จนกระทั่งเจอเ้าสำนักโอสถเหนืออาคารหลังหนึ่ง จางอี้ปินรีบพุ่งไปหาเ้าสำนักโอสถทันที “เ้าสำนักโอสถ---”
เ้าสำนักโอสถมองดูเขาเห็นจางอี้ปินพุ่งมาไวอย่างยิ่งจึงหยุดรอ
เมื่อจางอี้ปินไปถึงตรงหน้าเ้าสำนักโอสถเขารีบพูดอย่างร้อนใจว่า “ท่านต้องช่วยนางให้ได้นะ!”
เ้าสำนักโอสถมองก้อนเนื้ออาบเืข้างๆจางอี้ปิน เขาเบิกตาโตอย่างใ “นี่!”
เขารีบผายมือนำทาง“เชิญที่เรือนข้า”
เขาพูดแล้วก็รีบพุ่งนำไปที่เรือนตัวเองทันที
จางอี้ปินพุ่งตามไปพร้อมกับร่างของจ้าวเป่าฉิน
เมื่อถึงเรือนเ้าสำนักโอสถก็ชี้ไปที่ตั้งยาวตัวใหญ่ “วางนางตรงนั้น”
จางอี้ปินรีบวางจ้าวเป่าฉินลงบนตั่ง
เ้าสำนักโอสถรีบตรวจอาการทันทีเขาแตะนิ้วที่จุดชีพจร
จางอี้ปินยืนอยู่ข้างตั่งอย่างร้อนใจยิ่งศิษย์เขาจะตายไม่ได้นะ! เขาเพิ่งจะรับศิษย์คนแรกและไม่คิดจะรับใครเป็ศิษย์อีก
เ้าสำนักโอสถตรวจอยู่พักใหญ่ก็ดึงมือกลับแล้วเอาโอสถออกมาหลายขวดเขาเปิดจุกขวดหนึ่งเทโอสถออกมา 1 เม็ดแล้วป้อนใส่ปากสตรีอ้วน
จางอี้ปินยืนมองอย่างร้อนใจเขาไม่พูดไม่ถามอะไรทั้งนั้นเพราะยามนี้การรักษาจ้าวเป่าฉินต้องแข่งกับเวลาเท่านั้นไม่อาจชักช้าไปแม้เพียงชั่วอึดใจ หากเขาถามก็จะทำให้การรักษาหยุดชะงักลงดังนั้นเขาจึงรอ รออย่างร้อนใจยิ่ง!
เ้าสำนักโอสถป้อนโอสถเสร็จแล้วก็ขยับไปจัดกระดูกแขนขาทั้งสี่ของนางเขาดึงกร๊อบๆ อย่างไวยิ่ง
จ้าวเป่าฉินเ็ปจนตัวสั่นสะท้านไปทั้งร่างเธอไม่มีแม้แต่แรงจะส่งเสียงร้องสักแอ๊ะ เธอคิดแต่ว่าเมื่อไหร่เธอจะหลุดพ้นจากความเ็ปทรมานนี้เสียทีให้เธอสลบหลับไปเลยได้ไหม!? มันเจ็บมาก! เจ็บมากจริงๆ นะ
เ้าสำนักโอสถเห็นคนเจ็บยังหลงเหลือสติอยู่บ้างจึงเบาใจเล็กน้อยหากนางสลบไร้การตอบสนองใดๆ อาการนางคงสาหัสเกินกว่าที่เขาจะสามารถรักษาได้เขาจัดกระดูกนางให้เข้าที่เข้าทางอย่างไวที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วลงมือรักษาาแเล็กใหญ่บนร่างนาง
จางอี้ปินยืนมองอย่างร้อนใจเขามองดูการรักษาทุกขั้นตอนอย่างไม่ละสายตาสักนิด
เ้าสำนักโอสถจัดการกับาแใหญ่เล็กทั่วร่างเสร็จแล้วก็หันไปหยิบโอสถอีกขวดเทโอสถออกมาแล้วป้อนใส่ปากสตรีอ้วน 1 เม็ดเมื่อป้อนโอสถแล้วเขาก็ถอยหลังไปนั่งปาดเหงื่ออย่างเหน็ดเหนื่อยก็ตัวนางทั้งใหญ่ทั้งหนัก เขาต้องพลิกตัวนางไปมารักษาาแเล็กใหญ่เ่าั้จึงทำให้เขาเหน็ดเหนื่อยมากจริงๆ
จางอี้ปินเห็นว่ารักษาาแเสร็จแล้วจึงเปิดปากถาม“นางเป็เช่นไรบ้าง?”
“สาหัสนัก”เ้าสำนักโอสถพูดออกมา 1 ประโยค
จางอี้ปินพยักหน้าเข้าใจเขามองดูจ้าวเป่าฉินที่บัดนี้ทั้งตัวถูกพันด้วยผ้าปิดแผลเต็มไปหมดจนเห็นแต่ดวงตาเล็กๆ กับปากและรูจมูกเท่านั้นผิวเนื้อนอกนั้นล้วนอยู่ใต้ผ้าปิดแผลทั้งสิ้น
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?ไยนางจึงาเ็สาหัสเช่นนี้?” เ้าสำนักโอสถถามอย่างสงสัยใคร่รู้“นางถูกคนรุมตีหรือไร?”
“ข้าก็ยังไม่รู้แน่ชัดรู้แต่ว่านางาเ็มากจึงได้รีบพามาหาท่านนี่แหละ” จางอี้ปินตอบ
“อ่อ”เ้าสำนักโอสถพยักหน้ารับรู้
จางอี้ปินถอยไปนั่งที่เก้าอี้ตาก็มองแต่จ้าวเป่าฉินอย่างเป็ห่วง
เ้าสำนักโอสถขยับลุกไปแตะชีพจรตรวจดูอีกครั้งแล้วหยิบขวดโอสถมาเปิดจุกเทโอสถออกมา1 เม็ดแล้วป้อนใส่ปากสตรีอ้วน
หลังจากกินโอสถนี้เข้าไปแล้วจ้าวเป่าฉินก็ผล๊อยหลับไปไม่ต้องรับรู้ถึงความเ็ปทรมานแล้ว
เวลาผ่านไป ทุกๆ 1 ชั่วโมง เ้าสำนักโอสถก็จะป้อนโอสถให้สตรีอ้วนครั้งหนึ่ง
จางอี้ปินมองดูการรักษาอย่างใกล้ชิด
ศิษย์สำนักโอสถชะเง้อชะแง้อยู่ด้านนอกเมื่อสบโอกาสเห็นอาจารย์วางมือจากคนเจ็บแล้วเขาจึงก้าวเข้าไปกุมมือคารวะอาจารย์และคุณชายผมขาวเมื่อคารวะเสร็จแล้วเขาก็หันไปถามอาจารย์ว่า “ท่านอาจารย์ผู้าุโใหญ่ให้มาถามว่าจะจัดการกับเขตอาคมอย่างไรขอรับ?”
จางอี้ปินรู้ว่าตัวเองเป็ต้นเหตุทำให้อาคมป้องกันของสำนักโอสถพังทลายจึงกุมมือขออภัย“ขออภัยด้วย ข้าทำให้ท่านลำบากแล้ว”
“ไม่เป็ไรๆช่วยชีวิตคนสำคัญกว่า ข้าเข้าใจดี”เ้าสำนักโอสถโบกมือไปมาอย่างไม่เอาเื่เอาความ แล้วหันไปมองศิษย์ สั่งว่า“ให้ผู้าุโทุกท่านออกมาช่วยกันซ่อมเขตอาคม รอให้คนเจ็บของข้าอาการดีแล้วข้าก็จะไปช่วยซ่อมตอนนี้ข้ายังไม่อาจปลีกตัวไปได้ อาการนางยังเข้าขั้นตรีทูต”
เขาพูดจบแล้วก็โบกมือไล่ศิษย์
“ขอรับ”ศิษย์รับคำสั่งแล้วถอยออกไป
“รบกวนท่านแล้วๆ”จางอี้ปินพูดอย่างเกรงอกเกรงใจ
“ไม่เป็ไรๆ ท่านกับข้าล้วนคนกันเองมิใช่หรือเกอเกอ”เ้าสำนักโอสถพูดอย่างจริงใจ
จางอี้ปินจึงไม่พูดอะไรอีกแต่ในใจเขานั้นคิดคำนวณค่ารักษาเอาไว้ในใจแล้ว เขาไม่ชอบติดค้างบุญคุณผู้อื่นและไม่ชมชอบให้ผู้อื่นติดค้างบุญคุณเขา แต่หากใครก่อหนี้กับเขาเขาย่อมทวงคืนเป็สิบเท่าร้อยเท่าตามแต่ใจเขาเห็นสมควร
ย้อนกลับไปที่ตำหนักเก้าชั้นฟ้า เมื่อจางอี้ปินพาสตรีอ้วนจากไปแล้วเทียนจวินจึงเร่งจัดการซ่อมแซมเขตอาคมทันที เขาสั่งการทหารน้ำเสียงเฉียบขาดว่า“เชิญเทพชั้นสูงที่อยู่ในตำหนักเก้าชั้นฟ้าทุกท่านออกมาช่วยกันซ่อมเขตอาคมเดี๋ยวนี้”
“ขอรับ”ทหารรับคำสั่งแล้วก็รีบวิ่งออกไป เขาถ่ายทอดคำสั่งของเทียนจวินให้ทหารคนอื่นรับรู้จากนั้นเหล่าทหารก็รีบไปเชิญเทพชั้นสูงทั้งหลายออกมาช่วยซ่อมเขตอาคม
เสนาขวาวิ่งตุบตับๆไปถึงตรงที่เกิดเื่ เขามองๆ บริเวณโดยรอบแล้วยังไม่ถามอะไรเกี่ยวกับเื่นี้แต่ถามเทียนจวินว่า “เทียนจวินจะให้ข้าน้อยไปตามจับชายผู้นั้นกลับมารับโทษหรือไม่พะย่ะค่ะโทษฐานที่ทำลายเขตอาคมของตำหนักเก้าชั้นฟ้าเป็โทษหนักต้องปะาเก้าชั่วโคตร...”
“เพ้ย! ตามจับมารดาเ้าซิ!” เทียนจวินด่าอย่างโมโห
เสนาขวาสะดุ้งอึ้งงันไป
“เ้ารู้หรือไม่ว่าผู้ใดทำลายเขตอาคม?”เทียนจวินถาม
เสนาขวาส่ายศีรษะเขาไม่อยู่ในเหตุการณ์อีกทั้งไม่เห็นหน้าตาผู้ทำลายเขตอาคมตอนที่ทหารไปรายงานเื่ราวเขากำลังนอนพักผ่อนอยู่ เมื่อรู้เื่ราวคร่าวๆจึงได้รีบแต่งตัวแล้ววิ่งมานี่แหละ อาภรณ์จึงไม่ค่อยเรียบร้อยนักเสื้อคลุมตัวนอกเอียงเย้ หมวกบนศีรษะก็เอียง
เทียนจวินกวักมือเรียก
เสนาขวาจึงขยับเข้าไปใกล้ๆเทียนจวิน
เทียนจวินกระซิบกระซาบข้างหูเสนาขวาหนึ่งประโยค“เขาก็คือ........”
เมื่อฟังจบแล้วเสนาขวาก็เบิกตาโตไม่มีความคิดที่จะไปจับคนที่ทำลายเขตอาคมอีกการไปเอาเื่กับคนผู้นั้นมีแต่เสียกับเสีย ไม่คุ้มจริงๆ ไม่คุ้มอย่างยิ่ง!
เขาก้าวถอยไปสีหน้ากระอักกระอ่วนไม่น่าดูนัก
“เ้านำทหารไปลาดตะเวนรักษาความปลอดภัยโดยรอบก่อนคอยเฝ้าระวังพวกมารอาจจะฉวยโอกาสนี้เล็ดลอดเข้ามาสร้างความวุ่นวายในตำหนักเก้าชั้นฟ้า”เทียนจวินสั่งเสนาขวา
“พะย่ะค่ะ”เสนาขวารับคำสั่งแล้วรีบถอยไป
ผู้คนก็ซุบซิบคุยกันเสียงดังหึ่งๆเหมือนฝูงผึ้ง
เทียนจวินมองเืที่เปื้อนพื้นอย่างรู้สึกผิดแล้วก็ตัดใจรีบไปซ่อมเขตอาคมก่อน
ผู้คนมองๆอยู่พักใหญ่แล้วก็แยกย้ายกันไป
ณ สำนักโอสถเหล่าผู้าุโก็ออกมาช่วยกันซ่อมเขตอาคมพลางพูดคุยถามไถ่ถึงสาเหตุที่ทำให้เขตอาคมพังทลาย
เมื่อรู้สาเหตุแล้วพวกเขาก็ไม่ติดใจเอาความก็ช่วยชีวิตคนย่อมสำคัญนี่นา ต่อให้เป็ชีวิตเล็กๆของสัตว์พวกเขาก็ไม่เคยปล่อยผ่าน หากช่วยได้ย่อมช่วยเหลือจนถึงที่สุด
เ้าสำนักโอสถกับจางอี้ปินก็ยังเฝ้าอยู่ข้างตั่งอย่างใกล้ชิดยิ่งพวกเขาไม่อาจละสายตาจากคนเจ็บแม้เสี้ยวอึดใจยิ่งเ้าสำนักโอสถยิ่งรู้ว่าไม่อาจละสายตาได้เลย คนเจ็บอาการสาหัสมากหนทางรอดชีวิตมีแค่ 5% เท่านั้นหากนางเป็เทพเขายังมีความมั่นใจว่าจะรักษาชีวิตนางได้ถึง 1 ส่วน 10แต่นี่นางเป็ครึ่งเทพ ความมั่นใจของเขาจึงเหลือน้อยนิดเหลือเกิน
เขาคอยป้อนโอสถให้นางทุกๆ1 ชั่วโมง จาก 1 ชั่วโมงก็หดลงเหลือครึ่งชั่วโมงแล้ว
ครั้นเวลาผ่านไป เ้าสำนักโอสถก็ต้องป้อนโอสถให้นางทุกๆ 15 นาทีแล้ว เพราะนางเป็ครึ่งเทพโอสถระดับเทพจึงไม่อาจใช้กับนางได้ เขาจึงได้แต่ใช้โอสถระดับมนุษย์กับนางโอสถระดับมนุษย์ก็มีฤทธิ์อ่อนไปสำหรับนางดังนั้นจึงได้แต่เพิ่มปริมาณโอสถให้มากขึ้นให้เหมาะสมกับร่างกายของนาง
เมื่อเวลาผ่านไปอีกเขาก็คอยป้อนโอสถให้นางทุกๆ 5 นาทีแล้ว
เวลาผ่านไป 1 วัน1 คืนเ้าสำนักโอสถตรวจอาการแล้วก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกที่คนเจ็บของเขารอดพ้นความตายมาได้เสียทีเขาดึงมือกลับแล้วหันไปพยักเพยิดหน้ากับจางอี้ปิน
จางอี้ปินเข้าใจความหมายจึงรู้สึกโล่งอกตามเขานั่งพิงพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลาย เป๋าเป้ยรอดแล้ว!
แม้ว่าคนเจ็บจะรอดพ้นจากอาการเข้าขั้นตรีทูตมาได้แต่เ้าสำนักโอสถก็ยังไม่วางใจ เขายังคงเฝ้าอาการคนเจ็บอย่างใกล้ชิดไม่อาจปล่อยปละละเลยแม้ชั่วอึดใจ เขาทุ่มเทกับการรักษาคนเจ็บทุกคนเช่นนี้แหละดังนั้นเขาจึงคอยสอนสั่งศิษย์ทุกคนให้ทุ่มเทกับการรักษาคนเจ็บทุกคนอย่างถึงที่สุดหากคนเจ็บยังหายใจอยู่ต้องพยายามช่วยให้สุดความสามารถ จะได้ไม่ต้องมาเสียใจภายหลัง
จ้าวเป่าฉินรู้สึกตัวลืมตาขึ้นความเ็ปก็พุ่งพรวดขึ้นมาทำเธอน้ำตาเล็ดเลยทีเดียว “โอย...”
จางอี้ปินได้ยินเสียงร้องเขารีบลุกพรวดไปถึงข้างตั่งในชั่วพริบตา
“เป๋าเป้ย!” เขาเรียกอย่างดีใจ โล่งใจ ร้อนใจ เป็ห่วงเป็ใย ความรู้สึกต่างๆผสมปนเปไปหมด
“เป๋าเป้ย*?” เ้าสำนักโอสถทวนคำเสียงเบา แล้วมองจางอี้ปินอย่างตะลึง คิดไม่ถึงจริงๆว่าสตรีอ้วนผู้นี้จะเป็คนรักของจางอี้ปิน อา...คิดไม่ถึงจริงๆ
(เป๋าเป้ย 宝贝 แทนความหมายได้หลายอย่าง ใช้เรียก คนรัก ก็ได้ ใช้เรียก ลูกรัก ก็ได้ใช้เรียกสิ่งของที่เป็ ของรัก ก็ได้)
ทำให้เขามองสตรีอ้วนอย่างพินิจพิจารณาว่านางมีดีอันใดถึงผูกมัดใจจางอี้ปินได้?บุรุษรูปงามเช่นจางอี้ปินเหตุใดจึงเลือกสตรีนางนี้เป็คนรักเล่า?
จ้าวเป่าฉินพยายามลืมตามองอาจารย์ทั้งพยายามส่งเสียง “อา...”
แต่แค่ส่งเสียงออกไปคำเดียวก็เจ็บร้าวไปทั้งร่างแล้วเจ็บจนเหมือนตัวจะะเิแตกออกได้ยังไงอย่างงั้น คำต่อมาที่พูดออกไปจึงเป็คำว่า“...เจ็บ”
“โอเจ็บหรือเป๋าเป้ย?” จางอี้ปินอุทานอย่างเป็ห่วงเขาหันไปมองเ้าสำนักโอสถแล้วพูดว่า “เ้าสำนักฯ นางเจ็บ”
เ้าสำนักโอสถเข้าใจความหมายของจางอี้ปินดีคือหมายความว่าให้เขาช่วยทำให้นางไม่รู้สึกเ็ปดังนั้นเขาจึงลุกจากเก้าอี้ไปหยิบขวดโอสถบนชั้นแล้วเทโอสถออกมา 1เม็ดแล้วเดินไปที่ข้างตั่ง ก้มลงไปป้อนโอสถให้นาง
จ้าวเป่าฉินกลืนโอสถลงไปแล้วสักพักรู้สึกว่าความเ็ปบรรเทาลงไปนิดหนึ่ง เธอจึงอ้าปากพูดว่า “หิว”
“โอ...”จางอี้ปินส่งเสียงคำหนึ่ง ปกติแล้วเป๋าเป้ยกินวันละ 3 มื้อแต่นี่นางไม่ได้กินอะไรมา 2 วัน 1 คืนแล้ว ย่อมหิวซินะ
“เอ่อ...” เ้าสำนักโอสถรู้สึกพูดไม่ออกขึ้นมาเขาควรจะทึ่งดีหรือขำดีล่ะคนเจ็บคนอื่นฟื้นขึ้นมาส่วนใหญ่แล้วมักจะสนใจอาการเจ็บป่วยของตัวเองเป็อันดับแรกแต่สตรีผู้นี้กลับนึกถึงอาหารเป็อันดับแรก ฮ่าๆๆๆ
เขาจึงหันไปกวักมือเรียกศิษย์“เ้ามานี่”
“ขอรับ”ศิษย์ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูเดินเข้าไปหา
“เ้าไปบอกพ่อครัวให้ต้มโจ๊กมาชามหนึ่ง”เ้าสำนักฯ สั่ง
“ขอรับ”ศิษย์รับคำสั่งแล้วถอยออกไป
จางอี้ปินอยากจะลูบแก้มศิษย์ปลอบประโลมแต่ตัวนางถูกพันผ้าจนเขาไม่กล้าแตะต้องเลย กลัวว่าจะยิ่งทำให้นางเจ็บ เขาจึงได้แต่ใช้สายตาปลอบประโลม“อดทนนะเป๋าเป้ย อดทน”
“อื้ม”จ้าวเป่าฉินส่งเสียงได้คำเดียวแล้วเบ้หน้าเพราะความเจ็บ
ราวครึ่งชั่วโมง ศิษย์ก็ถือชามโจ๊กเข้ามา เขาเดินไปจนชิดตั่งแล้ววางโจ๊กไว้บนโต๊ะข้างตั่งเขาหันไปกวักมือเรียกศิษย์น้อง “พวกเ้ามานี่ มาช่วยพยุงแม่นางขึ้นทีข้าจะป้อนโจ๊กให้นาง”
“ขอรับศิษย์พี่”ศิษย์น้องรับคำสั่งแล้วพากันเดินเข้าไปก็เื่ป้อนโจ๊กให้คนเจ็บจะให้อาจารย์ทำได้หรือ ไม่ได้!
พวกศิษย์น้องหลายคนก้าวไปรุมล้อมรอบตั่งแล้วค่อยๆช่วยกันพยุงตัวสตรีอ้วนขึ้นมา
“โอย...”จ้าวเป่าฉินร้องออกมาเพราะความเจ็บ เธอเจ็บจนน้ำตาไหลเลยทีเดียว
ศิษย์อีกสองสามคนก็รีบเอาหมอนสอดหลังให้สตรีอ้วนได้นั่งพิงจากนั้นศิษย์พี่ก็ตักโจ๊กป้อน
เ้าสำนักโอสถนั่งดูอยู่ตลอดเวลา
จางอี้ปินก็มองอย่างเป็ห่วง
ศิษย์พี่รู้สึกเกร็งๆขึ้นมาที่ตกเป็เป้าสายตาของอาจารย์และบุรุษผมขาว แต่เขาก็พยายามค่อยๆป้อนโจ๊กให้สตรีอ้วนทีละคำ...ทีละคำ
จ้าวเป่าฉินพยายามอ้าปากกินโจ๊กลงไปโจ๊กไม่เลิศรสเหมือนที่เธอทำ แต่รสชาติก็จัดว่าอร่อย เธอจึงกินได้มากหน่อย
จางอี้ปินหันไปมองเ้าสำนักโอสถแล้วถามว่า“ท่านมีบ่าวสตรีหรือไม่?”
“ย่อมมี” เ้าสำนักฯตอบ เขาเข้าใจความหมายของจางอี้ปินดี ก็สตรีอ้วนเป็สตรีเื่บางเื่จะให้บุรุษมาดูแลได้อย่างไร เขาจึงหันไปสั่งศิษย์ว่า“เ้าไปตามบ่าวสตรีรูปร่างสูงใหญ่มาสักหลายๆ คนหน่อย”
“ขอรับ”ศิษย์รับคำสั่งแล้วรีบออกไปทันที
จางอี้ปินกุมมือขอบคุณ
เ้าสำนักโอสถโบกมือทำนองว่าไม่เป็ไร
เมื่อป้อนโจ๊กป้อนน้ำเสร็จแล้วพวกศิษย์ก็ถอยออกไปหมด
จ้าวเป่าฉินได้นั่งพิงหมอนอีกทั้งได้กินอิ่มแล้วจึงรู้สึกดีขึ้นมาก อาการวิงเวียนเพราะหิวจึงบรรเทาลงไป
เธอก้มมองตัวเองเห็นผ้าพันทั้งตัวทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็มัมมี่ยังไงอย่างงั้นเธอพยายามขยับแขนขา เมื่อขยับนิดเดียวก็เจ็บจนน้ำตาไหลแล้วแต่เธอก็ดีใจที่ปลายนิ้วมือนิ้วเท้าทั้งสี่ยังเคลื่อนไหวได้นั่นหมายถึงว่าเธอจะไม่เป็อัมพาต รอให้แผลหายทำกายภาพแล้วเธอก็จะกลับมาเดินได้เหมือนเดิม
บ่าวสตรี 8คนเดินเข้ามาคารวะท่านเ้าสำนัก “ท่านเ้าสำนัก”
“พวกเ้าคอยดูแลนางให้ดี”เ้าสำนักโอสถสั่ง ชี้นิ้วไปที่สตรีอ้วน
“เ้าค่ะ” บ่าวทั้ง8 รับคำสั่งพร้อมเพรียง พวกนางมองไปที่สตรีอ้วนเป็ตาเดียวแล้วเก็บสายตากลับไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ออกมา สมกับที่ได้รับการอบรมมาอย่างดี
จางอี้ปินมองบ่าวทั้ง8 แล้วก็เบาใจ นับว่าทางสำนักโอสถจัดการได้ดี เขาคำนวณค่ารักษาค่าดูแลต่างๆเพิ่มเข้าไปในใจ
จ้าวเป่าฉินซึ่งกินอิ่มมาสักพักก็รู้สึกอยากถ่ายเบาขึ้นมา เธอจึงส่งเสียงบอก “ข้า...อยาก...ถ่าย...เบา”
เธอพยายามพูดออกไปอย่างเ็ปแผลทำให้คำพูดกระท่อนกระแท่น
บ่าวทั้ง 8 ได้ยินคนเจ็บบอกเช่นนั้นบ่าวคนหนึ่งก็หันไปผายมือ “เชิญท่านเ้าสำนักกับคุณชายออกไปก่อนเ้าค่ะ”
เ้าสำนักฯกับจางอี้ปินจึงเดินออกจากห้องไป
บ่าวคนหนึ่งเดินไปปิดประตูบ่าวคนอื่นๆ ก็จัดแจงเื่ราวได้ดี
จ้าวเป่าฉินไม่ต้องสั่งอะไรมากความไม่นานนักเธอก็ได้ถ่ายเบาจนรู้สึกโล่งสบายตัว
บ่าวก็จัดการเื่ราวอย่างดีแล้วเดินไปเปิดประตูรายงานท่านเ้าสำนักฯ ว่า “เรียบร้อยแล้วเ้าค่ะ”
“อืม” เ้าสำนักฯพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปในห้อง เขาเดินไปตรวจคนเจ็บ แล้วก็ป้อนโอสถให้นางอีก
จ้าวเป่าฉินกลืนโอสถลงไปแม้จะรู้สึกขมๆ ก็อดทนฝืนกินลงไป โอสถแก้ปวดของท่านเ้าสำนักไม่ช่วยอะไรมากทำให้เธอคิดถึงมอร์ฟีนของโลกบ้านเกิดมาก นี่ถ้าฉีดมอร์ฟีนเข้าไปเธอก็ไม่ปวดแล้วแต่ทำไงได้ล่ะ คนที่นี่ไม่มีมอร์ฟีนนี่นา เฮ้อ...
“ท่านจ้าวสำนักขอรับเอ่อ เื่รับศิษย์ใหม่ปีนี้” ผู้าุโใหญ่เดินมายืนอยู่ตรงหน้าประตูพูดขึ้นมา
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรเตอร์ได้ทางเพจreadfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ