บทที่6 ตอนที่26 : เพื่อความอยู่รอด
“สรุปว่าอะไรปิดปากคุณเวิร์ดอยู่เหรอ?” มีสท์เอ่ยถามขึ้นหลังจากเห็นสีหน้าอันตื่นตะลึงของหนุ่มแว่น ซึ่งเกษมก็เกิดอาการลังเลอยู่สักพักก่อนใช้นิ้วชี้ดันแว่นขึ้นเพื่อให้เข้าสันจมูก “อืม.. ดูเหมือนว่า.. จะเป็นลิ้นน่ะ” เขาตอบ “ในตำราออแกเนียนบอกไว้ว่า ต้องให้คนที่เป็นเจ้าของลิ้นยินยอมในการปลดพันธะ หรือไม่ก็เจ้าของลิ้นต้องเสียชีวิตน่ะ” หนุ่มหน้าเนิร์ดพูดต่อพลางเปิดภาพเคลื่อนไหวสามมิติจากตำราให้เพื่อน ๆ ดู “คือมีให้สองทางเลือกสินะ ถ้าไม่ฆ่า.. ก็ต้องทำให้หมอนั่นเลิกเป็นทาสของดันทัวร์” สตีฟวิเคราะห์ความเป็นไปได้ ก่อนที่เขาจะส่งสายตาที่มีนัยยะบางอย่างไปถึงมิทาจิ.. และเหมือนเซนส์ของทั้งคู่นั้นทันกัน เพราะเมื่อได้สบตาสีน้ำข้าวคู่สวยเพียงแว็บเดียวนินจาสาวก็รู้ใจของสตีฟในทันที “ทุกคนไปเริ่มหาวิธีหยุดแผนชั่วของดันทัวร์กันเถอะค่ะ ส่วนเรื่องอาการของอลันนั้นมิทาจิจะเป็นคนดูแลเอง ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ” เดอะชูริเคนเสนอ “แต่อาการหนักขนาดนี้ทำคนเดียวคงไม่น่าจะไหว มิทาจิขอลูกมือสักหนึ่งคนนะคะ รบกวนขอเป็นฟาคาราดีนซังจะได้หรือเปล่า?” เธอเอ่ยขอต่อพลางมองไปยังชายชาวอาหรับ ซึ่งนั่นก็ทำเอาฟาคาราดีนถึงกับงงไปเลยทีเดียว “ดะ.. ได้สิ ไม่มีปัญหา..” ชายเครางามตอบรับขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว และหลังจากที่ตกลงกันเรียบร้อย กลุ่มที่มีหน้าที่วางแผนก็ได้แยกตัวห่างออกมาจากจากมิทาจิและฟาคาราดีนอยู่พอประมาณ “ทำไมถึงไม่ให้ทุกคนอยู่ในวงประชุมล่ะ?” มีสท์ที่เกิดความสงสัยจึงกระซิบถามขึ้นมาในทันที “ที่จริงแล้วฉันเอะใจว่าทำไมพวกเธอถึงชิงตัวคุณเวิร์ดออกมาได้ง่ายขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่คุณเวิร์ดถือเป็นตัวแปรสำคัญของเหตุการณ์นี้เลยด้วยซ้ำ แต่หลังจากที่โดนแอบไปพาตัวออกมาแล้ว กลับไม่มีการไล่ล่าอะไรจากฝั่งนั้นเลย.. มันก็เลยทำให้ฉันยังไม่ค่อยมั่นใจในตัวของเจ้าหมอนั่นเท่าไหร่ ถึงอยากให้มิทาจิเช็กดูให้ละเอียดก่อนว่ามีรอยเขี้ยวของไอ้ดันทัวร์หรือเปล่า ฉันกลัวว่าเขาจะเป็นสายลับน่ะ.. ก็แค่ปลอดภัยไว้ก่อน” สตีฟอธิบาย ก่อนที่ม่านหมอกจะให้ความเห็นของเธอบ้าง “จริง ๆ ฉันก็เคยคิดแบบนั้นนะ แต่ก็คิดว่ามันคงจะยังไม่มีวิธีรับมือกับพลังพิเศษของฉัน ก็เลยไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก” เธอเอ่ย “ก็อาจจะเป็นไปได้..” หนุ่มชาวอเมริกันร่างใหญ่ก็ได้ตอบกลับพลางชำเลืองตาไปมองยังมิทาจิ แต่หลังจากที่นินจาสาวได้ตรวจสอบฟาคาราดีนโดยละเอียดแล้ว เธอก็ส่งสัญญาณกลับมาให้สตีฟว่าชายชาวอาหรับคนนี้ไม่มีรอยเขี้ยวของดันทัวร์เลย นั่นจึงทำให้ทุกคนเบาใจลงไปอย่างมาก.. และ ณ เวลาไล่เลี่ยกัน ทางฝั่งของไทรซ์และกลุ่มของเขา.. ทุกคนกำลังเดินทางพลางขบคิดวิธีการต่าง ๆ ในการเอาตัวรอดจากสถานการณ์วิกฤตในครั้งนี้. แต่ในขณะนั้นเอง! ก็ได้มีเสียงสำเนียงเหน่อสะดุดหูดังขึ้น “โฮ่ ๆ .. เพื่อนบอดี้การ์ดคนเมือง ชีวิตแกนี้คงไม่เคยเดินป่าเลยสินะ ถึงเลือกทางเดินได้โง่เง่ามากขนาดนี้ ให้เด็กที่พึ่งฝึกการแกะรอยมาตามยังน่าจะหาแกเจอได้ง่าย ๆ เลยนะเนี่ย” หลังจากสิ้นสุดประโยคที่ดูจะกวนประสาทไม่ใช่น้อยเมื่อครู่ ก็ได้มีชายหนุ่มชาวออสเตรเลียกระโดดออกมาขวางหน้าดักทางของไทรซ์และพรรคพวก เขาสูงราว ๆ หกฟุต รูปร่างออกไปทางเจ้าเนื้อแต่ก็ยังคงมีมัดกล้ามเนื้อที่ดูแข็งแรง ผมหยักศกสีน้ำตาลทอง แต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตแขนสั้น กางเกงขาสั้น ซึ่งเป็นสีกากีทั้งตัว ดูแล้วให้อารมณ์เหมือนกับเป็นนักผจญภัยและนักอนุรักษ์ธรรมชาติรวมอยู่ในคนคนเดียวกัน นามของเขาก็คือ อานาพาส โบพรอยต์ (Arnapas Boproit) ฉายา เดอะวีน่อม ‘The Venom’ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งแรงค์อีขององค์กรอักขระแห่งความมืด “ลูกกระจ๊อกของไอ้แวมไพร์บ้าเลือดเหรอ?.. ฉันจะซัดให้ร่วงเอง” ไทรซ์กำหมัดแน่นพลางสาดสายตาที่เต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมกลับไป “จะดีหรอจ๊ะ?” แต่แล้วก็มีเสียงอันเย้ายวนที่คุ้นหูถูกเอ่ยขึ้นอีกหนึ่งเสียง โดยเธอคนนั้นก็คือชาชาเดียร์ ไฮรานอฟ หญิงสาวผมบลอนด์ทอง ยาวสลวยระน่อง ในชุดหนังรัดรูปสีดำสุดเซ๊กซี่ที่เผยตัวออกมาจากทางด้านซ้ายของชายหนุ่ม.. ปัจจุบันเธอผู้เป็นสาวกคนแรกของดันทัวร์คนนี้ อยู่ในระดับแรงค์ซีขององค์กร และเป็นผู้นำของกลุ่มในการทำภารกิจในครั้งนี้อีกด้วย โดยมีฉายาประจำตัวคือ เดอะฟาสซิเนชั่น ‘The Fascination’ และไทรซ์ก็ยังสัมผัสได้อีกว่ากำลังมีอะไรบางอย่างที่เคลื่อนไหวอยู่ทางกาบขวาของเขา ก่อนที่จะมีหญิงชาวแอฟริกันผิวสีน้ำตาลเข้มผมทรงสกินเฮดปรากฏตัวออกมาขนาบข้าง ท่าทีของเธอดูเป็นคนสุขุมนุ่มลึกผิดกับเสื้อผ้าที่สวมใส่โดยสิ้นเชิง เธอสวมเดรสสั้นแสนกระชับสัดส่วน สีสันฉูดฉาดงดงาม ลวดลายสีแดงตัดสลับกับสีเหลืองและสีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของผ้าเคนเต้ซึ่งถูกถักทออย่างปรานีต โดยทุกอย่างที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมของชาวกานาได้ถูกแสดงผ่านการแต่งกายของเธออย่างหมดสิ้น.. ซึ่งชื่อของเธอก็คือ ป๊อปปี้ มวายูรูอี (Poppy Mwayurue) และมีสมญานามว่า เดอะสไปทรา ‘The Spithra’ อันเป็นคำจากภาษาอังกฤษโบราณแปลว่าเครื่องปั่นด้าย และเป็นที่มาของคำว่า ‘Spider’ ในปัจจุบัน และตอนนี้เธอก็ได้ถูกดันทัวร์แต่งตั้งให้อยู่ในแรงค์เอฟขององค์กรเดอะดาร์คอัลฟาเบต โดยการปรากฏตัวของทั้งสามนั้น ทำให้ไทรซ์แสดงอาการไม่สบอารมณ์ออกมาอย่างชัดเจนทีเดียว “ชิ..” เดอะบอดี้การ์ดผู้พี่อุทานพลางถอยหลังไปสองถึงสามก้าวเพื่อตั้งหลักพร้อมกางแขนขึ้นเพื่อปกป้องผู้อยู่ในความดูแลของเขา แต่แค่เพียงอึดใจเดียว.. ก็มีเสียงใหญ่ที่ดังกังวานของชายปริศนาโพล่งขึ้นมาอีก “ไม่อยากเสียเวลามากไปกว่านี้ล่ะนะ.. ตอนนี้ทางเลือกของแกมีแค่สองทาง คือหนึ่งยอมมาอยู่ใต้อาณัติท่านดันทัวร์ หรือสองตายไปซะ!” เจค ซีริคสัน (Jake Serikson) เดอะไวกิ้งซัน ‘The Viking’s Son’ ผู้มีฐานะอยู่ในแรงค์ดี กระโจนเผยตัวออกมาปิดทางด้านหลัง.. เขาเป็นหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ดุจชายชาตินักรบผู้มาจากนอร์เวย์ ผู้ซึ่งแต่งตัวด้วยชุดขนสัตว์อันฟูฟ่องเทอะทะราวกับอยู่ขั้วโลก โดยไม่เกรงใจความร้อนของแสงอาทิตย์ที่สาดลงมาเลยแม้แต่น้อย.. ใบหน้าของเขาขาวผ่องแต่มีสีแดงฝาดระเรื่อแซมบนแก้ม ผมทองหยักศกยาวถึงไหล่ หนวดเครายาวปิดคอ บุคลิกมุทะลุดุดันเหมือนเป็นพวกเดียวกันกับชาวไวกิ้งในยุคอดีตที่เคยเรืองอำนาจไม่มีผิด เขาได้หรี่ตามองไปยังไทรซ์และผู้ติดตามด้วยสายตาราวกับว่าจะฉีกกระชากทุกคนที่ขวางทางเป็นให้ชิ้น ๆ ยังไงอย่างนั้น ซึ่งนั่นก็ทำให้ไทรซ์เดือดขึ้นมาจนสุดจะกลั้น “คิดว่ามีเยอะกว่าแล้วจะชนะได้งั้นหรือไง!?” บอดี้การ์ดหนุ่มคำรามขึ้นพลางเหวี่ยงหมัดไปยังเจคที่อยู่ด้านหลัง! ฟั่บ! ทันใดนั้นก็ได้มีแส้สีทองอร่ามพุ่งเข้ามาพันธนาการกำปั้นของเขาไว้ได้ทัน ก่อนที่มันจะได้สร้างอันตรายให้กลับบุตรแห่งไวกิ้ง “อย่าคิดว่าพวกเราเป็นพวกลูกน้องปลายแถวที่โผล่ออกมารุมพระเอกแล้วก็โดนจัดการได้ง่าย ๆ เหมือนในการ์ตูนสิพ่อหนุ่ม” หญิงสาวทรงโตเจ้าของแส้เอ่ย ก่อนที่ทั้งสี่คนซึ่งรายล้อมไทรซ์อยู่จะแผ่ออแกเนียนออร่าอันมหาศาลออกมาเพื่อประกาศศักดาเดช “เลือกช๊อยส์ที่สองสินะแก.. งั้นก็ไปตายซะ!!” ชายในชุดขนสัตว์ตะโกนลั่นพลางปลดปล่อยหนามแหลมเล็กนับพัน ๆ อันออกมาจากตัวของเขา โดยมีเป้าหมายคือไทรซ์ ฟาน เดอร์ อาร์ม ฉึ่ก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ แต่ในขณะที่ความประสงค์ร้ายของเจคจะพุ่งเข้ามาถึงตัวบอดี้การ์ดหนุ่ม.. ไบซ์ก็ได้ใช้แขนของเธอเปลี่ยนรูปร่างแผ่รำแพนออกเพื่อไปไปรับหนามแทนพี่ชายก่อนจะพูดตอกกลับ “พวกแกก็อย่ามาดูถูกพลังของคนตระกูลฟาน เดอร์ อาร์ม เหมือนกัน!” ก่อนที่เธอจะสลัดหนามเหล่านั้นทิ้งได้อย่างง่ายดาย และเปลี่ยนแปลงรูปร่างแขนของเธออีกครั้ง โดยทำมันให้เป็นแผ่นกว้างก่อนโอบล้อมตัวไทรซ์และโพซิเออร์เอาไว้ จากนั้นจึงยกเอาทั้งคู่ออกมาอยู่ในที่ปลอดภัย “เอายังไงดี?..” บอดี้การ์ดสาวเอ่ยถามพี่ชายผู้เปรียบเสมือนหางเสือที่คอยบังคับทิศทางของกลุ่ม “ก็จริงอย่างที่มันพูด พวกนี้มันไม่ใช่ลูกสมุนปลายแถว.. สู้ไปก็มีแต่เปลืองแรงฟรี ตอนนี้ที่ทำได้ก็แค่คอยถอยแล้วดักโจมตีไปเรื่อย ๆ แล้วก็รอจนกว่าจะเจอพวกเกษมและขอความช่วยเหลือ.. จริง ๆ ก็ไม่อยากจะบอกอย่างนี้เลย แต่นี่มันคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้แล้วในตอนนี้” ไทรซ์อธิบายแผนการด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ได้” เธอตบปากรับคำพี่ชายก่อนจะใช้พลังของอวัยวะพิเศษอีกครั้ง.. ไบซ์ได้ทำการเปลี่ยนรูปร่างแขนของเธอ ให้เป็นทรงกลมใหญ่และโอบล้อมทั้งไทรซ์และโพซิเออร์เอาไว้รวมทั้งตัวเธอด้วย ก่อนที่จะเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็วโดยการกลิ้ง “พวกมันกำลังจะหนีแล้ว!!” ชาชาเดียร์ตะโกนขึ้นหลังจากเห็นท่าทีของเป้าหมาย ก่อนที่เจคจะวิ่งตามลูกบอลมนุษย์นั้นไปอย่างบ้าระห่ำ “ฉันจัดการเอง!! อานาพาส ขอยืมพลังของแกหน่อย!” เขาตะโกนโพล่งขึ้นอย่างบ้าคลั่งพลางมองไปยังชายชาวออสซี่ และในขณะเดียวกันเจ้าของฉายาเดอะไวกิ้งซันก็ได้รวบรวมพลังดึงอินฟินิตี้ฟอร์สออกมา จนสร้างเข็มได้ขนาดใหญ่ราวกับหอกแหลม ก่อนที่จะใช้สารอะไรบางอย่างที่ได้มาจากหนุ่มนักผจญภัยชโลมจนทั่วพลันโยนมันขึ้นให้จับเข้ามือได้อย่างถนัด ก่อนจะขว้างออกไปด้วยความเร็วสูงโดยมีเป้าหมายคือลูกบอลมนุษย์ที่อยู่ด้านหน้า ฟ่าว!~ หนามแหลมพุ่งไปด้วยความเร็วราวกับกระสุนปืน ฉึก! ก่อนที่มันจะปักเข้าที่ไปเป้าหมายอย่างจังจนทำให้ก้อนกลมหยุดชะงัก และคืนรูปร่างกลับไปเป็นสภาพเริ่มต้นในที่สุด.. “หนีทำไมจ๊ะ? ไม่เห็นจะเก่งเหมือนตอนคุยว่ามาจากตระกูลฟาน เดอร์ อาร์มเลยนี่นา.. แต่หลังจากนี้ก็คงจะหนีไม่ได้แล้วล่ะนะ” หญิงสาวทรงเสน่ห์ชาวรัสเซียย่างก้าวตามมาอย่างช้า ๆ พลางพูดเย้ยหยัน จนทำให้ไบซ์ถึงกับขมวดคิ้วด้วยความคับแค้นใจ พลางทำท่าว่าจะใช้งานอวัยวะพิเศษเพื่อหลบหนีอีกครั้งอย่างเลี่ยงไม่ได้ “แน่ใจหรอว่าจะหนีต่อน่ะ? รู้มั้ยว่าเข็มที่แกโดนเข้าไปเมื่อกี้น่ะมันเคลือบอะไรไว้อยู่?” เสียงห้าวกังวานของชายชุดขนสัตว์เอ่ยถาม “...” โดยที่หญิงสาวชาวดัตช์และพรรคพวกก็นิ่งเงียบพลางรอฟังอย่างตั้งใจ และทันใดนั้น.. ชายชาวออสซี่ในชุดสีกากีผู้เป็นเจ้าของสารปริศนาก็ได้เฉลยขึ้น “มันคือพิษที่มีความรุนแรงเทียบเท่ากับงูไทปันเลยยังไงล่ะเพื่อนเอ๋ย.. แต่ความเข้มข้นที่ฉันให้ไปมันยังไม่เยอะพอที่จะทำให้แกตายในทันทีหรอกนะ เผื่อว่าแกจะเปลี่ยนใจยอมกลับไปกับพวกเรายังไงล่ะ ถ้าพวกแกยอมฉันก็จะมอบเซรุ่มแก้พิษให้” อานาพาสพูดเสียงเหน่อพลันชูแคปซูลเล็ก ๆ ที่บรรจุยาแก้พิษขึ้นมาแสดงต่อหน้าคนทั้งสาม (งูไทปัน คืองูที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก) “แต่ไม่ว่ายังไงแกก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกวิธีการหนีอีกแล้ว เพราะถ้าแกหนี ยังไงซะนางนั่นก็ต้องตายอยู่ดี โดยสถานการณ์ในตอนนี้ทางเลือกของแกมีแค่สองอย่าง.. จะตัดสินใจยอมจำนนเพื่อแลกกับเซรุ่ม หรือจะสู้เพื่อแย่งเซรุ่มไป” หญิงสาวชาวรัสเซียผู้เป็นหัวหน้าทีมได้มอบทางเลือกทั้งสองทางให้กับเป้าหมายของเธอ ซึ่งมันก็คือสิ่งที่ดันทัวร์กำชับพวกเขามาในการทำภารกิจครั้งนี้.. ถ้าไม่ยอมมาเป็นพวก ก็ฆ่าทิ้งซะ! ความกดดันที่ไทรซ์ได้รับถูกแสดงออกมาผ่านทางสีหน้าของเขาอย่างชัดเจน.. เดอะบอดี้การ์ดผู้พี่ไตร่ตรองอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะพูดขึ้นมาเสียงนิ่ง ๆ “พวกแกบังคับให้ฉันเลือกเองนะ..” ชายหนุ่มร่างใหญ่พับแขนเสื้อเชิ้ตยาวของเขาขึ้นจนถึงข้อศอกพลางเดินเข้าไปหาเหล่าสมุนของดันทัวร์อย่างห้าวหาญ โดยมีน้องสาวของเขาคอยซัพพอร์ทและคุ้มครอง โพซิเออร์ ไทเรจอยู่ด้านหลัง “สัมผัสได้ถึงออแกเนียนออร่าของพวกฉันแล้วยังคิดจะสู้อีกเหรอ? โง่เง่า..” ป๊อบปี้ มวายูรูอี หญิงสาวชาวกานาเอ่ยขึ้นแบบนิ่ง ๆ ตามบุคคลิกของเธอ แต่พี่ชายคนโตแห่งตระกูลฟาน เดอร์ อาร์ม ยังคงเดินดุ่ม ๆ เข้าไปหาเป้าหมายโดยไม่สนสี่สนแปดอะไรทั้งสิ้น.. เขาเดินมุ่งเข้าไปจนกระทั่งเข้าถึงระยะที่สามารถทำการจู่โจมได้ ซึ่งคนที่อยู่ในโซนนั้นก็คือเจค ซีริคสัน บุตรแห่งไวกิ้งผู้ดิบเถื่อนนั่นเอง บอร์ดี้การ์ดหนุ่มไม่รอช้าที่จะเหวี่ยงหมัดอันทรงพลังของเขาเข้าไปตรง ๆ ! ฉึ่ก!! แต่ด้วยด้วยสัญชาตญาณนักสู้ ชายชาตินักรบก็ได้ยกท่อนแขนขึ้นมาป้องกันการโจมตีได้อย่างทันท่วงที “อั๊ก..” เสียงครวญด้วยความเจ็บปวดนี้ ปกติมันควรจะเป็นเสียงที่ออกมาจากเจคผู้ที่รับการโจมตี แต่กลับกัน มันกลายเป็นเสียงที่ออกมาจากปากของไทรซ์ที่กำปั้นอันแข็งแกร่งของเขากระทบเข้ากับอะไรบางอย่างที่คมกริบบนตัวของเดอไวกิ้งซัน เลือดที่กำปั้นของชายหนุ่มผู้มีแขนเป็นอวัยวะพิเศษเริ่มซึมออกมาจนหยดลงกระทบพื้น และในขณะที่ไทรซ์กำลังตะลึงกับเหตุการณ์อยู่นั้นเอง.. หนุ่มนักผจญภัยก็ฉวยโอกาสทีเผลอนี้ พ่นพิษออกไปจากปากของเขาโดยมีเป้าหมายอยู่ที่มือของชายชาวดัตช์! “ฉันจะส่งแกไปคุยกับพระเจ้าเองเพื่อนเอ๋ย!” เดอะวีนอมตะโกนด้วยเสียงเหน่ออันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งการตอบสนองของไทรซ์ในตอนนั้น หมดสิทธิ์ที่จะป้องกันการโจมตีเพื่อหมายเอาชีวิตในครั้งนี้แน่ ๆ แล้วร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ทว่า.. ช่วงจังหวะที่สารพิษอันเข้มข้นกำลังจะพุ่งเข้าไปสัมผัสยังกำปั้นที่โชกเลือดนั้นเอง.. แม่ะ!.. สารพิษสีเหลืองข้นก็ได้กระทบลงบนแขนของไบซ์ที่ยืดมาช่วยป้องกันได้อย่างฉิวเฉียด ซึ่งนับโชคดีที่เขายังมีน้องสาวที่คอยสนับสนุนอยู่ “โอ๊ยย..” เสียงร้องอย่างเจ็บปวดดังขึ้นจากทายาทหญิงตระกูล ฟาน เดอร์ อาร์ม ผู้ที่เพิ่งรับการโจมตีแทนพี่ชายของเธอ และนั่นก็ทำให้ไทรซ์และโพซิเออร์ต่างก็ตะโกนชื่อของเธอขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง “ไบซ์!!” “พี่ไบซ์” เสียงของทั้งคู่นั้นดังขึ้นพร้อมกันจนเหมือนเป็นเสียงเดียว “ไม่เป็นไร.. ยังไงฉันก็โดนพิษของมันเล่นงานมาอยู่แล้ว” เดอะบอดี้การ์ดสาวเอ่ยอย่างกล้าหาญ “แต่มันจะทำให้เธอได้รับพิษในปริมาณมากขึ้นแล้วจะทำให้เธอตายเร็วขึ้นนะ!” ผู้เป็นพี่ก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเทา เนื่องจากความโกรธผสมไปกับความเศร้าและรู้สึกผิดที่ปกป้องคนในความคุ้มครองของตนเองไม่ได้ ก่อนที่จะมีเสียงอันแข็งกร้าวจากไบซ์ดังขึ้นเพื่อดึงสติของพี่ชายให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง “นายสู้ต่อไปแล้วแย่งเซรุ่มกลับมาให้ได้ก็พอ ไม่ต้องห่วงฉัน!” “เอายังไงดี.. เรายังไม่รู้เกี่ยวกับอวัยวะพิเศษของมันซะด้วยสิ แต่ถ้าขืนต่อยมันต่อไปแขนเรานี่แหละจะต้องพรุนเองแน่ ๆ ต้องเปลี่ยนเป้าหมายก่อน!” เขาคิดขึ้นในใจ พลันเริ่มทำการทันที! โดยเขาได้เบนเป้าหมายไปยังคนที่ยืนอยู่ถัดไปซึ่งก็คือแม่สาวรัสเซียสุดเซ๊กซี่นั่นเอง ไทรซ์เคลื่อนตัวไปอย่างคล่องแคล่วพร้อมกับปล่อยหมัดซ้ายตรงที่เปี่ยมไปด้วยอินฟินิตี้ฟอร์สพุ่งเข้าใส่ชาชาเดียร์อย่างรวดเร็ว พรึ่บ!! แต่ก่อนที่กำปั้นนั้นจะถึงตัว เส้นผมบนศีรษะของหญิงสาวก็สยายกลายสภาพกลายเป็นแส้เฉกเช่นเดียวกับที่เธอถืออยู่.. โดยเส้นผมเหล่านั้นมันได้ออกมาปกป้องเธอจากภัยอันตรายที่กำลังจะมาถึงได้เป็นอย่างดี และผลของการปะทะกันในครั้งนี้ก็ทำให้หมัดซ้ายของเขาโชกไปด้วยเลือดอีกหนึ่งข้าง การจู่โจมครั้งที่สองของไทรซ์ก็พบกับความผิดหวังอีกครั้ง.. จึงทำให้เขาตัดสินใจอีกรอบภายในเวลาเสี้ยววินาที “ยัยนี่ก็ไม่ได้ ไปต่อ.. ต้องไปต่อ..” เขาเงยหน้าขึ้นพลางมองไปยังเป้าหมายถัดไป.. ป๊อบปี มวายูรูอี “หย๊า!!” ชายผู้กำลังจะกลายเป็นหมาจนตรอกรวบรวมอินฟินิตี้ฟอร์สจากแขนของเขาอีกครั้งก่อนจะปล่อยหมัดฮุคซ้ายโดยเป้าหมายอยู่ที่บั้นเอวของสาวผิวสีนิล! แต่ก่อนที่หมัดของเขาจะกระทบเข้ากับเป้าหมายมันก็ถูกหยุดยั้งไว้อีกครั้ง! โดยอะไรบางอย่างอันเหนียวเหนอะหนะราวกับใยแมงมุมที่อยู่รอบ ๆ ตัวของป๊อบปี หนั่บ.. เส้นใยปริศนาล็อคการเคลื่อนไหวของแขนชายหนุ่มเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนทำให้ภายในใจของชายผู้ต้องการเซรุ่มถอนพิษถึงกับถอดใจ “จบกัน..” ไทรซ์คิดขึ้นพลางแสดงความหมดหวังออกมาผ่านทางสีหน้า แต่จู่ ๆ .. ก็มีใบมีดอันคมเฉียบมาช่วยตัดใยที่แสนจะน่ารำคาญนั้นออกไปได้! โดยความช่วยเหลือนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นน้องสาวผู้คอยเฝ้าดูเหตุการณ์และตามเกื้อหนุนพี่ของเธออยู่นั่นเอง “อย่าพึ่งยอมแพ้!” ไบซ์ที่อาการเริ่มทรุดลงโดยฤทธิ์ของพิษร้ายกล่าวดึงสติพี่ชายอีกครั้ง และนั่นก็เหมือนกับเป็นสิ่งที่ฉุกความฮึกเหิมของไทรซ์ให้กลับคืนมาอีกครั้ง! “ถูกของไบซ์! ต้องไปต่อ.. ต้องไปต่อ.. ไอนี่แหละ! เป้าหมายที่แท้จริงของเรา! ถ้าคว่ำมันได้ทุกอย่างก็จบ!” หลังจากที่โจมตีฝ่าด่านมาเรื่อย ๆ ถึงแม้ว่าการโจมตีนั้นจะไม่สำเร็จก็ตาม แต่เขาก็ได้เคลื่อนตัวมาจนถึงตำแหน่งที่คนสุดท้ายของกลุ่มยืนอยู่.. อานาพาส โบพรอยต์ ชายผู้ถือครองเซรุ่มแห่งความหวังนั่นเอง “หมัดนี้แหละ.. ต้องได้.. เซรุ่มนั่น!!” ไทรซ์พุ่งกระโจนเข้าไปใส่หนุ่มนักพจญภัยในทันที! และเมื่อเห็นดังนั้น ชายชาวออสซี่ก็ถึงกับหลุดอาการแสยะยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ แต่ภายในครึ่งอึดใจเดียวกันนั้นเอง.. ทางฝั่งของไทรซ์ก็ได้สังเกตเห็นรอยยิ้มอันมีเลศนัยของอานาพาสเข้า จึงทำให้เขาฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “ทำไมมันดูเหมือนอยากให้เราต่อยมันเลยล่ะ? ต้องมีอะไรแน่ ๆ ” ซึ่งโดยสัญชาตญาณ ก็ทำให้เขาได้หยุดการโจมตีลงโดยฉับพลัน และนั่นมันทำให้ร่างของเขาที่โถมเข้าไป กระแทกเข้ากับตัวของอานาพาสอย่างจัง ฟี่.. เกิดเสียงและกลิ่นที่เหมือนกับการเผาไหม้ขนาดย่อม ๆ ดังขึ้นมาจากเสื้อเชิ้ตสีเทาของไทรซ์ โดยหลังจากนั้นชายชาวดัตช์ก็ได้ก้มลงไปมองเสื้อของตัวเอง จึงพบว่ามันกำลังถูกสารอะไรบางอย่างย่อยสลายอยู่ “เกือบไปแล้ว มันเอาพิษทาเคลือบเอาไว้ตามตัวสินะ” ไทรซ์วิเคราะห์ออกมาก่อนถอยออกไปตั้งหลักตรงจุดที่ผู้ที่เขาต้องปกป้องปักหลักอยู่ “นี่ไบซ์ หลังจากที่เธอช่วยฉันรับพิษของมันอีกรอบเมื่อกี้ เธอรู้สึกว่ามีอะไรแปลกไปหรือเปล่า?” ผู้เป็นพี่เอ่ยถาม “ฉันแค่รู้สึกร้อนเหมือนหนังโดนเผาไหม้น่ะ แต่นอกนั้นก็รู้สึกเหมือนเดิมนะ” เธอตอบกลับด้วยเสียงอิดโรย ซึ่งนั่นก็ทำให้ไทรซ์นึกอะไรขึ้นได้บางอย่าง “หึ.. ฉันไม่รู้หรอกนะว่าอวัยวะพิเศษของแกคืออะไร แต่พิษที่แกพ่นออกมาได้น่ะ มันจะฆ่าคนได้ก็ต่อเมื่อเข้าไปในกระแสเลือดแล้วเท่านั้น ส่วนถ้าถูกแกพ่นใส่ตามผิวหนังเฉย ๆ มันก็จะมีฤทธิ์แค่กัดกร่อนและเผาไหม้ เป้าหมายของแกก็คือมือที่โชกไปด้วยเลือดของฉันทั้งสองข้างสินะ..” เดอะบอดี้การ์ดวิเคราะห์ออกมาพลางชี้ไปที่หน้าของอสรพิษร้าย และสิ่งที่เขาวิเคราะห์นั้นก็ดูจะวิเคราะห์ได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลทีเดียว “แต่ทำไมมันถึงเอาสารพิษมาทาตัวเองได้ล่ะ?” ไบซ์เอ่ยในขณะที่ถูกพิษเล่นงานจนเธอต้องค่อย ๆ ทรุดตัวลง โดยที่มีโพซิเออร์คอยประคองอยู่ “นั่นก็น่าจะเป็นเพราะฤทธิ์ของเซรุ่มนังไงล่ะ รอก่อนนะ.. ฉันจะเอาเซรุ่มมาช่วยเธอเดี๋ยวนี้แหละ” บอดี้การ์ดหนุ่มกล่าวเสียงที่เต็มไปด้วยความจริงจัง “หึ.. ถูกต้อง.. แกพูดถูกทุกอย่างนั่นแหละเพื่อนเอ๋ย แต่ว่ารู้พลังของฉันแล้วมันยังไงล่ะ? ในบรรดาพวกฉันทั้งสี่คนนี้ แกไม่สามารถแม้แต่จะแตะต้องตัวได้สักคนเลยด้วยซ้ำ และเมื่อแกไม่สารมารถเข้าถึงตัวพวกเราได้ พลังของแกมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะไอ้กร๊วก! ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ” อานาพาสพูดพลางหัวเราะเยาะออกมาอย่างสะใจ แต่ในขณะนั้น.. ทางฝั่งของหนุ่มชาวดัตช์กลับมองมองจ้องไปยังเหล่าศัตรูด้วยใบหน้านิ่งเรียบ ก่อนที่มือของเขาจับไปยังหัวเข็มขัดที่สลักชื่อตระกูล Van Der Arm ไว้ หมับ.. และทันทีที่เห็นการกระทำนั้น ไบซ์ก็ได้เอื้อมมืออันเล็กเรียวที่อ่อนแรงของเธอไปกุมมือของไทรซ์ไว้พร้อมด้วยสีหน้าเว้าวอนด้วยความกังวลใจ ในความเงียบสงัด ไบซ์ทำได้เพียงใช้สายตามองจ้องไปยังพี่ชาย ซึ่งถึงแม้จะไม่มีคำพูดใด ๆ ออกจากปาก แต่แววตาของเธอก็ได้บอกความหมายของประโยคนั้นออกมาได้อย่างชัดเจน ‘อย่าใช้เจ้านั่นเลยนะ’ ดวงตาที่เว้าวอนสื่อ.. ส่วนทางด้านของไทรซ์ ฟาน เดอร์ อารม์ ผู้เป็นพี่กลับไม่มีอาการไหวติงแต่อย่างใด เหมือนเขาได้ตัดสินใจไปแล้วว่าจะเลือกหนทางนี้และจะไม่มีทางลังเลใจเด็ดขาด..