ในเวลาเดียวกันนั้นเองข้อสงสัยชุดเดียวกันก็กำลังวนเวียนอยู่ในหัวของจี้เยี่ยนจื๋อ
ช่วงเวลาที่ผ่านมาทุกอย่างดูสงบราบเรียบทั้งคู่เพิ่งจะไปพักผ่อนที่ต่างประเทศด้วยกันมาแล้วหลินชิงจะมีเหตุผลอะไรที่ต้องโกหกจี้ทิงแล้วคำโกหกที่ว่านั่นคือเรื่องอะไรกันแน่
เขาอยากจะรู้ให้มากกว่านี้ทว่ารอแล้วรอเล่า เสียงในใจของจี้ทิงกลับเงียบสงัดลงเสียดื้อๆ
จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วมุ่นพลางจมอยู่กับความคิดถ้าวิเคราะห์จากประโยคสุดท้าย ดูเหมือนจี้ทิงจะมั่นใจแล้วว่าหลินชิงโกหกแต่เขาไปเอาความมั่นใจนั้นมาจากไหนกัน
เขาลดสายตาลงครุ่นคิดอย่างเงียบเชียบเพียงไม่นาน แววตาของเขาก็พลันสว่างวาบขึ้น...
จริงด้วยวีแชตไงล่ะ!
จี้ทิงเคยพูดตอนอยู่ในห้องทำงานว่าเขาไม่ได้ดูข้อความในวีแชตของหลินชิงมานานแล้วดังนั้นหลังจากกลับเข้าห้องไป เขาต้องเปิดดูแน่ๆและนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด
ตอนนี้เหลือเพียงคำถามเดียวเท่านั้นหลินชิงพูดอะไรกับจี้ทิงกันแน่
จี้เยี่ยนจื๋อชั่งใจว่าควรจะเรียกอีกฝ่ายลงมาอีกรอบดีไหมถึงแม้จะไม่ถามตรงๆแต่การพูดจาเลียบเคียงก็อาจทำให้เขาได้เบาะแสเพิ่มเติมจากเสียงในใจนั้น
ทว่าเขาก็รีบปัดความคิดนั้นทิ้งไปอย่างรวดเร็วตอนนี้จี้ทิงฉลาดขึ้นมากถ้าเขาเรียกหาซ้ำแล้วซ้ำเล่าอาจทำให้อีกฝ่ายเกิดความสงสัยเอาได้
เรื่องนี้เร่งรีบไม่ได้จี้เยี่ยนจื๋อจึงตัดสินใจรอดูสถานการณ์ไปก่อน แล้วค่อยหาโอกาสในภายหลัง
...
เช้าวันรุ่งขึ้น
วันนี้เป็นวันที่จี้ทิงมีนัดตรวจติดตามอาการกับจิตแพทย์แต่เมื่อคำนึงถึงเรื่องที่รุ่ยเหอมีสายของลู่เหยียนชูคอยจับตาดูอยู่เขาจึงนัดหมายเป็นการส่วนตัวที่คลินิกให้คำปรึกษาของอีกฝ่ายแทน
ถึงการทำแบบนี้จะยุ่งยากไปเสียหน่อยแต่จากการพบกันครั้งที่แล้ว เขาไม่ได้มีความรู้สึกต่อต้านหมอเหออย่างรุนแรงดังนั้นเขาจึงยังไม่มีความคิดที่จะเปลี่ยนหมอในตอนนี้
“คุณจี้ เชิญทางนี้ค่ะ”
จี้ทิงเดินตามพนักงานต้อนรับไปจนถึงหน้าห้องห้องหนึ่งเธอเคาะประตูสองสามครั้ง เมื่อได้ยินเสียงอนุญาตจากด้านในจึงเปิดประตูออก
“สวัสดีค่ะ คุณจี้ทิง”
หมอเหอยิ้มพลางลุกขึ้นยืนพร้อมผายมือเชิญให้เขานั่งลงบนโซฟาทรงก้อนเมฆที่อยู่ตรงข้ามกัน
“ใช้แสงธรรมชาติแบบนี้โอเคไหมคะ หรือต้องการให้หมอปิดม่าน?”
“ไม่ต้องครับ”
หมอเหอรินน้ำส่งให้เขาแก้วหนึ่งก่อนจะนั่งลง“ถ้าอย่างนั้น เรามาเริ่มกันเลยดีไหมคะ?”
จี้ทิงพยักหน้า“ครับ”
ในช่วงเริ่มต้นหมอเหอไม่ได้รีบร้อนซักไซ้เกี่ยวกับสภาวะทางจิตใจของเขาแต่เธอเลือกที่จะชวนคุยเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวันแทน เช่นมีอาหารมื้อไหนที่ทำให้เขารู้สึกประทับใจบ้างไหมหรือการอยู่ร่วมกับคนรอบข้างมีเรื่องที่ทำให้เขารู้สึกมีความสุขบ้างหรือเปล่า
ในระหว่างการสนทนาเธอสังเกตเห็นว่าจี้ทิงมีการเรียบเรียงคำพูดที่ลื่นไหลกว่าครั้งก่อนและเขาสามารถทำความเข้าใจในสิ่งที่เธอสื่อสารได้อย่างครบถ้วนความเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ทำให้หมอเหอรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย
“คุณตรวจพบอาการแอสเพอร์เกอร์ตอนอายุแปดขวบกว่าจะเริ่มฝึกฝนการเข้าสังคมก็ถือว่าช้ามาก ช่วงแรกๆ คงจะยากลำบากมากเลยใช่ไหมคะ?”
จี้ทิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง“ครับ”
หมอเหอสังเกตเห็นว่าในขณะที่ตอบคำถามนี้ เป็นครั้งแรกที่จี้ทิงหลบสายตาเธอ
เธอจึงรีบปรับทิศทางในการสนทนาทันที“ถ้าอย่างนั้น ในช่วงเริ่มต้นของการรักษามีวิธีไหนที่คุณหมอแนะนำแล้วคุณรู้สึกว่ามันช่วยคุณได้มากเป็นพิเศษไหมคะ?”
“ไม่มีครับ” จี้ทิงหลุบตาลงครึ่งหนึ่งน้ำเสียงราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ “ตั้งแต่อายุแปดขวบจนถึงสิบขวบผมฟังสิ่งที่เขาพูดไม่รู้เรื่อง และไม่เข้าใจมันเลยสักนิด”
หมอเหอลอบถอนหายใจเบาๆสถานการณ์แบบนี้หาได้ยากยิ่ง
สำหรับแอสเพอร์เกอร์ยิ่งผู้ป่วยได้รับการบำบัดตั้งแต่อายุน้อยเท่าไหร่ผลการรักษาก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น แต่ตามสภาพการณ์ปัจจุบันของจี้ทิงตามหลักการแล้วเขาควรจะได้รับผลลัพธ์ที่ดีจากการรักษาในช่วงต้นแต่ทำไมเรื่องถึงล่วงเลยมาจนถึงอายุสิบขวบได้นะ
ในขณะที่หมอเหอกำลังเรียบเรียงคำพูดอยู่นั้นจี้ทิงก็พลันเอ่ยขึ้นมาว่า “วิธีที่หมอว่ามันช่วยได้มาก...บางทีมันอาจจะเคยเกิดขึ้นกับอาหญิงของผมครับ”
แววตาของหมอเหอเป็นประกายขึ้นมาทันที“พอจะเล่ารายละเอียดให้ฟังได้ไหมคะ?”
เมื่อได้ยินดังนั้นจี้ทิงก็ลดสายตาลง เขาค้อมศีรษะลงเล็กน้อย ไม่ได้ตอบปฏิเสธแต่ก็ไม่ได้พยักหน้ารับ
ครั้งนี้เขานิ่งเงียบไปเนิ่นนาน
“อาหญิงของผมเคย... ท่านเคยพูดว่า...”
เมื่อเริ่มพูดอีกครั้งจี้ทิงกลับมามีอาการบกพร่องทางการสื่อสารอย่างเห็นได้ชัดทว่าหมอเหอกลับไม่ได้เข้าไปขัดจังหวะในทันทีเธอเพียงแต่โน้มตัวเข้าหาเขามากขึ้นเล็กน้อยเพื่อแสดงว่ากำลังตั้งใจรับฟังอยู่
“ท่านบอกว่า ออกไปเล่นกับพวกเขาสิ ถ้าเขาไม่ยอมให้เล่นด้วยก็ให้หยิบขนมในกระเป๋าออกมาแบ่งให้พวกเขากิน”
“ถ้าพวกเขายังไม่เต็มใจอีก เธอก็...”
“ก็เล่าเรื่องตลกให้พวกเขาฟังสิ ใครๆ ก็ชอบคนเล่าเรื่องตลกกันทั้งนั้นแหละ”
น้ำเสียงของจี้ทิงในตอนแรกนั้นราบเรียบไร้ซึ่งอารมณ์แต่แล้วเมื่อเล่าไปเรื่อยๆ กลับค่อยๆ เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนและมั่นคงราวกับเขากำลังจำลองน้ำเสียงจากความทรงจำในวันวานออกมา
“หลังจากนั้น การเล่าเรื่องตลกก็กลายเป็นสิ่งที่ผมถนัดที่สุด”
เมื่อพูดถึงตรงนี้มุมปากของจี้ทิงก็หยักโค้งขึ้นบางๆ เพราะในภาพความทรงจำของเขาอาหญิงกำลังหัวเราะพลางกุมท้องจนเสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วทั้งห้อง
อันที่จริงเขารู้มาตั้งแต่ต้นว่าอาหญิงโกหกไม่ใช่ทุกคนหรอกที่ชอบฟังเรื่องตลก ต่อให้คนอื่นจะหัวเราะออกมาแต่นั่นก็เป็นการหัวเราะเยาะท่าทางซื่อบื้อและติดอ่างของเขาในตอนนั้นต่างหาก
ทว่าเขาก็ยังเต็มใจที่จะลองทำดูถึงจะดูน่าสมเพชก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยมันก็ทำให้อาหญิงมีความสุข
หมอเหอรู้สึกสะท้อนใจอยู่ในอกเธอไม่ได้รีบพูดอะไรออกมา แต่ปล่อยให้จี้ทิงค่อยๆจัดการกับอารมณ์ของตนเองอย่างเงียบๆ
“แล้วหลังจากนั้นล่ะคะ คุณยังพบว่าตัวเองมีความสามารถพิเศษด้านอื่นอีกไหม?”
เมื่อสงบอารมณ์ได้แล้วจี้ทิงก็เงยหน้าขึ้น แววตากลับมาสงบนิ่งดังเดิม “ตอนแรกก็แค่คิดเลขในใจได้เร็วกว่าเด็กวัยเดียวกันพออายุสิบสอง ผมลองใช้เมทริกซ์คำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์การแผ่รังสีแล้วก็พบว่าตัวเองค่อนข้างถนัดด้านฟิสิกส์อะตอมต่อมาพอได้เข้าสถาบันวิทยาศาสตร์จีน ขอบเขตความถนัดก็กว้างขวางขึ้นเรื่อยๆส่วนในช่วงสามปีที่ผ่านมานี้ ผมค่อนข้างถนัดด้านวิศวกรรมการทหารครับ”
หมอเหอ"..."
เธอจ้องมองจี้ทิงตาค้างตลอดครึ่งนาทีนั้นปากของเธออ้าค้างอยู่แบบนั้น “วะ...วิศวกรรมการทหารที่ว่านี่ หมายถึง...”
“ครับ” จี้ทิงส่งเสียงสั้นๆ เพื่อตัดบทการซักไซ้เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ไม่สะดวกที่จะเปิดเผย
หมอเหอชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้ารัวๆ “อ้อ... ค่ะ หมอเข้าใจหมอเข้าใจค่ะ”
การหักมุมอย่างกะทันหันทำให้เธอต่อความคิดไม่ติดไปชั่วขณะจนกระทั่งจี้ทิงเป็นฝ่ายเริ่มพูดถึงอาการหลังจากรับประทานยาของเขาแทน
ก่อนที่การปรึกษาในครั้งนี้จะสิ้นสุดลงหมอเหอได้ถามถึงคำแนะนำในครั้งก่อน
“การสื่อสารของคุณกับคนคนนั้นเป็นอย่างไรบ้างคะการรับรู้ทางอารมณ์ของเขามีรายละเอียดที่ชัดเจนขึ้นบ้างไหม?”
เมื่อนึกถึงจี้เยี่ยนจื๋อจี้ทิงก็ส่ายหน้า “ส่วนใหญ่เป็นการสื่อสารที่ไร้ประสิทธิภาพครับผมคิดว่าการฝึกเข้าสังคมผ่านทางเขามันไม่น่าจะช่วยให้เห็นผลอะไรได้”
หมอเหอครุ่นคิด“อืม... อยากบอกเหตุผลหน่อยไหมคะ?”
“อารมณ์ของเขาไม่คงที่เอาเสียเลย วินาทีที่แล้วยังดูปกติอยู่ดีๆแต่วินาทีต่อมาเขากลับทำเหมือนได้ยินหรือได้เห็นอะไรบางอย่างแล้วก็เริ่มโมโหขึ้นมาทันที”
“ผมคิดว่าเขาอาจจะ...”
จี้ทิงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเม้มริมฝีปากแน่น :[เรื่องที่จี้เยี่ยนจื๋อเป็นโรคทางจิตเวชถือเป็นเรื่องส่วนตัวของเขาฉันไม่มีสิทธิ์เอาไปบอกคนอื่น]
ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่ใช่หมอผู้เชี่ยวชาญ จึงไม่สามารถสรุปเองได้ทั้งหมด
“เขาอาจจะเป็นอะไรคะ?” หมอเหอถามซ้ำ
จี้ทิงดึงสติกลับมาแล้วตอบว่า“อาจเป็นเพราะเขาเกลียดผมละมั้งครับ ก็เลยโมโหง่ายเป็นพิเศษ”
ในเวลาเดียวกันนั้นเองภายในรถคันหนึ่งที่จอดอยู่ริมถนนข้างล่าง
ลู่เหยียนชูที่เฝ้ารอมาหลายวันจนกระทั่งเห็นจี้ทิงออกจากบ้านเพียงลำพังบัดนี้เขากำลังเงยหน้าขึ้นมองฟ้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตระหนก
อะไรนะจี้เยี่ยนจื๋อเนี่ยนะเป็นโรคทางจิตเวช?!