นับตั้งแต่โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงเนื้อที่เอามาทำอาหารเกือบทั้งหมดจะเป็นจะเป็นเนื้อของพวกสัตว์อสูรต่าง ๆ แล้วแต่ระดับความแข็งแกร่งของพวกมันเพราะยิ่งแข็งแกร่งก็จะยิ่งมีประโยชน์มากและราคาแพง
แต่ก็ยังมีสัตว์อสูรบางชนิดที่แม้จะไม่แข็งแกร่งแต่ก็มีประโยชน์หรือสรรพคุณบางอย่างทำให้มีราคาที่แพงเหมือนเนื้อที่มีระดับสูง
สำหรับพวกสิ่งมีชีวิตที่เคยเป็นอาหารก่อนที่โลกจะเกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นแม้ว่าทุกวันนี้จะยังมีอยู่แต่พวกมันก็เป็นแค่อาหารของคนธรรมดาทั่วไปเท่านั้น
เนื่องจากผู้ที่ปลุกพลังแล้วจะไม่กินอาหารธรรมอีกต่อไปเพราะพวกมันไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของร่างกายผู้ปลุกพลังที่ต้องการพลังงานจำนวนมากได้
ภายในห้องส่วนตัวขนาดใหญ่ในร้านอาหารห้องนี้ถูกแบ่งออกเป็นสามโต๊ะด้วยกัน โต๊ะแรกจะเป็นโต๊ะที่พวกไผ่ หลินเฟย โจวเทียน โจวหลิงและหลินหยูนั่ง อีกโต๊ะจะเป็นบอล แสง โจวหลางและหลินหยู ส่วนโต๊ะสุดท้ายเป็นของผู้ติดตามอีก4คนที่มากับพวกหลินเฟย
“ผมไม่คิดว่าพวกพี่จะมากันเร็วขนาดนี้”ไผ่พูดขึ้นขณะรออาการมาส่ง
“ไม่เร็วเลยความจริงพวกเราอยากจะมาให้เร็วกว่านี้ด้วยซ้ำแต่ติดตรงนี้พวกเรายังต้องจัดการเรื่องของตระกูลหม่าก่อนจึงทำให้เสียเวลาไปหลายวัน”หลินเฟยพูดอย่างหงุดหงิด
“พวกเราอยากจะมาตั้งแต่วันแรกที่กลับไปถึงแล้วละเพราะว่าอาการของหยูเอ๋อร์นั้นสำคัญมาก แต่พวกเราก็ต้องจัดการกับเจ้าหม่าคุนก่อนจึงทำให้เสียเวลาไปมาก”โจวเทียนเองก็หงุดหงิดอย่างมากเมื่อพูดถึงเรื่องนี้
“การที่พวกพี่เดินทางมาได้แสดงว่าปัญหาจัดการเรียบร้อยแล้วใช่ไหม”ไผ่เห็นอาการของทั้งสองคนจึงหัวเราะเล็กน้อยแล้วถามต่อ
“เหอะ! เป็นเพราะเราไม่มีหลักฐานยืนยันอีกทั้งตระกูลหม่าของพวกมันก็แข็งแกร่งไม่น้อยและยังเป็นตระกูลสาขาของตระกูลหม่าจากเมืองเทียนหยวนเมืองอันดับหนึ่งของประเทศเราจึงทำให้เราไม่สามารถทำอะไรได้ แต่เหมือนว่าทางผู้นำตระกูลของพวกมันต้องการจบปัญหากับทางเราจึงยอมเจรจาเพื่อยุติความขัดแย่งกับเรา”โจวเทียนยิ่งพูดยิ่งอารมณ์เสีย
“ถูกต้องเพราะกลัวว่าจะเปิดศึกกับพวกเราทำให้พวกมันยอมเจรจากับเรา คนอย่างตระกูลหม่ายอมเจรจากับพวกเรานี่สิคือเรื่องที่แปลกเพราะพวกมันจะไม่ยอมทำเรื่องพวกนี่แน่นอนต่อให้คนของพวกมันผิดพวกมันก็ไม่เคยสนใจ”หลินเฟยพูดพร้อมกับท่าทางสับสน
“พวกเขาอาจจะกำลังทำอะไรบางอย่างที่สำคัญอยู่ก็ได้ ทำให้พวกเขาไม่อยากมีปัญหากับใครในช่วงเวลานี้”ไผ่พูดด้วยรอยยิ้มมุมปาก
ทางด้านโจวหลางและหลินอู่ได้ยินคำพูดของไผ่ก็ถึงกับชะงักไปเล็กน้อยแต่ก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็วโดยไม่มีใครสังเกตเห็น
“ถึงจะเจ็บใจไปก็ไม่ช่วยอะไรมีแต่จะต้องแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้นถึงตอนนั้นพวกพี่จะล้างแค้นก็ยังไม่สาย”ไผ่พูดต่อเพื่อไม่ให้บรรยากาศเสียไปมากกว่านี้จากอาการหงุดหงิดของทั้งสองคน
“ถูกของเจ้ามีแต่ต้องแข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์พูด”หลินเฟยและโจวเทียนพยักหน้าเห็นด้วย
“ดูจากสีหน้าของพี่หลินหยูแล้วผมไม่แปลกใจเลยที่ไม่สามารถปลุกพลังได้ การที่ร่างกายไม่แข็งแรงมันมีผลต่อความสำเร็จในการปลุกพลังมากเลยนะแล้วทำไมไม่หาคนมารักษาหรือหาโอสถมารักษาละ”ไผ่มองหน้าหลินหยูแล้วถามด้วยความสับสน
ตั้งแต่ได้ยินเรื่องราวของพวกเขาในดินแดนลึกลับไผ่ก็สงสัยมาตลอดว่าในเมื่อตระกูลของพวกเขาก็ไม่ใช่ตระกูลธรรมดาทั่วไปทำไมถึงไม่สามารถหาโอสถหรือผู้ปลุกพลังระดับสูงมารักษาได้ ทำไมถึงปล่อยให้นางทนอยู่กับอาการป่วยแบบนี้
“เหอ เรื่องนี้พวกเราได้พยายามแล้วทั้งโอสถระดังสูงแม้แต่ระดับSพวกเราก็ลองนำมาให้หยูเอ๋รอ์กินแล้วก็ไม่ช่วยอะไร แม้แต่ผู้ปลุกพลังมีที่ทักษะการรักษาระดับSก็ยังไม่สามารถรักษาได้พวกเราจึงรู้สึกหมดหนทางได้แต่เสี่ยงดวงเท่านั้น”หลินเฟยมองน้องสาวแล้วพูดด้วยแววตาสงสาร
“ท่านพี่ข้าขอโทษที่ทำให้ท่านต้องลำบาก”หลินหยูพูดด้วยแววตาแดงก่ำคล้ายจะร้องไห้ด้วยความรู้สึกผิดที่ทำให้พี่ชายของเธอต้องลำบากมาตลอด
“ใช่พวกเราลองมาหลายวิธีแล้วพวกเราเคยคิดว่าถ้าหยูเอ๋อร์สามารถปลุกพลังได้อาจจะสามารถรักษาหายได้แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ แม้แต่การปลุกพลังครั้งที่สองเราใช้สมบัติที่ช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จในการปลุกพลังก็ยังไม่สำเร็จอยู่ดี”
“แต่เมื่อพวกเราได้ยินว่ามีดินแดนลึกลับที่มีสมุนไพรระดับสูงที่ช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จในประเทศไทยกำลังจะเปิดขึ้นพวกเราจึงรีบเดินทางมาทันที แต่สุดท้ายเพราะแผนการชั่งร้ายของหม่าคุนทำให้พวกเราพลาดโอกาสไปยิ่งคิดข้าก็ยิ่งแค้น”โจวเทียนพูดอย่างสงสารหลินหยู
“พวกท่านจะทำหน้าตาแบบนั้นไปทำไมการเดินทางของพวกเราไม่เสียเปล่าสักหน่อยอย่างน้อยพวกเรายังได้รู้จักน้องชายไผ่อีกทั้งน้องชายยังบอกว่ามีวิธีรักษาหลินหยูก็ต้องมีวิธีรักษาอยู่แล้ว”โจวหลิงพูดด้วยแววตาจริงจัง เพราะนางเชื่อว่าไผ่น่าจะมีวิธีรักษาจริง
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับผมมั่นใจว่าเขาจะสามารถรักษาพี่หลินหยูได้แน่นอน เพราะถ้าเขาไม่สามารถรักษาพี่หลินหยูได้ก็คงไม่มีใครสามารถทำได้แล้ว”ไผ่พูดด้วยรอยยิ้มมั่นใจทำให้ทุกคนผ่อนคลาย
หลังจากกินข้าวเสร็จแล้วไผ่ก็พาทุกคนเดินทางไปยังโรงประมูลของตน.