ตอนที่ 43 เสือสิงห์กระทิงแรด
3วันถัดมา หลังจากเลิกงาน นิทานกลับบ้านไปทำความสะอาดร่าง บรรจงเปลี่ยนเป็นชุดราชปะแตนสีน้ำเงินเข้มอย่างดีที่แน่นอนว่าเขาย่อมไม่ใช้เงินตัวเองซื้อมา จัดผมให้เป็นทรงที่ดูเรียบร้อยขึ้น ผมหางม้าทางด้านหลังก็ไม่มัดปลายหลวม ๆ อย่างที่เคยเป็น เพียงมัดจุกตรงปลายให้แน่นขึ้นแทน
กางเกงสีน้ำตาลตัวเก่งของเขาถูกสลับออกเป็นกางเกงขายาวสีดำที่ดูเรียบหรูและราคาแพง
เพียงเท่านี้ชายหนุ่มที่ดูราวกับนักล่าก็ปรับภาพลักษณ์กลายเป็นคุณชายจากตระกูลสูงส่ง ชุดราชปะแตนสีน้ำเงินเข้มรับกับนัยน์ตาสีน้ำเงินของเขา กางเกงขายาวส่งกับผมสีดำสวยให้ดูดีอย่างไร้ที่ติ
คีตาหวีขนจนเรียบร้อย สังกะตังตามขนถูกนิทานบรรจงตัดออก ติดเครื่องประดับขนาดเล็กตรงกลางอกอย่างน่ารัก แม้แต่รองเท้าหนังคู่ประจำที่โหว่ตรงกรงเล็บก็ถูกเปลี่ยนออกกลายเป็นรองเท้าเสริมส้นดูดีมีระดับสีดำเข้ม
นิทานและคีตามายืนรอผู้พันลาลันตาอยู่หน้าตึกสำนักงานหลักในเวลาเย็น เวลาขณะนี้นั้นเป็นเวลาเลิกงานของเหล่ากะเช้าแล้ว หลายคนที่ผ่านไปมาจึงอดเหลือบมองนิทานและคีตาในมาดที่แปลกใหม่ไม่ได้
นิทานนั้นมีใบหน้าคมคายกับดวงตาสีน้ำเงินสวยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เสริมด้วยเวลาปกตินิทานมักมีสีหน้าเรียบเฉย พอมีชุดเครื่องแต่งกายที่ดูดี นิทานขณะนี้จึงดูคล้ายกับคุณชายผู้สุขุมผู้หนึ่ง
สีหน้านิ่งเฉยกับคีตาที่ยืนข้างกายอย่าสงบนิ่งยิ่งทำให้เขาสร้างบรรยากาศเงียบสงบเย็นชา อดเรียกสายตาผู้คนน้อยใหญ่ให้หันมามองไม่ได้
อึดอัดชะมัด เมื่อไหร่ผู้พันจะมาเนี่ย ภายใต้สีหน้านิ่งเฉย เขาอดบ่นอุบในใจไม่ได้ เขาไม่ชอบการตกเป็นเป้าสายตาเลยจริง ๆ
"นิทาน แต่งอะไรของนายฟะ" เสียงหัวเราะขำแบบไม่ไว้หน้าดังขึ้นไม่ไกลจากประตูหน้าของสำนักงาน
นภา คาซาและเตวันที่กำลังออกจากตัวตึกพลันหันมาพบเขาพอดี ทั้งสามตอนแรกเกือบเดินผ่านไปแล้วเนื่องจากจดจำนิทานไม่ได้ แต่กลับเป็นนภาที่สายตาไว สังเกตเห็นคีตาจึงนึกออกได้ไม่ยากว่าคุณชายผู้นี้คือใคร
นิทานสีหน้าเหยเก ยังไม่ทันจะอ้าปากตอบใด ๆ เสียงหัวเราะก็ดังมาอีกชุด แน่นอนว่านภาที่เห็นนิทานในลักษณะนี้ย่อมเรียกหน่วย 3มาร่วมสนุก
"นายจะไปดูตัวหรือไง หรือมากะจะมาเจอใครในหน่วยพิทักษ์เมือง" นภาหัวเราะขำพลางหันซ้ายหันขวาเพื่อหาคนที่นิทานรอเจอ
"ผู้พันลาลันตาเขาจะลากผมไปทำธุระ กำชับมาด้วยว่าให้แต่งกายให้มันดี ๆ " นิทานกัดฟันพูดสู้กับเสียงหัวเราะของนภา
"โฮ่ โฮ่ คุณนิทานแต่งตัวแบบนี้แล้วผมจำแทบไม่ได้เลยครับ" เตวันลูบเคราเอ่ยชม
"นายหัดแต่งตัวบ่อย ๆ ก็ดีนะ นายรู้มั้ยว่าหนุ่มน้อยสาวน้อยในหน่วยสนามเขาจ้องนายกันตาเป็นมันเลยน่ะ" คาซามองนิทานหัวจรดเท้าก่อนหัวเราะน้อย ๆ
นภาหัวเราะพลางพยักหน้ารัวเร็ว
“ฉันถึงบอกไงว่าให้ฉันแนะนำคนให้รู้จักมั้ย นายเล่นทำตัวสุดเท่ขนาดนั้นตอนทดสอบเข้าหน่วย ยังไงก็ต้องมีคนสนใจอยู่แล้ว” นภาแซว
“หมายถึงที่เอาชนะคุณนภาใช่มั้ยครับ” เฒ่าเตวันอดกระตุ้นเตือนความจำไม่ได้
“ไม่ต้องห่วงไปน่า! ครั้งหน้าฉันชนะแน่” นภายังฉีกยิ้มอย่างอารมณ์ดี
“ดูทรงแล้วผู้พันจะลากนายไปงานดูตัวแหง ๆ ไม่น่ารอดแล้วล่ะนิทาน” คาซาเอ่ยขึ้นกลั้วหัวเราะ
นิทานแทบอยากมุดหายลงดินไปเสียตรงนี้ ยังนับว่าเขามีโชคอยู่ที่รถม้าหรูหราคันหนึ่งแล่นมาจอดเทียบข้าง ๆ จุดที่พวกเขายืนอยู่พอดี
"เอ้า หน่วย 3 กลับกันไปได้แล้ว พวกฉันมีธุระต่อ" ผู้พันลาลันตาเปิดประตูรถม้าพลางส่งเสียงเรียกจากภายใน
"ครับ/ค่ะ! " ทั้ง 3 ต่างรับคำด้วยสีหน้าเปื้อนรอยยิ้ม ไม่วายขณะที่รถม้าเคลื่อนตัวไปแล้ว เขายังได้ยินเสียงนภามาจากไกล ๆ
“พามาแนะนำด้วยนะเพื่อน” พร้อมกับเสียงหัวเราะเป็นพรวนที่ตามมาในเวลาเดียวกัน
น่าจะเข้าหน่วยอื่นให้หมดเรื่อง ไม่สิ เป็นนักผจญภัยไปเลยดีกว่า นิทานถอนหายใจ
“สนิทกับเพื่อนร่วมหน่วยไวดีนี่ เป็นคนสันโดษแท้ ๆ นะนายน่ะ” ผู้พันลาลันตาชวนคุย
“ถึงบางคนจะน่ารำคาญไปหน่อย แต่ทุกคนเป็นคนดีครับ” นิทานตอบพร้อมรอยยิ้ม
ผู้พันลาลันตาอมยิ้ม อย่างน้อย ๆ เธอก็สบายใจได้ว่านิทานไม่ต้องโดดเดี่ยวไร้มิตรสหายในหน่วยพิทักษ์เมือง
สายตาของเธอไล่มองนิทานตั้งแต่หัวจรดเท้า ภาพลักษณ์ดูดีของนิทานทำให้เธออดผิวปากหวิวไม่ได้
"จะแต่งดี ๆ ก็แต่งได้นี่ เอาแต่ใส่เสื้อคลุมโทรม ๆ อยู่นั่น" ผู้พันลาลันตามองนิทานหัวจรดเท้าพลางหัวเราะ
“คีตาาาา! น่ารักมากเลยยยย! ใส่เข็มกลัดด้วยอะะ!!” ผู้พันลาลันตาอดไม่ได้ เอื้อมไปอุ้มคีตามากอด
ระหว่างที่ผู้พันกำลังทำการเติมหมาอย่างมีความสุข เธอก็สังเกตได้ถึงความอ่อนล้าของนิทาน
“ไม่ต้องเครียดขนาดนั้นหรอก ได้ไปรู้จักคนนู้นคนนี้เยอะเลยนะ เผื่อเจอคุณหญิงน่ารัก ๆ สักคนด้วย” ผู้พันลาลันตาปลอบ
"ขอเถอะครับผู้พัน แค่ต้องมานี่ผมก็เหนื่อยมากแล้ว" นิทานถอนหายใจรอบที่ 10
"แค่ไปทักทายคนนู้นคนนี้นิดหน่อยก็พอแล้วล่ะ เดียวก็กลับได้แล้ว พวกเราแค่มาเป็นแขก แสดงตัวให้ไม่น่าเกลียดก็พอ ไม่ต้องทำอะไรมาก"
"ว่าแต่นายรู้จักขุมกำลังหลัก ๆ ในอาณาจักรนี้รึยัง พอไปถึงงานแล้วจะได้เข้าใจว่าเขาคุยอะไรกัน" ผู้พันลาลันตาถาม
"คร่าว ๆ ครับ"
"อาณาจักรนี้น่ะปกครองด้วยองค์ราชินี ดังนั้นขุมกำลังที่มีอำนาจมากที่สุดย่อมเป็นราชวงศ์ไฟกัลป์" ผู้พันลาลันตาเริ่มอธิบาย
นิทานพยักหน้ารับ
“แต่ถ้าจะเอาให้เจาะจงที่สุด ขุมกำลังที่มีอำนาจมากที่สุดคือตัวองค์ราชินี โกเมน อัคนี ไฟกัลป์เองต่างหาก”
นิทานเลิกคิ้วขึ้นน้อย ๆ ราชวงศ์ขึ้นตรงกับองค์ราชินีอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นใดต้องอธิบายแยกเช่นนี้
“นายจำได้ใช่มั้ยว่าตอนที่องค์ราชินีก่อตั้งอาณาจักร เธอเอาชนะกองกำลังขององค์เหนือหัวได้ แต่เกือบพ่ายแพ้ให้องค์เหนือหัวเอง”
“องค์ราชินีก็เหมือนองค์เหนือหัวนั่นล่ะ แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักร แค่เธอเพียงคนเดียวก็แข็งแกร่งยิ่งกว่าทั้งอาณาจักรนี้รวมกันแล้ว เพราะงั้นขุมกำลังหลักจริง ๆ แล้วคือตัวองค์ราชินีเอง” ผู้พันลาลันตาตอบโดยไม่รอนิทานถาม
“ก็เหมือนเป็นเครื่องเตือนใจให้กับราชวงศ์กลาย ๆ นั่นแหละ ว่าอย่าทำอะไรซ้ำประวัติศาสตร์เดิม” ผู้พันลาลันตาฉีกยิ้ม
นิทานนึกไปถึงเหตุผลที่ตัวองค์ราชินีก่อกบฏแล้วเขาจึงพยักหน้าน้อย ๆ
"รองลงมาคือ 4มหาตระกูล พวกเขาคือตระกูลที่ร่วมกับองค์ราชินีก่อตั้งอาณาจักรขึ้นมา มีอำนาจเป็นรองเพียงราชวงศ์เท่านั้น หนึ่งในนั้นนายก็น่าจะรู้จักอยู่แล้ว ตระกูลคชสารนั่นไง"
"ตระกูลคชสารเป็นตระกูลที่เป็นหัวหอกในการศึกเมื่อตอนนั้น โด่งดังเรื่องความสามารถในการต่อสู้ระยะประชิด" ผู้พันลาลันตาพูดอย่างคร่าว ๆ
“อีก 3 ตระกูลก็มี ตระกูลวิรุปักษา ตระกูลทมิฬมัจฉา และตระกูลเศียรพยัคฆ์”
"มหาตระกูลมีขุมกำลังที่กระจายไปทั่วทวีป แต่ขุมกำลังหลักอยู่ที่อาณาจักรไฟกัลป์และพอจะมีสาขาที่เมืองใหญ่อื่น ๆ เป็นแบบเดียวกันทั้งทวีปนั่นแหละ ตระกูลใหญ่จากประเทศอื่นก็มีกองกำลังอยู่ที่นครรัตนะเหมือนกัน" ผู้พันลาลันตายักไหล่
"รองลงมาคือ 2 ตระกูลเจ้าพระยา เป็นตระกูลที่ได้รับการอวยยศจากองค์ราชินีโดยตรง ได้แก่ตระกูลอุทุมพร และ ตระกูลส่องเมฆา นายน่าจะคุ้นกับตระกูลอุทุมพรอยู่แล้วนี่นะ คงพอเห็นความยิ่งใหญ่มาบ้างแล้วใช่มั้ย" ผู้พันลาลันตายิ้มบาง
นิทานนึกถึงเรือนอันใหญ่โต ตาไกรที่เป็นถึงนักสลักโทแต่กลับเป็นเพียงผู้คุ้มกันชนรุ่นหลัง สมบัติมากมายในเรือน ยังไม่รวมถึงดอกอุทุมพรขนาดยักษ์ดอกนั้นอีก
"ตระกูลเหล่านี้มีอิทธิพลทั่วทั้งอาณาจักรและทวีป แต่สาขาในประเทศอื่นจะเข้มแข็งกว่า 4มหาตระกูล ในทางกลับกัน ขุมกำลังโดยรวมและในอาณาจักรนี้เทียบกันไม่ติด"
"เพราะรู้ว่าขยายกำลังในอาณาจักรนี้ยังไงก็ทำได้แค่เป็นรองมหาตระกูลอยู่วันยังค่ำ" นิทานพึมพำ
"ถูกต้อง ขุมกำลังของมหาตระกูลนั้นยากหยั่งถึง เลือกไปขยายอำนาจในประเทศอื่นยังสามารถสร้างผลประโยชน์ได้มากกว่า" ผู้พันลาลันตาพยักหน้า
"ในระดับเดียวกันคือมหาตระกูลจากประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ กลุ่มการค้าทรงอำนาจ อย่างกลุ่มการค้าเชียนเป่า กลุ่มการค้าฟาง กลุ่มการค้าอิสึกะ นอกนั้นก็ยังมีศาสนาปฐมมันตรา สถานศึกษาเอกชนหอสมุดและอื่น ๆ พวกนี้น่ะขุมกำลังทั่วทวีปเหนือกว่ามหาตระกูลเสียอีก แม้แต่ฉันเองก็ยังประเมินไม่ถูก จริง ๆ เขาเล่ากันว่า พวกระดับบนสุดอย่างกลุ่มการค้าเชียนเป่า กลุ่มการค้าอิสึกะ ศาสนาปฐมมันตรา หอสมุดน่ะ แข็งแกร่งพอ ๆ กันกับทั้งอาณาจักรไฟกัลป์เลยล่ะ" ผู้พันลาลันตาพูดขึ้น
นิทานเบิกตากว้างขึ้น แต่เขาก็พอเข้าใจได้ องค์กรที่แผ่ขยายอิทธิพลจนสามารถขึ้นไปบนสังคมระดับสูงได้ในทุก ๆ ประเทศเช่นนี้ย่อมไม่ธรรมดาสามัญ เพียงแต่เขาไม่คิดว่าจะถึงระดับนี้ จะอย่างไรก็ดี พวกนั้นล้วนเป็นองค์กรแยก แม้จะมีเขตแดนของตนเช่นกัน แต่ก็มักจำกัดอยู่ในพื้นที่พื้นที่หนึ่ง ไม่ใช่ทั้งประเทศเช่นอาณาจักรไฟกัลป์
“ถ้าถามฉันละก็ ฉันคิดว่าเป็นเรื่องจริงนะ ฉันเคยเจอลูกศิษย์ของภัณฑารักษ์หอสมุด แข็งแกร่งจนน่ากลัวเลยล่ะ” ผู้พันลาลันตาฉีกยิ้ม
นิทานเพียงรับฟังจนมึนงงไปหมด หากไม่นับนักเดินทางผู้นั้นที่นิทานไม่ทราบความแข็งแกร่ง ผู้พันลาลันตาคือคนที่แข็งแกร่งที่สุดที่เขาเคยพบ แต่ผู้พันคนนั้นยังบอกว่าคนผู้นั้นแข็งแกร่งจนน่ากลัว และยังเป็นแค่ศิษย์อีกต่างหาก!
"มหาทวีปนี้มันกว้างกว่าที่นายคิดเยอะ เพราะงั้นสนใจแค่เรื่องตรงหน้าก่อนดีกว่า ขุมกำลังหลักในอาณาจักรไฟกัลป์คร่าว ๆ ก็ประมาณนี้ แน่นอนว่าแต่ละขุมกำลังและราชวงศ์ก็มีการแบ่งระดับภายใน ไว้นายไปศึกษาเอาเอง ส่วนระดับที่ยิบย่อยกว่านั้นนายยังไม่ต้องใส่ใจ" ผู้พันลาลันตาโบกมือไปมา
"กลุ่มการค้ามีอำนาจขนาดนั้นเลยเหรอครับ?" นิทานเลิกคิ้ว เขาพอเข้าใจพวกศาสนาปฐมมันตราหรือสถานศึกษาอย่างหอสมุด แต่กับกลุ่มการค้านั้นดูเป็นองค์กรที่ไม่น่าแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนั้นเลย
"ใช่ นายลืมรึไงว่าโลกเราขับเคลื่อนด้วยเงิน ถ้าพวกนั้นว่าจ้างผู้แสวงวิถีทีเดียวสิบคน หรือผู้แข็งแกร่งยิ่งกว่านั้นทีละ 4-5คนล่ะ นายคิดว่ามีกี่ขุมกำลังกันที่รับมือได้?" ผู้พันลาลันตาพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเฉย
นิทานอดลอบกลืนน้ำลายไม่ได้
“ก็จริงที่ผู้แข็งแกร่งไร้สังกัดอาจมีไม่มากหรือไม่กล้าหาเรื่องขุมกำลังใหญ่อื่น ๆ หากไม่ได้รับค่าตอบแทนที่มากเพียงพอ แต่กลุ่มการค้าใหญ่ก็สามารถมอบค่าตอบแทนเช่นนั้นให้ได้ ยังไม่รวมถึงเรื่องที่ระดับสูงของกลุ่มการค้าใหญ่ก็ต้องแข็งแกร่งระดับหนึ่งเช่นกันด้วย ไม่อย่างงั้นจะปกป้องตัวเองได้ยังไงล่ะ?” ผู้พันลาลันตาอธิบาย
"แต่ยังไงก็ตาม ในอาณาจักรนี้ พวกเขาก็แผ่ขยายอำนาจได้แค่นี้เท่านั้นแหละ องค์ราชินีไม่ยอมให้คนนอกมีอำนาจมากขนาดนั้นอยู่แล้ว" ผู้พันลาลันตายักไหล่
"แม้อาณาจักรไฟกัลป์จะไม่แบ่งแยกเผ่าพันธุ์และเชื้อชาติ ไม่ว่าใครก็เข้ามาอาศัยอยู่ สร้างครอบครัว ประกอบธุรกิจได้ แต่ไม่มีทางยอมให้คนนอกมีอิทธิพลเหนือเจ้าบ้านแน่นอนอยู่แล้ว" ผู้พันลาลันตาหัวเราะ
"อาณาจักรของเรานี่ก็เป็นปึกแผ่นใช้ได้เหมือนกันนะเนี่ย" นิทานพึมพำ การที่เขาได้รู้เรื่องอิทธิพลต่าง ๆ ในอาณาจักร ทำให้เขาประเมินสภาพของอาณาจักรในปัจจุบันได้ง่ายขึ้น
"ถูกแค่ส่วนเดียว จริง ๆ แล้วคือเป็นปึกแผ่นบนแก้วใสแผ่นเดียวต่างหาก"
นิทานเลิกคิ้วด้วยความฉงน
"ไม่มีทางที่จะมีผู้ใดอยู่เหนือราชวงศ์ได้ในอาณาจักรนี้ ดังนั้นการแผ่ขยายอำนาจตามเขตเมือง แหล่งสมบัติต่าง ๆ อาณาเขตที่ติดกับภูมิประเทศที่มีค่า เหล่าขุมกำลังจึงแก่งแย่งกันเต็มที่เลยล่ะ"
"ทุกอย่างย่อมถูกจัดสรรโดยราชวงศ์ ดังนั้นด้านล่างจึงเป็นการแข่งขันเพื่อเอาใจราชวงศ์ เพราะผู้ที่ราชวงศ์สนับสนุนเท่ากับเป็นผู้ที่ได้ผลประโยชน์มากเกินจินตนาการ" ผู้พันลาลันตายกน้ำขึ้นมาจิบ
"และในราชวงศ์ก็แบ่งฝักฝ่ายกันอยู่แล้วล่ะนะ เพราะยังไงผู้ที่สืบทอดสายเลือดอัคนี ไฟกัลป์ก็ไม่ได้มีคนเดียว"
นิทานยิ่งฟังเขายิ่งหางคิ้วกระตุก เขารับรู้ได้ว่าสถานการณ์เช่นนั้นจะก่อให้เกิดการแบ่งฝักฝ่ายมากเพียงไหน
"ดังนั้นคลื่นใต้น้ำจึงปั่นป่วนเกินคาดเดา การร่วมมือกับผู้มีอำนาจต่างแดน การลักลอบขัดแข้งขัดขาขุมอำนาจอื่น การพึ่งพาระยะสั้นที่พร้อมหักหลังกันทุกเมื่อ การลอบทำร้ายคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นอนาคตของกองกำลัง มีทุกแบบนั้นแหละ ขอแค่ไม่ถึงจุดที่ราชินีพิโรธก็พอ"
นิทานเหงื่อตก ภาพลักษณ์อันแสนสงบสุขของอาณาจักรนี้ที่จริงแล้วเปราะบางถึงเพียงนั้น
"ยิ่งในอีกไม่กี่ปีจะถึงการเลือกผู้ประครองบัลลังก์คนใหม่ เหล่าขุมอำนาจจึงพยายามสุดชีวิตเพื่อให้ผู้สืบทอดที่ตนอยู่ฝ่ายเดียวกันได้ตำแหน่ง หากเดินหมากผิดหรือถูกเพียงก้าวเดียว อนาคตก็ล่มจมหรือสดใสทันที สามารถพูดได้เลยว่าในยุคต่อไปอำนาจจะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน หนึ่งคือราชวงศ์ และสองคือขุมกำลังที่ราชวงศ์สนับสนุน ฝ่ายที่เหลือได้แต่รับเศษที่เหลือเท่านั้นแหละ" ผู้พันลาลันตาสีหน้านิ่งเฉย
นิทานคราวนี้เหงื่อแตกโดยแท้จริงแล้ว การเมืองภายในที่น่าปวดหัวแบบนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่ต้องการและไม่มีวันเข้าไปยุ่งเกี่ยว ยิ่งเป็นการเมืองระดับประเทศที่ครอบคลุมแทบจะทุกฝ่ายเอาไว้เช่นนี้ด้วยแล้ว
หมากกระดานนี้ใหญ่เกินกว่าที่เขาจะเข้าร่วม แม้แต่การเป็นเบี้ยเขาก็ยังไม่คู่ควรด้วยซ้ำ!
"งั้น.. งั้นงานเลี้ยงครั้งนี้ที่มีทั้งเจ้าชายเจ้าหญิง ขุมอำนาจใหญ่ และคนใหญ่คนโตทั้งหลายก็" นิทานเหงื่อแตกเป็นน้ำ เขาพลันรู้สึกว่าเรื่องดูตัวเป็นแค่ข้ออ้างเพื่อนำเขาเข้าร่วมสมรภูมินี้มากกว่า
ผู้พันลาลันตายิ้มมุมปาก ขณะเดียวกันรถม้าก็หยุดลง ประตูรถม้าเปิดออกด้วยฝีมือของข้ารับใช้หญิงผู้มีดวงหน้าสวยหมดจด
เบื้องหน้าคือราชวังขนาดใหญ่โตหรูหราโอ่อ่า ทหารและคนใช้จำนวนมากมายต่างตั้งแถวรับเขากับผู้พันอย่างนอบน้อม
แต่นิทานที่สัมผัสได้ถึงพลังระดับผู้เรียนรู้ของคนรับใช้นับพันก็ลอบเหงื่อตก
"ใช่ เป็นอีกสนามรบหนึ่งไง สนามรบที่จะเปิดตัวนายว่าอยู่ฝั่งไหน" ผู้พันลาลันตายิ้มกว้าง พลางฉุดนิทานลงจากรถม้า
สายตาจากเหล่าทหารและคนใช้มากมายต่างจับจ้องมาที่ตัวเขา เขายังรู้สึกได้ถึงสายตาทรงอำนาจมากมายจากทั่วทุกสารทิศที่สังเกตเขาในทางลับ หากเขาไม่ได้มีสัญชาตญาณอันเฉียบคมจากการเข้าป่าเขาคงไม่รู้สึกถึงมัน
แต่ที่น่ากลัวที่สุดกลับเป็นพลังหลายสิบกระแสที่เข้ามาพัวพันร่างของเขาในพริบตาก่อนหายจากไปในชั่วอึดใจ เขามั่นใจว่าเพียงพลังสายเดียวนั้นก็พอจะบดขยี้เขาเป็นพัน ๆ ครั้ง ไม่อาจต่อต้านได้เลย
"เสือสิงห์กระทิงแรดเต็มไปหมดเลยล่ะ ขอต้อนรับเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่นะนิทาน" ผู้พันลาลันตาหัวเราะเบา ๆ พลางออกเดินนำเข้าสู่งาน