[ภารกิจแยกย้าย: ความเมตตาของเจ้าหญิงเอลฟ์]
ภายหลังพายุแห่งการเข่นฆ่าในป่าทึบสงบลง ทิ้งไว้เพียงกลิ่นคาวเลือดและซากศพของเหล่าเดนมนุษย์ ลูน่ายืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้ช่วยเหลือปริศนาด้วยร่างกายที่ยังสั่นเทา เธอรีบเรียบเรียงเหตุการณ์แจ้งข่าวสถานการณ์ล่าสุดด้วยน้ำเสียงที่ปนไปด้วยเสียงสะอื้นแต่เปี่ยมด้วยความหวัง เธอเล่าถึงกลุ่มทาสเอลฟ์ที่บาดเจ็บสาหัสซึ่งบัดนี้กำลังแยกตัวมุ่งหน้าอ้อมป่ากลับหมู่บ้าน โดยมีกลุ่มเด็กๆ ที่เหลือคอยทำหน้าที่เป็นองครักษ์คุ้มกันในวินาทีวิกฤต
เมื่อ เมฟิน่า เจ้าหญิงเผ่าเอลฟ์ผู้สูงศักดิ์ได้รับรู้ว่าผองเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์กำลังถูกย่ำยีและเผชิญหน้ากับความตาย แววตาที่เคยดูเฉยชาและรำคาญโลกพลันเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลก รัศมีมานาสีเขียวมรกตจางๆ แผ่ออกมาจากร่างทรงสง่าของเธอ
“มินอส เทียมุส... พวกเจ้าสองคนรีบไปสมทบกับเซนก่อน” เมฟิน่ากล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดพลางหยิบกระเป๋าหนังคาดเอวที่บรรจุโพชั่นระดับสูงจำนวนมากออกมา
“ข้าจะแยกตัวไปช่วยพวกเอลฟ์ก่อน หลายคนอาการหนักเกินกว่าจะรอช้าได้แม้แต่เพลาเดียว... หากข้าไม่ไปตอนนี้ ดวงวิญญาณของพวกเขาอาจแตกสลายก่อนจะเห็นซุ้มประตูหมู่บ้าน”
ลูน่า ริน และหน่วยลาดตระเวนทั้ง 5 นาย (ซึ่งบัดนี้บาดแผลเริ่มสมานด้วยฤทธิ์โพชั่นเยียวยาระดับกลางและระดับต้นของเมฟิน่า) ต่างอาสาติดตามไปช่วยคุ้มกันขบวนอพยพทันที พร้อมกับรับหน้าที่ควบคุมตัวเชลยโจรเขี้ยวโลหิตทั้ง 3 คนที่ถูกมัดด้วยเงื่อนพิฆาตอย่างหนาแน่นไปด้วย
"ฉันน่าจะเคลื่อนที่ได้เร็วสุด เดี๋ยวจะรีบไปแจ้งข่าวให้ก่อนนะ" พูดจบรินก็รีบแยกตัวออกไปเพื่อแจ้งข่าวการมาถึงของเจ้าหญิงเอลฟ์ ให้ทีมอพยพทราบ
เทียมุสพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะหันไปสบตากับมินอส
“งั้นพวกเราไปหา ‘หัวหน้าเก่า’ กันเถอะ ปล่อยให้รอมา 6 ปีแล้ว... เดี๋ยวเจ้านั่นจะลืมหน้าพวกเราไปเสียก่อน!”
สิ้นคำพูด เทียมุสก็ระเบิดมานาสีขาวบริสุทธิ์ออกมาจากฝ่าเท้าพุ่งเข้าคว้าคอเสื้อด้านหลังของมินอส หิ้วคนแคระสาวลอยละลิ่วขึ้นฟ้าประหนึ่งหิ้วถุงสัมภาระแล้วออกวิ่งด้วยความเร็วเหนือเสียงทันที!
“เฮ้ย! ไอ้เสือเฮงซวย! ข้าไม่ใช่สัมภาระนะเว้ย! วางข้าลงเดี๋ยวนี้ หรืออย่างน้อยก็หิ้วให้มันดีกว่านี้หน่อยเถอะ! เจ้าหญิงน่ะ... อุ้มท่าเจ้าหญิงรู้จักม๊ายยยยย!!!!” มินอสโวยวายลั่นจนหน้าเขียวหน้าแดงขณะที่ร่างกายลอยละล่องกลางอากาศ
“อย่าบ่นมากน่ามินอส! มันเสียเวลา ขาเจ้าสั้นแค่นั้นให้วิ่งเองชาติหน้าก็ไม่ถึง!” เทียมุสตอบกลับพลางพุ่งทะยานหายไปในทิศทางที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายมานาของเซนที่กำลังปะทุขึ้นอย่างรุนแรง
[เงาแค้นจากอดีต: กัลลัสผู้ถูกลืม]
ตัดมาทางฝั่งของเซน หลังจากเคลื่อนที่ตามแผนล่อศัตรูมาได้ระยะหนึ่ง แสงอาทิตย์ยามบ่ายที่ลอดผ่านแมกไม้พลันกลายเป็นสีส้มแดงฉานประดุจลางร้าย ในพริบตานั้น พุ่มไม้หนาทึบเบื้องหน้าก็ระเบิดออก ร่างของอสุรกาย กัลลัส พุ่งทะลุออกมาประจันหน้าด้วยไอความร้อนที่แผ่ออกมาจนใบไม้รอบข้างไหม้เกรียม
“ฮ่าๆๆๆ! ในที่สุด... ในที่สุดข้าก็ได้เจอแกเสียที!”
กัลลัสระเบิดเสียงหัวเราะที่แหบพร่าดุจเสียงโลหะขัดกันจนชวนขนลุก ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยเส้นเลือดที่ปูดโปน จ้องมองเซนด้วยความแค้นที่ถูกบ่มเพาะมานานนับสิบปี
“เซน... แกจำข้าได้ไหม? กัลลัส! คนที่แกฝากรอยแผลและความอัปยศไว้ด้วยดาบไม้โง่ๆ เมื่อ 16 ปีก่อนไงล่ะ! วันนี้ข้าไม่ได้มาเพื่อจับทาส... แต่ข้ามาเพื่อขยี้แกและครอบครัวของแกให้กลายเป็นเถ้าถ่าน!”
เซนรีบวางไคลงจากหลังทันที ไคก้าวออกมาข้างหน้าพลางชี้นิ้วไปยังชายหน้าบากด้วยแววตาแน่วแน่ “พ่อครับ แม่ครับ... คนนี้แหละ หัวหน้ากลุ่มล่าทาสที่ผมบอก!”
สิ้นเสียงของไค กระบวนทัพของดอนตะวันพราวถูกจัดขึ้นในพริบตาอย่างรู้หน้าที่ กัลป์ เซน และราล์ฟ ยืนตระหง่านเป็นแนวหน้าดุจกำแพงหิน มาคัส ปักหลักอยู่ตรงกลางผนึกมานาเข้าสู่โล่ [Hardening] คอยระวังช่องว่าง ส่วนเอลิน กระชับไม้เท้านักบวชแน่น ยืนอยู่ด้านหลังมาคัสเพื่อร่ายเวทสนับสนุน โดยมีไคและโวล์ฟประกบข้างแม่เพื่อคุ้มกันขั้นสุดท้าย
ทว่าท่ามกลางความตึงเครียด เซนกลับขมวดคิ้วแน่น เขาหันไปกระซิบถามเอลินด้วยท่าทางเด๋อด๋า “เอลิน... เราเคยรู้จักคนหน้าตาแบบนี้ด้วยเหรอ? กัลลัส? ชื่อไม่คุ้นเลยแฮะ... หรือว่าเขาเป็นโจทก์เก่าที่ผมไปแย่งซื้อเนื้อสัตว์ในตลาด?”
เอลินถึงกับกุมขมับ ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่จนอกแทบสั่น “แหม... คุณนี่นะ ทำไมชอบไปสร้างศัตรูให้คนเขาย้อนกลับมาโกรธแค้นแบบนี้อยู่เรื่อยเลยคะ?”
“ใช่ที่ไหนกันล่ะ! ผมไม่เคยไปทำเรื่องไม่ดีกับใครนะเอลิน! สาบานได้เลย!” เซนปฏิเสธเสียงแข็งพลางทำหน้างงงวยสุดขีด
คำพูดที่ดูเหมือน 'การเพิกเฉย' นั้นเปรียบเสมือนน้ำมันถังใหญ่ที่ราดลงบนกองเพลิง กัลลัสตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธจัด เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนจนแทบระเบิดที่เป้าหมายสูงสุดของเขากลับจำ 'คู่แค้น' อย่างเขาไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว!
[อาร์ติแฟกต์แห่งการทำลาย: เลื่อยสังหารและโล่บาเรีย]
“แก... แกตาย!!!” กัลลัสคำรามลั่นจนป่าสะเทือน “สั่งสอนมันซะ! ฉีกกระชากพวกมันให้เป็นชิ้นๆ!”
ลูกน้องอีก 2 คนที่เหลือพุ่งเข้าจู่โจมทันที คนแรกถืออาร์ติแฟกต์รูปร่างประหลาดที่ดูคล้ายดาบยักษ์ที่มีฟันหยักแหลมคมนับร้อยซี่เรียงรายตามใบดาบ เมื่อมานาสีแดงฉานไหลเวียนเข้าไป ฟันเลื่อยเหล่านั้นไม่ได้หมุนวนเป็นวง แต่มันกลับ สั่นไหวด้วยความถี่สูง (High-frequency vibration) ขยับขึ้นลงอย่างรวดเร็วจนเกิดเสียงหวีดหวิวที่ฉีกกระชากมวลอากาศ รอบข้างพังทลายเพียงแค่ใบดาบเฉียดผ่าน
ส่วนลูกน้องอีกคนถือดาบเหล็กยาวธรรมดา ทว่าในมืออีกข้างกลับถือไพ่ตายคือ โล่กลม (Barrier Shield Artifact) เมื่อมันถ่ายโอนมานาเข้าสู่แกนกลางของโล่ ม่านพลังงานโปร่งแสงรัศมี 180 องศา เส้นผ่านศูนย์กลางกว้างกว่า 1.8 เมตร ก็แผ่ออกมาปกคลุมร่างของมันและกัลลัสไว้จนมิด ม่านพลังนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสะท้อนแรงปะทะทั้งทางกายภาพและเวทมนตร์อย่างสมบูรณ์แบบ
โจรที่ถือ 'ดาบใบเลื่อยสั่นสะเทือน' พุ่งเข้าหามาคัสเป็นคนแรก มาคัสกระชับโล่เสริมเวท [Hardening] จนกลายเป็นสีเทาหม่นดุจเหล็กกล้า เตรียมตั้งรับอย่างมั่นคงตามสัญชาตญาณของปราการด่านหน้า ทว่าไคที่ใช้สแกนเนอร์วิเคราะห์รูปแบบการสั่นสะเทือนที่บิดเบี้ยวของอากาศพลันตะโกนลั่นด้วยความตื่นตระหนก!
“น้ามาคัส! ถอยออกมาครับ! อย่าเอาโล่ไปรับตรงๆ! แรงสั่นนั่นมันไม่ธรรมดา แขนของน้าจะขาดไปพร้อมกับโล่แน่!”
มาคัสชะงักสัญชาตญาณนักรบในเสี้ยววินาที เขาถีบตัวกระโดดฉากหลบไปด้านข้างได้อย่างหวุดหวิด คมเลื่อยสั่นสะเทือนวาดผ่านอากาศธาตุไปกระทบเข้ากับหินแกรนิตขนาดใหญ่เบื้องล่างที่มาคัสเคยยืนอยู่
ซวบบบ! ไร้ซึ่งเสียงกระแทกหินที่ควรจะดังสนั่น แต่หินแกรนิตก้อนนั้นกลับถูกเฉือนขาดออกจากกันอย่างง่ายดาย รอยตัดนั้นราบเรียบและคมกริบราวกับเอามีดร้อนๆ หั่นลงบนก้อนเนยในพริบตา! ทิ้งไว้แค่เศษฝุ่นที่ฟุ้งออกมาจากรอยเฉือน
“โธ่เอ๊ย! ก้อนหินนั่นขาดเป็นสองท่อนเหมือนกระดาษเลยรึนั่น!” มาคัสอุทานออกมาด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด แผ่นหลังของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นๆ ก่อนจะหันมามองเด็กน้อยด้วยความซาบซึ้ง
“ขอบใจมากนะไค! ถ้าน้าไม่เชื่อเจ้า... แขนซ้ายของน้าคงลงไปกองอยู่บนพื้นนั่นแล้วแน่ๆ!”
เอลิน ที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง เมื่อเห็นความสุขุมและการวิเคราะห์ที่แม่นยำของลูกชาย แววตาของเธอก็ฉายประกายแห่งความภาคภูมิใจออกมาอย่างปิดไม่มิด แม้อยู่ท่ามกลางกลิ่นอายสังหาร เธอก็ไม่อาจห้ามใจที่จะเอื้อมมือไปลูบหัวไคอย่างนุ่มนวล
“ลูกแม่เก่งที่สุดเลยจ้ะไค... สายตาของลูกช่วยชีวิตน้าเขาไว้นะ”
ไคที่กำลังจดจ่ออยู่กับการวิเคราะห์กลไกของดาบเลื่อยความถี่สูงของศัตรูถึงกับชะงัก ใบหน้าเล็กๆ ขึ้นสีระเรื่อด้วยความขัดเขิน เขาพยายามทำสีหน้าให้จริงจังขณะที่เอามือเล็กๆ ดันมือของแม่ออกเบาๆ
“แม่ครับ... อยู่ต่อหน้าศัตรูนะครับแม่ เก็บไว้ไปลูบที่บ้านเถอะครับ” ไคพึมพำเสียงค่อยพลางกวาดสายตามองไปทางกัลลัสที่เริ่มขยับตัวอีกครั้ง
เซนที่เห็นภาพนั้นแม้จะเคร่งเครียดกับการต่อสู้ แต่ก็ลอบยิ้มออกมาจางๆ ‘เจ้าลูกชายคนนี้... นอกจากจะฉลาดแล้ว ยังขี้เขินไม่เบาแฮะ’
ทว่าบรรยากาศอันอบอุ่นก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงคำรามของกัลลัสที่ทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมกับม่านพลังบาเรียที่เริ่มเคลื่อนที่เข้าหาพวกเขาอย่างช้าๆ ดุจกำแพงมรณะ!
[ปราการที่เจาะไม่เข้า และเปลวเพลิงของอสุรกาย]
ในจังหวะเดียวกัน กัลป์ ราล์ฟ และเซน พุ่งเข้าจู่โจมกัลลัสพร้อมกันจากสามทิศทาง ดาบดามัสคัสรุ่นทดลองในมือกัลป์ และดาบเคลย์มอร์ของเซน วาดวงโค้งสังหารพุ่งเข้าหาเป้าหมายด้วยแรงส่งจาก [Power Boost] และหอกดามัสคัสรุ่นทดลองที่อยู่ในมือราล์ฟก็พุงเข้าทะลวงด้วยแรงส่งจาก [High-Speed Accel] ทว่า... เปรี้ยง!!
อาวุธของยอดฝีมือทั้งสามกลับปะทะเข้ากับม่านพลังสีฟ้าครามจากอาร์ติแฟกต์โล่ มันนิ่งสนิทและไร้รอยขีดข่วนราวกับปะทะเข้ากับกำแพงเมืองที่ไม่มีวันทลาย แรงสะท้อนกลับทำเอาแขนของเซนสั่นสะท้าน
“ไอ้พวกมดปลวก!” กัลลัสแสยะยิ้มก่อนจะสะบัดแขนขวาที่มีคริสตัลไฟฝังอยู่ เปลวเพลิงสีส้มแดงระเบิดออกมาเป็นคลื่นความร้อนมหาศาลจู่โจมเข้าใส่แนวหน้าทั้งสามจนต้องกระโดดถอยร่นออกมาเพื่อรักษาชีวิต
โวล์ฟที่เห็นพ่อและอาๆ เสียจังหวะรีบกระชับหอกหมายจะพุ่งเข้าไปช่วยสนับสนุน แต่กลับถูกมือเรียวของเอลินคว้าไหล่เอาไว้แน่น มานาสีเขียวเย็นเยียบจากแม่ช่วยให้หัวใจที่ร้อนรุ่มของโวล์ฟสงบลง
“ใจเย็นก่อนโวล์ฟ อย่าเพิ่งบุ่มบ่ามเข้าไป” เอลินกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบแต่ทรงพลัง แววตาของเธอกำลังวิเคราะห์โครงสร้างเวทมนตร์ตรงหน้า “ปล่อยให้พวกพ่อเขาหยั่งเชิงศัตรูและหาช่องโหว่กันก่อน หน้าที่ของเจ้าคือรอจังหวะที่เหมาะสมที่สุด... แล้วค่อยเข้าไปปิดบัญชีพร้อมกับพวกเขา”
สงครามที่ปากถ้ำบัดนี้เริ่มตึงเครียดถึงขีดสุด เมื่อศัตรูมีทั้ง 'ดาบที่ตัดได้ทุกสิ่ง' และ 'โล่ที่ไม่มีอะไรทะลวงผ่าน' ท่ามกลางเสียงคำรามของอสุรกายกัลลัสที่พร้อมจะเผาทุกสิ่งให้กลายเป็นจุณ!
[ความทรงจำที่สาบสูญ และกองเพลิงแห่งความคลั่ง]
บรรยากาศ ณ ทุ่งหญ้ากว้างใจกลางป่าลึกเริ่มทวีความหนักอึ้งจนอากาศคล้ายจะจับตัวเป็นก้อนแข็ง หายใจลำบากประดุจมีก้อนหินนับร้อยกิโลกรัมกดทับทรวงอก อากาศที่เคยชุ่มชื้นด้วยหยาดน้ำค้างกลับกลายเป็นร้อนระอุและแห้งผากด้วยไอมานาธาตุไฟที่แผ่ออกมาจากร่างของอสุรกายกัลลัส ฝุ่นละอองจากหินแกรนิตที่ถูกเลื่อยความถี่สูงตัดขาดก่อนหน้านี้ยังคงลอยฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศราวกับเถ้ากระดูกของผู้แพ้พ่าย ทีมฝั่งดอนตะวันพราวตัดสินใจถอยร่นกลับมาตั้งหลักในระยะปลอดภัย เพื่อประเมินพลังที่เหนือความคาดหมายของศัตรู
เซนกระชับดาบเคลย์มอร์ในมือแน่นจนเส้นเอ็นปูดโปน สายตาจ้องเขม็งไปที่ม่านบาเรียสีฟ้าครามที่ยังคงแผ่รัศมีป้องกันศัตรูอย่างหนาแน่นราวกับกำแพงเมืองที่ไม่มีวันทลาย ทางฝั่งโจร ลูกน้องที่ถือดาบเลื่อยสั่นสะเทือนถอยกลับไปยืนเคียงข้างกัลลัส เสียงหวีดหวิวของเลื่อยเงียบลงไปแล้วเมื่อมันผ่อนแรงกดมานา แต่มันยังคงหอบหายใจถี่จากการแบกรับภาระของอาร์ติแฟกต์ระดับสูงที่กินพลังงานและมีแรงสะท้อนมหาศาล
กัลลัสแสยะยิ้มกว้างจนแผลเป็นบนหน้าบิดเบี้ยวดูคล้ายอสุรกายที่เพิ่งหลุดมาจากขุมนรก แขนขวาของเขาสั่นระริกพร้อมแผ่ไอความร้อนแรงสูงจนหญ้าแฉะๆ ใต้ฝ่าเท้ากลายเป็นสีน้ำตาลไหม้และมอดไหม้เกรียมเป็นจุณในพริบตา
“เป็นยังไงล่ะเจ้าเซน...” กัลลัสแค่นเสียงหัวเราะที่ฟังดูเหมือนเสียงตะไบถูเหล็กชวนแสบแก้วหู “ผ่านไปไม่กี่นาที เริ่มจะอยาก ‘จำ’ ชื่อข้าขึ้นมาได้บ้างแล้วหรือยัง? หรือต้องให้ข้าใช้ไฟนี่กรีดเครื่องหมายทาสลงบนเนื้อตัวเมียและลูกของแกก่อน แกถึงจะตาสว่างและกราบกรานขอขมาข้า!”
เซนขมวดคิ้วจนหน้าผากเป็นรอยย่นลึก เขานิ่งเงียบพลางจ้องหน้ากัลลัสตาเขม็ง ขุดค้นลึกลงไปในความทรงจำนับพันที่ผ่านมาเพื่อหาใบหน้าที่แสนจะแค้นเคืองนี้ ก่อนจะตะโกนตอบกลับไปอย่างเหลืออด
“นี่แก! ข้าไปทำอะไรให้แกโกรธแค้นนักหนาวะ? นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่าเคยไปเจอคนหน้าตาแบบแกที่ไหนมาก่อน แล้วที่บอกว่ามีความแค้นกับข้าเมื่อ 16 ปีก่อนน่ะ... ตอนนั้นข้าเพิ่งจะอายุ 14 หรือ 15 เองไม่ใช่หรือไงกัน! ข้าจะไปสร้างรอยแค้นฝังใจอะไรขนาดนั้นไว้กับใครได้!”
เซนชะงักไปครู่หนึ่ง ราวกับมีภาพเหตุการณ์บางอย่างแล่นผ่านเข้ามาในสมองดุจสายฟ้าแลบที่ฉีกกระชากความมืดมิด เขาเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะดุจถูกเวทสาปให้กลายเป็นหิน
“อ๊ะ!!! หรือว่า...”
กัลลัสเมื่อเห็นปฏิกิริยานั้นก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างสะใจจนร่างดัดแปลงสั่นเทิ้มด้วยความปีติที่บิดเบี้ยว “หึๆๆๆ ฮ่าๆๆๆ! ในที่สุดสมองโง่ๆ ของแกก็ทำงานแล้วสินะ ไอ้เด็กเวร! จำรสชาติความอัปยศที่แกยัดเยียดให้ข้าที่เมืองเอเวอเกลนได้แล้วใช่ไหม! จำความรู้สึกตอนที่แกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของข้าได้หรือยัง!”
ทว่า... ความสะใจของกัลลัสอยู่ได้เพียงไม่กี่วินาที เพราะเซนกลับมาทำหน้างงงวยอีกครั้ง เขาเกาหัวแกรกๆ พลางหันไปหาเอลินด้วยท่าทางเด๋อด๋าที่ดูแล้วน่ากวนประสาทที่สุดสำหรับคู่แค้น
“คือ... เอลิน ผมพอจะผูกเรื่องได้คร่าวๆ แล้วล่ะ ว่าตอนอายุ 14 ผมเคยไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ถล่มกลุ่มล่าทาสที่ ‘เมืองเอเวอเกลน’ จริงๆ นั่นแหละ” เซนพึมพำกับภรรยา ก่อนจะหันกลับไปตะโกนบอกกัลลัสต่อ “ข้าจำเหตุการณ์ได้นะเว้ย! ว่าตอนนั้นพวกข้าไปถล่มกลุ่มล่าทาสที่นั่นจริง แต่พวกคนในกลุ่มนั้นน่ะ... ข้าจำได้ชัดเจนว่าพวกข้าส่งตัวให้ทางการไปหมดแล้วนี่นา หรือว่าแกเป็นหนึ่งในพวกนั้นที่พ้นโทษออกมาแล้ว? แต่หน้าแกก็ไม่คุ้นอยู่ดีนะ... หรือว่าตอนนั้นแกเป็นแค่ลูกกระจ๊อกที่ยืนอยู่หลังแถว? ข้าเลยไม่ทันสังเกตจริงๆ ว่ะ ขอโทษทีนะ!”
คำพูดที่ดูเหมือนการถามไถ่อย่างซื่อตรงและใสซื่อของเซน กลับเปรียบเสมือนหอกร้อนที่แทงทะลุศักดิ์ศรีที่กัลลัสพยายามสร้างขึ้นมาใหม่จนขาดวิ่น กัลลัสตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธจัดจนแกนกลางโกเลม (Golem Core) ในอกส่งเสียงครางแหลมบิดเบี้ยวออกมาประดุจเสียงสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่ง
“พ้นโทษงั้นเรอะ! ลูกกระจ๊อกงั้นเรอะ!” กัลลัสคำรามลั่นจนเลือดไหลซึมออกมาจากไรฟันที่ขบกันแน่น “แกใช้ดาบไม้ฟันข้าจนพิการ แย่งชิงอำนาจ แย่งชิงทุกอย่างไปจากข้า ทิ้งข้าไว้อย่างกับกองขยะเน่าๆ... แถมยังนรกที่ข้าต้องเจอมานั่นอีก... แต่แกกลับบอกว่าข้าเป็นแค่ลูกกระจ๊อกรึ!”
แขนซ้ายของกัลลัสที่เคยสงบนิ่ง พลันขยับไหวพร้อมกับเสียงกลไกที่ทำงานดัง แกร๊ก! ภายใต้ผิวหนังหนาหยาบที่มีอักขระเวทสลักอยู่นั้น ลำกล้องของ ปืนเวท (Magic Cannon) เริ่มเรืองแสงสีแดงก่ำด้วยแรงดันมานาที่พุ่งขึ้นถึงขีดสุดจนอากาศโดยรอบสั่นสะเทือน
ไคที่ใช้ Anatomical Scanner Lv.2 สังเกตการณ์อยู่ตลอดเวลา แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบเมื่อเห็นค่าสถานะพลังงาน (Energy Flux) ของกัลลัสเคลื่อนไหวอย่างผิดปกติ
“ทุกคนครับ! ระวัง!” ไคตะโกนลั่น “แม่ครับ!!!”
ไคหันไปหาแม่ ทว่าเอลินตั้งท่ารออยู่ก่อนแล้ว เธอสังเกตเห็นการควบแน่นของมานาที่ผิดปกติที่แขนซ้ายของมันมาตั้งนานแล้วในฐานะนักบวชผู้เชี่ยวชาญ
“ข้าแต่องค์เทพผู้สร้าง... โปรดประทานอาภรณ์แห่งแสง ปกป้องบุตรของพระองค์จากมนตราที่บิดเบี้ยว [Magic Veil] !”
ม่านพลังป้องกันเวทมนตร์สีขาวนวลแผ่ออกเบื้องหน้าประดุจกำแพงศักดิ์สิทธิ์ ทว่าไคที่สแกนลึกลงไปถึงตัวตนของอาวุธกลับเห็น ‘มวล’ ที่ต่างออกไป เขารู้ทันทีว่าม่านพลังเวทของแม่ไม่อาจหยุดยั้งสิ่งนี้ได้ทั้งหมด!
“น้ามาคัส! ออกไปรับหน้าด่วนครับ!” ไคตะโกนสุดเสียง
มาคัสไม่รอช้า เขาถีบตัวพุ่งออกไปด้านหน้าของทีม ด้านหลังม่านแสงของเอลินในทันที กระชับโล่เหล็กที่ผนึก [Hardening] ขั้นสูงสุดจนโล่สั่นครางด้วยความหนาแน่นโมเลกุลที่สูงลิ่ว แข็งแกร่งยิ่งกว่าปราการศิลาในพริบตาเดียวกับที่ลำกล้องที่แขนซ้ายของกัลลัสส่องแสงเจิดจ้าถึงขีดสุด!
เปรี๊ยง!!!!
เสียงแรงระเบิดของอากาศดังกัมปนาท กระสุนมานาเข้มข้นพุ่งเข้าปะทะกับม่านพลัง Magic Veil ของเอลินและถูกสลายพลังงานเวทไปส่วนหนึ่งก็จริง แต่ ‘แรงอัดอากาศ’ และ ‘พลังทำลายทางกายภาพ’ ที่แฝงมากลับไม่ได้ถูกสลายไป มันพุ่งทะลุเข้ามาปะทะกับโล่ของมาคัสอย่างจัง!
โครมมมมม!!
แรงปะทะมหาศาลทำให้เท้าของมาคัสครูดถอยไปกับพื้นดินจนเกิดเป็นรอยลากแนวยาวลึก กัลป์พุ่งเข้าไปช่วยยันด้านหลังมาคัสไว้อย่างรู้หน้าที่เพื่อไม่ให้กำแพงของทีมพังทลาย ทุกคนที่อยู่ที่นั่นรวมถึงเอลิน ต่างก็ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเธอเคยมั่นใจในเวทป้องกันเวทมนตร์ของเธอเป็นอย่างมาก แม้แต่เวทมนตร์ของมหาจอมเวทอย่างเมฟิน่าก็ยังยากจะเจาะทะลุได้ง่ายๆ
เมื่อไคเห็นแม่ที่กำลังยืนตะลึงและตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาจึงรีบตะโกนอธิบายทันที
“แม่ครับ! อย่าเพิ่งเสียขวัญครับ! ที่มันยิงมามันไม่ได้มีแค่พลังเวทเพียวๆ แต่มันเป็นการระเบิดแรงอัดอากาศโจมตีทางกายภาพผสมมาด้วย เวทของแม่สลายเวทมนตร์ไปแล้ว แต่แรงกระแทกมันยังอยู่ครับ! ไม่ต้องตกใจไปครับ เรายังรับไหว!”
ไคพยายามเลี่ยงคำศัพท์ยากๆ อย่าง ‘Kinetic Energy’ หรือ ‘Physical Displacement’ เพื่อให้แม่เข้าใจสถานการณ์ได้ทันทีท่ามกลางฝุ่นที่คละคลุ้งและสายตาอาฆาตของอสุรกายกัลลัสที่เริ่มง้างการโจมตีระลอกถัดไป!
[เดิมพันด้วยชีวิต: ขีดจำกัดของอสุรกาย]
กัลลัสที่บัดนี้สูญเสียสติสัมปชัญญะไปกับกองเพลิงแห่งความแค้น ดวงตาของเขาแดงก่ำจนดูเหมือนจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ เขาแผดเสียงตะโกนลั่นจนเส้นเสียงแทบขาดสะบั้น
“ข้าไม่สนแผนการ! ไม่สนอะไรทั้งนั้น! ต่อให้ชีวิตข้าต้องดับสิ้นลงที่นี่ ข้าก็จะลากพวกแกทุกคนลงนรกไปพร้อมกันให้ได้!”
สิ้นคำราม กัลลัสทำการ Overdrive เร่งการทำงานของ แกนกลางโกเลม (Golem Core) ในทรวงอกจนมันส่งเสียงหวีดครางแหลมต่ำดุจเครื่องจักรที่กำลังจะระเบิด ความร้อนมหาศาลพุ่งสูงจนชุดเกราะหนังบนร่างเริ่มละลายติดผิวหนัง เขาหันไปตะคอกใส่ผู้ติดตามทั้งสองด้วยจิตสังหาร “ฆ่าพวกมันซะ! ถ้าพวกแกทำไม่ได้ ข้าจะสงเคราะห์ให้พวกแกเจอสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าความตายด้วยมือของข้าเอง!”
สงครามเต็มรูปแบบระเบิดขึ้นอีกครั้งอย่างดุเดือด กัลลัสอาศัยม่านบาเรีย [Barrier Shield] จากลูกน้องที่กางคอยกำบังการโจมตีอันเฉียบคมของเซน กัลป์ และราล์ฟได้อย่างไร้ที่ติ ยอดนักรบทั้งสามพยายามประสานงานรุมโจมตีจากสามทิศทางประดุจพายุคมดาบ แต่กลับถูกสวนกลับด้วยคลื่นเพลิงกัมปนาทจากแขนขวาและกระสุนอัดอากาศจากปืนเวทแขนซ้ายจนต้องถอยร่นออกมาอย่างทุลักทุเล
“บัดซบเอ๊ย! ไอ้ม่านสีฟ้านี่มันจะหนาไปไหนวะ ฟันไม่เข้าเลยสักนิด!” เซนสบถพลางสะบัดข้อมือที่สั่นสะท้านจากแรงสะท้อน
“มันกางบาเรียคุ้มกันหัวหน้ามันตลอด แถมยังมีไฟกับไอ้ของที่เรียกว่าปืนนั่นยิงสวนออกมาอีก เข้าไม่ถึงตัวมันเลย!” กัลป์กัดฟันกรอดพลางเอียงตัวหลบคลื่นความร้อน
“ตั้งสติไว้! พวกเราต้องหาช่องโหว่ของการประสานงานมันให้ได้!” ราล์ฟตะโกนบอกเพื่อนรักทั้งสอง แม้เหงื่อจะไหลเข้าตาจนแสบไปหมด
อีกด้านหนึ่ง มาคัส เอลิน ไค และโวล์ฟ กำลังเผชิญกับนรกที่ไร้เสียงแต่สั่นประสาท คมดาบเลื่อยความถี่สูง [Vibrating Saw] ถูกเหวี่ยงฟาดเข้าใส่ประดุจแส้แห่งความตาย ทุกครั้งที่ใบดาบวาดผ่านอากาศ มันจะส่งเสียงหวีดหวิวแหลมสูงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนระดับสูงเสียดแทงเข้าสู่แก้วหูโดยตรง ทำให้มาคัสและทุกคนที่อยู่ใกล้เริ่มมีอาการวิงเวียน ทรงตัวลำบากราวกับโลกกำลังหมุนคว้าง
ทว่าในวินาทีวิกฤต ไคที่ใช้ Anatomical Scanner Lv.2 จ้องมองการไหลเวียนของมานาและการขยับของมัดกล้ามเนื้อศัตรูอย่างไม่วางตา พลันค้นพบความจริงบางอย่างที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้ความน่าเกรงขามนั้น!
“น้ามาคัส! แม่ครับ! อาวุธนั่นมันมีจุดอ่อนที่ใหญ่หลวงที่สุดอยู่!” ไคตะโกนลั่นแข่งกับเสียงหวีดหวิว
“มันกินพลังงานมหาศาลจนคนใช้ต้องหยุดการทำงานของมันเป็นระยะ! สังเกตดูสิครับ มันจะเดินเครื่องแค่ตอนที่กำลังจะฟาดคมดาบลงมาเท่านั้น เพราะตัวผู้ใช้เองก็ต้องรับผลกระทบจากแรงสะท้อนกลับ (Recoil) ที่รุนแรงมหาศาลเหมือนกัน!”
ไควิเคราะห์ต่อทันทีด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“ถ้าเราเอาแต่รับตรงๆ เราจะพังกันหมด แต่มันต้องเกร็งตัวรับแรงสะท้อนทุกครั้งที่ฟัน ทำให้การเคลื่อนไหวต่อเนื่องทำได้ยาก ถ้าน้ามาคัสเน้นหลบหลีกและถ่วงเวลาต่อไปเรื่อยๆ อีกไม่นานร่างกายมันจะรับแรงกระแทกไม่ไหวและเปิดช่องโหว่ขนาดใหญ่เองครับ!”
[ความกล้าที่ผิดจังหวะ และหยาดเลือดของพญาสุนัขป่า]
การปะทะดำเนินไปอย่างสูสีทว่าตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ แต่ฝั่งของเซนเริ่มเสียเปรียบเพราะบาเรียของศัตรูที่ยังคงหนาแน่น โวล์ฟ ที่เห็นเหตุการณ์เริ่มอดรนทนไม่ไหว เขาไม่อาจทนเห็นพ่อและพวกอาๆ ต้องตกเป็นฝ่ายถูกต้อนข้างเดียว
“ข้าจะเปิดช่องโหว่ให้เอง!” โวล์ฟคำรามพลางกระชับหอกแน่น เขาจุดระเบิดมานาพุ่งตัวเข้าจู่โจมผู้ใช้ดาบเลื่อยสั่นสะเทือนด้วยความเร็วทั้งหมดที่มี แม้จะรู้ดีว่าฝีมือยังห่างชั้น แต่นี่คือการโจมตีเพื่อดึงความสนใจ (Feint) หวังให้มาคัสหาจังหวะสวนกลับได้ง่ายขึ้น
ทว่า... โจรเขี้ยวโลหิตไม่ใช่กระจอก มันแค่นยิ้มเยาะที่เห็นเด็กน้อยพุ่งเข้าหา วินาทีที่มันวาดคมเลื่อยใส่มาคัส มันกลับไม่ได้ใส่แรงเต็มพิกัด แต่มัน "กั๊กแรง" ไว้อย่างแนบเนียนเพื่อรอจังหวะนี้! ในวินาทีที่โวล์ฟเข้าถึงระยะ มันสะบัดบิดข้อมือดีดหมุนใบดาบเปลี่ยนทิศทางกะทันหันพุ่งเข้าหาทรวงอกของโวล์ฟที่เปิดโล่ง!
“โวล์ฟ! ถอยไป!!!”
ราล์ฟที่สังเกตเห็นความผิดปกติอยู่ก่อนแล้ว หัวใจของคนเป็นพ่อแทบหยุดเต้น เขาไม่สนความเหนื่อยล้า รวบรวมมานาเฮือกสุดท้ายร่ายเวท [High-Speed Accel] จนร่างกายกลายเป็นเส้นแสงสีเทาพุ่งเข้ากระแทกลูกชายของตนให้พ้นจากวิถีสังหาร!
ฉัวะะะะะะะะะะะ!!!
เสียงเนื้อและกระดูกถูกเลื่อยความถี่สูงฉีกกระชากดังสนั่น คมดาบสั่นสะเทือนปะทะเข้ากับหัวไหล่ซ้ายของราล์ฟที่เข้ามาขวางไว้แทนลูกชายอย่างจัง แรงฉีกขาดมหาศาลทำให้แขนซ้ายของราล์ฟขาดกระเด็นหลุดออกจากร่างตั้งแต่ช่วงหัวไหล่ลงมาถึงรักแร้ในพริบตาเดียว!
“อ๊ากกกกกกกกกก!”
เลือดสีแดงฉานพุ่งกระฉูดราวกับน้ำพุ ย้อมพื้นหญ้าและใบหน้าของโวล์ฟให้กลายเป็นสีเลือด ราล์ฟทรุดฮวบลงกับพื้นพร้อมเสียงครางอย่างเจ็บปวด มาคัสที่เห็นเพื่อนรักเสียท่าระเบิดความโกรธออกมา เขาใช้โล่กระแทก (Shield Bash) เข้าที่สีข้างของผู้ใช้ดาบเลื่อยที่เสียหลักจากการฟันจนมันกระเด็นกระดอนออกไปไกล
[ความเงียบงันที่น่าสยดสยอง]
“ราล์ฟ!!!” เอลินร้องลั่นด้วยความตกใจ
เธอโผเข้าหาร่างที่โชกเลือดของเพื่อนรักทันทีโดยไม่สนภยันตรายรอบข้าง มือของเธอเปล่งรัศมีศักดิ์สิทธิ์สีขาวนวลเพื่อเริ่มพิธีกรรมเยียวยาขั้นสูงสุด
“ข้าแต่องค์เทพผู้สร้าง... ผู้ประทานลมหายใจแห่งมานามาเยียวยา... โปรดประสานเนื้อเยื่อที่ขาดสะบั้น ให้กลับคืนดังเดิมด้วยเถิด [High-Heal] !”
แสงสว่างวาบจากการรักษาสะท้อนเข้าสู่ดวงตาของทุกคน ทว่า... ท่ามกลางบรรยากาศที่ควรจะมีความหวัง กลับมีความเงียบงันที่น่าขนลุกปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทุกคนจ้องมองไปยังแผลที่เหวอะหวะของราล์ฟด้วยแววตาที่สั่นเครือ แผลนั้นใหญ่เกินกว่าที่เวทมนตร์เยียวยาระดับปกติจะประสานได้ทันที และที่น่ากลัวที่สุดคือ...
“ฮ่าๆๆๆๆ! ฮ่าๆๆๆๆๆ!”
เสียงหัวเราะชอบใจของกัลลัสดังทำลายความเงียบขึ้นมา เขามองดูแขนที่ขาดสะบั้นของราล์ฟด้วยสายตาที่เป็นสุขประดุจเห็นงานศิลปะชั้นเลิศ
“ดูสิ! ดูสภาพพวกแกสิ! ความเมตตางั้นรึ? การรักษางั้นรึ? ต่อให้แกพยายามแค่ไหน แขนที่ขาดไปแล้วมันก็ไม่กลับมาหรอก!” กัลลัสแสยะยิ้มกว้าง
“ยินดีด้วยนะเซน... แกจะได้เห็นจุดเริ่มต้นของความพินาศของคนรอบข้างแกแล้ว!”
ไคยืนนิ่งแข็งทื่อ แววตาของเขาจ้องมองไปยังกองเลือดของลุงราล์ฟ... ความโกรธที่เงียบสงัดเริ่มก่อตัวขึ้นภายในใจของนักวิจัยตัวน้อย มานาในร่างเริ่มสั่นสะเทือนในระดับที่แม้แต่กัลลัสยังต้องชะงัก!