“แบบตอนนี้ไง ทำไมเวลามองผมแล้วต้องทำหน้าเหมือนกำลังทรมานด้วย”คำพูดของของครูซมันทำให้หัวใจฉันเจ็บแปลบขึ้นมาทันทีอย่างไม่ทราบสาเหตุเอาอีกแล้ว... เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายฉันอีกนะ
“ฉันไม่ได้ทำ” เสียงของฉันเริ่มสั่น... อาการแปลบปลาบที่หน้าอกทำให้ฉันเผลอนิ่วหน้าและครูซก็ดูเหมือนจะสังเกตได้
“คนที่ทรมานมันผมต่างหาก” เขาเอ่ยพร้อมกับทำท่าจะเข้ามาประคองในตอนที่ฉันรู้สึกว่าบ้านมันหมุนขึ้นมาอย่างกะทันหัน แต่ฉันผละตัวหลบ เจ็บ... อยู่ดีๆก็รู้สึกเจ็บที่หัวใจจังเลย
“ถ้าทรมานมากก็ไม่ต้องมายุ่งกับฉันสิ... อยู่ให้ห่างๆไว้” ฉันเอ่ยก่อนจะเริ่มหายใจหนักพลางยกมือขึ้นมากุมอยู่ที่ตำแหน่งหัวใจราวกับมันจะช่วยคลายความทรมานได้ ฉันไม่รู้ว่าร่างสูงกำลังมองมาด้วยสายตาแบบไหนเพราะตอนนี้สายตาของฉันมันแทบจะโฟกัสอะไรไม่ได้เลยนอกจากพื้นกระเบื้องที่อยู่ด้านล่าง
“บอกตามตรงนะ ไม่ว่าคุณจะคิดว่าฉันเป็ใครก็ตาม...มันไม่ใช่” ฉันยังพูดต่อไปราวกับกำลังระบายทุกสิ่งที่อยู่ในใจ ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม...การได้เจอเขา... ได้เห็นหน้าเขามันทำให้ฉันรู้สึกแย่ ดูสภาพฉันตอนนี้สิ
“คุณปฏิเสธความจริงไม่ได้เหรอกแคทเธอรีน” เสียงทุ้มดังขึ้นพร้อมกับที่เท้าของครูซขยับก้าวเข้ามาใกล้ฝ่ามือหนารั้งต้นแขนฉันไว้ตอนที่รู้สึกทรมานจนเกือบจะล้มลงฉันพยายามจะขืนจากการช่วยเหลือของเขา... แต่มันก็ไม่ได้ผล
“คุณต่างหากที่กำลังปฏิเสธความจริง!” ฉันเอ่ยเสียงกร้าวก่อนจะทรุดตัวลงเพราะความเ็ปเริ่มทำให้ฉันไม่มีเรี่ยวแรง
ให้ตายสิ... ทั้งทรมานทั้งหงุดหงิด
“เป็ไรมั้ย”ครูซถามตอนที่เขาประคองฉันไว้ในอ้อมแขนแข็งแกร่ง แต่ทุกอย่างมันก็เริ่มหมุนคว้างไปหมดฉันหลับตาลง...อาการปวดจี๊ดที่สมองและความเจ็บแปลบบริเวณหน้าอกด้านซ้ายทำให้ฉันน้ำตาไหลออกมารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกมีดแทงเข้ามาที่หัวใจเลย
“ปวดหัว... เจ็บหัวใจด้วย” ฉันตอบเขากลับไปเสียงแ่พร้อมกับที่รู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังถูกอุ้มจนตัวลอยจากพื้น
“ทะ... ทำอะไร” ฉันถามอย่างใเมื่อร่างกายถูกวางบนพื้นผิวนุ่มๆแล้วรู้สึกเหมือนถูกกอด ไม่ได้นะ...ตอนนี้ฉันไม่มีแรงขัดขืนเขา
“อย่าดิ้นสิ”เสียงทุ้มและลมหายใจอุ่นร้อนของใครอีกคนปัดเป่าลงมาที่ใบหูพร้อมกับการกระชับอ้อมกอดแต่ว่า... ฉันจะยอมให้เขาเอาเปรียบง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไง ฉันไม่ยอมหรอกแม้จะคิดดังนั้นแต่ร่างกายที่เริ่มไร้เรี่ยวแรงลงทุกทีก็ทำให้ฉันต่อกรกับเขาไม่นานนัก
ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่าว่าจู่ๆสมองมันก็โล่งขึ้นมาจนอยากจะเคลิ้มหลับเปลือกตาที่ปิดอยู่ของฉันหนักอึ้งจนไม่สามารถปรือขึ้นมาได้อีกและอาการเ็ปต่างๆ มันก็เริ่มทุเลาลง
“ดีขึ้นมั้ย” ฉันรู้สึกเหมือนได้ยินเขาถามอะไรอีก ถึงได้ส่งเสียงตอบกลับไปอย่างงัวเงีย
“อืม...”
“นอนซะ”
หนึ่งพันปีก่อน
“เ้าฝันร้ายหรือครูซ”หญิงสาวเอ่ยถามคนตัวโตที่ใช้ตักของเธอต่างหมอน เรียวคิ้วเข้มที่ขมวดมุ่นและการผุดลุกขึ้นนั่งอย่างกะทันหันของเขามันทำให้เธออดถามไม่ได้
“เปล่า ข้า... ข้าแค่... ช่างมันเถอะก็แค่ฝัน” คนถูกถามตอบกลับไปด้วยความสับสนและลังเลภาพอันแสนน่ากลัวเมื่อครู่ยังติดอยู่ในสมองของเขาอยู่เลย
ชายหนุ่มหันไปมองคนตัวเล็กที่ยังใช้ดวงตาคู่หวานจดจ้องมาด้วยแววตาอ่อนโยนในใจได้แต่ภาวนาว่าขอให้สิ่งที่เห็นมันเป็เพียงแค่ฝันร้ายที่ไม่มีทางจะเกิดขึ้นจริงเพราะเขาคงทนไม่ได้แน่ๆ ถ้าหากมันเป็แบบนั้น
“ใช่ เ้าก็แค่ฝัน” แคทเธอรีนเอ่ยปลอบคนตรงหน้าพร้อมกับเอื้อมมือไปสางเส้นผมสีทองของเขาที่ยุ่งไม่เป็ทรงจากการงีบหลับและดูเหมือนว่านั่นจะทำให้เ้าตัวดูผ่อนคลายขึ้นเยอะ
“เซนกับฮันนาห์ไปไหน” ครูซถามพลางกวาดมองไปรอบๆทุ่งหญ้าที่ขึ้นรายล้อม ที่นี่เป็เหมือนจุดนัดพบของพวกเขาการเป็ุ์ทำให้เขาและเซนไม่สามารถที่จะไปสุงสิงกับพวกมนุษย์ธรรมดาได้พวกนั้นหวาดกลัวและมองพวกเขาราวกับปีศาจ
“เก็บดอกไม้อยู่ตรงนู้น” แคทเธอรีนตอบพลางพยักพเยิดไปยังบริเวณด้านหน้าที่มีดงไม้ดอกสวยสดบรรยากาศหวานแหววราวกับอยู่ในห้วงแห่งความรักของเซนและฮันนาห์ทำให้เธอและครูซเผลอยิ้มออกมา
“เ้ายังไม่เลิกอ่านมันอีกรึข้าไม่อยากให้เ้าไปยุ่งเกี่ยวกับมันเลย”คนตัวโตเอ่ยขึ้นพลางมองหนังสือเล่มหนาที่อยู่ในอ้อมแขนของแคทเธอรีนเธอเคยบอกว่ามันเป็สมบัติของตระกูลเธอที่ตกทอดมาแต่เขากลับรู้สึกไม่ชอบมันเสียเลยที่พักนี้เธอเอาแต่หมกมุ่นกับเ้านี่
“แค่ศึกษาเอาไว้น่ะ รู้ดีกว่าไม่รู้” แคทเธอรีนเอ่ยพลางฉีกยิ้มมุมปากคนถามถึงได้เสตามองหนังสือเ้าปัญหาอีกครั้ง
“แม่เ้าบอกว่าคาถาพวกนี้มันเป็มนต์ดำเ้าไม่ควรรู้” ครูซเอ่ยพร้อมกับขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อยแม้เขาจะไม่รู้เื่เกี่ยวเวทย์มนต์มากนัก... แต่ก็พอจะเดาได้ถึงความเสี่ยง
“เ้าไม่ต้องกังวลเื่ข้าหรอกครูซ ตราบใดที่เ้า...เซน... และฮันนาห์ปลอดภัย ข้าก็ไม่จำเป็ต้องใช้มัน” แคทเธอรีนเอ่ยพลางใช้ปลายนิ้วแตะลงมาที่แก้มของคนตรงหน้าจนเ้าตัวกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่อยู่ครูซรู้ดีว่าเธอรักเขามากเหลือเกิน เซนและฮันนาห์เองก็ด้วยหากมีเื่อะไรเกิดขึ้นแคทเธอรีนคงไม่ลังเลที่จะเอาชีวิตของเธอเข้าแลก
และเพราะแบบนี้แหละเขาถึงได้กลัวนัก...กลัวว่าเหตุการณ์ในฝันร้ายของเขามันจะกลายเป็จริงขึ้นมา
“มันคือคาถาอะไร” แวมไพร์หนุ่มเอ่ยถามตอนที่เห็นว่าคนตัวเล็กเริ่มเปิดหนังสืออ่านอีกรอบก็เขาเหงานี่... เพราะเธอมัวแต่สนใจมันแถมเซนกับฮันนาห์ก็ยังทิ้งเขาไปสวีตกันอยู่แค่สองคนอีกต่างหาก
“คาถาที่สามารถคืนชีพให้แก่คนตายได้” น้ำเสียงหวานๆของแคทเธอรีนเอ่ยตอบ พอได้ยินดังนั้นคนตรงหน้าก็เบิกตากว้างอย่างประหลาดใจ
“ทำได้ด้วยรึ”
“ได้สิหากว่าผู้ใช้คาถาบทนี้มีพลังเวทย์ที่แก่กล้าพอ” เ้าของหนังสืออธิบายแม้ว่าเธอยังอ่านไม่จบเล่มและยังไม่เคยได้ยินว่ามีใครใช้คาถานี้สำเร็จแต่เธอคิดว่ามันต้องเป็ไปได้แน่นอน
“งั้นเ้าก็คงทำได้” ครูซเอ่ยพลางฉีกยิ้มกว้างแววตาของเขาแสดงออกว่าเชื่อใจแคทเธอรีนเต็มที่ และมันทำให้เธอรู้สึกหน้าร้อนผ่าว
“ข้าไม่ได้เก่งขนาดนั้น” หญิงสาวถ่อมตน
“แม่เ้าบอกข้าว่าในหมู่ผู้วิเศษณ์ตระกูลลาเวีย...เ้าคือคนที่ทรงพลังที่สุด” คนตัวโตเอ่ยด้วยท่าทางตื่นเต้นจนแคทเธอรีนเผลอยิ้มออกมาแต่ไหนแต่ไรดูเหมือนแวมไพร์หนุ่มตรงหน้าจะหลงใหลในเวทย์มนต์ซะเหลือเกิน ทั้งๆที่ปกติแล้วเผ่าพันธุ์ของเธอและเขาแทบจะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกันเลยด้วยซ้ำ
หากแวมไพร์มีพละกำลังมหาศาลจนสามารถเข่นฆ่าพวกแม่มดได้ง่ายๆ แม่มดเองก็มีพลังเวทย์ในการสาปแวมไพร์ได้เหมือนกัน...เผ่าพันธุ์ของเราระหองระแหงกันมานาน ตอนนี้ก็คงมีแต่ครอบครัวของเธอและเขาเท่านั้นล่ะมั้งที่ยังคงญาติดีกันได้อยู่“แม่ข้าก็พูดเกินไป...ข้ายังไม่เคยใช้คาถาขั้นสูงเหมือนอย่างเคเลบเลยด้วยซ้ำ” แคทเธอรีนเอ่ยถึงพี่ชายเธอเขาเหมือนอัจฉริยะที่ทำให้เธอทึ่งได้ตลอดเวลา คาถายากๆ ที่ต้องใช้พลังมากพี่ชายของเธอก็ทำสำเร็จมาแล้ว
“ข้าเชื่อว่าเ้าเก่งกว่าเคเลบ” ครูซเอ่ยอย่างเอาใจหรือไม่มันก็เป็เพราะเขาหมั่นไส้เคเลบสองคนนี้เจอกันทีไรเป็ต้องทำาน้ำลายกันทุกที
แคทเธอรีนหัวเราะน้อยๆให้กับคำพูดของแวมไพร์หนุ่ม ก่อนที่สายตาของเธอจะมองเห็นว่าเซนและฮันนาห์กำลังเดินกลับมาพร้อมกับดอกไม้มากมายในมือ
“ฮันนาห์...ข้าว่าเ้าควรรีบกลับปราสาทของเ้าก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดินข้าี้เีมีปัญหากับคนในตระกูลเ้าอีก” ครูซป้องปากะโจนทุกคนหลุดยิ้มออกมา
ก็อย่างที่รู้กันว่าตระกูลบาโธนี่และตระกูลอิเบซิสเป็ศัตรูกันผลพวงทั้งหมดมันเกิดจากพวกผู้ใหญ่หากแต่เด็กอย่างพวกเขากลับต้องรับกรรมไปด้วยเสียอย่างนั้นเซนและฮันนาห์เลยต้องแอบมาพบกันอย่างลับๆโดยมีครูซและแคทเธอรีนคอยดูต้นทางและเป็หูเป็ตาให้เสมอมา
“อื้ม ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวกลับก่อนนะ” แวมไพร์สาวแห่งตระกูลอิเบซิสเอ่ยขึ้นก่อนจะหันไปยิ้มหวานให้คนรักของตัวเอง
“ท่านพี่เซน... เจอกันพรุ่งนี้นะคะข้าจะรีบออกมาเจอท่านพี่ให้ไวที่สุดเลย” เธอเอ่ย และคนฟังก็พยักหน้าน้อยๆนึกเอ็นดูน้องน้อยคนนี้นักที่ติดเขาเป็ตังเมหากวันไหนถูกห้ามออกจากปราสาทวันต่อมาก็มักจะมางอแงกับเขาเป็ประจำ
“อื้ม... ข้าจะรอนะแล้วอย่าเดินไปสะดุดล้มทับต้นเวอร์เวนเข้าล่ะ” ร่างสูงเอ่ยไล่หลังคนตัวเล็กจนครูซและแคทเธอรีนที่นั่งเล่นอยู่ใกล้ๆหลุดหัวเราะออกมา
“ข้าไม่ซุ่มซ่ามขนาดนั้นสักหน่อย” เสียงหวานตอบกลับมาแว่วๆก่อนจะแว่บหายไปจากทุ่งหญ้าโล่งๆ ภายในเสี้ยววินาที
“ข้าไม่อยากจะเชื่อว่าเด็กนั่นเป็นแวมไพร์” ครูซเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะแค่นึกถึงเมื่อคราวที่ฮันนาห์มัวแต่วิ่งไม่ดูตาม้าตาเรือจนไปล้มทับต้นเวอร์เวนเข้าก็นึกขันขึ้นมาแล้ว ก็เวอร์เวนน่ะมันเป็นพืชต้องห้ามสำหรับแวมไพร์แตะเพียงแค่นิดเดียวก็ทำเอาผิวไหม้ได้แล้ว โชคดีนะที่พลังของแวมไพร์สามารถช่วยรักษาแผลให้หายแทบจะทันที...ไม่งั้นฮันนาห์คงแย่“ข้าจะไปส่งเ้าที่บ้านนะ” ครูซหันมาเอ่ยกับหญิงสาวข้างตัวหลังจากที่เสียงหัวเราะของพวกเขาเงียบลงได้ยินดังนั้นเซนก็หรี่ตามองคนทั้งคู่ด้วยท่าทีเ้าเล่ห์
“ถ้างั้นข้าขอกลับปราสาทก่อนไม่อยากอยู่เป็ก้างขวางคอพวกเ้า” จบประโยคเ้าตัวก็เคลื่อนที่ออกไปด้วยความเร็วจนสายตาของแคทเธอรีนมองไม่ทัน
หลังจากนั้นทั้งครูซและแคทเธอรีนก็พากันเดินกลับบ้านผ่านทุ่งหญ้าและป่าสนหนาทึบหญิงสาวคงจะกลัวหากในยามนี้ไม่มีแวมไพร์หนุ่มเดินอยู่ข้างๆเพราะต่อให้เธอเป็แม่มดมีพลังแก่กล้าสักเพียงใด...สุดท้ายแล้วแคทเธอรีนก็เป็แค่หญิงสาวคนหนึ่งที่มีความกลัวในเื่ไร้สาระและงี่เง่าอย่างเช่นเื่ผี
“ขอบใจนะที่มาส่ง” แคทเธอรีนเอ่ยเมื่อเธอและครูซเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านไม้หลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่กลางป่าสนแสงจากตะเกียงที่ลอดออกมาทำให้เธอรู้ว่าพ่อกับแม่จะต้องรอทานอาหารเย็นอยู่แน่ๆ
“ไม่เป็ไรหรอก มืดๆแบบนี้ข้าคงไม่สบายใจถ้าปล่อยให้เ้ากลับบ้านคนเดียว”แวมไพร์หนุ่มเอ่ยก่อนจะฉีกยิ้มมุมปาก ทว่าพอเขาจะก้าวเท้าออกไป...คนตัวเล็กก็ขยับมารั้งแขนเอาไว้เสียก่อน
“ครูซ... เมื่อเย็นเ้าฝันร้ายใช่มั้ย” แคทเธอรีนเอ่ยพลางสบตากับคนตรงหน้าและเธอเห็นความกังวลในแววตาเขา
“ก็... นิดหน่อยน่ะ”
“รู้มั้ยว่าสีหน้าเ้าดูไม่ค่อยดีเลยตอนที่มองหน้าข้า...เ้าฝันว่าอะไรหรอ” เธอถามอย่างอยากรู้ถ้าเดาไม่ผิดในฝันนั้นเธอเองคงมีเอี่ยวด้วยแน่ๆ
“ข้าว่าเ้าไม่รู้คงจะดีกว่า...อีกอย่างมันก็เป็แค่ฝัน” ครูซเอ่ยพร้อมกับแสร้งมองไปทางอื่นแววตาสั่นระริกของแวมไพร์ผู้ไม่เคยมีเื่ใดให้หวาดกลัวมันกลับยิ่งทำให้แคทเธอรีนอยากรู้
“มันเกี่ยวกับข้าใช่มั้ย” หญิงสาวเอ่ยไปตามที่ตนเองคิดและความเงียบที่ตอบกลับมาก็ทำให้เธอรู้ว่ามันคือความจริง
“...”
“บอกมาเถอะข้าไม่อยากให้เ้าเก็บเอาไว้ในใจคนเดียว” แคทเธอรีนเอ่ยพลางใช้มือจับปลายคางของคนตรงหน้าให้หันกลับมาครูซถอนหายใจเฮือก... ดวงตาคู่คมเสมาสบกับแคทเธอรีนอย่างไม่มีทางเลือก
“ข้าฝันเห็นเ้า... ใช้มีดปักหัวใจตัวเอง” แวมไพร์หนุ่มเอ่ยก่อนจะกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากภาพที่เขาเห็นในฝันย้อนกลับเข้ามาจนรู้สึกมือไม้สั่น
“ข้าจะทำแบบนั้นไปทำไมกัน...เจ้าคงกินเยอะเลยฝันเป็นตุเป็นตะ” แคทเธอรีนเอ่ยปลอบคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะแม้ว่าตอนนี้เธอเองจะรู้สึกใจโหวงไม่น้อยแต่เธอคงไม่มีวันทำอย่างนั้นอยู่แล้วว่ามั้ย“ข้าก็ว่างั้น” ร่างสูงพยักหน้ารับพร้อมกับตอบเสียงแ่แคทเธอรีนจ้องมองครูซก่อนจะส่ายศีรษะน้อยๆ เมื่อยังเห็นความกังวลในแววตาของเขา
“รออยู่นี่เดี๋ยวนะ ข้ามีของจะให้” เธอเอ่ยก่อนจะสาวเท้าเข้าไปในตัวบ้านผ่านพ่อแม่และพี่ชายของตัวเองที่กำลังนั่งทานอาหารเย็นกันอย่างเอร็ดอร่อยเสียงเรียกของแม่ทำให้แคทเธอรีนหันไปพยักหน้ารับเป็เชิงตอบว่าอีกสักพักจะมาทานด้วยเพียงแต่ตอนนี้เธอต้องเข้าไปหยิบบางสิ่งออกมาให้แวมไพร์หนุ่มที่ยืนรออยู่ด้านนอกเสียก่อน
แคทเธอรีนเปิดลิ้นชักไม้ที่อยู่ข้างเตียงเธอเพิ่งทำของที่อยู่ในมือเสร็จเมื่อไม่กี่วันก่อน คิดถูกจริงๆที่เธอเลือกจะทำของขวัญชิ้นนี้ให้กับเขา
“มันคืออะไรหรอ” ครูซเอ่ยหลังจากที่คนตัวเล็กเดินกลับออกมาแล้วยัดอะไรบางอย่างใส่มือเขาทว่าพอเห็นมันอย่างเต็มตาเขากลับรู้สึกงงยิ่งกว่าเดิมเพราะไม่เคยเห็นอะไรรูปร่างแบบนี้มาก่อน
แคทเธอรีนทำโมบายแขวนหน้าต่างมาให้เขาหรอ...
“เครื่องรางไล่ฝันร้ายน่ะเอาไปแขวนไว้ที่หัวเตียงแล้วเ้าจะไม่ฝันร้ายอีก” เธอเอ่ยพร้อมกับฉีกยิ้มมุมปาก และจู่ๆหัวใจของเขามันก็เต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุครูซรู้ดีว่าแคทเธอรีนมักจะเป็คนที่ใส่ใจเขาเสมอ... เขาคิดไม่ออกเลยว่าถ้าวันหนึ่งไม่มีเธอขึ้นมาเขาจะทำยังไง
“ขอบใจนะ” ครูซเอ่ยพลางสบตาหญิงสาวตรงหน้าแก้มเนียนๆ ของแคทเธอรีนแดงเรื่อ นั่นยิ่งส่งผลให้เธอดูน่ารักขึ้นไปอีก “อื้ม เจ้ากลับเถอะ... ฟ้าเริ่มมืดแล้ว” คนตัวเล็กเอ่ยพลางใช้มือดันหลังแวมไพร์หนุ่มให้เดินออกไปด้วยความขัดเขินแต่เจ้าตัวก็พยายามขืนตัวเอาไว้แล้วหันมาพูดกับเธอด้วยรอยยิ้ม“งั้น... พรุ่งนี้เจอกันนะ แคทเธอรีนของข้า”จบประโยคร่างสูงก็หายวับไปภายในเสี้ยววินาที ที่เหลืออยู่ก็คงจะมีเพียงสายลมแ่ๆจากการเคลื่อนไหวของเขาและใบหน้าของเธอที่ร้อนฉ่าเท่านั้นล่ะมั้ง
คนบ้า... ใครเป็ของเ้ากัน
วันต่อมา
“ข้าว่าวันนี้เด็กนั่นคงไม่มาแล้วล่ะเซน”ครูซเอ่ยขึ้นตอนที่เขาเซน และแคทเธอรีนนั่งอยู่ในที่ประจำกลางทุ่งหญ้าแสงจากดวงอาทิตย์ที่กลายเป็นสีส้มทำให้รู้ว่าอีกไม่นานมันก็จะลาลับขอบฟ้าไปแล้วเพียงแต่วันนี้สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมและสร้างความกังวลใจให้กับพวกเขามันคือการที่ฮันนาห์หายเงียบไป“แปลกจัง... มีเื่อะไรรึเปล่านะ” แคทเธอรีนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็กังวลพลางมองไปยังเส้นทางประจำที่ฮันนาห์มักใช้เดินทางมาเธอแค่หวังว่าจะเห็นเด็กคนนั้นยืนยิ้มแฉ่งให้พวกเธอเหมือนทุกวัน
“ขอให้ไม่ใช่โดนจับได้ว่าแอบออกมาหาเ้าเหมือนครั้งนั้นก็แล้วกัน”ครูซหันไปเอ่ยกับเซนที่นั่งทำหน้าเครียด แล้วคนฟังก็ถอนหายใจออกมาเขายังจำได้ไม่ลืมว่าฮันนาห์โดนครอบครัวของเธอทำโทษรุนแรงขนาดไหน... เพียงเพราะแค่ถูกจับได้ว่ามายุ่งเกี่ยวกับคนของบาโธนี่
ครอบครัวของพวกเราเป็ศัตรูกัน...แต่มันไม่ยุติธรรมเลยที่ความโกรธแค้นของผู้ใหญ่ต้องไปลงกับฮันนาห์
“ข้าว่าจะไปดูฮันนาห์สักหน่อย” จบประโยคแวมไพร์หนุ่มก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเซนตั้งใจจะมุ่งหน้าไปที่ปราสาทอิเบซิส แต่ก็ถูกครูซรั้งแขนเอาไว้เสียก่อน
“เห้ยเดี๋ยว!”
“อย่าห้ามข้า... ข้าเป็ห่วงฮันนาห์!” ผู้เป็พี่เอ่ยอย่างหงุดหงิดพลางสะบัดต้นแขนให้หลุดจากการเกาะกุม
“คิดว่าพวกข้าไม่ห่วงหรอ! เด็กนั่นอยู่ในปราสาทตัวเองยังไงก็คงไม่เป็อะไรมาก แต่เ้า... ถ้าก้าวเข้าไปในปราสาทของตระกูลอิเบซิสเพียงแค่ก้าวเดียวล่ะก็เ้าถูกคนพวกนั้นฆ่าตายแน่!” คำพูดเตือนสติของครูซมันทำให้เซนต้องพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิดเขาก็แค่เป็ห่วงฮันนาห์... ถ้าเธอกำลังถูกลงโทษล่ะ คราวที่แล้วก็ถูกงดเืถูกลงโทษด้วยการใช้เวอร์เวน
แวมไพร์ที่ไหนเจอแบบนี้ก็ทรมานปางตายทั้งนั้น...
“ไว้ถ้าพรุ่งนี้ยังไม่เจอฮันนาห์เราค่อยคิดเื่จะเข้าไปที่นั่นดีกว่ามั้ยคาถาของข้าถึงจะช่วยพรางตาได้ แต่กับแวมไพร์ที่รับกลิ่นได้ไวพวกเราคงไม่รอดั้แ่เขตรั้ว”แคทเธอรีนเอ่ยเพื่อให้เซนใจเย็นลงเธอเองก็เป็ห่วงฮันนาห์ไม่ต่างอะไรไปจากร่างสูงตรงหน้าเพียงแต่จะทำอะไรก็ควรคิดให้รอบคอบเสียก่อนไม่ใช่บุ่มบ่ามไปแบบนั้นเพราะถ้าถูกจับได้ขึ้นมาพวกเธอคงไม่มีโอกาสรอดแน่
“ไปเถอะ... พรุ่งนี้ค่อยมา” ครูซเอ่ยพลางดันหลังพี่ชายให้กลับปราสาทไปด้วยกันดวงตาคู่คมเสเมาสบกับแคทเธอรีนเล็กน้อยและเธอก็พยักหน้าให้
แม้ว่าเขาจะอยากไปส่งแคทเธอรีนที่บ้านแค่ไหนก็ตาม...แต่วันนี้คงต้องดูแลท่านพี่กันหน่อย
คืนนั้น
ความเป็กังวลเื่ของฮันนาห์มันทำให้เขานอนไม่หลับ...
หลังจากที่ลุกจากเตียง... ความงุ่นง่านมันก็ทำให้เซนต้องเดินออกมาสูดอากาศที่ข้างนอกตัวปราสาทสายลมเย็นะเืใน่ใกล้เข้าสู่ฤดูหนาวมันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอะไรเลยสักนิดที่มีอยู่ตอนนี้คงจะเป็ความร้อนรุ่มใจเื่หญิงคนรักเสียมากกว่า
“ฮันนาห์” เขาเอ่ยชื่อเธอเบาๆไม่รู้ว่าป่านนี้เธอจะเป็อย่างไรบ้าง ใครๆต่างก็รู้ดีว่าตระกูลอิเบซิสนั้นโหดร้ายแค่ไหน แล้วน้องน้อยของเขาล่ะ...จะรอดพ้นจากเงื้อมมือคนใจร้ายมาได้อย่างไรกัน
คิดดังนั้นเซนจึงเริ่มอยู่เฉยไม่ได้...เขาตัดสินใจเดินออกมานอกเขตปราสาทของบาโธนี่เพื่อมุ่งหน้าไปยังปราสาทอิเบซิสที่อยู่ไม่ไกลนักใช่แล้วล่ะ... ถ้าจะไปก็คงต้องไปตอนนี้เพราะเ้าครูซมันหลับอยู่ป่านนี้คงกำลังฝันหวานถึงแม่แคทเธอรีนคนสวยเขาไม่อยากให้น้องชายต้องมาเดือดร้อนไปกับสิ่งที่เขาต้องทำด้วยหรอก
ใช้เวลาเพียงไม่นานเซนก็ผ่านมายังบริเวณทุ่งหญ้าที่พวกเขาใช้เป็ที่นั่งเล่นกันประจำดวงตาของเขาเบิกกว้างเมื่อเห็นว่ามีใครคนหนึ่งกำลังนั่งร้องให้อยู่บนโขดหินเสียงแบบนั้น... กลิ่นแบบนั้น...
“ฮันนาห์!”เสียงของเขามันทำให้หญิงสาวที่กำลังใช้มือปาดน้ำตาอยู่หยุดชะงักพอเธอหันมามองทางต้นเสียงน้ำตาแห่งความดีใจก็ผุดขึ้นมาอีกระรอก
“ท่านพี่เซน... ฮึก” คนตัวเล็กโผเข้ากอดเขาทันทีพร้อมกับร้องไห้สะอึกสะอื้นการได้เจอเธอมันทำให้เขารู้สึกโล่งอก.... หากแต่สภาพที่เห็นกลับยิ่งทำให้เซนคุกรุ่นมากกว่าเดิมน้องน้อยของเขาตัวซีดไปหมด ไหนจะรอยเืที่ติดตามเสื้อผ้านั่นอีก ฮันนาห์คงจะถูกคนใจร้ายทรมานมาแน่ๆ
“เกิดอะไรขึ้น ใครทำกับเ้าแบบนี้” เซนเอ่ยถามเสียงเครียดเมื่อคนตัวเล็กผละออกหยาดน้ำใสที่กลิ้งไหลอาบแก้มขาวเนียนราวกับทำให้หัวใจของเขาถูกชะโลมไปด้วยยาพิษ
“ท่านพี่เซน ฮึก ข้าอยู่ที่นั่นไม่ได้แล้ว...ครอบครัวของข้าจับได้ว่าข้าแอบมาหาท่านพี่ พวกเขาจะให้ข้าแต่งงานกับชายอื่น” เธอพูดเสียงเครือก่อนจะสะอื้นจนแทบหายใจไม่ทันได้ยินดังนั้นภายในอกของแวมไพร์หนุ่มก็วาบโหวงราวกับตกเหวลึกเขาคงทนไม่ได้แน่ถ้าฮันนาห์จะต้องไปเป็ของใครที่ไม่ใช่เขา
“ไปกับพี่”ร่างสูงเอ่ยก่อนจะจูงมือเธอให้เดินตามมาในความมืดมิด และคนตัวเล็กก็ไม่ขัดขืน...เธอไปไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ปราสาทอิเบซิส เธออยู่ที่ไหนก็ได้ขอแค่มีท่านพี่เซนอยู่ด้วย
“เราจะไปที่ใดกันหรือคะแล้วท่านพี่หายมาแบบนี้คนอื่นๆ ต้องเป็ห่วงกันแน่” เธอเอ่ยด้วยความเป็กังวลหากแต่สิ่งที่กลัวที่สุดก็คงจะเป็การที่เธอและท่านพี่อาจถูกจับได้...ครอบครัวของเธอคงทำร้ายท่านพี่แน่
“ไว้มีโอกาสพี่จะส่งข่าวกลับไป...แต่ตอนนี้เราอยู่ที่นี่ไม่ได้ พี่ไม่ยอมให้เ้าต้องตกเป็ของชายอื่นหรอก”เซนเอ่ยก่อนจะก้าวฝีเท้าให้ช้าลงเมื่อคนตัวเล็กดูเหมือนจะตามเขาไม่ทันพอได้สบกับแววตาคู่สวยที่ชุ่มฉ่ำอีกครั้งเขาก็อดที่จะยกมือขึ้นลูบศีรษะเธอไม่ได้
ั้แ่เกิดมาเขาไม่เคย้าสิ่งใด...แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าสิ่งเดียวที่เขาอยากได้มันคือการได้อยู่กับฮันนาห์ไปตลอดกาล
หนึ่งเดือนต่อมา
“ท่านพี่เซนคะ มาทานอาหารเย็นได้แล้วค่ะ” เสียงหวานๆของฮันนาห์ที่ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำให้เซนซึ่งกำลังมัววุ่นอยู่แต่กับชิงช้าเถาวัลย์ตรงหน้าหยุดชะงักมือเขากระตุกยิ้มออกมาก่อนจะหันกลับไปทางต้นเสียงถึงได้เห็นคนตัวเล็กโบกมือให้เขาอยู่ไกลๆ
“จ้า แปบนึงนะ” แวมไพร์หนุ่มตอบกลับไปแล้วหันมาเก็บอุปกรณ์ช่างตรงหน้าหลังจากนั้นไม่กี่วินาทีเซนก็เคลื่อนที่ไปหาฮันนาห์ด้วยความรวดเร็วจนเกิดคลื่นลมแ่ๆ กระทบกับเส้นผมนุ่มสลวยของคนตัวเล็ก
“วันนี้ทำอะไรทานคะ” เขาเอ่ยตอนที่โอบกอดน้องน้อยตัวนุ่มนิ่มฮันนาห์จึงจูงมือเขาเดินเข้าไปในครัวที่มีกลิ่นสตูว์เนื้อหอมฉุยไปทั่วบริเวณ
“ไม่รู้จะอร่อยมั้ย ป้าจูลี่บอกให้ข้าลองทำเอง”เธอว่าพลางพยักพเยิดไปที่หม้อสตูว์เนื้อตรงหน้าซึ่งกำลังเดือดปุดๆ กลิ่นหอมที่โชยมาแตะจมูกมันทำให้เซนยิ้มออกมา
"ต้องอร่อยอยู่แล้ว”เขาเอ่ยพลางกอดคนตัวเล็กจากทางด้านหลัง ตอนที่เธอใช้ทัพพีคนซุป