซ่อนตัวอยู่ในเงามืดแทงมีดสั้นลงบนหลังคออีกฝ่ายจากด้านหลังจนจมมิดด้าม
ชายฉกรรจ์อีกคนอยู่ด้านนอกได้ยินเสียงร้องรีบรุดเข้ามาดูถือดาบคมพุ่งเข้าใส่ถงหยุนซวนจากทางด้านหลัง ซุนหลิงหลันจึงถลาออกจากเงามืดแทงดาบสั้นในมือเข้าตรงสีข้างไม่ลืมบิดมือก่อนดึงออกเหมือนที่จางมู่หานเคยสอนเอาไว้ชายร่างใหญ่จึงก้าวไปไม่ถึงตัวถงหยุนซวน
เมื่อสบโอกาสถงหยุนซวนหันกลับมาแทงมีดซ้ำเข้ากลางอกจนร่างสูงล้มลงนอนกองกับพื้น หมอหนุ่มซวนเซสีหน้าไม่สู้ดีทำท่าจะล้มตามคนทั้งสองลงไป เขาสะบัดมีดเปื้อนเืในมือทิ้งราวกับเป็ของแสลงใบหน้าขยาดครั่นคร้ามแฝงไปด้วยความตื่นใ
ซุนหลิงหลันรีบเข้าไปพยุงชายหนุ่มไม่ให้ล้มพับลงไปซะก่อนอาการไม่สู้ดีของเขาตัวนางเองมีส่วนผิด เป็เพราะนางออกปากให้เขาลงมีดปลิดชีพผู้บุกรุกอย่างโหดร้ายตามสิ่งที่นางได้เห็นและเรียนรู้มาจากจางมู่หานด้วยร่างกายสูงใหญ่และพละกำลังของพวกเขา หากต้องสู้กันซึ่งๆ หน้าต่อให้นางและถงหยุนซวนมีกันอีกสองคน ก็ไม่อาจเอาชนะได้
“เก็บของเราอยู่ที่นี่ไม่ได้อีกแล้ว”ซุนหลิงหลันสะพายห่อผ้าขึ้นบ่า เช็ดคราบเืบนปลายมีดกับผ้าปูเตียงก่อนจะส่งคืนให้ถงหยุนซวน แล้วหันมาเช็ดดาบสั้นของตนเองเก็บคมเข้าฝัก
ไม่ใช่นางไม่หวาดกลัวที่ตนเองเพิ่งลงมือฆ่าคนเป็ครั้งแรกทว่านางกลัวตนเองจะต้องมาตายอย่างไร้ประโยชน์ โดยไม่อาจช่วยเหลือครอบครัวได้มากกว่า
“เราควรไปโรงเตี๊ยมที่คุณชายจางเข้าพักพวกมันคงไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม”ร่างบางที่วิ่งนำอยู่ด้านหน้าหันไปถามความเห็นถงหยุนซวนซึ่งคอยดูศัตรูอยู่ทางด้านหลัง
“ไปที่นั่นก่อน”
เส้นทางลงจากเนินเขาไร้ที่หลบหลีกทั้งสองวิ่งพ้นเขตอารามมาได้ไม่นาน ก็มีเสียงลูกเกาทัณฑ์พุ่งแหวกอากาศเฉียดลำคอซุนหลิงหลันมาจากทางด้านหลังผ่านหน้านางไปอย่างฉิวเฉียด
“เลี้ยวเข้าตรอกด้านหน้าเ้าหลบอยู่ตรงนั้น เมื่อพวกเขาไปแล้วหาทางกลับไปหลบซ่อนตัวที่อารามเราไม่มีทางเข้าเมืองได้ทันหากยังถูกตามกระชั้นชิดเช่นนี้ ข้าจะตามกลับไปภายหลัง”
“แต่..”ซุนหลิงหลันอยากจะเอ่ยแย้ง แต่ถงหยุนซวนเอ่ยแทรกขึ้นมาก่อนสิ่งที่เขาเอ่ยเป็ความจริงที่นางไม่อาจปฏิเสธ
“ข้ารู้จักเส้นทางดีกว่าเ้า”
จากที่ซ่อนหลังกองไม้ข้างทางแผ่นหลังที่วิ่งห่างออกไปของถงหยุนซวนยิ่งเล็กลงจนเลือนหายไปในที่สุดก้อนเนื้อในอกซุนหลิงหลันเต้นระส่ำราวกับแผ่นดินะเื หูทั้งสองข้างอื้ออึงดวงตาแข็งค้างยังคงจ้องมองไปบนเส้นทางว่างเปล่ารอจนกลุ่มคนที่ไล่ตามมาวิ่งหายไปทางเดียวกับถงหยุนซวนดังที่เขาตั้งใจ
ระหว่างทางกลับขึ้นเขาเท้านางสะดุดเข้ากับรากไม้ เสียหลักล้มเพราะความรีบร้อนจนตะลีตะลานกลิ้งตกลงมาตามไหล่เขาจนถึงชุมชนด้านล่าง
ภาพรอบตัวพร่ามัวจนดับมืดไปนางไม่รู้ว่ากลิ้งตกลงมาไกลแค่ไหน ไม่รู้ว่าตนเองยังมีลมหายใจอยู่หรือตายไปแล้วเช่นกัน
ก่อนที่สตินางจะดับวูบความเจ็บแผ่ซ่านไปทั่วทั้งตัว ั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า นางกอดห่อผ้าเอาไว้แน่นหากจะต้องตายอนาถเพราะตกเขา นางก็ขอเพียงมีห่อผ้าของท่านอาติดกาย
[1] ยามเซิน 15.00-17.00
[2] ปรโลก