เดินกันอยู่นาน ในที่สุดลุงมั่นก็หยุดเดินเสียที ตอนนี้ก็นับว่าดึกแล้ว เขาวางสัมภาระลงก่อนจะส่งคบเพลงให้หมาย ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ดวงตาสอดส่ายดูว่ารอบข้างปลอดภัยดีหรือไม่
"เอาล่ะ พักตรงนี้กันเถิด ไอ้หมายเอ็งเอาคบไฟไปติดกองไฟเสียแล้วจึงนอน ข้าจะเฝ้ายามก่อนคืนนี้ แล้วจักปลุกเอ็งขึ้นมาหลังยามสอง" มั่นกล่าวกับหมาย ตัวเขานั้นทิ้งบั้นท้ายลงนั่ง บนใบหน้ามีความเหนื่อยล้าปรากฏอย่างชัดเจน หมายนั้นก็สงสารพ่อนัก แต่ไม่รู้จะช่วยเช่นไร เพราะตัวเขาเองก็เอาตัวยังไม่รอดเลย
"ได้จ้ะพ่อ" หมายรับคำ ก่อนจะโกยใบไม้ใบหญ้าแลกิ่งไม้เข้าด้วยกันและสุมไฟจนเกิดเป็กองไฟขนาดย่อม เอาไว้ไล่สัตว์ร้ายและแมลงในยามค่ำคืน
พลอยวางนิลลงกับพื้น เ้าตัวเล็กมีสีหน้ารู้สึกผิดอย่างเห็นได้ชัดเพราะเขาปล่อยให้พี่สาวแบกเขามาเสียไกล แต่ขาของเขาก็ยังเจ็บอยู่ เขาไม่อยากเป็ภาระแต่ก็กลับกลายเป็ภาระอยู่ดี
"ลำบากลุงหน่อยนะจ๊ะ พวกข้ามิได้ช่วยอันใดเลย" ใบหน้าของพลอยเจือไปด้วยความรู้สึกผิด ทั้งที่ที่จริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างเป็แค่เหตุสุดวิสัย ไม่มีใครอยากให้เกิด หากแต่มั่นไม่ได้คิดจะโยนความผิดให้พลอย เพราะเขารู้ดีว่าโจรป่าไม่ได้มาเพราะพลอย เพราะกว่ามันจะสังเกตุเห็นแม่พลอยก็เกือบจะฆ่าหล่อนเสียแล้ว กลับกัน เป็แม่พลอยที่กำจัดโจรชั่วจนหมอบราบคาบไป หากไม่ติดว่าแม่พลอยเป็หญิง เขาะโให้กำลังใจเสียงดังไปเสียแล้ว
"ที่ช่วยกำจัดโจรป่าก็ถือว่าช่วยมากแล้ว ไม่ต้องคิดมากไปดอกแม่พลอย ลุงเสือฝากเอ็งมาก็ส่วนนึง แต่เอ็งเป็เด็กว่านอนสอนง่าย ข้าก็เอ็นดูด้วยส่วนนึง คิดเสียว่าเป็ญาติกันเถอะ" มั่นมองเด็กทั้งสามด้วยความเอ็นดู ตลอดการเดินทาง เด็กทั้งสามไม่เคยบ่น ไม่เคยทำตัวให้เป็ภาระหรือถ่วงการเดินทาง ช่างเป็เด็กที่รู้ความและพึ่งพาตนเองเก่งอย่างไม่น่าเชื่อ
"ขอบคุณลุงมากจ้ะ เยี่ยงนั้นข้าไม่เกรงใจแล้วนะจ๊ะ" พลอยส่งยิ้มให้กับมั่นอย่างเคารพ แม้ชาติก่อนเธอจะอายุพอๆกับมั่น แต่ชาตินี้เธอเป็เด็ก เธอจะขอหน้าด้านรับความเอ็นดูเอาไว้อย่างไม่อายผู้ใดก็แล้วกัน
"เออๆ นอนเถิด เ้าทั้งสาม" ลุงมั่นหัวเราะในลำคอก่อนจะโบกมือไล่ราวกับว่ารำคาญ หากแต่จริงๆแล้วเขาห่วงใยเด็กๆมากกว่า
"ลุงมั่นก็นอนด้วยนะขอรับ ข้าเป็ห่วงลุง" นิลน้อยพูดขึ้นบ้างเพื่อแสดงความขอบคุณ เขาเองก็โตพอที่จะรู้จักซึ้งใจในสิ่งที่คนอื่นทำให้แล้ว ไม่ใช่เด็กที่จะเอาแต่ใจอย่างเดียวอีกต่อไป
"เอ๊ะ ไอ้เ้าตัวน้อยนี่ปากมันช่างประจบ เอ็งนอนเถิด ลุงจักดูแลเอ็งไม่ให้ใครมาทำร้ายเอ็ง พ่อนิลเอ้ย" พูดไปยิ้มไป ตอนเล็กๆไอ้หมายมันไม่ช่างสอพลอเช่นพ่อนิล เป็เด็กทื่อๆที่ไม่กล้าประจบใคร พอมาเจอลูกเล่นลิ้นทองของนิลเข้า ลุงมั่นจึงหลงรักเด็กน้อยเข้าเต็มหัวใจ
หากแต่ทว่า เด็กน้อยนั้นยังไม่อยากนอน ภาพของโจรที่เข้ามาเพื่อปล้นและฆ่าพวกเขายังติดตรึงอยู่ในใจ เขากลัวว่าหากเขาหลับตาลงจะมีคนมาทำร้ายคุณพี่พลอยและพี่เรืองอีก
"คุณพี่พลอยขอรับ น้องนอนไม่หลับ น้องยังกลัวไม่หายเลยขอรับ" เด็กชายเอ่ยกับพี่สาวด้วยเสียงออเซาะ
"เช่นนั้นให้พี่เล่าเื่ในอนาคตให้ฟังดีหรือไม่ อนาคตที่พี่ฝันเห็นอยู่ประจำ" พลอยไม่มีประสบการณ์เลี้ยงเด็กวัยอนุบาล เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมา เธอจำได้ว่าเด็กอายุราวนี้มักจะชอบฟังนิทานก่อนนอน
"น้องอยากฟังขอรับ" นิลน้อยพยักหน้า ร่างเล็กนอนอยู่บนสไบสีเหลืองอ่อนของพี่สาวที่ปูแผ่เอาไว้ไม่ให้เขาระคายผิวจากหญ้าและดินทราย
"เริ่มจากอะไรดีนะ อืม… หากเป็ในอนาคต เราจักไม่ต้องเดินเท้าไปปากน้ำโพเลยหนา จากสองวันใช้เวลาแค่สิบบาทก็ถึงปากน้ำโพแล้ว" เด็กหญิงนึกถึงสภาวะที่พวกเธอกำลังเจออยู่ ณ ปัจจุบัน หากมีรถล่ะก็ แค่ชั่วโมงเดียวก็ขับจากลพบุรีถึงนคร์ได้แล้ว ซ้ำยังมีโรงแรมข้างทางให้เลือกไม่หวาดไม่ไหว ร้านสะดวกซื้อ ปั๊มน้ำมันอีกมากมายที่จะอำนวยความสะดวกให้กับพวกเธอ
"จริงหรือขอรับ เหตุใดเล่าขอรับ" พ่อนิลตาเป็ประกาย ในใจของเขาคิดว่า มนุษย์ในอนาคตจักต้องหายตัวได้เป็แน่ จึงไม่ต้องเดินเท้าไปเพื่อไปถึงจุดหมาย
"ตอนนั้นจะมีสิ่งที่เรียกว่ารถอย่างไรเล่า มันเป็สิ่งประดิษฐ์ที่คนเราทำขึ้นหน้าตาเหมือนเกวียนแต่มีสี่ล้อและใช้น้ำมันในการขับเคลื่อน เราเพียงนั่งอยู่ในรถสบายๆ ไม่จำเป็ต้องเดินหรือลากให้เหนื่อย ที่สำคัญ มันเคลื่อนที่เร็วด้วยหนาพ่อนิล" พลอยอธิบาย แต่เธอรู้ว่าน้องชายของเธอนึกภาพไม่ออก แต่เธอเล่าพอให้เป็กระษัยพอใช้จูงใจเด็กให้นอน เธอจึงไม่ลงลึกในรายละเอียดเช่น มันทำขึ้นมาอย่างไร หรือมันขับเคลื่อนด้วยอะไร
"น้องอยากเห็นจังขอรับ" เด็กชายรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเื่ที่พี่สาวเล่าให้ฟัง หากเป็ไปได้ เขาอยากจะลองนั่งไอ้เ้าสิ่งที่เรียกว่า รถ นั้นดูสักครั้งเหมือนกัน
"เอาไว้พี่จักวาดให้เ้าดู" พลอยขยิบตาส่งให้น้องชายที่ดูจะสนใจเื่รถเป็พิเศษ
"สัญญานะขอรับ" นิลจ้องไปยังใบหน้าพี่สาวเขม็ง เขาอยากได้คำตอบยืนยันว่าเธอจะไม่แค่หลอกให้เขาเชื่อ ซึ่งพลอยก็ได้เพียงแค่หัวเราะเบาๆออกมาอย่างขบขัน
"สัญญาจ้ะพ่อนิล แล้วยังมีรถไฟอีกหนา คล้ายกับรถธรรมดา แต่เป็ตู้ยาวเหมือนหนอน บรรทุกคนได้หลายสิบหลายร้อย บางทีก็เอามาขนสินค้า อย่างวัวควาย ผักผลไม้ก็ได้ เพียงแค่ลุงมั่นเอาวัวควายขึ้นรถไฟ ประเดี๋ยวเดียวก็มาจากปากน้ำโพถึงละโว้ หลับไม่ทันตื่นด้วยซ้ำ" พลอยบอกเล่าเื่รถไฟที่นิลคิดว่าช่างเหลือเชื่อ แต่งแต้มจินตนาการของเด็กที่คิดเอาว่ารถไฟนั้นที่ว่ายาวเหมือนหนอนจะเป็เช่นไร มันจักขนผู้คนได้เป็ร้อยอย่างที่พี่สาวเขาว่าจริงหรือไม่ ยิ่งคิด เด็กชายก็ยิ่งรู้สึกพิศวงในเื่เล่าจากฝันของคุณพี่พลอยของเขายิ่งนัก
"ช่างพิศดารนักขอรับคุณพี่พลอย" เขาได้แต่เอ่ยออกมาอย่างถวิลหา หากเขาได้ฝันถึงสิ่งเหล่านี้บ้างคงจักดีไม่ใช่น้อย!
"พิศดารรึ นั่นสินะ ในยุคนี้วิทยาศาสตร์คงเป็เพียงเื่พิศดารเท่านั้นแล" พลอยมองไปยังที่แสนไกลด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ในคำพูดนั้นราวกับว่าเย้ยหยันตนเองที่มาจากอนาคตแต่กลับมาติดอยู่ที่โลกอดีตที่เธอยังไม่รู้อะไรนอกจากว่าเป็สมัยอยุธยา เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆที่เธอเคยชินก็ไม่มีเสียแล้ว ครูวิทยาศาสตร์ที่ชินกับเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างเธอต้องกลับคืนสู่จุดเริ่มต้นของอารยธรรม นี่มันช่างไม่ยุติธรรมสำหรับเธอเลย
"ยังมีอีกหรือไม่ขอรับ มนุษย์จักเหาะเหินเดินอากาศได้หรือไม่ขอรับ" นิลที่เห็นพี่สาวเงียบไปกล่าวขึ้นเพื่อดึงความสนใจของพลอยกลับมา และนั่นก็ได้ผล
"ถ้าบอกว่าได้ พ่อนิลจักเชื่อพี่หรือไม่" พลอยดึงอารมณ์ของตนกลับมาพลางยิ้มกรุ้มกริ่มเอ่ยกับน้องชายอย่างมีเลศนัย
"สุดยอดไปเลยขอรับ" หากส่งเสียงเฮได้ เ้านิลคงจะลุกขึ้นมาะโโลดเต้นแล้ว เขาอยากเห็นนัก ผู้คนที่บินได้ราวกับนก เหตุใดกันจึงมีแต่คุณพี่พลอยที่ฝันถึงแต่เื่ดีๆ แต่เขากลับมิเคยฝันอันใดเช่นนั้นเลย
"นอกจากรถไฟ ยังมีเครื่องบิน ที่บินขึ้นไปบนฟ้าเช่นเดียวกับนก ข้างในบรรทุกคนได้หลายร้อย แลถึงที่หมายอย่างรวดเร็ว จากกรุงศรีถึงเชียงใหม่ก็ใช้เวลาเพียงสิบบาทเท่านั้น" ใบหน้าอ่อนเยาว์ยังคงเปื้อนยิ้มหวานเมื่อเห็นเด็กน้อยตื่นเต้นดีใจ เห็นทีเธอคงได้เล่าเื่จากอนาคตให้น้องชายฟังเพื่อคลายความคิดถึงบ้านของเธอบ้างเสียแล้ว อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีใครให้พูดจาด้วย
"น้องอยากบินได้ขอรับ" นิลเอ่ยอย่างมีความหวัง แต่ทว่าพลอยรู้ดีว่ามันยังเป็ไปไม่ได้
"ตอนนี้ยังไม่ได้หรอกพ่อนิล แต่สักวันในเวลาอันใกล้หลังจากนี้อาจเป็ไปได้ก็ได้" พลอยลูบหัวนิลเบาๆเพื่อกล่อมน้อง ปากก็เล่าเื่ไปเรื่อยตามที่เธอจะคิดได้
"ยังมี…" ก่อนจะเล่าเื่ใหม่ พลอยก็ชะงักไป เธอสังเกตว่านิลนั้นได้ผลอยหลับไปเสียแล้ว
"อ้าว หลับไปเสียแล้ว ไหนบอกไม่ง่วง" เด็กหญิงหัวเราะเย้าน้องชายที่ตอนนี้หลับสนิทเสียจนไม่รู้สิ่งใด
"พ่อนิลเธอเหนื่อยมาทั้งวัน ให้เธอนอนเถิดจ้ะ" พี่เรืองที่นอนอยู่อีกฝั่งของนิลลุกขึ้นมาเอ่ยกับพลอย เธอเองก็นอนฟังเื่ราวของพลอยอย่างตื่นเต้น
"พี่เรืองก็นอนเสียเถิดจ้ะ ข้าก็ง่วงนอนเต็มทีแล้ว" หาวเบาๆ พลอยเอามือปิดปากไว้ก่อนจะหลับตาลง
"นั่นสิ พรุ่งนี้ยังต้องเดินทางอีกไกล" เรืองกล่าวออกมา
"ใช่จ้ะ" พลอยเองก็เห็นด้วย ได้เวลานอนของพวกเธอแล้วในตอนนี้
"หากมีรถ แลเครื่องบินเยี่ยงที่แม่พลอยว่าก็คงดี พ่อนิลคงจักไม่ต้องตรากตรำเช่นนี้" เรืองกล่าวอย่างเสียดาย เธอมองดูร่างเล็กที่นอนตรงกลางของเด็กชายแล้วก็อดเศร้าไม่ได้
"พี่เชื่อในสิ่งที่ข้าพูดด้วยรึ" พลอยเอ่ยกึ่งหัวร่อ เธอนึกว่าจะมีเพียงแค่เด็กเท่านั้นที่ฟังนิทาน หากแต่ผู้ใหญ่อย่างพี่เรืองก็ฟังกับเขาด้วย
"อย่าบอกนะว่าเื่ทั้งหมดแม่พลอยแต่งเื่ขึ้นมาน่ะ" เรืองขมวดคิ้ว เธอเชื่อเสียจนหมดใจในสิ่งที่พลอยเล่า ด้วยว่าพลอยเคยบอกว่าตนเคยท่องไปในอนาคตก่อนจะกลับมาที่นี่
"ฝันต่างหากเล่า แต่งเื่อันใดกัน" เด็กหญิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า ทำเอาอีกฝ่ายอดที่จะประชดประชันออกมาไม่ได้
"อ้อ ฝัน เอาเถิด พี่นอนแล้วจ้ะ" เรืองตัดบทไปและบทสนทนาของทุกคนก็จบลงเพียงเท่านั้นในค่ำคืนนี้