ภพนี้ ขอเพียงเธอ

    อวดดี

            “กลิ่นจันทร์ เจ้าเป็นคนละแวกนี้ เคยมาตลาดผ้าบ้างฤาไม่” แก้วจันตารอฟังคำตอบจากบ่าวรับใช้ อยู่ครู่หนึ่งหากแต่ไม่มีเสียงตอบรับ จึงขมวดคิ้วพลางเรียกชื่อเธอเป็นครั้งที่สอง พร้อมกับหันไปยังเจ้าตัว

            “กลิ่นจันทร์” เสียงนั้นทำเอาบ่าวรับใช้สะดุ้งตัวโหยง ยกหน้ามองก่อนจะละล่ำละลักตอบ

            “เจ้าคะ”

            “ข้าถามมิได้ยินรึ ข้าถามว่าเจ้าเคยมาตลาดผ้าแห่งนี้ฤาไม่”

            “เอ่อ...เคยเจ้าค่ะ”

            “มากับใคร” คำถามของเจ้านายสาว ยิ่งดึงภาพในอดีตย้อนกลับมา พี่หาญชายหนุ่มที่แสนดีของเธอ เคยพามาซื้อผ้าเพื่อใช้ในงานพิธีสำคัญในชีวิต ภาพอันแสนสุขนั้นยิ่งทำให้หญิงสาวดวงตาแดงก่ำสุดจะกลั้นเอาไว้ได้

            “มากับ...”

            “อย่าโกหกข้าเป็นอันขาด” แก้วจันตาปั้นหน้าดุ พูดดักเสมือนรู้ว่าบ่าวรับใช้กำลังจะพูดปลด

            “มากับพี่หาญ คนรักของข้าเจ้าค่ะ” พระพายขมวดคิ้วพร้อมกับหันมองกิริยาของกลิ่นจันทร์ด้วยอาการแปลกใจ

            “เจ้ามีคนรักแล้วอย่างนั้นรึ” แก้วจันตาถามอย่างประหลาดใจ ก่อนที่บ่าวรับใช้จะพยักหน้าหน้าตอบอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว ชายหนุ่มที่นั่งฟังอย่างเงียบๆ ถึงกับแสยะยิ้มพลางส่ายศีรษะไปมาด้วยเพราะเชื่อว่าหล่อนกำลังพูดปลดเพื่อให้แก้วจันตาตายใจ

            “แก้วจันตา เจ้าจะสนใจใยกับแค่บ่าวในเรือน” ชายหนุ่มพูดพร้อมกับหางตาที่มองกลิ่นจันทร์อย่างเดียดฉันท์ ทำเอาบ่าวรับใช้ถึงกับก้มหน้าต่ำลง รู้ตัวว่าอาจเอื้อมที่ไปสนทนาอย่างสนิทกับแก้วจันตาเสมือนตีเสมือเจ้านายอย่างนั้น เพียงครู่เดียว สายตาของกลิ่นจันทร์กลับเบิกกว้างเมื่อเห็นคนพายเรือที่คุณเอื้องฟ้าจ้างมา หันหัวเรือตรงไปยังร่องน้ำที่คาดว่ามีหินก้อนใหญ่ขวางทางน้ำอยู่

            “เบี่ยงหัวเรือไปทางอื่น ร่องน้ำบริเวณนี้มีก้อนหินใหญ่อยู่ใต้น้ำ” กลิ่นจันทร์ตะโกนบอกคนพายเรือ ไม่ทันขาดคำ เรือก็ชนเข้ากับสิ่งแปลกปลอมบางอย่างใต้น้ำดังสนั่น เรือเสียการทรงตัวและโอนเอียงไปมาจวนใกล้ล่มเต็มที

            “คุณพี่น้ำเข้าเรือแล้วเจ้าค่ะ” แก้วจันตาขยับเท้าออกจากรูที่รั่ว น้ำทะลักเข้าท้องเรืออย่างรวดเร็ว ก่อนจะโผตัวเข้ากอดชายหนุ่มไว้แน่น

            “คุณแก้วจันตาเจ้าคะ ว่ายน้ำเป็นฤาไม่” กลิ่นจันทร์ถามออกไปอย่างรีบร้อน เมื่อเห็นว่าตัวเรือเสียหายอย่างหนัก

            “ข้าว่ายน้ำไม่เป็น” หญิงสาวในชุดสูงศักดิ์ตอบพร้อมกับกอดแขนชายหนุ่มแน่น กวาดสายตามองน้ำที่ทะลักเข้ามารอบด้านอย่างกังวล

            “โครม” เมื่อรู้ว่ามีคนว่ายน้ำไม่เป็น คนพายเรือกลัวความผิดจึงรีบหนีเอาตัวรอด กลิ่นจันทร์พยายามเรียกขอความช่วยเหลือจากเขา หากแต่ไม่เป็นผล

            “แก้วจันตากอดข้าไว้ ข้าจักพาเจ้าข้ามฝั่งไป” พระพายหันไปจับแก้วจันตาไว้ใต้อก แม้จะกลัวมากเพียงใดก็ตาม แต่ไม่สามารถปล่อยแก้วจันตาให้เป็นอันตรายไปได้

            “คุณพระพายเจ้าคะ ท่านฝึกว่ายน้ำมานานพอที่จะพาคนขึ้นฝั่งได้ฤาไม่” ท่าทางไม่มั่นใจของชายหนุ่ม ทำให้กลิ่นจันทร์ยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง การที่จะพาใครสักคนว่ายน้ำขึ้นฝั่งหากว่ายน้ำไม่เก่งจะพากันเป็นอันตรายทั้งสองฝ่าย

            “ข้าไม่โดดนะเจ้าคะ ข้ากลัว” หญิงสาวร้องไห้ ตัวสั่นระริก มองลงไปในน้ำอย่างไม่ไว้ใจ

            “คุณพระพายเจ้าคะ ข้าไม่ไว้ใจว่าคุณพระพายจะว่ายน้ำเก่งเพียงใด แต่ข้าไว้ใจตัวข้าเอง ข้าจักพาคุณแก้วจันตาขึ้นฝั่ง ส่วนท่านจงว่ายตามข้ามา” กลิ่นจันทร์คว้าตัวแก้วจันตาเข้ามาแล้วพากระโดดลงเรือ ว่ายน้ำทานกระแสน้ำตรงไปยังฝั่งอย่างทุลักทุเล

            “ข้ากลัวกลิ่นจันทร์” ด้วยเพราะความกลัว เธอจึงตะเกียกตะกายเอาตัวรอด พลางพยายามกดหัวของกลิ่นจันทร์ลง ทั้งสองต่อสู้กันอย่างหนัก เพราะแก้วจันตาอยู่ในอาการหวาดกลัวเป็นอย่างมาก ในที่สุดกลิ่นจันทร์พลาดท่าถูกเจ้านายกดไว้ใต้น้ำนานพอควร พระพายยืนมองดูเหตุการณ์นั้นด้วยความกังวลสุดชีวิต

            “แก้วจันตาอย่าทำเยี่ยงนั้น จงอยู่เฉยๆ ไม่อย่างนั้นจะพากันจมน้ำ” พระพายตัดสินใจตะโกนบอกหญิงสาว ก่อนจะกระโดดจากเรือว่ายตามกันมาติดๆ กลิ่นจันทร์ใช้กำลังที่เหลือดันตัวผุดขึ้นเหนือน้ำแล้วพาร่างของแก้วจันตาฝ่ากระแสน้ำขึ้นมายังฝั่งได้อย่างปลอดภัย ก่อนจะหมดแรงคลานไปหอบอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่

            “เจ้าช่างอวดดี” พระพายชี้หน้าใส่กลิ่นจันทร์เมื่อว่ายมาถึงฝั่ง แล้วยืนหอบอยู่สองสามครั้งเพื่อรวบรวมพละกำลัง

            “เจ้าพาแก้วจันตาฝ่ากระแสน้ำมา ทั้งที่นางยังไม่ได้เตรียมตัว หากนางตกใจกดเจ้าจมน้ำ มิวายพากันตายไปหมดรึ สมควรแล้วรึที่นางจะมาตายเพราะความอวดดีของเจ้า” กลิ่นจันทร์เหนื่อยจนไม่อยากตอบโต้ ก่อนจะเหลือบไปเห็นแก้วจันตาปลอดภัยดี เธอจึงเอนตัวนอนราบกับพื้นอย่างอ่อนแรง