ทะลุมิติมาเป็นสะใภ้สาวชาวสวน ผู้ที่(กำลังจะ?)มั่งคั่ง [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 1 บทที่ 25

            “ไม่ต้องปิด อย่างน้อยช่วงสองวันนี้อย่าเพิ่งปิดสองวันนี้ไม่ต้องไปคอยดูคนงานแล้ว ไม่มีอะไรที่ต้องระวังที่นั่น พวกเราคอยระวังรูนั้นแล้วมาดูกันว่าไอ้สารเลวที่กล้าทำเรื่องเช่นนี้คือใครกันจับตาดูไอ้สารเลวนั่นไว้ พวกเราจะได้มาจัดการเรื่องนี้กันครั้งนี้ข้าจะทำให้พวกคนไม่ซื่อสัตย์เหล่านั้นมาทางไหนก็กลับไปทางนั้น หึอย่าว่าแต่ญาติพี่น้องเลย หากใครทำให้ชีวิตข้าไม่ราบรื่นคนพวกนั้นก็ไม่ใช่ญาติของข้า”

            จางเฉาหมิงมองไปยังแววตาเย็นชาของภรรยา เขารู้ว่าครั้งนี้นางไร้หัวใจอย่างสิ้นเชิงแล้ว

            ถึงแม้ว่าคนพวกนั้นจะเป็นญาติของผู้เป็นมารดา แต่ว่า…

            “เฮ้อ เจ้าจัดการได้เลย เรื่องเช่นนี้ข้าคิดว่าเจ็บระยะสั้นดีกว่าต้องเจ็บระยะยาว”จากการที่ต้องเดินทางออกไปทำการค้าขายนอกพื้นที่ในระยะนี้ การทำการค้าทำให้จางเฉาหมิงต้องติดต่อผู้คนมากมายทำให้เขาพบเจอประสบการณ์ที่มากขึ้น

            ยามนี้มุมมองต่อโลกของเขาไม่เหมือนเมื่อก่อนความคิดก็ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วเช่นกัน

            เขาในตอนนี้เป็นคนที่มีพัฒนาการมากขึ้นแล้ว

            ซึ่งการที่เขาเป็นเช่นนั้นก็ทำให้ซูฉีเฉียวรู้สึกปลาบปลื้มใจ

            ทั้งคู่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและทำอาหารเย็นในวันนั้นออกมาจนเสร็จครอบครัวของนางร่วมกินอาหารด้วยกันอย่างมีความสุขวันรุ่งขึ้นก็ยังคงใช้ชีวิตเช่นเดิม

            เพียงแต่ว่าในตอนที่กำลังนำคนงานไปยังลานทำงาน หลังจากที่จางเฉาหมิงจัดระเบียงคนงานและคาดคะเนถึงสิ่งต่างๆที่ต้องทำแล้ว เขาก็เดินไปอีกฝั่งหนึ่งและเอ่ยกับเหล่าลูกน้องเบื้องหน้าเพื่อบอกว่าเขาจะขึ้นเขา

            “นี่ พี่จางจะขึ้นเขาหรือ เวลานี้จะขึ้นเขาไปทำไมกัน” มีคนเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม

            “เพราะบุตรสาวที่บ้านอยากกินเนื้อน่ะสิ ข้าก็เลยว่าจะขึ้นเขาไปล่าสัตว์ให้กับพวกนางสักหน่อยพวกนางจะได้เลิกบ่น” จางเฉาหมิงอธิบายพร้อมรอยยิ้ม

            “ไอ้หยา พวกเราก็ว่ากันแล้วว่าพี่จางนี่ดูแลครอบครัวดีเหลือเกิน พวกเด็กๆมีบิดาอย่างท่านช่างมีความสุขจริงๆ”

            ……

            จางเหล่าต้าที่อยู่มุมหนึ่ง เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้นดวงตาก็ขยับไปมา เมื่อเขาเหลือบมองเห็นจางเฉาหมิงที่เดินห่างออกไปไกลแล้วจึงยกมือขึ้นมากุมท้อง“ไอ้หยา ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้ว เมื่อวานภรรยาของข้าทำอาหารอะไรกันนะ ยามนี้ถึงได้ปวดท้องขนาดนี้”

            หัวหน้าที่เข้ามาควบคุมงานแทนจางเฉาหมิงเห็นท่าทีเช่นนั้นของเขาก็เบะปากถึงแม้จะรู้ดีว่าเขาแกล้งป่วย ไม่อยากทำงานแต่อย่างไรก็ตามเขาก็เป็นญาติของเถ้าแก่ แม้พวกเขาจะมีหน้าที่ดูแล แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขามาทำหน้าที่เช่นนี้เขาก็คงห้ามไม่ให้ผู้อื่นไปเข้าห้องน้ำได้หรอก

            ……

            และด้วยสาเหตุนั้น เฉินเหล่าต้าก็สามารถหนีออกมาจากการบุกเบิกที่ดินรกร้างได้

            เขายังไม่ได้เชี่ยวชาญกรรมวิธีในการกลั่นน้ำตาลทรายขาว ของเช่นนี้หากรู้แจ้งเห็นชัดแล้วสิ่งนี้ก็สามารถสืบทอดไปจนชั่วลูกชั่วหลานคนที่กระตือรือร้นที่จะออกจากความแร้นแค้นนี้ การลักลอบเรียนขโมยเรียนถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

            ตลอดทางที่เดินมา รอบข้างไม่มีใครให้ความสนใจตนแม้แต่น้อยเฉินเหล่าต้าเดินมาถึงยังรูที่ตนเองลอบเจาะเอาไว้ด้วยความชำนาญเส้นทาง

            เขานำใบไม้ที่ปกปิดเอาไว้ออก เข้าไปใกล้และแนบดวงตาให้ตรงรูก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นมาจากเบื้องหลัง

            เขาชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นจางเฉาหมิงที่มองมาด้วยแววตาเย็นชา

            “ท่านน้า ท่านช่างมีความสามารถจริงๆ เลยนะขอรับ”จางเฉาหมิงเอ่ยถามด้วยใบหน้าเคร่งขรึม เขากำมือเอาไว้แน่นชายผู้ซื่อสัตย์คนนี้สงสัยตั้งแต่แรกแล้วว่าคนพวกนี้เป็นคนทำเรื่องนี้แต่เมื่อมาเห็นพวกเขาทำจริงๆ ในใจของเขาก็ไม่อาจทนต่อความเจ็บปวดเอาไว้ได้

            ภรรยาของเขาปฏิบัติต่อคนพวกนี้อย่างไร ตัวเขารู้ชัดเจนกว่าใคร

            เพียงช่วงเวลาไม่นานครอบครัวของเขาก็ต้องรับดูแลคนที่หนีความลำบากมามากมายเช่นนี้ภรรยาของเขาประหยัดกินประหยัดใช้เพื่อพวกเขาเหล่านั้น

            ต่อให้เป็นอาหารการกินของต้าซวงและเสี่ยวซวงก็ถูกแบ่งออกมาไม่น้อย ยามที่ครอบครัวคนเหล่านั้นกำลังยากลำบากพวกเขาได้หยิบยื่นทางออกให้

            แต่นี่คือสิ่งที่คนเหล่านั้นตอบแทนอย่างนั้นหรือ กินบนเรือนขี้รดบนหลังคายังจะมาคิดอีกว่าพวกเขาปฏิบัติต่อตนเองไม่ดีพอการที่ไม่ได้ดูแลคนเหล่านั้นเหมือนญาติผู้ใหญ่ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพราะคนเหล่านั้นทำตัวเกินไป ช่างน่าขันจริงๆ

            “หลาน…หลานเขย…” เฉินเหล่าต้าคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าตนเองจะถูกจับได้คาหนังคาเขาเช่นนี้

            ยามนี้เขาจึงมีท่าทีลนลานเป็นอย่างมาก

            “ท่านน้า ท่านอย่าบอกข้านะว่า ท่านเพิ่งจะมานั่งยองๆ อยู่ตรงนี้อย่างบังเอิญ”

            คำพูดนั้นเป็นคำพูดที่กำลังเยาะเย้ยเฉินเหล่าต้าแต่เขาก็ยังกล้าที่จะพยักพเยิดหน้ายอมรับตามคำพูด

            “ใช่ ใช่ ข้ามาพบรูนี้เข้าโดยบังเอิญ นี่ หลานเขย รูนี้จะต้องปิดไว้เชียวหากความลับที่ลานหลังบ้านของพวกเจ้าถูกคนขโมยไป…”

            เขาอยากจะเอ่ยต่อ แต่จางเฉาหมิงกลับไม่อยากฟังคนคนนี้เอ่ยเรื่องไร้สาระ

            จึงเลิกคิ้วขึ้นเพื่อบอกให้ ‘หุบปาก’

            “ลานหลังบ้านของข้ามีความลับหรือ เรื่องนี้ตัวข้าเองยังไม่รู้เลยแต่ท่านน้ากลับรับรู้อย่างชัดเจนมากเลยทีเดียว รูที่ถูกซ่อนเอาไว้บนกำแพงข้าต้องหาอย่างละเอียดถี่ถ้วนจึงพบรูนี้แต่ท่านน้ากลับมาตรงนี้และนั่งลงไปโดยไม่คิดลังเล อย่าคิดว่าผู้อื่นโง่เขลาท่านน้าคิดว่าจางเฉาหมิงคนนี้โง่งมและหลอกง่ายหรือ”

            คำพูดนี้ทำให้คิ้วของเฉินเหล่าต้ากระตุกหลายต่อหลายครั้ง เมื่อมองใบหน้าเย็นชาของจางเฉาหมิงที่ดุดันมากขึ้นเรื่อยๆขาของเขาจึงกางออก

            เฉินเหล่าต้าทรุดกายลงเบื้องหน้าของจางเฉาหมิง “หลานเขย ข้ามันไม่ใช่คนข้าไม่ควรมีจิตใจที่ชั่วร้ายเช่นนี้เลย ข้า…ข้าไม่ได้เรียนรู้ความลับอะไรเลย ถือว่าเห็นแก่หน้าหลานสาวข้าให้อภัยข้าสักครั้งเถิด”

            “ถุย เห็นแก่หน้าท่านหรือ สุนัขแก่อย่างท่านช่างพูดเก่งเสียจริงสามีของข้าเห็นใจข้า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการที่ต้องปล่อยท่านไปด้วยอยากขโมยสูตรลับของข้า เหตุใดไม่ตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตนเองบ้าง”

            ทั้งคู่เงยหน้าขึ้น คาดไม่ถึงเลยว่าซูฉีเฉียวจะอยู่บนกำแพง นางพิงต้นท้อและด่าทออย่างเผ็ดร้อน

            จางเฉาหมิงขมวดคิ้วมองไปยังซูฉีเฉียวที่ยืนอยู่บนกำแพงทำเอาเขาใจเต้นไม่หยุด

            “ภรรยา เจ้าลงมา เจ้าใจเย็นๆ ก่อน เรื่องนี้ข้าจะจัดการเองเจ้าอย่าไปยืนบนนั้น หากเกิดอะไรขึ้น นั่นมิใช่เรื่องล้อเล่นเลย”

            นางเจิ้งและคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านล่างต่างก็ตกใจที่เห็นนางไปยืนอยู่บนกำแพง

            “ไอ้หยาแม่หนู รีบลงมาเร็วเข้า ยืนเช่นนั้นหากตกลงไปจะทำอย่างไรกันโกรธอะไรเล่า โมโหอะไรก็ลงมาสงบสติอารมณ์เสียก่อน”

            เมื่อถูกผู้คนที่อยู่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังเอ่ยเช่นนี้ซูฉีเฉียวจึงสงบลงและจับบันไดเอาไว้พร้อมกับยืนสั่งการ

            “นี่สามี เจ้าไม่ต้องเกรงใจกับคนคนนี้เลยเชียว คราแรกที่ข้าให้พวกเขาอยู่ที่นี่ก็เอ่ยคำพูดไม่รื่นรมย์ต่อหน้าข้าหากไม่ยอมรับการดูแลของข้าหรือไม่เคารพกฎระเบียบของข้าก็ไล่ออกไปเสียท่านน้าไม่อยากทำงานอยู่ที่นี่ เขาอยากเป็นคนสูงศักดิ์ เจ้าอัญเชิญพวกเขาออกไปทีเจ้าไล่ครอบครัวของท่านน้าออกไป ข้าก็จะได้บอกกับท่านแม่ เมื่อเป็นเช่นนี้ข้าก็ไม่อยากจะเก็บใครเอาไว้เลยสักคน”

            จากนั้นก็ได้เสียงตะโกนมาจากที่ไกลๆ จากนางเฉินที่รีบตามมาเมื่อรู้ข่าวว่าคนในครอบครัวจะต้องจากไปด้วยความเศร้าโศก

            นางไม่ใจแข็งพอที่จะตัดสินใจขับไล่คนกลุ่มนี้ออกไปแต่ก็ไม่สามารถก่อปัญหาให้บุตรสาวต่อไปได้

            การไปจากที่นี่คือสิ่งเดียวที่นางสามารถทำเพื่อบุตรสาวได้

            และครอบครัวน้าสะใภ้สามก็แทบระเบิดทันทีที่รับรู้ข่าวเข้า

            “อะไรนะ จะขับไล่พวกเราหรือ ไม่ได้นะ ไม่ได้ ข้าตั้งใจทำงานอยู่ที่นี่ เหตุใดพวกเราต้องไปนางบอกให้พวกเราทำงาน ใช้แรงแลกข้าว พวกเราก็ทำตาม นี่เพิ่งจะทำเพียงไม่กี่วันก็จะมาไล่พวกเราอีกแล้วหรือ นี่ซูฉีเฉียวเป็นคนที่เกิดในตระกูลพวกเราจริงหรือญาติที่ไหนจะทำแบบนี้กัน ไม่ได้ ไม่ได้ ข้าจะต้องไปคุยกับนาง ใต้หล้านี้มีที่ไหนกันที่ผู้น้อยจะขับไล่ผู้อาวุโสออกไปอยู่ข้างนอกแบบนี้ไม่ยุติธรรม”

            ซูฉีเฉียวที่ยืนอยู่บนกำแพงได้ยินคำว่ายุติธรรมก็ยิ้มเยาะออกมาทันทีคนเกียจคร้านพวกนี้ยังกล้าจะมาพูดเรื่องความยุติธรรมกับนางอีกหรือ

            สวรรค์เถิด นางยังจะต้องยุติธรรมอะไรอีก ยังต้องการให้นางปฏิบัติต่อคนพวกนี้อย่างไรอีก

            “กับคนบางคน เจ้าปฏิบัติดีต่อเขาหมื่นครั้ง เขาก็จะรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่สมควรแต่หากมีเพียงครั้งเดียวที่เจ้าปฏิบัติไม่ดีต่อเขา เขาจะยิ่งรู้สึกว่าเจ้าติดหนี้นางติดหนี้ไปตลอดชีวิต…”

            แท้ที่จริงแล้ว คนโบราณได้กล่าวเอาไว้อย่างถูกต้อง

            ……

            คนของครอบครัวเฉินทั้งหมดได้มารวมตัวกันผู้อาวุโสของตระกูลเฉินถูกประคองออกมาเบื้องหน้า ทุกคนต่างเดินมายังเรือนของซูฉีเฉียวเมื่อซูฉีเฉียวมาถึงก็พบกับมารดาของตนที่ประคองชายชราอยู่

            แววตาของนางแฝงความเจ็บปวดและความลำบากใจ สุดท้ายแล้วนางก็รู้สึกผิดต่อผู้เป็นมารดาหากมารดาของนางชราจนลุกไม่ขึ้น นางก็ไม่รังเกียจที่จะให้มารดาอยู่ต่อไม่ใช่ว่า…ในใจของนางไม่รู้สึกเศร้าใจ ไม่ว่าจะพูดอย่างไร คนที่ปกป้องนางเมื่อนางฟื้นสติขึ้นมาก็คือนางเฉินในตอนนั้นนางเฉินยอมรับความอัปยศอดสูด้วยความเต็มใจ และร้องขอแม่สามีไม่ให้ขับไล่นางความรักที่นางมีให้ไม่ใช่ว่านางมองไม่เห็น เพียงแต่ว่าความรักของนางนั้นมันเอ่อล้นจนกลายเป็นอุทกภัยสำหรับนางนางรู้เพียงแค่ต้องดูแลคนเหล่านี้ที่ไม่รู้ว่าควรจะต้องดูแลห่วงใยคนใกล้ตัวคนข้างกายที่ควรดูแลเอาใจใส่ที่สุดกลับถูกนางละเลย…

            การอบรมบ่มเพาะเช่นนี้ ทำให้นางรู้สึกเสียใจ

            “ท่านพี่ ท่านบอกว่าท่านคุยกับแม่หนูฉีชัดเจนแล้วมิใช่หรือ”มีคนตะโกนมาใส่นางเฉิน

            นางเฉินมองไปยังบุตรสาวด้วยแววตาเสียใจก่อนที่ในท้ายที่สุดจะกวาดสายตามองญาติพี่น้องของตนเอง “ข้าตัดสินใจแล้วข้าจะไปกับพวกเจ้า แต่บุตรชายและสามีของข้าไม่จำเป็นจะต้องไปกับข้าด้วยตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะขอหย่ากับซูเหล่าอู่”

            ซูฉีเฉียวชะงัก คนของครอบครัวเฉินก็ตกตะลึงพวกเขาร้องขอให้นางเฉินเป็นผู้ตัดสินให้กับพวกเขาแท้ๆเพื่อที่จะให้นางเป็นภูเขาให้พึ่งพิง แต่ตอนนี้นางเฉินกลับพูดว่าจะหย่ากับเหล่าอู่ตระกูลซูอย่างนั้นหรือ!

            เมื่อเป็นเช่นนั้น การที่นางเฉินมาอยู่กับพวกเขา มันจะไปช่วยอะไรกัน

            “พวกเจ้าร้องขอข้ามาตลอดไม่ใช่หรือว่าให้ข้าใช้ความเป็นมารดามากดดันบุตรสาวเพื่อขอให้นางช่วยเหลือพวกเจ้ารับพวกเจ้าเอาไว้ ข้าก็ช่วยพวกเจ้าไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ยามนี้มันเป็นเรื่องอื่นแล้วไม่ว่าเรื่องที่น้องชายทำไว้จะเป็นอย่างไร แต่พวกเราก็ไม่ควรอยู่ที่นี่ต่อครอบครัวของสามีข้า ลูกชายทั้งสองและบุตรสาวคนเล็ก พวกเขาไม่จำเป็นจะต้องเดินทางไปกับข้าดังนั้น…ข้าขอหย่ากับเหล่าอู่ ฉีเฉียว ร่างหนังสือหย่าขึ้นมาเถิด”

            นางเฉินหลับตาลง เอ่ยคำตัดสินใจของตนเองด้วยความเจ็บปวดอีกครั้ง ซูเหล่าอู่ผู้เป็นบิดาของซูฉีเฉียวที่อยู่ไม่ไกลชายผู้ซื่อสัตย์คนนี้จ้องมองไปที่ภรรยาด้วยดวงตาแดงก่ำ เรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเกินไป

            เขามีอะไรอยากจะพูด แต่ต้าหลางกลับเข้ามาพูดอย่างแผ่วเบาใกล้หูของเขา“ท่านพ่อ เอ้อหลางของพวกเรา…ใกล้จะถึงเวลาที่จะต้องแต่งงานแล้ว แต่…แต่ว่า…พวกเราในตอนนี้จะไปสู่ขอหญิงสาวได้อย่างไรกันท่านแม่กำลังทำเพื่อพวกเรา ทำตามที่ท่านแม่บอกเถิด พวกเราไม่อยากร่อนเร่อีก…”เขาเกลี้ยกล่อมซูเหล่าอู่ และบีบมือเบาๆ ในตอนที่ไม่มีคนสังเกตต้าหลางกดเสียงต่ำ “รับปากทำตามท่านแม่ไปก่อนเมื่อหย่ากันแล้ว…พ้นจากสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้แล้วท่านพ่อก็สามารถกลับมาอยู่กับท่านแม่ได้อีก”

            มารดาของเขายามนี้คงกำลังผิดหวัง ญาติพี่น้องที่ไม่เอาการเอางานนางไม่สามารถสลัดให้หลุดพ้นออกไปได้ จึงทำได้เพียงสละตนเองเพื่อกำจัดพวกเขาเหล่านั้นออกไป

            ในเมื่อมารดาของพวกเขาตัดสินใจที่จะตัดเนื้อร้ายทิ้งไป พวกเขาก็ต้องทำตาม

            ซูเหล่าอู่ก้มศีรษะครุ่นคิดในเวลานั้นเขาไม่รู้ว่าตนเองควรหรือไม่ควรตอบรับภรรยาที่อยู่กับเขามาเกือบสามสิบปี เอ่ยด้วยปากที่สั่นระริกว่าต้องการหย่ากับเขาเพียงแต่ว่าภรรยาของเขาเป็นคนใจอ่อนปฏิบัติต่อคนจากครอบครัวของตนเองด้วยความไม่ค่อยสมเหตุสมผลและเพราะเหตุนี้สิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอดนั้นส่งผลให้ครอบครัวพบเจอกับความยากจนข้นแค้นหากเป็นเช่นนี้ต่อไปต้าหลางและเอ้อหลางรวมไปถึงบุตรสาวอีกสองคนก็คงไม่สามารถมีครอบครัวดีๆ ได้

            เพราะในปีนั้นครอบครัวลำบากยากแค้น พวกเขาจึงให้ซูฉีเฉียวออกเรือน…