ตอนที่ 5 พายุสุริยะ
เหลือเวลาอีก 1 เดือนก่อนการเกิดพายุสุริยะ หลายคนคิดว่าจะเกิดการบูมของซอมบี้อีกครั้ง โดยเฉพาะในเขตประเทศภูมิภาคตะวันตก ที่ผู้คนล้มตายมากกว่าส่วนอื่นของโลก แต่ถึงอย่างนั้นในเขตภูมิภาคตะวันออกพบว่าเชื้อไวรัสได้แพร่กระจ่ายไปทั่วทุกประเทศทางตะวันออกแล้ว มีความเป็ไปได้ว่าคนที่เหลืออยู่มีโอกาสเพียง 50% จะรอดหรือเสียชีวิตจากพายุสุริยะในครั้งที่จะถึงนี้ ดังนั้นใน่ตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา ทางรัฐบาลได้สร้างอาคารที่สามารถป้องกันพายุสุริยะได้ในระดับหนึ่งไว้ในแต่ละเขต เพื่อลดความเสี่ยงของประชาชนเท่าที่ทำได้
เขตการป้องกันตนเองที่เสี่ยวลู่อาศัยอยู่นี้มีประชากรอยู่ร่วมประมาณสองแสนกว่าคน มันเป็ไม่ได้เลยที่อาคารป้องกันพายุสุริยะจะสามารถช่วยคนทั้งหมดได้ ดังนั้นแล้วจึงต้องคัดเลือกคนที่จะเข้าไปในอาคารโดยคนที่สามารถอยู่ในอาคารได้จะต้องมีอายุไม่เกิน 30 ปี ถึงจะเกิดความไม่พอใจในหลายกลุ่ม แต่ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดของผู้คนจึงจำใจยอมแต่โดยดี
สามวันก่อนเกิดพายุสุริยะเสี่ยวลู่ได้เดินทางไปยังค่ายอพยพ เพื่อเลือกเด็กเล็กและครอบครัวที่ตกหล่นจากการลงทะเบียน เพื่อให้มาหลบพายุสุริยะที่หลุมหลบภัยส่วนตัวของเขา ทั้งนี้ได้ทหารของเขตป้องกันตนเองช่วยควบคุมดูแลความปลอดภัยให้ หลายคนไม่รู้จักเสี่ยวลู่จึงแปลกใจที่มีเด็กตัวเล็กน่ารักที่ดูอายุไม่น่าเกิน 10 ขวบปี เดินไปมาโดยมีทหารอารักขาป้องกันราวบุคคลสำคัญ
“เสี่ยวลู่ เสี่ยวลู่ ใช่ไหม…” เสียงหญิงสาวคนหนึ่งดังแทรกเสียงพูดคุยของผู้อพยพขึ้นมา เสี่ยวลู่จึงหันไปตามเสียงโดยไม่ตั้งใจ
“อาสะใภ้?” เสี่ยวลู่ประหลาดใจมากไม่คิดว่าจะพบเจอพวกเขาอีก มันเป็อารมณ์ที่ยากจะรู้สึกเขาทั้งดีใจและรู้สึกผิดในเวลาเดียวกัน เสี่ยวลู่มองสำรวจเต็นท์ที่อาสะใภ้ของเขาอยู่ จะเรียกมันว่าบ้านก็ยังไม่ได้เลย มันเป็เต็นท์ให้ผู้อพยพอาศัยหลบแดดหลบฝนเพียงเท่านั้น
“เสี่ยวลู่ เสี่ยวลู่จริง ๆ ด้วย” อาสะใภ้เดินเข้ามาอย่างรีบร้อน แต่ก็ถูกทหารของค่ายกันตัวไว้
“ปล่อยให้เธอเข้ามาครับ” เสี่ยวลู่บอกนายทหาร สภาพของอาสะใภ้เวลานี้ ผอมลงไปมาก เธอแทบไม่เหลือความสวยงามเช่นแต่ก่อน ดูเหมือนหลายเดือนมานี้พวกเขาคงพบเจอแต่ความยากลำบาก
“สวัสดีครับอาสะใภ้ คนอื่น ๆ ไปไหนแล้วครับ” เสี่ยวลู่ถามเพราะเขามองเข้าไปในเต็นท์แต่ไม่พบใครเลย
“พี่จิ่งพาจูจีกับจีหยวนไปลงทะเบียนที่สำนักงาน” อาสะใภ้บอก ลงทะเบียนในที่นี้คือการลงทะเบียนให้เข้าไปหลบพายุสุริยะที่กำลังจะเกิดขึ้น
“ครับ ขอให้ได้นะครับ” เสี่ยวลู่ยิ้ม ในเวลาเดียวกันเขากำลังชั่งใจตัวเองอยู่
“แล้วทหารพวกนี้คือ… มีใครทำอะไรเธอหรือเปล่า เสี่ยวลี่อยู่ไหน” อาสะใภ้ถามด้วยความเป็หวงอย่างเห็นได้ชัด
“ผมกับเสี่ยวลี่สบายดีครับ คนพวกนีแค่มาคุ้มครองผมเท่านั้น จริง ๆ ผมเป็พลเมืองระดับ S ของเขต” เสี่ยวลู่ตอบไปตามตรง
“ระดับ S!! ทำไมเธอถึงเป็ระดับ S” อาสะใภ้ประหลาดใจอย่างมาก แต่เสี่ยวลู่ไม่ได้ตอบแค่ยิ้มอ่อน ๆ กลับไป
เพราะการได้เป็ระดับ S นั้นไม่ใช่สิ่งที่จะเป็กันง่าย ๆ คือต้องเป็ผู้มีอิทธิพลต่อการคงอยู่ของเขตป้องกันตนเอง หรือบุคคลสำคัญของรัฐบาลตลอดจนนายทหารยศสูง
“เธอช่วยพาพวกเราไปอยู่ด้วยได้ไหม อาขอร้อง” อาสะใภ้พูดขึ้นมาด้วยน้ำตานองหน้า ถึงขนาดคุกเข้าอ้อนวอน ในเวลาเดียวกันนั้น หลีจิ่งและลูกของพวกเขาก็กลับมา
“แม่ร้องไห้ทำไม!? เสี่ยวลู่! นายทำอะไรแม่…” หลีจีหยวนวิ่งตรงเข้ามาหมายจะเข้าไปดึงแม่ให้ลุกจากพื้น แต่ก็ถูกทหารกันไว้จนเขาใ พอเขามองดี ๆ พบว่ามีทหารหลายนายยืนคุมเชิงรอบตัวเสี่ยวลู่อยู่
“เสี่ยวลู่จริง ๆ เหรอ?” หลีจิ่งถามโดยไม่เชื่อสายตา
“สวัสดีครับอาจิ่ง” เสี่ยวลู่ทัก
“คุณคะ รีบขอร้องเสี่ยวลู่เร็วค่ะ เขาเป็ระดับ S” อาสะใภ้รีบบอกสามีของเขาอย่างกระตือรือร้น
“ห๊ะ! จริงรึ” หลีจิ่งหันไปมองเสี่ยวลู่ั้แ่หัวจรดเท้าตลอดจนมองทหารที่อยู่รอบ ๆ
“เสี่ยวลู่ให้พวกเราไปอยู่ด้วยนะ ถือว่าเห็นแก่จีหยวนและจูจี” อาสะใภ้อ้อนวอนเสี่ยวลู่อีกครั้ง
ในตอนแรกเสี่ยวลู่ตั้งใจว่าจะให้พวกเขาไปหลบพายุสุริยะก่อน ส่วนเื่จะช่วยเหลือพวกเขาหรือไม่นั้น เสี่ยวลู่ขอเอาเื่นี้กลับไปปรึกษาเสี่ยวลี่และป้าหยานก่อน แต่เมื่อเห็นหน้าหลีจิ่งความโกรธความขุ่นเคืองมันย่อมกลับคืนมาราวกองไฟที่ถูกพัดด้วยลมแรง
“พวกคุณอาก็ดูสบายดีอยู่นี่ครับ ถึงจะเป็ระดับ D ก็ได้รับการช่วยเหลือจากทางการไม่ใช่หรือ” เสี่ยวลู่ตัดสินใจพูดประชดออกไป ถึงเขาจะสงสารอาสะใภ้กับหลีจีหยวนก็ตาม
“เสี่ยวลู่ แกทำไมพูดแบบนี้ แกเป็หลานฉันนะ ไม่คิดจะช่วยเหลืออาแท้ ๆ แกหรือไง พ่อแม่แกตายก็ฉันไม่ใช่หรอที่ดูแลแกมา ได้ดีหน่อยก็คิดจะถีบหัวส่งกันเลยหรอ…” หลีจิ่งตะคอกกลับใส่ ทว่าเสี่ยวลู่กลับถอนหายใจออกมา
“เฮ่อ… ใช่หรือครับ ถ้าผมกับเสี่ยวลี่ตายไปั้แ่รถคว่ำตอนนั้น อาจิ่งก็คงไม่ต้องมีพวกผมเป็ภาระ แต่พวกผมดันดวงแข็งคุณเลยจำเป็ต้องดูแลพวกผมไม่ใช่หรือไง ผมรู้นะครับถึงความจริงทั้งหมดว่าทำไมพ่อแม่ผมถึงตาย ผมรู้ความจริงเื่นี้ดี เื่ที่อาจิ่งร่วมมือกับบริษัทคู่แข่งของคุณพ่อ อาจิ่งรู้อะไรไหมความจริงการตายของ เสวียนหวังิ มันเป็เพราะผมแก้แค้นเขาเอง ทำให้บริษัทของมันต้องล้มละลาย กดดันให้มันถูกพาร์ทเนอร์ทิ้ง ปิดท้ายด้วยการจัดฉากจนมันรถคว่ำ เหมือนที่พ่อกับแม่ของผมต้องพบเจอ อีกอย่างถ้าคุณไม่ได้แซ่หลีมีสายเลือกเดียวกับผม คุณคิดหรือว่าวันนี้คุณยังจะมายืนมองหน้าผมอยู่ได้ ที่คุณยังมีชีวิตอยู่ได้สมควรขอบคุณพี่ชายคุณกับเมียและลูกของคุณด้วยซ้ำ หรือผมคิดผิดที่ยังปล่อยคุณไว้จนมายืนตะคอกผมเสียงดังเหมือนในวันนี้ อีกเื่มันเป็คุณเองไม่ใช่หรือไง ที่ไล่พวกผมสามคนออกจากบ้าน เงินแค่นั้นมันไม่ช่วยพวกผมอยู่รอดในโลกแบบนี้ได้หรอกรู้ไหม ถ้าผมไม่เตรียมตัวเอาไว้ก่อนเอง” เสี่ยวลู่ตอบเสียงเย็นเฉียบ กลับกันสีหน้าของหลีจิ่งขาวซีดอย่างมาก เพราะเขาไม่คิดว่าเสี่ยวลู่จะรู้ความจริงในเื่นี้ อีกทั้งเกิดความสบสัยว่าเสี่ยวลู่ทำทุกอย่างได้อย่างไร อีกทั้งทำไมกลายเป็ระดับ S ของเขตแห่งนี้ได้
“แกพูดเื่อะไร” หลีจิ่งทำตัวไม่ถูก เขาทำเพียงปฎิเสธข้อกล่าวหาที่ตัวเองเป็คนสร้างขึ้น
“ลืมแล้วเหรอครับ เื่ให้คุณยืมรถของพ่อผมไปส่งให้คนของเสวียนหวังิ เพื่อปรับแก้เครื่องยนต์จนเป็เหตุให้เกิดอุบัติเหตุ หนึ่งวันก่อนที่พวกผมจะรถคว่ำ อีกทั้งคุณยังได้รับเงินสดจากเสวียนหวังิมากถึง 100 ล้านหยวน” คำพูดของเสี่ยวลู่ราวกับฟ้าผ่าใส่หลีจิ่ง
หลี่จิ่งไม่คิดมาก่อนว่าการกระทำลับ ๆ ของเขาจะมีคนอื่นล่วงรู้ได้ เพราะเื่ในครั้งนั้นมีหลายคนโดยปิดปากด้วยเงินไปจำนวนมาก ซึ่งถ้าไม่มีเงินมากพอมันเป็เื่ยากมากที่จะตามสืบเื่พวกนี้ได้ ด้วยคำพูดของเสี่ยวลู่ทำให้หลีจิ่งจุกจนพูดอะไรไม่ออก อีกทั้งคำพูดของเด็กชาย ทำให้หลายคนที่ยืนอยู่ในที่นี้ต่างใอย่างมาก โดยเฉพาะอาสะใภ้และหลีจูจี แต่หลีจีหยวนเขาทำเพียงมองเสี่ยวลู่อย่างขอโทษ มันจึงทำให้เสี่ยวลู่ที่คุกรุ่นก่อนหน้า จำต้องปรับอารมณ์ให้เย็นลง เพราะเอาเข้าจริงอาสะใภ้และหลีจีหยวนพวกเขาทำดีกับเสี่ยวลู่และเสี่ยวลี่มาตลอด ั้แ่ก่อนที่พ่อกับแม่ของเขายังมีชีวิตอยู่ด้วยซ้ำ ถ้าจะผิดก็ผิดที่พวกเขามีพ่อและสามีที่ละโมบเกินไป เสี่ยวลู่โยนอารมณ์ทั้งหมดทิ้งก่อนจะถามออกไปว่า
“แล้วการลงทะเบียนทันไหมครับอาจิ่ง” ใน่ที่หลีจิ่งใจนพูดไม่ออก เสี่ยวลู่ก็ถามเื่สำคัญออกไป
“คือว่า… เสี่ยวลู่ อาขอโทษ อาขอร้องได้ไหม ช่วยแค่จูจีกับจีหยวนก็ได้ ให้พวกเขาได้หลบภัย”
พร้อมกันนั้นหลีจิ่งนั่งคุกเข่าลงต่อหน้าเสี่ยวลู่ แววตาของเขาบ่งบอกถึงความสำนึกผิด เมื่อเสี่ยวลู่ได้เห็นการกระทำนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ ถึงอย่างไรก็เชื้อสายเดียวกัน ถึงจะโกรธเื่ที่พรากพ่อแม่เขาไปก็ตาม แต่จากสภาพแล้วเหมือนหกเดือนมานี้ คนพวกนี้คงอยู่กันอย่างยากลำบากน่าดู โดยเฉพาะลูกพี่ลูกน้องทั้งสองคนของเขา เด็กทั้งสองคนต่างผอมแห้งอย่างเห็นได้ชัด ด้วยสภาพนี้เสี่ยวลู่ก็อดนึกสงสารไม่ได้ เพราะเขาคล้ายมองเห็นภาพของเด็กชายตัวดำคนหนึ่งในโลกก่อนอันห่างไกล ที่อดมื้อกินมื้อขอทานเลี้ยงชีพไปวัน ๆ กับภาพของเสี่ยวลี่น้องสาวของเขาที่จะพูดอย่างไรเมื่อรู้ว่าพี่ชายใจร้ายเสียเหลือเกิน
“ลุกขึ้น ผมจะไม่ให้อภัยคุณที่คุณพรากพ่อแม่ผมไป แต่พี่จีหยวนกับจูจีผมจะช่วยเท่าที่ทำได้ อีก 2 วันผมจะส่งคนมารับพวกเขาไปที่หลบภัย อาสะใภ้กับคุณจะตามไปด้วยก็ได้” จากนั้นเสี่ยวลู่ก็หันหลังเดินจากไปอย่างไม่สนใจ
ในวันนั้นเสี่ยวลู่เลือกครอบครัวที่มีเด็กเล็กและลงทะเบียนไม่ทันรวมแล้ว 20 ครอบครัว ส่วนมากจะเป็กลุ่มผู้อพยพระดับ D โดยในเขตป้องกันตนเองนั้นจะแบ่งระดับประชากรเป็ 5 ระดับ คือ S A B C D เรียงจากสูงไปหาต่ำ อย่างที่บอกไปแล้วก่อนหน้าระดับ S คือบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการคงอยู่ของเขตป้องกันตนเอง หรือบุคคลสำคัญของรัฐบาล ตลอดจนนายทหารยศสูง ส่วนระดับอื่น ๆ มีความสำคัญดังนี้
• ระดับ A คือบุคคลที่ระดับ S รับรอง หรือบุคคลสำคัญในการพัฒนาเขตป้องกันตนเอง จะมีสิทธิรองลงมาจากระดับ S แต่ทั้งนี้ก็ใช่ว่าระดับ A ทุกคนจะเทียบเท่ากัน เพราะขึ้นอยู่กับระดับ S ที่ให้การรับรอง
• ระดับ B คือบุคคลที่มีความสามารถในการพัฒนาทรัพยากรของเขตป้องกันตนเอง หรือข้าราชการจากเขตป้องกันตนเองบางส่วน
• ระดับ C คือบุคคลที่มีความสามารถในการป้องกันเขต หรือกลุ่มพลทหารและกองกำลังอาสา รวมถึงหน่วยลาดตระเวนพิเศษ
• ระดับ D พลเรือนที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในค่ายอพยพ อาจรวมถึงประชากรเดิมของเขตอพยพด้วย ซึ่งส่วนมากยังไม่ได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม
ในที่สุดวันที่ทุกคนหวาดกลัวก็มาถึงอีกครั้งเพราะพายุสุริยะกำลังจะมา ในบ้านของเสี่ยวลู่หลุมหลบภัยถูกตกแต่งต่อเติมใหม่ เพื่อให้รองรับผู้คนจำนวนมากกว่าสามร้อยคน ในจำนวนนี้นอกจากคนที่เสี่ยวลู่เลือกมาจากค่ายอพยพแล้ว ก็มีกองกำลังของเขากับคนในครอบครัวอีกจำนวนหนึ่ง เสี่ยวลู่ทำเต็มที่แล้วพวกเขาสามารถรองรับคนได้เพียงเท่านี้ การมาถึงของพายุสุริยะในรอบนี้กินเวลายามนานมาก และนานที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยพบเจอมา หากมองจากภายนอกพวกเขาไม่สามารถจำแนกได้เลยว่าเวลานี้กำลังเกิดพายุสุริยะอยู่ กลับกันเครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิดได้รับผลกระทบอย่างเห็นได้ชัด จนในที่สุดพลังจากดวงอาทิตย์ก็เลยผ่านไป
หลังจากพายุสุริยะผ่านไป ทุกคนก็ออกมารวมกันที่ลานบ้าน พร้อมกันนั้นกองกำลังของเสี่ยวลู่ก็รีบไปประจำการตามป้อมปืนทันที เวลานี้เข้าสู่สภาวะระวังภัยเต็มรูปแบบตามคำสั่งของทางเขต ในส่วนทางค่ายอพยพถูกปิดกั้น ทหารและพยาบาลรีบเข้าไปตรวจสอบร่างกายก่อนจะคัดแยกผู้คน เพียง 2 ชั่วโมงก็สามารถแยกคนที่มีอาการป่วยได้ทันท่วงที ไม่นานคนเ่าั้ก็ถูกกันตัวออกไป ถึงพวกเขาจะเสียใจที่เป็คนป่วย แต่พวกเขาก็อยากให้ญาติพี่น้องรอดชีวิต หากต้องตายกลายเป็ซอมบี้เหมือนเหตุการณ์ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งมันจะเป็เื่โหดร้ายเกินไปที่จะให้คนที่พวกเขารักกลายเป็ซอมบี้ตามไปด้วย ถึงมีคนบางกลุ่มเลือกไม่ยอมและพร้อมจะก่อความจลาจล ทว่าด้วยความเด็ดขาดของผู้บัญชาการคนกลุ่มนี้จึงถูกกำจัดทิ้งก่อนจะได้สร้างความเสียหาย ทำให้บรรยากาศของเขตป้องกันตนเองมีความตึงเครียดสูงจนสังเกตเห็นได้
“ทุกคนปลอดภัยดีครับสบายใจได้ ไม่พบความผิดปกติใด ๆ ตอนนี้ขอให้อยู่ในความสงบรอเวลาให้ทางเขตประกาศสภาวะสีเขียวก่อน ถึงจะสามารถส่งกลับค่ายได้” เสี่ยวลู่ บอกให้ทุกคนสบายใจหลังจากที่ผ่านการตรวจสุขภาพ พร้อมกันนั้นป้าหยานก็นำอาหารมากมายออกมาแจกจ่ายให้กับทุกคน เพราะอาจจะต้องใช้เวลานานกว่าที่เขตจะประกาศความปลอดภัย
“เสี่ยวลู่ อาขอบใจเธอมาก” หลีจิ่งรีบมาขอบคุณเสี่ยวลู่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายว่างแล้ว
“ไม่จำเป็ ผมแค่ทำหน้าที่ช่วยเหลือพี่ชายและน้องสาวรวมถึงอาสะใภ้ ถึงคุณจะมีความผิดในสายตาของผม แต่สำหรับอาสะใภ้และพี่ชายกับน้องสาว ทั้งสามคนพวกเขาไม่เกี่ยวด้วย เสี่ยวลี่เองก็อยากช่วยญาติของเธอ ด้วยเส้นสายของผมสามารถยกระดับครอบครัวพวกคุณให้กลายเป็ระดับ A ได้ แต่ใช่ว่าพวกคุณจะย้ายออกมาจากค่ายผู้อพยพได้หรอกนะ อย่างมากระดับใหม่นี้มันก็แค่ช่วยให้คุณและอาสะใภ้มีงานทำและเลี้ยงดูพี่ชายและน้องสาวผมได้เท่านั้น อ่อคุณน่าจะได้พื้นที่ส่วนเนินเขาไป ส่วนเื่การก่อสร้างที่อยู่ใหม่คุณอาจจะต้องใช้จ่ายด้วยสมบัติที่ติดตัวมา ผมช่วยได้เท่านี้” เสี่ยวลู่บอกอีกฝ่าย ในความจริงแล้วเสี่ยวลู่ถูกเสี่ยวลี่และป้าหยานขอมา มันจึงมีผลต่อการตัดสินใจในครั้งนี้
“ขอบใจเธอมาก ๆ” หลีจิ่งกล่าวขอบคุณอย่างรู้สึกผิดกับหลานชาย หากแต่เสี่ยวลู่เดินจากไปโดยไม่สนใจ
“นายน้อย ในสวนไม่มีสัตว์เลี้ยงผิดปกติค่ะ” หลินชิงเหมยเดินมารายงานทันทีที่เห็นเสี่ยวลู่จัดการธุระส่วนตัวเสร็จแล้ว
เธอได้ทำการตรวจสอบสัตว์ในฟาร์มส่วนตัวของเสี่ยวลู่ เพราะไม่ใช่แค่มนุษย์ที่ป่วยและกลายเป็ซอมบี้ได้ พวกสัตว์เองก็สามารถกลายเป็ซอมบี้ได้เช่นกัน แต่โดยสถิติแล้วคล้ายพวกสัตว์มีภูมิต้านทานมากกว่า โอกาสในการกลายเป็ซอมบี้จึงต่ำมาก ๆ
หลังจากผ่านไปจนครบ 5 ชั่วโมง คนที่มีอาการป่วยก็เริ่มเสียชีวิต ยังดีที่อัตราการตายน้อยว่าที่คิดไว้ จึงรีบทำลายศพคนเ่าั้ทันทีเพื่อป้องกันการกลายเป็ซอมบี้ เวลานี้เขตป้องกันยังเป็สีแดงอยู่ใน่เฝ้าระวัง อย่างน้อยคงต้องรอให้เกิน 24 ชั่วโมงเป็อย่างต่ำ เพราะว่าในเขตป้องกันตนเองนั้นไม่ได้มีแค่มนุษย์ แต่ยังมีสัตว์ที่อพยพขนย้ายมาอนุรักษ์ในเขตด้วย พวกนี้ส่วนมากอยู่เหนือการควบคุม ถึงจะมีเขตป้องกันแต่ก็อาจหลุดรอดมาได้ วันต่อมาได้ยินเสียงปืนเป็ระยะทั่วไปหมด ที่รอบบ้านเสี่ยวลู่เองก็มีการยิงเช่นกัน เพราะมีหมามีแมวซอมบี้ที่พยายามบุกเข้ามา ตกเย็นก็ยังไม่ปลอดภัย จนเที่ยงของอีกวันถึงเป็ระยะสีเขียว เสี่ยวลู่จึงได้ให้กองกำลังของเขาทยอยไปส่งผู้คนที่เสี่ยวลู่เลือกมากลับค่ายที่พัก ซึ่งรวมถึงครอบครัวหลีจิ่งด้วย หากเป็โลกก่อนที่อยู่ใน่ที่เขาเืร้อน หลีจิ่งคงได้ทุกข์ทรมานมากกว่านี้