34 2-2
ตอนที่ 48 ขอยืมบางอย่างจากเจ้า (2)
โม่เฉินหยวนรู้สึกปวดศีรษะวิงเวียนรุนแรงจนต้องนวดคลึงขมับอยู่หลายที ธารเหงื่อเย็นไหลอาบไปทั่วบริเวณหน้าผากและแผ่นหลัง ผ่านไปได้ไม่นาน ข้อมือข้อเท้าเริ่มมีอาการแข็งและชักเกร็ง แต่ก่อนที่อาการจะกำเริบหนักไปกว่านี้ เขาก็รับหยิบโอสถของผู้อาวุโสฉินตบเข้าปากเม็ดหนึ่งทันที
แม้โอสถชนิดนี้จะมีผลข้างเคียง แต่ภายใต้สถานการณ์ยามนี้ เขาไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากจำใจต้องพึ่งพามัน
“เจ้าส่งคนไปหาตำแหน่งของพวกไป๋ซือหมิงเดี๋ยวนี้ สองแม่ลูกกำลังจะมุ่งหน้าไปที่นั่น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พวกเขาทั้งสองคนจะต้องปลอดภัย ห้ามมีสิ่งใดผิดพลาดอย่างเด็ดขาด!”
ก่อนหน้านี้ หวู่เหรินย่อมสามารถสัมผัสได้ถึงสายเลือดของเผ่าวิญญาณที่ไหลเวียนอยู่ในกายของเหลิงเจียวเหนียงได้ไม่ยาก จะมิให้สังเกตเห็นได้เยี่ยงไร? ในเมื่อนัยน์ตาสีทองสดใสคู่นั้นเปล่งสว่างชัดแจ้งปานนั้น
อันที่จริงแล้ว...หวู่เหรินเองก็เริ่มจะพอคาดเดาได้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร เพียงแค่เขาไม่กล้าที่จะเอ่ยกล่าวออกไปตามตรงเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหน้านายท่านในยามนี้
เวลานี้มีคำสั่งจากนายท่าน นี่นับเป็นคำบัญชาเด็ดขาดที่เขาต้องทำตามโดยด่วน หาใช่เวลาที่จะมายืนถามเรื่องไม่เป็นเรื่องเช่นกัน
“นายท่าน ข้าขออนุญาตออกความเห็นเล็กน้อย ข้าคิดว่าเราควรจะพาเด็กคนนั้นกลับเข้าเมืองเฟิงหยวนก่อน เพื่อความปลอดภัย...”
“ไม่ ไม่เป็นไร”
โม่เฉินหยวนเงยหน้าขึ้นจ้องมองไปไกลสุดขอบฟ้า สายตาจับจ้องไปยังทิศทางที่เหลิงหยุนเจียวกับเหลิงเจียวเหนียงจากไป พร้อมสูดลมหายใจเข้าลึกเฮือกหนึ่ง ก่อนจะกลับเข้าห้วงมิติพื้นที่ของตนเองเพื่อฝึกฝนต่อไป
............
เหลิงหยุนเจียวพาเหลิงเจียวเหนียงย้อนกลับไปที่กระโจมพักก่อนหน้า ซึ่งกระโจมทั้งสองหลังล้วนยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ครบถ้วนดี
แต่ในรัศมีหลายสิบฉื่อโดยรอบ กลับมีรอยเท้าของสัตว์อสูรน้อยใหญ่คล้ายพากันวิ่งกันป่าราบดูโกลาหลยิ่งนัก
กระโจมพักแรมทั้งสองมิได้รับความเสียหายแต่อย่างใด กระทั่งแท่นเทียนที่ใช้จุดไฟยามค่ำคืนยังคงตั้งอยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
เหลิงหยุนเจียวเดินตรงไปหยุดลงต่อหน้าม่านพลังไร้สภาพที่คลุมครอบ แม้ว่าจะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่นางก็สามารถสัมผัสได้ถึงพลานุภาพของมนตรานี้ได้ชัดแจ้ง
ดูเหมือนว่าโม่เฉินหยวนจะไม่ได้โกหกจริงๆ เขาร่ายมนตรากางม่านพลังปกป้องที่แห่งนี้เอาไว้
นางหันไปมองเหลิงเจียวเหนียงที่จูงมืออยู่เคียงข้าง แล้วเอ่ยถามขึ้นคำหนึ่งว่า
“เจ้าถูกเหลิงฉิวหวานลักพาตัวไปได้เยี่ยงไร?”
สังเกตเห็นท่าทางการแสดงออกของเหลิงเจียวเหนียงที่เปลี่ยนไปทันทีเมื่อได้ยินคำถาม เขาก้าวถอยหลังออกไปเล็กน้อย รีบก้มหน้าก้มตาลงพื้นด้วยความรู้สึกผิด ร่องรอยความหวาดกลัวฉายสะท้อนผ่านแววตาชัดเจน มือไม้คู่น้อยๆบีบจับกันไปมาดูงุ่นง่าน เขากล่าวยอมรับไปตามตรงอย่างไม่สบายใจนัก
“คุณหนูสามกล่าวว่า พวกนางจับท่านแม่ได้ และท่านก็ถูกจับแขวนคอห้อยต่องแต่งอยู่บนต้นไม้อีกฝั่ง ด้วยความเป็นห่วงข้าจึงรีบวิ่งออกไป...”
“....”
เหลิงหยุนเจียวค่อนข้างมั่นใจมากว่า ด้วยความแข็งแกร่งและทนทานของม่านพลังมนตราที่โม่เฉินหยวนเสกร่ายนี้ ย่อมสามรถป้องกันมิให้บุคคลภายนอกบุกรุกเข้ามาได้เป็นแน่ แต่นางหรือจะคิดว่า ท้ายที่สุดกลับต้องตกม้าตายเพราะเรื่องง่ายๆเช่นนี้
สถานการณ์ในยามนี้ดูเหมือนไม่มีสิ่งใดน่าเป็นห่วงเท่าไหร่ นางจึงเริ่มจุดไฟก่อกองฟืนแล้วลงมือทำอาหาร
หลังจากที่ทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตปราณจิตได้แล้ว แม้จะเป็นเพียงขั้นต้น แต่ประสาทสัมผัสและการรับรู้ทั้งหมดของนางนั้น ทั้งเฉียบคมและว่องไวกว่าเมื่อก่อนมากโข อย่างน้อยก็สามเท่าทวีจากเดิม
เวลาเดียวกัน นางยังสัมผัสได้อีกว่า พลังวิญญาณฟ้าดินในผืนป่าแห่งนี้เบาบางกว่าภายในวงมิติพื้นที่ของโม่เฉินหยวนมาก
หากข้ารู้เร็วกว่านี้เพียงนิด คงเลือกที่จะบำเพ็ญตบะอยู่ในนั้นต่อ
“เหนียวเหนี่ยว ในห้วงมิติพื้นที่ของข้า พลังวิญญาณฟ้าดินภายในนั้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าโลกภายนอกเพียงใดรึ?”
ท่ามกลางบรรยากาศรอบกองไฟ เหนียวเหนี่ยวที่นั่งถัดจากเหลิงเจียวเหนียง และกำลังถือปลาย่างแทะกินอย่างเอร็ดอร่อยอยู่นั้น ก็เงยหน้าขึ้นตอบทันทีว่า
“แทบไม่ต่าง! ภายในห้วงมิติพื้นที่ของนายหญิงไม่มีสิ่งใดดีเลย”
“อืม...แต่จะพูดเช่นนี้ก็ไม่ถูกนัก แต่แรกเริ่ม ในห้วงมิติพื้นที่ก็เปรียบเสมือนกล่องเปล่า ที่ผู้เป็นเจ้าของสามารถจัดแต่งเยี่ยงไรก็ได้ตามใจต้องการ สาเหตุที่ว่า เหตุใดห้วงมิติของบุรุษสกุลโม่ผู้นั้นจึงได้มีพลังวิญญาณที่ทั้งบริสุทธิ์และเข้มข้นปานนั้น ก็เป็นเพราะหุบเขาลำเนาไพรสีเขียวชอุ่ม เหล่านั้นล้วนกอปรไปด้วยระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ เอื้อต่อการก่อกำเนิดพลังวิญญาณฟ้าดินที่ดียิ่ง”
เหนียวเหนี่ยวก้มหน้าลงกินปลาย่างในมือต่ออีกคำสองคำ และจู่ๆก็กล่าวขึ้นอีกว่า
“นายหญิง สิ่งหนึ่งควรรู้คือ ท่านเป็นผู้ฝึกปรือที่มีอัตลักษณ์วิญญาณถึงสี่ชนิดในตัว ทั้งธาตุไฟ, ไม้, ทอง และธาตุลมที่เป็นอัตลักษณ์วิญญาณกลายพันธุ์”
“คุณสมบัติของพลังวิญญาณฟ้าดินในแต่ละสถานที่จะมีสถานะธาตุที่แตกต่างกันไป บางแห่งมีธาตุไฟมาก แต่กลับมีธาตุน้ำน้อย เป็นต้น ดังนั้นแล้ว ท่านจำเป็นจะต้องออกท่องไปทั่วใต้หล้า เพื่อดูดซับคุณสมบัติธาตุที่อยู่ในพลังวิญญาณจากสถานที่ต่างๆมา ทั้งนี้ก็เพื่อนำมาเสริมพลังให้แก่อัตลักษณ์วิญญาณทั้งสี่ชนิด และการจะทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตพลังถัดไป จำเป็นจะต้องเสริมพลังให้ธาตุทั้งสี่สายถึงจุดสูงสุดก่อนอีกด้วย”
“และหากว่า การทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตต่อไปล้มเหลว พลังวิญญาณก่อนหน้านี้ทั้งหมดที่เคยสะสมไว้จะมลายสูญไม่เหลือเลยทีเดียว ทำได้เพียงเริ่มต้นใหม่อีกครั้งเท่านั้น”
“โดยปกติแล้ว ผู้ที่มีอัตลักษณ์วิญญาณมากกว่าสี่ชนิด จะถูกเรียกว่า พวกอัตลักษณ์เทียม แม้จะฝึกฝนขัดเกลามากเพียงใด แต่ก็ยากที่จะพัฒนาตัวเองไปได้ไกลนัก”
ประโยคสุดท้ายของเหนียวเหนี่ยว เปรียบเสมือนเครื่องเตือนใจให้แก่เหลิงหยุนเจียว
ในตัวของนางมีอัตลักษณ์วิญญาณที่มากซับซ้อนเกินไป ฉะนั้นเส้นทางการฝึกปรือของนางจึงยากเข็ญกว่าผู้อื่นเป็นหลายทวีเท่า!