บทที่ 7 ความทรมานในห้วงฝัน
กระถางไฟสองกระถางใหญ่ตรงทางเข้าประตูพวกมันสั่นไหวตามแรงลมกลางคืน เกิดสะเก็ดไฟแตกกระจายขึ้นไปบนอากาศซึ่งส่องสะท้อนใบหน้าคมคายดั่งหยกสลักของชายหนุ่มให้ดูอบอุ่นอ่อนโยนแต่ว่าน่าครั่นคร้าม
ฉางิกระชับกระบี่ในมือแน่นขึ้นสองมือชื้นเหงื่อจากความหวาดหวั่นภายใน พลางขยับมายืนด้านหน้าเสวี่ยเฟิ่งก่อนชักกระบี่ออกจากฝักเตรียมรับมือศัตรูด้วยท่วงท่าขึงขัง
ยามนี้ประตูเมืองหนาหนักถูกปิดสนิทห้ามมิให้ผู้ใดเข้าออกในยามวิกาล ทหารเฝ้ายามก็นอนแน่นิ่งไม่ขยับไม่รู้ด้วยซ้ำว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไปปรโลกแล้ว
"คุณชาย ท่านหนีไปก่อนขอรับทางนี้ข้าจะถ่วงเวลาให้ท่าน" ฉางิเอ่ยอย่างอาจหาญด้วยรู้ดีแก่ใจว่าไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจเอาชนะพี่ชายตาบอดท่านนี้ได้ขอเพียงถ่วงเวลาได้สักเล็กน้อยก็ไม่คิดเสียดายชีวิต
เสวี่ยเฟิ่งรู้สึกกดดันเขาหลับตาลงราวกับกำลังข่มกลั้นความรู้สึกลังเลในใจลึกๆ"หากเ้าถ่วงเวลาแล้วข้ายังสามารถหนีรอดการเสียสละของเ้าครั้งนี้ก็นับว่าคุ้มค่ามากแต่ฉางิ...เ้าคิดว่าข้าจะหนีเขาพ้นหรือ"
ไม่มีทางอย่างแน่นอน
"คุณชาย..." ใบหน้าฉางิคล้ายสลดวูบรู้สึกขอบตาร้อนผ่าว เหตุใดคุณหนูผู้นั้นถึง้าฆ่าพวกเราด้วย
เฉิงอิ้นให้เวลาสองนายบ่าวได้ทำใจกันครู่ใหญ่ในที่สุดเขาก็ขยับ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงก้าวห่างออกจากกำแพงพลางชักกระบี่ไป๋เหอ ออกจากฝัก
ขณะเดียวกันริมฝีปากบนใบหน้าเรียบขรึมก็เพียงกล่าวเบาๆว่า "ขออภัย"
ขออภัยที่ตอบสนองความไม่สมเหตุสมผลของคุณหนู
และขออภัยที่สองชีวิตต้องจบลงในคืนนี้อย่างน่าเสียดาย
พริบตาเดียวเฉิงอิ้นเคลื่อนไหวมาอย่างสายลม ตวัดกระบี่คิดออกแรงสังหารในครั้งเดียวทว่าฉางิฝืนรับกระบวนท่าหฤโหดนี้ได้ด้วยกำลังทั้งหมดที่มีจึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่าวรยุทธ์ของคนทั้งคู่ห่างชั้นกันไกลลิบ
มุมปากเฉิงอิ้นกดลึกขึ้นเล็กน้อยคล้ายมีรอยยิ้มแต่เหมือนไม่เคยมีไม่คิดว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะรับกระบี่ไป๋เหอของเขาได้
ฉางิกัดฟันฝืนไว้แค่นเสียงเอ่ยอย่างยากลำบากไปด้วยว่า "หากข้ารอดไปได้ข้าจะคำนับท่านเป็อาจารย์!"
ทว่าคราวนี้แววตาเฉิงอิ้นถึงกับอ่อนแสงลงรอจนฉางิใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดผลักกระบี่ไป๋เหอของเฉิงอิ้นกลับไปได้ต่อมากระบวนท่าที่สองฉางิก็พ่ายแพ้อย่างราบคาบ
คมกระบี่ไป๋เหอกรีดผ่านลำตัวเด็กหนุ่มฉางิทรุดกายลงคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้นใช้กระบี่ในมือยึดเป็ฐานทรงตัวก่อนตะกุยตะกายลุกขึ้นสู้อีกครั้งทว่าาแฉกรรจ์นัก หลังกระอักเืก็ล้มลงไปนอนบนพื้นอย่างหมดแรง
เฉิงอิ้นเพียงปรายตามองคนเจ็บชั่วครู่ให้หลังก็เงยหน้าขึ้นมาแล้วหันไปที่เสวี่ยเฟิ่ง
แวบแรกเฉิงอิ้นนึกแปลกใจอยู่บ้างเขาเพิ่งสังเกตว่าคุณชายเย่าผู้นี้ไม่ได้พกกระบี่ไม่ใช่ว่าอาวุธที่เสวี่ยเฟิ่งถนัดที่สุดคือกระบี่หรือเหตุใดหนีออกมาทั้งที่ไม่พกอาวุธติดมือ
เช่นนี้ถือว่าผิดวิสัยของผู้ฝึกวรยุทธ์อย่างมากเมื่อผู้ฝึกยุทธ์รู้ถึงภัยที่กำลังคุกคาม สิ่งแรกที่ห่างไม่ได้คืออาวุธคู่กายทว่าต่อให้นึกแปลกใจเพียงใดเขาก็ไม่มีเวลามาสนใจ เอ่ยไปว่า "ขออภัย"
จากนั้นก็คิดปิดปลิดชีพเสวี่ยเฟิ่งเช่นเดียวกับฉางิ
ยามนั้นั์ตาเสวี่ยเฟิ่งคมกริบให้ความรู้สึกเย็นเยียบเข้ากระดูก มองชายตรงหน้าไม่ต่างจากอริด้วยเหตุนี้น้ำเสียงที่เอ่ยจึงแฝงไปด้วยความเป็ศัตรูกันอย่างเปิดเผย"เหตุใดนางถึงไว้ใจเ้า"
เฉิงอิ้นชะงักค้างด้วยไม่คิดว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะเอ่ยขึ้น ที่แปลกใจไปอีกคือเสวี่ยเฟิ่งเปลี่ยนท่าทีเป็สงบนิ่งทั้งยังเผยให้เห็นถึงกลิ่นอายสูงศักดิ์และทรงอำนาจ
คล้ายว่าคุณชายผู้นี้แม้เอ่ยปากสิ่งใดขึ้นมาก็สามารถทำให้คนได้ยินอกสั่นขวัญแขวนได้ทั้งนั้นมาดคุณชายทะเล้นไม่จริงจังต่อสิ่งใดนั้น หายไปโดยสิ้นเชิง
"เหตุใดเ้าต้องอยากรู้"เฉิงอิ้นตอบกลับเสียงต่ำแต่แข็งกร้าวไม่ต่างกัน
ชั่วขณะนั้นราวกับเวลาหยุดเดินเอากลางคันเสียงเคาะกระเปาะดังก๊อกๆ บอกโมงยามมาจากที่ไกลๆผนวกกับเสียงพรึบพับด้วยลมพัดสะบัดชายเสื้อก่อนผสานด้วยเสียงโคมไฟกระทบเสาอาคารดังกึกๆ
เพียงชั่วอึดใจต่อมาก็ได้ยินเสียงเสวี่ยเฟิ่งเอ่ยตอบ"เพราะเ้าไม่ควรได้รับความไว้ใจจากนาง"
เฉิงอิ้นหรี่ดวงตาคมกริบดุดันมองเสวี่ยเฟิ่งพลางลดกระบี่ในมือต่ำลง เขารู้สึกข้องใจกับคำตอบประโยคนี้มากกล่าวเช่นนี้ที่แท้มีเจตนาใด "เ้าพูดเช่นนี้้าสิ่งใดกันถ้าจะให้ข้าไว้ชีวิตเ้า คงทำให้ผิดหวังแล้ว"
"ข้าเพียง้าความไว้ใจจากนาง...เหมือนกับเ้า" นั่นคือสิ่งที่เสวี่ยเฟิ่ง้ามากในเวลานี้
นับั้แ่พบกันครั้งแรกเขาพยายามเข้าใกล้หลินหลานหรูอย่างเปิดเผย และอาจเปิดเผยมากเกินไปหน่อยจนมองข้ามนิสัยขี้ระแวงของนาง ยิ่งไม่แปลกใจสักนิดที่ถูกนางสั่งเก็บแค่สายตาของนางก็บอกชัดเจนแล้วว่าไม่วางใจเขาแม้แต่การกระทำที่แสดงออกยังเสแสร้งเป็ส่วนใหญ่
เขาไม่เหมือนหลินหลงอู่ที่เป็พี่ชายนางหลินหลงอู่ย่อมได้รับความห่วงใยและความวางใจจากนางอยู่แล้ว ต่อให้นางไม่แสดงออกทว่ายามพี่ชายาเ็นางก็ปวดใจตามลึกๆ
เฉิงอิ้นแค่นเสียงเย้ยหยันในลำคอหลุบตาลงเล็กน้อยก็ช้อนขึ้นมอง "ที่เ้า้าไม่มากไปหรือ เมื่อคุณหนูระแวงผู้ใดขึ้นมาต่อให้วันนี้ข้าปล่อยให้เ้ามีชีวิตรอด นางก็ยังจะส่งคนไล่ล่าตามสังหารเ้าอยู่ดีอยากให้นางไว้ใจ นั่นหมายความว่าชีวิตของเ้าถูกนางควบคุมไว้แล้วครึ่งหนึ่งเื่เช่นนี้ก็ยอมรับได้?"
เื่นี้เสวี่ยเฟิ่งย่อมกระจ่างในใจดีเพียงแต่คุณหนูหลิน นางคิดว่าตัวเองฉลาดอยู่คนเดียวหรือไร ผิดแล้วเขาย่อมมีแผนรับมือเตรียมไว้รอล่วงหน้า เวลานี้เขานำหน้านางไปก้าวหนึ่งอยู่ต่างหาก
เสวี่ยเฟิ่งเหยียดมุมปากยิ้มในใจ"ข้าย่อมมีวิธีของข้า เพียงอยากขอให้เ้าช่วยอีกแรง"
"เหตุใดข้าต้องช่วยเ้าเพื่อให้เ้าหันกระบี่มาที่นาง? คิดจะใช้กลอุบายยั่วยุให้ข้าหักหลังนางเื่นั้นช่างยากยิ่ง อย่าลำบากให้เหนื่อยเปล่าเลย"
"แน่นอนย่อมไม่ใช่"เสวี่ยเฟิ่งเผยรอยยิ้มมีเล่ห์ จงใจเอ่ยให้แฝงเลศนัย"ข้าเพียง้าดึงนางออกจากความกลัวที่นางทนอยู่ทุกคืน"
เฉิงอิ้นพลันขมวดคิ้วเคร่งขรึม"เ้ารู้สิ่งใดมา"
"ข้าย่อมรู้มากกว่าที่เ้าคิด"
เฉิงอิ้นเม้มปากนิ่งขรึมอย่างไม่ค่อยพอใจนัก
วันนั้นหลังจากที่เสวี่ยเฟิ่งพบหลินหลานหรูในวัดต้าิเขาลอบตามนางมาจนถึงจวน กระทั่งแอบอยู่บนหลังคาเพื่อมองนางหลับตลอดทั้งคืนย่อมมี่ที่นางละเมอ ราวกับกำลังทรมานอยู่ในภาพฝัน
ดังนั้นพอนางสะดุ้งตื่นก็จะนอนต่อไม่หลับอีกจึงขยับลงจากเตียงแล้วหันไปนั่งคัดอักษรจนกระทั่งเริ่มรู้สึกง่วงอีกครั้งพฤติกรรมเช่นนี้คงเกิดขึ้นบ่อยๆ เป็แน่ไม่เช่นนั้นหมึกและกระดาษคงไม่เตรียมไว้พร้อมใช้งาน
ยิ่งกว่านั้นการที่นางระแวงผู้คนรอบข้างจนเกินเหตุมักจมอยู่กับความคิดของตัวเองรวมทั้งแววตาที่มองผู้อื่นอย่างระแวดระวังมีอยู่ทุกขณะถึงขั้นคิดอยากกำจัดคนผู้นั้นทิ้งเพื่อให้ตนเองรู้สึกสบายใจทั้งหมดนี้บอกได้ชัดแล้วว่านางกำลังหวาดกลัวบางอย่างอยู่
เสวี่ยเฟิ่งคิดถี่ถ้วนแล้วอีกทั้งยังมั่นใจว่าใช่นาง เป็หลินหลานหรูอย่างแน่นอนที่เขากำลังตามหาใบหน้านางในวัยเยาว์เหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน นิสัยยังคงเดิมไม่เปลี่ยน
ดังนั้นเขาไม่มีทางปล่อยให้นางรอดพ้นเงื้อมมือไปได้อย่างสบายนัก...
เฉิงอิ้นหลุบตาลงราวกับกำลังครุ่นคิดเมื่อช้อนสายตาขึ้นมองอีกครั้งก็กล่าวว่า "ขออภัย"
มุมปากเสวี่ยเฟิ่งโค้งขึ้นเล็กน้อย
เฉิงอิ้นกำกระบี่ในมือดวงตาดุดันคมกริบไม่ละจากเป้าหมาย เงื้อกระบี่ตวัดฟันลงกลางอกเด็กหนุ่มตัดเป็ทางยาวจากไหล่ซ้ายลงมาขวา
เสวี่ยเฟิ่งค่อยๆ ทรุดลงกับพื้นหันร่างนอนตะแคงด้วยใบหน้าที่เ็ปเหลือประมาณ โลหิตสีแดงไหลไปตามร่องหินบนพื้นถนน
เฉิงอิ้นตวัดกระบี่อีกครั้งให้เืกระเซ็นก่อนเก็บเข้าฝักปรายตามองเด็กชายสองคนซึ่งกำลังนอนหายใจรวยริน
ฉับพลันนั้นมุมปากเขากระตุกยิ้มคล้ายขบขันอย่างที่สุดตามด้วยถ้อยคำทิ้งท้ายก่อนหมุนตัวเดินหายไปในความมืด "...หากนางรู้เข้าคนต่อไปที่ต้องตายก็คือข้า"
คล้อยหลังเฉิงอิ้นไปแล้วหยกชิ้นหนึ่งพลันหล่นจากรอยขาดบนเสื้อของเสวี่ยเฟิ่ง
บนหยกอาบย้อมด้วยสีโลหิตมองไม่เห็นถึงอักษรและลวดลายบนนั้นเสวี่ยเฟิ่งเอื้อมมือที่สั่นเทาไปััตัวหยกแล้วกำไว้ในมือแน่นราวกับ้าสลักชื่อเ้าของหยกชิ้นนี้ให้ลึกลงถึงก้นบึ้งของจิตใจก่อนสติอันเลือนรางจะดับหายไปพร้อมกับสายลมวูบหนึ่ง
...พัดหอบเอาเสียงกระดิ่งและกีบเท้าม้าย่ำพื้นถนนดังลอยจากที่ไกลๆ
่สายของวันเดียวกัน
่นี้เป็ต้นเดือนสองอากาศหนาวจึงคลายตัวลงไปมาก เรียกได้ว่าเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิอย่างเป็ทางการ
กระนั้นพอถึงเวลากลางคืนอากาศที่ว่าคลายตัวลงแล้วก็ยังหนาวเหน็บ เย็นเสียดเข้ากระดูกอย่างไม่ปรานียิ่งกับเรือนของเ้านายผู้เป็ที่เกลียดชังของบ่าวรับใช้ เื่เติมถ่านบนกระถางไฟให้ภายในเรือนอบอุ่นอยู่ตลอดนั้นทำบ้างลืมบ้างจะเป็ไรไป...
พลันเสียงฝีเท้าของบ่าวรับใช้นางหนึ่งวิ่งโร่ไปตามระเบียงทางเดินมุ่งหน้าสู่เรือนใหญ่แล้วรายงานอย่างร้อนรนปนความเหนื่อยหอบว่า "ฮูหยินคุณหนูป่วยไม่ได้สติั้แ่เช้าแล้วเ้าค่ะ!"
ยามนั้นจิวซื่อกำลังนั่งตรวจนับจำนวนของมีค่าทั้งหมดในจวนเมื่อได้ยินคำนี้เข้าก็ลุกพรวดพราดขึ้นมาอย่างตื่นตระหนก
"เหตุใดถึงเพิ่งมาแจ้งเอาเกือบเที่ยง!"นางร้อนรนจึงเผลอปากตวาดสาวใช้เสี่ยวจูที่วิ่งมารายงานนี้ไปพอตั้งสติได้ก็สั่งให้คนไปเชิญท่านหมอ จากนั้นก็พาตัวเองรีบเร่งไปยังเรือนตะวันออกทันที
เมื่อมาถึงใจคนเป็มารดาพลันหล่นวูบหลินหลานหรูใบหน้าขาวซีด นอนกระสับกระส่ายทรมานเพราะพิษไข้อีกทั้งยังพูดเพ้อไม่เป็คำยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าภายในห้องเวลานี้เย็นเฉียบเกินจะอยู่อาศัยกระถางไฟก็เห็นได้ชัดว่าเพิ่งจุด
สภาพเช่นนี้ช่างชวนให้อยากโบยคนระบายโทสะนักจะให้พูดว่าอย่างไร!
"เหตุใดทั้งห้องถึงเย็นเช่นนี้พวกเ้าไม่ได้เติมถ่านในกระถางไฟเมื่อคืนหรือ"
บ่าวรับใช้ห้าหกคนสะดุ้งตามๆ กันกระนั้นก็ยังยืนเรียงตัวสงบเสงี่ยมกลางห้องไม่เอ่ยวาจาใดราวกับไม่รู้ไม่เห็นเื่นี้ พากันก้มหน้าหลบเลี่ยงสายตา
แม้รู้ว่าตนเองผิดแต่ไม่อยากยอมรับเสียอย่างถูกลงโทษแล้วอย่างไร ก็แค่โบยไม่กี่ไม้เองกระมังเทียบกับความแค้นใจที่โดนหลินหลานหรูกลั่นแกล้งจนไม่มีคุณค่าของความเป็คนเหลือแล้วถูกโบยยังเป็ทางเลือกที่ดีกว่า
จิวซื่อนั่งลงข้างเตียงได้ก็คว้ามือหลินหลานหรูมากุมทว่าทันทีที่มือััก็ใอีกเป็รอบที่สองความร้อนที่ส่งผ่านมาราวกับถ่านไฟก็มิปาน
ภายในใจจิวซื่อพลันเกิดประหวั่นขึ้นมาเกรงว่าบุตรสาวจะจากไปทั้งอย่างนี้ ยามนี้นางจึงไม่อาจเก็บเสียงของตนได้อีกตะคอกบ่าวรับใช้ไปด้วยความโกรธจัด "พวกเ้ามัวทำสิ่งกัน คุณหนูป่วยหนักเพียงนี้ถึงไม่รีบรายงานข้าเมื่อเช้าเป็บ่าวผู้ใดอยู่กับลูกข้า!"
จิวซื่อตะคอกไปแล้วก็เหมือนพูดกับตอไม้สีหน้าจึงยิ่งแดงก่ำขึ้นมาซ้ำสอง เพียงแต่นางไม่อาจเสียเวลารอบ่าวไพร่พวกนี้ตอบเห็นน้ำในอ่างทองแดงและผ้าขาวผืนเล็กวางบนโต๊ะข้างเตียง ก็รีบชุบผ้ากับน้ำในอ่างวางทาบบนหน้าผากหลินหลานหรูอย่างเร็วไว
ยิ่งใจคนร้อนรุ่มเท่าไรมือก็ยิ่งสั่นหนักไปเท่านั้น น้ำตาจิวซื่อเริ่มคลอหน่วยหวังจะให้ความร้อนในตัวบุตรสาวคนเดียวลดลงโดยเร็ว
ขณะเดียวกันก็เอ่ยเสียงสั่นไปด้วย"หรูเอ๋อร์ เ้าเป็อะไรไป ลูกแม่ เดี๋ยวท่านหมอก็มาแล้ว เ้าอดทนอีกหน่อยนะ...พวกเ้ายังไม่รีบไปตามท่านหมอมาอีก!"
ท้ายประโยคนี้นางหันไปตวาดกับบ่าวในเรือน
จนถึงตอนนี้จิวซื่อควบคุมอารมณ์ตนเองไม่อยู่แล้วนางลนลานจนสั่นเทาไปทั้งร่าง ร้องเรียกบุตรสาวราวกับคนเสียสติมือข้างหนึ่งบีบกำมือเล็กของหลินหลานหรู ทว่าจนแล้วจนรอดก็ไม่เห็นท่านหมอมาสักที
บ่าวรับใช้ก็ยังยืนบื้ออยู่ข้างหลังที่สั่งให้รีบไปตามหมอมีผู้ใดขยับบ้างพอเปิดปากตวาดอีกรอบก็พากันนั่งคุกเข่าร้องไห้โฮ
หลินหลานหรูก็คล้ายว่าจะช็อกขึ้นมาตัวสั่นกระตุกจนจิวซื่อร้องไห้ใจแทบขาด...
ยามนั้นหลินหลานหรูนิ่วหน้าร้องครางอย่างทรมาน นางอยากลุกขึ้นมาแล้วไปหาที่เงียบๆ นอนเสียจริง
จิวซื่อทนไม่ไหวคว้าอะไรได้ข้างเตียงก็เขวี้ยงลงพื้นไม่มีเหลือตวาดสั่งไปอีกรอบถึงได้มีคนขยับ ทว่ากลับทำให้ทั้งห้องวุ่นวายเสียอย่างนั้นไม่ได้ดั่งใจ! "ออกไป! พวกเ้าออกไปกันให้หมด!!"
เสียงฮูหยินสกุลหลินอาละวาดดังไปถึงหมู่เรือนข้างเคียงเสี่ยวจูยืนรออยู่หน้าประตูลานเรือนพอเห็นร่างอ้วนเตี้ยของท่านหมอเดินสะพายล่วมยามาถึง นางก็รีบนำทางเดินเข้ามาเชิญไปที่ห้องนอนของคุณหนูทันที
"หรูเอ๋อร์..."จิวซื่อหลั่งน้ำตาใจจะขาด
"ฮูหยิน ท่านหมอมาแล้วเ้าค่ะ"จางหรงที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องชั้นใน รับ่ต่อจากเสี่ยวจู นำท่านหมอเข้ามา
ใบหน้าจิวซื่อปรากฏแววยินดีเมื่อเห็นท่านหมอน้ำตาก็หลั่งเป็สายอีกครา
จางหรงช่วยพยุงจิวซื่อเพื่อเปิดทางให้ท่านหมดได้ตรวจอาการหลินหลานหรูได้สะดวกพลางเอ่ยปลอบจิวซื่อให้วางใจ "ฮูหยินท่านวางใจได้แล้วเ้าค่ะคุณหนูเล็กถึงมือท่านหมอแล้ว ย่อมหายป่วยในเร็ววัน"
จิวซื่อยิ้มทั้งน้ำตาพลางตบมือจางหรงเบาๆ ที่ประคองแขนยืนอยู่ข้างๆ อย่างรู้สึกเอ็นดู
ระหว่างที่ท่านหมอกำลังตรวจจิวซื่อก็ยืนกดดันอยู่ด้านหลังไปด้วย "ท่านหมอ อาการของลูกสาวข้าเป็อย่างไรนางป่วยเป็อะไร"
ท่านหมอลอบปาดเหงื่อจับชีพจรของหลินหลานหรูตรวจอย่างระมัดระวัง ตรวจไปแล้วก็ตรวจซ้ำอีกเพียงแต่ต่อหน้าไม่อาจพูดความจริง จึงเอ่ยด้วยความยากลำบากใจว่า "ฮูหยินท่านสามารถวางใจได้ คุณหนูแค่ต้องความเย็น จึงมีอาการป่วยไข้ข้าได้เขียนเทียบยาให้บ่าวของท่านตามไปรับที่ร้านแล้ว ท่านต้มยาให้นางกินอีกเดี๋ยวไข้ลดก็ดีขึ้นเอง"
จิวซื่อใจชื้นขึ้นมาหลายส่วนแต่ก็ยังไม่วางใจ หลังท่านหมอฝังเข็มให้หลินหลานหรูอาการสงบลงนางก็ปรี่ไปนั่งข้างเตียง เฝ้าไข้บุตรสาวอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน กระทั่งค่ำมืดดึกดื่นก็ยังเฝ้าไม่ห่าง
นางมีบุตรสาวคนเดียวแต่มีก็เหมือนไม่ใช่ สามีนางพรากให้บุตรสาวคนนี้มีสถานะเหินห่างออกไปแล้วครั้งนี้หากเสียหลินหลานหรูไปจะทำอย่างไรต่อให้ต้องใช้เงินทองเป็พันเป็หมื่นชั่งก็ต้องควานหาท่านหมอมารักษาให้ได้
ยามนี้จิวซื่อเห็นอาการป่วยไข้ธรรมดาของหลินหลานหรูเป็โรคร้ายแรงเสียแล้วจะกล่าวปลอบอย่างไรนางก็ยังเห็นเป็เื่ใหญ่
หลังหลินหานฉีเลิกงานกลับมาถึงจวนในตอนเย็นทราบข่าวของหลินหลานหรูก็รีบร้อนมาที่เรือนตะวันออกเห็นภรรยาและบุตรชายทั้งสองอยู่กันพร้อมหน้าจึงเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ
"นางเป็อย่างไร"
หลินหลานหรูไข้ลดต่ำลงแล้วแต่กระนั้นก็ยังไม่ได้สติ ยังมีเพ้อไม่เป็คำอยู่บ้างบางครั้งหากเทียบกับ่กลางวันที่ผ่านมา เวลานี้นับว่าดีขึ้นกว่ามาก...
หลินหลานหรูรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งตัวแรกเริ่มเป็ความรู้สึกประเดี๋ยวร้อนประเดี๋ยวหนาวก่อนที่นางจะหลับไปใน่เช้ามืด
จากนั้นก็คล้ายมีบางสิ่งบางอย่างลุกลามจากหน้าอกไหลกระจายไปทั่วร่างเวลาต่อมาความรู้สึกว่ากำลังถูกเชือกร้อนๆรัดั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าก็ดึงสตินางให้จมดิ่งร่วงลึกราวกับตกลงเหวไร้ก้นอย่างไรอย่างนั้น
ความเ็ปทรมานไหลเวียนมาเป็ระลอกคลื่นเป็อยู่เช่นนี้นานและวนซ้ำๆ
ในสมองของนางเหมือนเห็นภาพเรือรบนับพันลำยิงะุปืนใหญ่โจมตีเรือไม้พายลำเล็กของนางอยู่กลางทะเลจวบจนตอนท้ายที่ความรู้สึกเ็ปค่อยๆ หายไปภาพนางะเิเรือรบพวกนั้นกระจุยก็ค่อยๆ หายจมลงทะเลไปทีละลำด้วยเช่นกัน
เมื่อกำลังรบต่างฝ่ายต่างอ่อนกำลังลงระหว่างเรือเล็กของนางกับเรือรบลำใหญ่ที่เหลืออยู่ ต่างก็ลอยลำหยั่งเชิงกันเงียบๆ
ทว่าต่างฝ่ายต่างไม่ยอมล่าถอย...ความทรมานของนางถึงได้ทรงตัวอยู่เช่นนั้น
บาง่นางได้สติบ้างไม่ได้บ้างทุกครั้งที่สะลึมสะลือตื่นขึ้นมา หูจะได้ยินเสียงมารดาตวาดบ่าวรับใช้ทั้งยังได้ยินเสียงบิดาสั่งโบยคนไปอีกหลายสิบไม้
เสียงคนถูกโบยร้องโอดโอยอย่างเ็ปไม่ต่างจากหมูตัวอ้วนกำลังถูกเชือด ผู้ใดได้ฟังล้วนใจกระตุก ช่างน่าสงสารยิ่งนางอยากเอ่ยห้ามแต่ร่างกายไม่เป็ไปตามที่สมองสั่งการสักนิด อยากลุกขึ้นมาแล้วะโเสียงดังว่า 'ข้าหนวกหูพวกท่านไปโบยคนที่อื่นไม่ได้หรือ!'
แต่ก็ไม่อาจทำได้อย่างที่ใจคิดจึงได้แต่นิ่วหน้าไปด้วยความรู้สึกรำคาญพอนิ่วหน้านางกลับได้ยินเสียงร้องไห้ของจิวซื่อ เอ่ยเรียกแต่นางว่าอย่าตายๆ
อ๊า! นางอยากจะบ้า
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใดรอบข้างหลินหลานหรูรู้สึกว่ามีคนเฝ้าอยู่ตลอดความเย็นชื้นแฉะลากผ่านทั่วทั้งใบหน้า ไล่ลงมาจนถึงลำคอ จากนั้นก็มีของเหลวขมๆไหลเข้าปาก นางไม่ชอบจึงฝืนคายออกทุกครั้ง
พอคายออกก็เหมือนจะหนีพ้นได้แล้วแต่ไฉนมีตามมาอีกหลายรอบ ความรู้สึกเหมือนถูกคนเอาน้ำร้อนกรอกปาก แสบร้อนไปถึงจมูก...ช่างทรมานยิ่ง
ยามนั้นหลินหลานหรูคล้ายคนครึ่งหลับครึ่งตื่นเหมือนตกอยู่ในห้วงฝันที่กระจัดกระจายไม่เป็กระบวน ภาพแรกที่ฝันถึงคือนางเห็น่ชีวิตที่ตกต่ำที่สุดของตัวเองในอดีตชาติซึ่งกำลังขดตัวหลบซ่อนอยู่ในตู้แคบๆ ทั่วทั้งร่างกายเต็มไปด้วยร่องรอยาแฟกช้ำจากการถูกหญิงแพศยานางหนึ่งสั่งคนรุมทำร้าย
ความหวาดกลัวในตอนนั้นค่อยๆแทรกซึมเข้ามาในจิตใจ กระทั่งแช่แข็งไปทั้งสมอง แช่ไปพร้อมๆกับความจริงที่ว่าชีวิตอันสวยหรูของนางที่เด็กสาวทุกคนต่างอิจฉาได้จบสิ้นแล้ว
พลันภาพถูกตัดมาที่นางกำลังนั่งร่วมโต๊ะทานข้าวกับท่านพ่อท่านแม่ และพี่ชายทั้งสองในชาตินี้มันควรเป็ภาพที่งดงามและเต็มไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่นหากแต่เป็รอยยิ้มที่แข็งค้างแทนเสียอย่างนั้นพร้อมกับความรู้สึกชาวาบไปทั้งใบหน้าหลังถูกตบด้วยฝ่ามือหนักๆสายตาพี่ชายทั้งสองที่มองมาราวกับพวกเขารู้สึกผิดหวังในตัวนางเหลือทน
หลินหลานหรูกำมือแน่นนางจิกผ้าห่มด้วยความรู้สึกเ็ปในใจเหลือประมาณได้แต่กรีดร้องสุดเสียงในห้วงความฝัน น้ำตาอุ่นๆ ไหลรินสองข้างแก้มในฝันนางเ็ปจนร่ำไห้มากเพียงใดในความเป็จริงก็เ็ปร้องไห้ทรมานมากเท่านั้น
จวบจนเสียงหนึ่งเอ่ยเรียกนางจากที่ไกลแสนไกล 'ถิงถิง รักษาตัวด้วย'
เสียงนี้อบอุ่นอ่อนโยนยิ่งกว่าสายน้ำทว่าขณะเดียวกันก็ให้รู้สึกถึงความโศกเศร้าอย่างที่สุด
่แรกเสียงนี้ช่วยดึงนางขึ้นจากความรู้สึกจมดิ่งหลังร่วงลงสู่เหวลึกไร้ก้นเพียงแต่ต่อมาเ้าของเสียงนี้กลับผลักไสนาง ท้ายที่สุดที่เจ็บยิ่งกว่าคือคำตำหนิประโยคนี้ 'เ้าโเี้เกินไปฆ่าคนได้โดยไม่รู้สึกผิด อยู่อย่างโดดเดี่ยวแบบนี้ก็สมควรแล้ว'
หลินหลานหรูไม่รู้ว่าเหตุใดตนเองถึงได้อ่อนแอเช่นนี้เหตุใดถึงได้ขอร้องอ้อนวอนคนผู้หนึ่งให้อยู่เคียงข้างความจริงแล้วนางไม่ได้เข้มแข็งมาตลอดหรือไร ลึกๆ ในใจก็แค่เด็กสาวอ่อนแอไร้พลังผู้หนึ่งแม้แต่ในห้วงฝันยังพยายามไขว่คว้าหาใครสักคนที่ทำให้นางรู้สึกปลอดภัย
ในความเป็จริงก็เอาแต่สะอึกสะอื้นหลั่งน้ำตาไม่หยุด พร่ำละเมอคำเดิมซ้ำๆ "ข้าไม่ผิด ข้าไม่ใช่คนผิด..."
จิวซื่อเห็นแล้วก็น้ำตาร่วงตาม
"หรูเอ๋อร์... แม่อยู่ข้างเ้าแล้วไม่ผิดอะไร หืม... มีใครกล้าโทษว่าเป็ความผิดของเ้ากัน"เสียงจิวซื่อสั่นเครือจนฟังแล้วก็แทบจะปลิวหายไปกับสายลมนอกหน้าต่าง
เห็นหลินหลานหรูเป็เช่นนี้จิวซื่อก็รู้สึกทรมานในใจยิ่ง อยากรู้เป็ที่สุดว่าบุตรสาวของนางฝันถึงสิ่งใดกันเหตุใดถึงได้ทรมานเ็ปจะเป็จะตายเช่นนี้ นางได้แต่บีบนวดมือเล็กๆที่เอาแต่กำหมัดแน่นไม่ยอมคลาย