แสงตะวันรอนยามอัสดงสาดทาบลงบนหลังคาฟางของกระท่อมซอมซ่อ
กู่ฉางเซิงนั่งขัดสมาธิอยู่กึ่งกลางห้องโถงอันว่างเปล่า เขาหลับตาลงพร้อมกับผ่อนลมหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ
ในโลกก่อน เขาเคยใช้วิธีนั่งนิ่งสงบเช่นนี้ภายหลังจากเสร็จสิ้นการผ่าตัดอันยาวนานและตึงเครียด มันมิใช่การฝึกสมาธิเพื่อบรรลุธรรมในทางศาสนา หากแต่เป็กลไกการรีเซ็ตระบบประสาทที่เหนื่อยล้ามาตลอดทั้งวัน แพทย์ที่ดีจำเป็ต้องรู้วิธีชาร์จพลังงานให้ตนเอง มิฉะนั้นสมองจะเกิดสภาวะล้มเหลวในจังหวะวิกฤตที่สำคัญที่สุด
ทว่าในยามนี้ เขากลับมีเหตุผลอื่นที่ลึกซึ้งกว่านั้น
เขากำลัง... ร่างแผนที่โครงสร้างร่างกาย
ลมปราณภายในร่างชรานี้ไหลเวียนไปตามเส้นทางหลักทั้งสิบสองสาย เขาคิดคำนวณพลางลอบสังเกตการณ์ผ่านระบบรับรู้ที่แปลกใหม่ มันมีลักษณะคล้ายคลึงกับระบบหลอดเืทว่ากลับมิใช่ หากแต่เป็เครือข่ายพลังงานที่แยกตัวเป็เอกเทศ โคจรไปตามจุดเชื่อมต่อที่ตำราแพทย์จีนโบราณขนานนามว่า "จิง" และ "ลั่ว" ซึ่งก็คือเส้นลมปราณหลักและเส้นลมปราณรองนั่นเอง
ในโลกก่อน กู่ฉางเซิงเคยเลือกเรียนวิชาฝังเข็มเป็เพียงวิชาเลือกเสรี มิใช่ศาสตร์ความเชี่ยวชาญหลัก ทว่าเขากลับศึกษาศาสตร์นี้อย่างจริงจังด้วยความเชื่อมั่นว่า แพทย์ที่สมบูรณ์พร้อมจำเป็ต้องแตกฉานและเข้าใจในศาสตร์การรักษาทั้งสองซีกโลก
และในเวลานี้ ความรู้แขนงนั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็ขุมทองอันล้ำค่า
เส้นลมปราณสายไต... กระแสพลังงานเหือดแห้งจนแทบไม่เหลือหลอ สิ่งนี้อธิบายได้อย่างชัดเจนว่าเหตุใดร่างกายนี้จึงเสื่อมสภาพรวดเร็วกว่าอายุขัยจริง ในศาสตร์แพทย์แผนจีน ไตทำหน้าที่ควบคุมพลังงานชีวิตพื้นฐาน (จิ่ง) หากเส้นทางสายนี้พังทลายลงก่อน อวัยวะส่วนอื่นๆ ย่อมต้องทรุดโทรมตามกันไปเป็โดมิโน
ทว่า... มันยังมิถึงกับแตกดับเสียทีเดียว
มันเพียงแค่กำลังกรีดร้องด้วยความหิวโหยเท่านั้น
กู่ฉางเซิงลืมตาขึ้นมาในความมืด มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มบาง
ร่างกายนี้ไม่ต่างอะไรกับคนไข้ที่ประสบภาวะอดอยากมาเป็เวลานาน แม้จะอ่อนแอจนถึงขีดสุดทว่ายังอยู่ในวิสัยที่สามารถเยียวยาฟื้นฟูได้ ขอเพียงรู้แจ้งว่าต้องป้อนสารอาหารชนิดใดเข้าไปกระตุ้นให้ถูกจุด
เสียงเคาะประตูดังแ่เบาขึ้นสามครั้งขัดจังหวะความคิด
"ท่านตา... ยังตื่นอยู่หรือไม่"
กู่ฉางเซิงพยุงกายลุกขึ้น ข้อเข่าส่งเสียงลั่นกร็อบแกร็บตามความเสื่อมสภาพ เขาเดินทอดน่องไปเปิดบานประตู
หลินชิงเสวียยืนนิ่งอยู่เบื้องนอก สองมือของนางประคองกระเบื้องไม้ไผ่ขนาดเล็กที่ห่อหุ้มด้วยผ้าสะอาดอย่างทะนุถนอม กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวต้มร้อนๆ ลอยละล่องโชยออกมาชวนให้เจริญอาหาร
"ท่านพ่อให้ข้านำสิ่งนี้มามอบให้" นางเอ่ยพลางยกกระบุงในมือขึ้นให้ดู "เป็ข้าวต้มปลาป่า กับผักดองที่ท่านแม่หมักไว้"
กู่ฉางเซิงก้มมองกระบุงสลับกับใบหน้าหมดจดของเด็กสาว
ดรุณีน้อยบุตรสาวหมอยา อายุราวสิบห้าสิบหกปี ท่าทางของนางดูเป็ธรรมชาติและเปี่ยมด้วยความจริงใจ มิต้องบอกก็รู้ว่านางมิได้มาเพียงเพราะทำตามคำสั่งของผู้เป็บิดา — แววตาสั่นไหวคู่นั้นบ่งบอกชัดเจนว่านางปรารถนาจะมาด้วยตนเอง
"บิดาของเ้ามีนามว่าอะไร" เขาเอ่ยถาม
"ท่านพ่อมีนามว่าหลินเต๋อเจี้ย" นางรีบตอบทันที "เป็หมอยาประจำหมู่บ้านชิงหยานแห่งนี้มานานกว่าสามสิบปีแล้ว"
สามสิบปี... ถือเป็ผู้มีประสบการณ์สูงส่ง ทว่าในทัศนะของกู่ฉางเซิง ประสบการณ์ที่ยาวนานมิได้เป็เครื่องค้ำประกันความถูกต้องเสมอไป ศาสตร์โอสถโบราณมักมีทั้งส่วนที่เป็ความจริงทางวิทยาศาสตร์ และส่วนที่เป็เพียงความเชื่อที่สืบทอดกันมาอย่างงมงาย
"ขอบใจเ้ามาก" กู่ฉางเซิงยื่นมือไปรับกระบุงไม้ไผ่ "และฝากขอบพระคุณบิดาของเ้าด้วย"
หลินชิงเสวียส่งยิ้มบาง ทว่านางยังมิได้หันหลังกลับไปในทันที ดรุณีน้อยยืนอิดออดอยู่ตรงนั้น ริมฝีปากขยับเม้มคล้ายมีถ้อยคำบางอย่างที่อยากจะเอ่ยถามทว่ายังมิกล้าพอ
กู่ฉางเซิงยืนนิ่งรอคอยอย่างใจเย็น
"ท่านตา... ท่านเรียนรู้วิชาแพทย์อันล้ำลึกมาจากที่ใดกันแน่" ในที่สุดนางก็รวบรวมความกล้าเอ่ยถามออกมา น้ำเสียงแ่ลงเล็กน้อยคล้ายเกรงว่าจะเป็การล่วงเกิน "สูตรโอสถที่ท่านใช้รักษาเด็กน้อยเมื่อ่กลางวัน... ท่านพ่อบอกว่าตลอดชีวิตของท่านมิเคยพบเห็นผู้ใดปรุงยาด้วยวิธีพิสดารเช่นนั้นมาก่อนเลย"
เด็กคนนี้มีประสาทััและการสังเกตที่ดีเยี่ยม กู่ฉางเซิงลอบประเมินในใจ
"ข้าเพียงแค่จดจำมาจากสถานที่ต่างๆ" เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย "สะสมทีละเล็กละน้อยมาตลอดหลายสิบปี"
นั่นมิใช่คำมุสาเสียทีเดียว
กู่ฉางเซิงนั่งทานข้าวต้มเพียงลำพังภายในกระท่อมอันเงียบสงัด
กลิ่นอายของเนื้อปลาต้มรสละมุนผสานกับขิงสดรสเผ็ดร้อน ความอุ่นซ่านที่ลอยกรุ่นขึ้นมาจากชามดินเผา — ส่งผลให้ระบบประสาทของร่างชราตอบสนองฉับพลัน น้ำลายเริ่มหลั่ง และกระเพาะอาหารเริ่มบีบตัวทำงาน
อาหารมื้อนี้มีสารอาหารประเภทโปรตีน มีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน มีวิตามินบีจากปลาน้ำจืด เขาประเมินคุณค่าทางโภชนาการโดยสัญชาตญาณแพทย์ แม้จะยังขาดวิตามินดี แคลเซียม และธาตุสังกะสี ทว่าก็นับว่าดียิ่งกว่าปล่อยให้ท้องว่างเปล่า
ในระหว่างที่เคี้ยวอาหารอย่างเชื่องช้า สมองของเขาก็เริ่มวางแผนการขั้นต่อไป
สิ่งแรกและสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนทุกสิ่งคือ... ทรัพยากร
ในสถานพยาบาลยุดก่อน ไม่มีแพทย์คนใดสามารถรักษาโรคติดต่อร้ายแรงได้ด้วยมือเปล่า จำเป็ต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือ ตัวยาสังเคราะห์ และห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน ในเวลานี้เขาขาดแคลนสิ่งเ่าั้ทุกประการ ทว่าเขากลับมีสิ่งหนึ่งที่เหนือล้ำยิ่งกว่า
นั่นคือ... ความรู้แจ้งเห็นจริงว่าต้องมองหาสิ่งใด
สมุนไพริญญาในโลกหล้าแห่งนี้มีกระแสพลังงานลมปราณแทรกซึมอยู่ เขาคิดวิเคราะห์ต่อ นั่นย่อมหมายความว่า สารประกอบทางเคมีธรรมชาติในพฤกษาเหล่านี้ ย่อมมีศักยภาพและฤทธิ์ในการรักษามากกว่าสมุนไพรในโลกเก่าหลายเท่าตัว หากสามารถแยกแยะและสกัดโครงสร้างโมเลกุลของพวกมันได้อย่างถูกต้อง...
เขาวางชามดินเผาลงบนพื้นไม้
ทว่าก่อนจะไปถึงจุดนั้น — เขาจำเป็ต้องทำความเข้าใจและรู้จักโลกใบนี้ให้ถ่องแท้เสียก่อน
ครั้นถึง่บ่ายแก่ๆ กู่ฉางเซิงพยุงร่างออกจากกระท่อมพร้อมกับไม้เท้าไม้ไผ่เก่าๆ ที่หยิบฉวยมาจากมุมห้อง
เขาก้าวเท้าสำรวจหมู่บ้านชิงหยานอย่างเชื่องช้า ประหนึ่งคนชราทั่วไปที่ออกมาเดินสูดอากาศบริสุทธิ์ยามบ่าย ทว่าดวงตาสีดำลึกล้ำคู่นั้นกลับคอยบันทึกและจัดเก็บข้อมูลทุกสิ่งทึ่ผ่านเข้ามาในสายตาอย่างละเอียด
ประชากรโดยรวมมีประมาณสามร้อยถึงสี่ร้อยคน สิ่งปลูกสร้างส่วนใหญ่เป็บ้านดินมุงด้วยฟางแห้ง ฐานะความเป็อยู่จัดอยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางยากจน มีเพียงบ้านเรือนสองสามหลังเท่านั้นที่ดูโอ่อ่ามั่นคง — นั่นย่อมเป็ที่พำนักของเหล่าคหบดีและพ่อค้าผู้มีอันจะกิน
ทว่า... ระบบสุขอนามัยย่ำแย่ถึงขีดสุด
กู่ฉางเซิงหยุดยืนพิจารณาบ่อน้ำลึกใจกลางหมู่บ้านอยู่ครู่หนึ่ง
มันเป็บ่อน้ำแบบเปิดโล่ง ไร้ซึ่งฝาปิดมิดชิด พวกเด็กๆ วิ่งเล่นซุกซนอยู่โดยรอบ บ้างก็ถ่มน้ำลายลงพื้นใกล้ขอบบ่อโดยมิได้ตระหนักถึงภัยเงียบ ยิ่งไปกว่านั้น ท่อระบายน้ำทิ้งของหมู่บ้านยังไหลผ่านพื้นที่ต่ำซึ่งอยู่ห่างจากแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคแห่งนี้ไม่ถึงสิบเมตร
นี่คือมหันตภัยทางชีวภาพที่รอวันปะทุชัดๆ
เขาจดจำรายละเอียดนี้ไว้ในหัวสมอง
จากนั้น ชายชราจึงเดินทอดน่องไปยังตลาดเช้าเล็กๆ ตรงปลายเส้นทางสัญจรของหมู่บ้าน ที่มุมหนึ่งมีแผงจำหน่ายสมุนไพรป่าของหมอยาหลินเต๋อเจี้ยตั้งอยู่ โดยมีหลินชิงเสวียนั่งอยู่ด้านหลัง คอยมัดเศษสมุนไพรแห้งเป็กำๆ ด้วยความขะมักเขม้น
และบริเวณข้างแผงยานั้น มีบุรุษวัยราวห้าสิบปีเศษ เส้นผมหยักศกสีดำแซมเทา ไว้หนวดเคราสั้นระเบียบ สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อดีสะอาดสะอ้านทว่ามิได้หรูหราจนเกินงาม กำลังนั่งจิบชาร้อนอยู่บนเก้าอี้ไม้ด้วยท่าทีสงบ
กู่ฉางเซิงก้าวเท้าตรงเข้าไปหา
บุรุษผู้นั้นเงยหน้าขึ้น สายตากวาดผ่านร่างชราของกู่ฉางเซิงไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะละสายตาไปราวกับมองเห็นเพียงอากาศธาตุ
หลินเต๋อเจี้ย กู่ฉางเซิงสรุปเอกลักษณ์ในใจทันที ท่าทีเช่นนั้นมิใช่การดูแคลน หากแต่เป็ความเคยชิน เพราะในสายตาของคนแถวนี้ ตาแก่กู่เป็เพียงบุคคลไร้ตัวตนที่ไม่มีความสำคัญใดๆ มาโดยตลอด
"หลินเซียนเซิง (ท่านอาจารย์หลิน)" กู่ฉางเซิงเอ่ยทักทายขึ้นก่อน
หมอยาวัยห้าสิบหันกลับมามองอีกครั้ง คราวนี้ั์ตาจับจ้องอยู่นานกว่าเดิม
"ตาแก่กู่" เขาพยักหน้ารับ น้ำเสียงมิได้เ็าทว่าก็มิได้อบอุ่น "ลูกสาวของข้าบอกว่าเ้าไปดูอาการเด็กน้อยที่บ้านหวังมา ได้ยินว่าช่วยชีวิตเด็กคนนั้นไว้ได้ทันรึ"
"เด็กน้อยดวงยังไม่ถึงฆาต ก็นับว่าวิชาของข้าพอใช้การได้"
หลินเต๋อเจี้ยวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ "สูตรโอสถของเ้า... ตัวข้าเคยลองใช้กระเทียมป่ารักษาแผลเน่าเปื่อยภายนอกอยู่บ้าง ทว่ากลับมิเคยคาดคิดมาก่อนว่าจะสามารถนำมาสยบพิษไข้สูงถึงขั้นวิกฤตเช่นนั้นได้"
"มันเคยได้ผลมาก่อน" กู่ฉางเซิงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ "ในสถานที่อันห่างไกล"
"สถานที่ใดกัน"
ช่างเป็คำถามที่ตอบได้ยากยิ่ง
"ดินแดนทางใต้" กู่ฉางเซิงตลบคำตอบโดยไม่ลังเล "ในอดีตสมัยยังหนุ่ม ข้าเคยเดินทางท่องเที่ยวไปไกล ร่ำเรียนวิชาจากหมอพเนจรมากหน้าหลายตา หลากหลายแนวทาง"
นั่นมิใช่คำลวงในบริบทของโลกใบนี้ — เพราะแม้ความทรงจำเดิมของร่างชราจะมิเคยย่างกรายออกจากหมู่บ้าน ทว่าิญญาดวงใหม่ของกู่ฉางเซิงกลับผ่านโลกมาถึงสามสิบสองปี ซึ่งก็นับเป็การเดินทางไกลในรูปแบบของตนเอง
หลินเต๋อเจี้ยนิ่งพิจารณาคำตอบนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยักไหล่เบาๆ
"หากเ้าปรารถนาจะเรียนรู้เื่ราวของพฤกษาศาสตร์และสมุนไพรในแถบนี้ จงสอบถามจากลูกสาวของข้าเถิด" เขาเอ่ย "ชิงเสวียแตกฉานเื่ต้นไม้ใบหญ้าในผืนป่าหลังหมู่บ้านทุกต้น"
"ท่านพ่อ..." หลินชิงเสวียแสร้งทำหน้าแดงด้วยความขัดเขิน
"ข้ากล่าวความจริง" หลินเต๋อเจี้ยละมือจากงาน ตรงเข้าจ้องมองกู่ฉางเซิงด้วยสายตาประเมิน "ทว่าข้าต้องเตือนเ้าไว้ก่อนนะตาแก่กู่ หากคิดจะเข้าไปเก็บสมุนไพรมาประทังชีพ จงอย่าได้ย่างกรายเข้าไปในเขตป่าลึกระยะสามลี้ทางทิศเหนือเป็อันขาด"
"เหตุใดจึงเป็เช่นนั้น"
หลินเต๋อเจี้ยชะงักไปเล็กน้อย น้ำเสียงแ่ลงคล้าย้าความลึกลับ
"เมื่อสองวันก่อน มีนายพรานสามคนเข้าไปล่าสัตว์ในป่าแถบนั้น ครั้นกลับออกมากลับมีอาการแปลกประหลาด" เขาอธิบายด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "พวกเขามีไข้สูงจัด ั์ตาแดงก่ำ และปวดศีรษะอย่างรุนแรง ตัวข้าเองก็ยังมิอาจจำแนกได้ว่าเป็โรคภัยชนิดใด"
กู่ฉางเซิงสีหน้าเรียบเฉย ทว่าสมองกลับบันทึกข้อมูลนั้นทันที
ไข้สูง ตาแดง ปวดศีรษะรุนแรง จุดเริ่มต้นมาจากในป่าลึก และแพร่กระจายสู่คนสามคนพร้อมกัน...
นี่คือสัญญาณเตือนภัยของโรคติดต่อที่มีแหล่งรังโรคในธรรมชาติ (Zoonotic Disease) ชัดๆ
"เวลานี้คนทั้งสามอยู่ที่ใด"
"ถูกแยกตัวให้พักรักษาอยู่ในเรือนของตนเอง" หลินเต๋อเจี้ยตอบ "ข้าจัดส่งยาลดไข้ให้ทานตามอาการแล้ว ทว่าอาการกลับยังมิกระเตื้องขึ้นเท่าที่ควร"
กู่ฉางเซิงเอ่ยลาจากแผงโอสถ ทว่าจุดหมายของเขามิใช่การเดินทางกลับกระท่อมร้าง
เขาก้าวเท้าตรงไปยังที่พำนักของผู้ป่วยทั้งสามคนในทันที
ผู้ป่วยคนแรกอาศัยอยู่ใกล้ที่สุด เป็ชายหนุ่มวัยยี่สิบเศษ นอนซมอยู่บนฟูกฟางภายในห้องหับอันมืดมิด มีผู้เป็ภรรยานั่งใช้พัดใบตาลคอยโบกไล่ความร้อนอยู่ข้างกาย ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
กู่ฉางเซิงก้าวเข้าไปด้านในโดยมิรอคำเชื้อเชิญ
ฝ่ายภรรยาตั้งท่าจะเอ่ยปากทัดทาน ทว่าเมื่อได้เห็นแววตาอันนิ่งสงบไร้ซึ่งความหวาดกลัวของชายชรา นางจึงยอมถอยเปิดทางให้แต่โดยดี
เขาลงมือตรวจร่างกายผู้ป่วยอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
พิษไข้สูงลิ่ว ยิ่งกว่าเด็กน้อยตระกูลหวังเมื่อเช้าเสียอีก ั์ตาแดงก่ำทั้งสองข้าง มีจุดเืออกขนาดเล็ก (Conjunctival Petechiae) ปรากฏที่เยื่อบุตา ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโตจนคลำได้ชัดเจน
นี่คือสัญญาณเตือนภัยที่อันตรายอย่างยิ่ง
ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบบวมโตและแข็งเป็ก้อน ผนวกกับไข้สูงและประวัติการเข้าป่า...
กู่ฉางเซิงนิ่งงันไปครู่หนึ่ง จิติญญาภายในดิ่งลึกจนเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง
หากสัญชาตญาณของข้ามิผิดพลาด... ข้าจำเป็ต้องเร่งมือให้เร็วกว่านี้
เขารุดไปตรวจอาการของผู้ป่วยอีกสองคนที่เหลือ อาการโดยรวมคล้ายคลึงกัน ทว่าอยู่ในระยะของโรคที่แตกต่างกัน คนหนึ่งเพิ่งเริ่มแสดงอาการ อีกคนอยู่กึ่งกลาง ส่วนชายหนุ่มคนแรกที่เขาตรวจคือกสิกรรมระยะรุนแรงที่สุด
คนสามคน ระยะโรคสามระดับ ติดเชื้อในเวลาไล่เลี่ยกันจากการเข้าป่าพร้อมกัน ย่อมหมายความว่าระยะฟักตัวของเชื้อ (Incubation Period) แปรผันตามปริมาณเชื้อที่ได้รับเข้าสู่ร่างกาย (Infectious Dose)
คำถามคือ... โรคติดต่อชนิดนี้แพร่กระจายผ่านช่องทางใด? ทางอากาศ แหล่งน้ำ หรือการััโดยตรง?
กู่ฉางเซิงออกมานั่งพักริมทางหลวง หยิบเศษไม้แห้งมาขีดเขียนสัญลักษณ์บนพื้นดินอย่างเลื่อนลอย เพื่อมิให้ผู้ใดจับสังเกตได้ว่าเขากำลังวิเคราะห์สมการทางการแพทย์
จำเป็ต้องมีข้อมูลมากกว่านี้ ต้องรู้ให้แจ้งว่าพวกเขาัักับสิ่งใดในผืนป่า
เขาก้าวเท้ากลับมาที่แผงโอสถของหลินเต๋อเจี้ยอีกครา
"นายพรานทั้งสามคนนั้น" กู่ฉางเซิงเอ่ยถามทันทีทึ่ก้าวไปถึง "ก่อนหน้าที่จะล้มป่วย พวกเขาไปพบเจอสิ่งใดในป่าลึกมาบ้าง พอจะรู้หรือไม่"
หลินเต๋อเจี้ยแสดงสีหน้าฉงน "เ้าแอบไปตรวจอาการพวกเขามาแล้วรึ"
"ข้าเพิ่งมาจากที่นั่น" กู่ฉางเซิงตอบตามตรง "ข้า้าข้อมูลประวัติการััโรค"
หลินเต๋อเจี้ยจ้องมองกู่ฉางเซิงอยู่ครู่หนึ่ง สายตาเต็มไปด้วยการพิจารณาอีกครั้ง ทว่าคราวนี้กลับแฝงด้วยความรู้สึกที่แปรเปลี่ยนไป — มีความเคารพจางๆ ก่อตัวขึ้นโดยไม่รู้ตัว
"ข้าได้ยินพวกเขากล่าวว่า ได้เดินทางไปล่าหมูป่าบริเวณลำธารทางทิศเหนือ" เขาตอบช้าๆ "ทว่ากลับมิได้สิ่งใดติดมือกลับมา เนื่องจากไปพบเจอซากสัตว์ป่าเน่าตายอยู่เป็จำนวนมาก ทั้งกวาง หมูป่า และวิหค — สภาพศพตายกองรวมกันอยู่ริมแหล่งน้ำ"
สัตว์ป่าหลากหลายสายพันธุ์ล้มตายรวมกัน ณ บริเวณริมลำธาร...
สิ่งนี้บ่งชี้ถึงสิ่งใดกัน...
กู่ฉางเซิงนิ่งอึ้งไปสองวินาที สมองอันเปราดเปรื่องประมวลผลชิ้นส่วนข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว
โรคระบาดรุนแรงในสัตว์ป่า (Epizootic) แพร่กระจายมาสู่มนุษย์ผ่านการััซากหรือสูดดมละอองเชื้อในพื้นที่ปิด ต่อมน้ำเหลืองโต ไข้สูง ั์ตาแดงก่ำ หากเป็โรคที่ข้าคาดการณ์ไว้จริง...
"ต้องสั่งแยกกักตัวคนทั้งสามออกจากชาวบ้านในทันที" กู่ฉางเซิงเอ่ยเสียงเข้ม
หลินเต๋อเจี้ยขมวดคิ้วมุ่น "แยกกักตัว? เหตุใดต้องทำถึงเพียงนั้น ยามนี้พวกเขาก็พักรักษาตัวอยู่แต่ในเรือนตนเองอยู่แล้ว"
"เท่านั้นยังมิเพียงพอ" กู่ฉางเซิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "สมาชิกในครอบครัวของพวกเขาต้องงดการปฏิสัมพันธ์กับคนภายนอกโดยเด็ดขาด จนกว่าข้าจะพิสูจน์ทราบตัวตนของโรคได้ โรคติดต่อชนิดนี้มีความเป็ไปได้สูงที่จะแพร่กระจายจากคนสู่คน"
หลินเต๋อเจี้ยนิ่งงันไปทันที
แววตาของหมอชราแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
"เ้า... สงสัยว่าเป็โรคระบาดร้ายแรงอย่างนั้นรึ"
"ยังมิอาจด่วนสรุป" กู่ฉางเซิงตอบ "ทว่าหากรอจนกระทั่งความจริงปรากฏเด่นชัด เมื่อถึงเวลานั้น... ทุกสิ่งอาจสายเกินการณ์แล้ว"
ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่ราวห้าวินาที
หลินเต๋อเจี้ยหยัดกายลุกขึ้นยืน "ข้าจะไปแจ้งเื่นี้แก่หัวหน้าหมู่บ้าน"
กู่ฉางเซิงเดินทางกลับมาถึงกระท่อมร้างก่อนที่พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า
เขาทรุดกายลงนั่งบนพื้นดิน หลับตาลง และเริ่มดำเนินกระบวนการที่เขายังมิเคยทดลองใช้อย่างจริงจังมาก่อนเลย
นั่นคือ... การควบคุมโคจรลมปราณ
ในโลกใบนี้ เหล่าผู้ฝึกตนจำเป็ต้องอุทิศเวลาแรมปีเพื่อเรียนรู้กลไกการควบคุมพลังงานเร้นลับภายในร่าง ทว่ากู่ฉางเซิงกลับมิได้เริ่มต้นจากจุดศูนย์เช่นคนทั่วไป เขามีความเข้าใจในระบบกายวิภาคศาสตร์ของมนุษย์ลึกซึ้งถึงระดับเซลล์ รู้แจ้งว่าระบบประสาทส่งกระแสไฟฟ้าอย่างไร รู้แจ้งว่าระบบไหลเวียนโลหิตทำงานด้วยกลไกใด
หากลมปราณคือพลังงานสายหนึ่งที่ไหลเวียนคู่ขนานไปกับระบบประสาท เขาคิดวิเคราะห์ การควบคุมมันย่อมมิต่างอะไรกับการควบคุมจังหวะการหายใจ — ซึ่งมนุษย์สามารถกระทำได้ทั้งโดยสัญชาตญาณอัตโนมัติและโดยเจตนาจำนง
เขาเริ่มทำการทดลอง
สูดลมหายใจเข้าช้าๆ นับหนึ่งถึงสี่... กักลมไว้สองวินาที... ผ่อนลมหายใจออกอย่างแ่เบานับหนึ่งถึงหก...
ในจังหวะเดียวกันนั้น เขาเพ่งจิตตานุภาพไปยังกระแสพลังงานอันเบาบางที่ไหลเวียนอยู่ในเส้นชีพจร ดึงรั้งพวกมันให้เข้ามารวมตัวกัน ณ จุดศูนย์กลางบริเวณท้องน้อยที่ตำราแพทย์แผนจีนโบราณขนานนามว่า "จุดตันเถียน"
กระแสพลังงานนั้นเริ่มเคลื่อนไหว
มันดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและแ่เบายิ่ง ทว่ามันกลับยอมเคลื่อนตัวไปตามแรงขับแห่งเจตจำนงของเขาอย่างน่าอัศจรรย์
กู่ฉางเซิงลืมตาขึ้นมองฝ่ามือตนเอง
ไร้ซึ่งแสงวาบอันเจิดจ้า ไร้ซึ่งกลุ่มควันขาวปาฏิหาริย์ใดๆ ทั้งสิ้น
ทว่ากลับมีความร้อนอุ่นจางๆ แผ่ซ่านออกมาจากใจกลางฝ่ามือ ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่า—
กระบวนการนี้... ได้ผล
เขาปิดเปลือกตาลงอีกคราและเริ่มกระทำซ้ำอย่างเชื่องช้า ระมัดระวัง ประหนึ่งการฝึกฝนกล้ามเนื้อส่วนที่พังทลายและมิได้ใช้งานมาเป็เวลานาน ค่อยๆ ผลักดัน ค่อยๆ ยืดขยาย มิเร่งรีบ มิฝืนพละกำลังจนเกินขีดจำกัด
ร่างกายนี้ประหนึ่งคนไข้ในระยะพักฟื้นหลังรับการผ่าตัดใหญ่ เขาเตือนตนเอง จำเป็ต้องได้รับการฟื้นฟูทีละขั้น มิอาจฝืนวิ่งได้ก่อนที่าแจะสมานตัว
ครั้นฝึกปรือไปได้ราวครึ่งชั่วยาม เขาก็จำเป็ต้องหยุดมือ
ร่างกายชรารู้สึกเหนื่อยล้าเกินกว่าที่ควรจะเป็สำหรับการนั่งนิ่งๆ สิ่งนี้บ่งชี้ว่า แม้การโคจรลมปราณเพียงปริมาณน้อยนิด ก็ยังต้องสูญเสียพลังงานสำรองของร่างกายไปไม่น้อย
ข้าจำเป็ต้องได้รับสารอาหารที่ดีกว่านี้ จำเป็ต้องหาแหล่งพลังงานที่สมบูรณ์พร้อม
ฉับพลันนั้น เสียงประตูเรือนก็ถูกกระแทกเข้าอย่างรุนแรงแทนการเคาะตามมารยาท
กู่ฉางเซิงลืมตาขึ้นมาทันที
เสียงกระแทกดังสนั่นขึ้นอีกครา ทรงพลังและดุดันยิ่งกว่าเก่า
"กู่ฉางเซิง! จงเปิดประตูออกมาเดี๋ยวนี้!"
มันเป็น้ำเสียงของบุรุษฉกรรจ์หลายคน กู่ฉางเซิงสามารถแยกแยะโทนเสียงที่แตกต่างกันได้สามสาย
เขาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ หยิบฉวยไม้เท้าไม้ไผ่เก่ามาค้ำยัน ก่อนจะก้าวเท้าไปเปิดประตู
ชายฉกรรจ์สามคนยืนดักรออยู่เบื้องหน้ากระท่อม
บุรุษตรงกลางมีรูปร่างสูงใหญ่ ท้องพลุ้ยยื่นล้ำ สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อดีสีสันฉูดฉาดกว่าชาวบ้านทั่วไป ในมือถือม้วนกระดาษแผ่นหนึ่ง แววตาเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง ขนาบข้างด้วยชายหนุ่มกล้ามโตสองคนที่มีท่าทางดุดันประหนึ่งผู้คุ้มกันส่วนตัว
"ตาแก่กู่" ชายท้องพลุ้ยเอ่ยขึ้นน้ำเสียงกระด้างกระเดื่อง "เ้ายังจำข้าได้หรือไม่"
ค้นหาจากคลังความทรงจำเดิมของร่างชรา — บุรุษผู้นี้มีนามว่า "เ้าฉีหยง" เป็พ่อค้าที่มั่งคั่งที่สุดในหมู่บ้านชิงหยาน และยังเป็เ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินกระท่อมซอมซ่อหลังนี้ที่กู่ฉางเซิงอาศัยอยู่นั่นเอง
"จำได้" กู่ฉางเซิงตอบเรียบสั้น
"ดี!" เ้าฉีหยงคลี่ม้วนกระดาษในมือออก "ค่าเช่ากระท่อมที่เ้าค้างส่งมานานถึงสามเดือน ข้าจะมาเรียกเก็บในวันนี้"
หนี้สินค้างชำระ... มรดกตกทอดจากตาแก่คนเดิม ช่างตามหลอกหลอนดีแท้
กู่ฉางเซิงก้มมองม้วนกระดาษก่อนจะเงยหน้าสบตาชายท้องพลุ้ย
"ไม่มี"
เ้าฉีหยงขมวดคิ้วมุ่น "ไม่มี? คำว่าไม่มีของเ้าหมายความว่าอย่างไร"
"หมายความว่าข้ายกเลิกเงินค่าเช่าให้แก่วันนี้มิได้" กู่ฉางเซิงอธิบายด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท "ในเวลานี้... ข้ายังไม่มีเงินติดตัวแม้แต่ตําลึงเดียว"
บรรยากาศโดยรอบพลันดิ่งลึกจนเย็นเยียบ
เ้าฉีหยงยกยิ้มที่มุมปาก ยิ้มเยาะที่มิได้กลั่นมาจากความรู้สึกอารมณ์ดี "ตาแก่... เ้าคงยังมิรู้สินะว่าหากเ้าบิดพลิ้ว ข้าสามารถกระทำสิ่งใดกับเ้าได้บ้าง"
"รู้" กู่ฉางเซิงสวนคำ "ท่านย่อมต้องขับไล่ข้าออกไปจากที่นี่"
"ประเสริฐ! พูดจารู้ความ!" เ้าฉีหยงพยักหน้าส่งสัญญาณให้ผู้คุ้มกันกล้ามโต "เข้าไปโยนข้าวของของตาแก่คนนี้ออกมาให้หมด!"
ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ก้าวเท้าเตรียมบุกรุกเข้าด้านใน
ทว่ากู่ฉางเซิงกลับยืนนิ่งมิขยับเขยื้อน
เขากางแขนใช้ไม้เท้าขวางกั้นบานประตูเอาไว้โดยตรง
ผู้คุ้มกันร่างใหญ่ชะงักก้าว จ้องมองชายชราที่ยืนตัวตรงสง่าไร้ซึ่งแววตาตื่นตระหนก ก่อนจะะเิเสียงหัวเราะหยันออกมา "เ้าคิดจะขวางทางข้าอย่างนั้นรึตาแก่? หลีกไปเสียหากยังไม่อยากกระดูกหัก!"
"ท่านมาเพื่อทวงถามค่าเช่าค้างส่ง มิใช่มีสิทธิ์ในทรัพย์สินภายในเรือน" กู่ฉางเซิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบต่ำทว่ากังวาน "สิทธิ์ในการอสังหาริมทรัพย์แห่งนี้ยังคงเป็ของข้า จนกว่ากระบวนการขับไล่ตามกฎหมายจะเสร็จสิ้นอย่างถูกต้อง หากพวกท่านฝ่าฝืนบุกรุกเข้ามาโดยมิได้รับอนุญาต ย่อมถือเป็ความผิดฐานละเมิดสิทธิ์เด็ดขาด"
บุรุษทั้งสามคนถึงกับยืนตะลึงงัน
ในหมู่บ้านยากไร้แห่งนี้ มิเคยมีกสิกรรวมถึงคนจนคนใดกล้าใช้ถ้อยคำฉะฉานและหลักการเช่นนี้โต้แย้งกับเ้าฉีหยงมาก่อนเลย
เ้าฉีหยงสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็เขียวคล้ำ "ตาแก่กู่ เ้าอยากลองดี—"
"ข้าจะชำระค่าเช่าทั้งหมดให้แก่ท่าน" กู่ฉางเซิงเอ่ยขัดประโยค น้ำเสียงคงเส้นคงวา "ภายในเวลาสิบห้าวัน ขอเวลาให้ข้าได้ประกอบสัมมาอาชีพเพื่อหาเงินตรามาก่อน หากครบกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วข้ายังมิอาจหาเงินมาจ่ายได้ ข้าจะเก็บข้าวของย้ายออกไปด้วยตนเอง"
เ้าฉีหยงจ้องมองกู่ฉางเซิงด้วยแววตาประหลาดใจยิ่ง
ตาแก่ขี้เมาไร้ค่าที่เขาเคยรู้จักมาตลอดสิบปี มิเคยมีจังหวะการพูดจาเช่นนี้ มิเคยยืนหลังตรงสง่าเช่นนี้ และทึ่สำคัญ... มิเคยกล้าประสานสายตากับเขาตรงๆ โดยไร้ซึ่งความหวาดกลัวเช่นนี้มาก่อน
"สิบห้าวัน!" ในที่สุดเ้าฉีหยงก็เค้นเสียงข่มขู่พยายามรักษาอำนาจ "หากครบกำหนดแล้วข้ายังมิเห็นเงินตําลึง ข้าจะมิส่งอันธพาลหน้าไหนมาเจรจาอีก... ข้าจะลงมือจัดการด้วยตนเอง!"
เขาหันหลังเดินจากไปพร้อมกับผู้คุ้มกันทั่งสองคนที่ก้าวเท้าตามหลัง
ชายกล้ามโตคนหนึ่งชะงักเท้าเล็กน้อย หันกลับมาถลึงตาข่มขู่กู่ฉางเซิงอีกคราก่อนจะเดินลับหายไป
กู่ฉางเซิงปิดบานประตูลองกลอน
ภายในความสงัดงันของกระท่อมดิน
เขาทรุดกายลงนั่งพร้อมกับลอบถอนหายใจยาวออกมาระบายความเครียด
เวลาสิบห้าวัน... ข้าจะหาเงินตรามาจากช่องทางใดได้บ้าง
ทรัพยากรทั้งหมดทึ่เขามีอยู่ในเวลานี้คือ — มันสมองที่อัดแน่นด้วยวิชาแพทย์สมัยใหม่ มือสองข้างที่เหี่ยวย่น และกระแสลมปราณอันน้อยนิดที่เพิ่งฝึกปรือได้เพียงครึ่งวัน
ทว่า... สิ่งเ่าั้ย่อมเพียงพอ หากรู้วิธีนำมาปรับใช้ให้ถูกที่ถูกเวลา
เขานึกถึงเค้าลางของโรคระบาดร้ายแรงที่กำลังก่อตัวขึ้นในผืนป่าทิศเหนือ นายพรานสามคนที่กำลังเผชิญหน้ากับความตาย และชาวบ้านอีกสามร้อยกว่าชีวิตที่ยังคงใช้ชีวิตอย่างเชื่องมงายโดยมิได้รับรู้เลยว่ามหันตภัยกำลังคืบคลานเข้ามาประชิดตัว
หากข้าสามารถสยบโรคระบาดนี้ได้สำเร็จก่อนที่มันจะแพร่กระจายลุกลาม ชาวบ้านย่อมต้องมอบสิ่งตอบแทนค่ายาและการรักษา นั่นคือหนทางเดียวที่รวดเร็วที่สุดในยามนี้
ทว่าก่อนจะลงมือเยียวยา เขาจำเป็ต้องพิสูจน์ทราบให้แน่ชัดก่อนว่า ตนเองกำลังเผชิญหน้ากับเชื้อโรคสายพันธุ์ใด
รุ่งอรุณของวันถัดมา กู่ฉางเซิงพยุงร่างออกจากกระท่อมั้แ่ยามเช้าตรู่
หลินชิงเสวียเดินตรงเข้ามาหาเขาตรงบริเวณปากตรอก คล้ายกับว่านางได้มายืนเฝ้ารอคอยเขาอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว
"ท่านตา... ท่านกำลังจะเดินทางไปที่ใดกัน" นางเอ่ยถาม ในมือถือตะกร้าไม้ไผ่สำหรับใส่สมุนไพรที่ยังคงว่างเปล่า
"ป่า" กู่ฉางเซิงตอบสั้น
"ป่าฝั่งทิศใด"
"ทิศเหนือ"
หลินชิงเสวียถึงกับร่างแข็งทื่อ "ทิศเหนือรึ... ทว่าท่านพ่อเตือนไว้ว่าผืนป่าแถบนั้นอันตรายยิ่ง มีโรคระบาดร้ายแรง—"
"เพราะมีโรคระบาด ข้าจึงจำเป็ต้องไปตรวจสอบเพื่อระบุสายพันธุ์ของโรค" กู่ฉางเซิงอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบ "หากมิอาจรู้แจ้งเห็นจริงว่าศัตรูคือสิ่งใด ย่อมมิอาจปรุงโอสถเพื่อรักษาได้ถูกโรค"
นางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อประมวลความคิด
"ข้า... ขอเดินทางร่วมไปกับท่านด้วยได้หรือไม่" นางเอ่ยถามเสียงแ่ "ข้าคุ้นชินกับผืนป่าแถบนั้นเป็อย่างดี รู้แจ้งว่าเส้นทางใดควรเดินและควรหลีกเลี่ยง"
กู่ฉางเซิงจับจ้องมองดรุณีน้อย
อายุเพียงสิบห้า เป็บุตรสาวหมอยา แตกฉานเื่พฤกษาศาสตร์มาั้แ่เยาว์วัย — นับว่าเป็ผู้ช่วยที่มีประโยชน์ยิ่ง ทว่าการพานางเข้าไปในพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนทางชีวภาพสูงเช่นนั้น...
"เ้าถ่องแท้หรือไม่ว่าเหตุใดเราจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็พิเศษ" เขาเอ่ยถามเพื่อทดสอบ
"ข้ารู้" นางตอบกลับทันควัน "เนื่องจากโรคติดต่อชนิดนี้ มีความเป็ไปได้สูงที่จะแพร่กระจายผ่านทางละอองอากาศหรือการััสิ่งปนเปื้อนโดยตรง"
กู่ฉางเซิงหยุดคิดคำนวณในใจ
เด็กคนนี้สามารถวิเคราะห์สมมติฐานการแพร่กระจายเชื้อ (Transmission Route) ได้ด้วยตนเองโดยมิต้องมีใครสั่ง บ่งบอกว่าสมองของนางมีตรรกะเหตุผล มิใช่เพียงแค่ท่องจำตำรา
"ตามข้ามา" เขาเอ่ยสั้น "ทว่าจงจำไว้ ห้ามเข้าใกล้ซากสัตว์โดยเด็ดขาด หากข้าสั่งให้หยุด เ้าต้องหยุดเท้าทันที"
ผืนป่าทางทิศเหนือมีความหนาแน่นและรกชัฏกว่าทึ่กู่ฉางเซิงคาดการณ์ไว้มาก
หมู่ไม้โบราณขนาดมหึมาแผ่กิ่งก้านสาขาสร้างร่มเงาครึ้ม อากาศภายในอบอวลด้วยความชื้นและไอเย็น เสียงวิหคร้องก้องเริ่มแ่จางลงเรื่อยๆ ยิ่งพวกเขาก้าวลึกเข้าไป บรรยากาศรอบกายก็ยิ่งวังเวงและเงียบงัน
หลินชิงเสวียทำหน้าที่เดินนำทางอยู่เบื้องหน้า นางก้าวเท้าอย่างคล่องแคล่วและระมัดระวัง บ่งบอกถึงความชำนาญในเส้นทางนี้ ดรุณีน้อยคอยชี้ชวนให้กู่ฉางเซิงดูต้นสมุนไพรที่ขึ้นอยู่ตามสองข้างทาง พร้อมทั้งอธิบายชื่อเรียกและสรรพคุณทางยาอย่างรวดเร็ว
กู่ฉางเซิงทำหน้าที่รับฟังและบันทึกข้อมูลเข้าคลังสมอง
สมุนไพรบางชนิดมีลักษณะโครงสร้างคล้ายคลึงกับพืชในโลกเก่าที่เขารู้จัก บางชนิดมิเคยมีบันทึกในตำราเล่มใด และที่น่าอัศจรรย์คือ สมุนไพรบางต้นมีกระแสพลังงานลมปราณไหลเวียนซึมซาบอยู่ ประหนึ่งมีออร่าแสงแ่บางห่อหุ้มรอบใบและก้าน
สิ่งนี้แหละ... คือตัวแปรสำคัญที่ข้า้า
"ลำธารทางทิศเหนือยังอยู่อีกไกลเท่าใด" เขาเอ่ยถาม
"ราวครึ่งลี่" หลินชิงเสวียตอบ ก่อนจะหยุดเท้าลงโดยฉับพลัน
กู่ฉางเซิงหยุดก้าวตามทันที
นางยื่นนิ้วเรียวชี้ไปข้างหน้าโดยมิเอ่ยคำใด
กู่ฉางเซิงทอดสายตามองตามทิศทางนั้น
บริเวณกึ่งกลางเส้นทางสัญจร มีวิหคขนนกสีน้ำตาลสามสี่ตัวนอนแน่นิ่งตายเรียงรายอยู่บนพื้นดิน สภาพไร้ซึ่งร่องรอยการถูกล่าจากสัตว์ใหญ่ ไร้าแภายนอก ปีกสองข้างกางแผ่ออกคล้ายล้มคว่ำลงในระหว่างทึ่กำลังบินอยู่บนอากาศ
กู่ฉางเซิงทรุดกายลงคุกเข่า พิจารณาสภาพศพจากระยะห่างสองเมตรโดยมิยื่นมือไปัั
ไม่มีาแ ไม่มีร่องรอยผู้ล่า ล้มตายพร้อมกันในเวลาไล่เลี่ยกัน — บ่งชี้ว่าสาเหตุการตายมาจากปัจจัยภายในระบบร่างกาย
เขาสังเกตบริเวณจะงอยปากของพวกมัน นกบางตัวมีคราบของเหลวสีน้ำตาลเข้มไหลทะลักออกมาจากช่องปากและรูจมูก
ภาวะเืออกในระบบทางเดินหายใจส่วนบน (Pulmonary Hemorrhage)
สมองของกู่ฉางเซิงเริ่มประมวลผลลัพธ์จากข้อมูลชิ้นสำคัญอย่างรวดเร็ว
โรคติดต่อร้ายแรงที่สามารถคร่าชีวิตสัตว์ป่าหลากหลายสายพันธุ์ได้พร้อมกัน แพร่กระจายผ่านระบบทางเดินหายใจ ก่อให้เกิดสภาวะเืออกภายใน และมีศักยภาพในการติดต่อข้ามสายพันธุ์มาสู่มนุษย์ (Zoonosis)...
"ชิงเสวีย" เขาเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแ่เบาทว่าหนักแน่น "จงถอยหลังออกไปสิบก้าว"
นางปฏิบัติตามคำสั่งทันทีโดยมิคิดถามไถ่
กู่ฉางเซิงก้าวถอยหลังตามมาเช่นกัน หยุดยืนสังเกตการณ์ในระยะที่ปลอดภัยกว่าเดิม สายตากวาดมองสำรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างถี่ถ้วน
บริเวณแมกไม้รอบๆ จุดที่วิหคล้มตาย ใบบางส่วนปรากฏจุดเนื้อตายสีเข้มกระจายอยู่ทั่วไป ประหนึ่งถูกละอองน้ำกรดกัดทำลาย
สปอร์ของเชื้อรา? หรือสายพันธุ์แบคทีเรียทึ่มีความรุนแรงสูง? หรืออาจเป็บางสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้น
"เ้าเห็นใบไม้รอบๆ บริเวณนี้หรือไม่" กู่ฉางเซิงเอ่ยถาม "ใบที่มีจุดสีดำไหม้เ่าั้"
หลินชิงเสวียกวาดสายตามองตาม "เห็น... ดูคล้ายอาการใบไหม้ของพืช ทว่า... สีสันของมันกลับดูแปลกประหลาดกว่าปกติยิ่งนัก"
"ในอดีต ผืนป่าแห่งนี้เคยปรากฏพฤกษาที่มีลักษณะเช่นนี้บ้างหรือไม่"
นางส่ายศีรษะปฏิเสธ "มิเคยพบเห็นมาก่อนเลย เพิ่งจะมาปรากฏใน่ไม่กี่วันมานี้เอง"
ภัยคุกคามสายพันธุ์ใหม่ทึ่เพิ่งปะทุขึ้นในผืนป่า คร่าชีวิตสัตว์ป่า และแพร่กระจายสู่ประชากรมนุษย์
ในโลกก่อน ศาสตร์การแพทย์ขนานนามสิ่งนี้ว่า "โรคติดต่ออุบัติใหม่" (Emerging Infectious Disease)
กู่ฉางเซิงหันกลับมาสบตากับหลินชิงเสวีย
"เดินทางกลับหมู่บ้านกันเถิด" เขาเอ่ย "ข้าได้ข้อมูลเชิงระบาดวิทยาเพียงพอแล้ว"
"ทว่า... เรายังเดินทางไปมิถึงลำธารเหนือเลยนะ"
"มิจำเป็ต้องไปถึงแล้ว" เขาตอบน้ำเสียงเรียบ "ข้าได้เห็นประจักษ์พยานที่้าครบถ้วนแล้ว"
เด็กสาวจ้องมองใบหน้าของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นลอบจับสังเกตแววตาอันเคร่งเครียดภายใต้หน้ากากชายชรา
"โรคนี้... ร้ายแรงมากใช่หรือไม่" นางเอ่ยถามเสียงแ่
กู่ฉางเซิงมิได้ตอบคำถามในทันที
หากเขาเอ่ยความจริงทั้งหมดออกไป นางย่อมต้องเกิดความตื่นตระหนก ทว่าหากเลือกที่จะมุสาปิดบังแล้วโรคลุกลามจนเกินควบคุม ความสูญเสียย่อมทวีคูณจนมิอาจประเมินค่าได้
"ข้ายังมิอาจยืนยัน" เขาตอบ "ทว่าหากข้อสันนิษฐานของข้าถูกต้อง... เราจำเป็ต้องแข่งกับเวลา"
พวกเขากลับมาถึงหมู่บ้านใน่บ่ายแก่ๆ
หมอยาหลินเต๋อเจี้ยยืนดักรออยู่เบื้องหน้าแผงโอสถด้วยสีหน้าที่บ่งบอกชัดเจนว่าเกิดข่าวร้ายขึ้นแล้ว
"ผู้ป่วยรายแรก..." เขาเอ่ยขึ้นทันทีทึ่เห็นกู่ฉางเซิงก้าวมาถึง "พิษไข้สูงลิ่วขึ้นอีกขั้น ครั้นถึง่สายเริ่มมีโลหิตไหลทะลักออกมาจากช่องจมูก"
กู่ฉางเซิงชะงักนิ่งไปหนึ่งวินาที
อัตราการดำเนินโรค (Disease Progression) รวดเร็วกว่าทึ่คิดไว้มาก
"จงจัดแยกห้องพำนักของผู้ป่วยรายนั้นออกเป็เอกเทศในทันที" เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด "บุคคลใดก็ตามทึ่ต้องเข้าไปดูแล ยลโฉม หรือป้อนอาหาร จำเป็ต้องใช้ผ้าสะอาดหนาสามชั้นที่ผ่านการต้มในน้ำเดือดมาผูกปิดปัดบริเวณจมูกและริมฝีปากไว้ให้มิดชิด และต้องล้างทำความสะอาดมือด้วยน้ำต้มสุกทุกคราทั้งก่อนและหลังััตัวผู้ป่วย"
หลินเต๋อเจี้ยขมวดคิ้วมุ่นด้วยความฉงน "ผ้าปิดปากผูกจมูกรึ? เหตุใดต้องกระทำเื่ยุ่งยากเช่นนั้น—"
"จงปฏิบัติตามก่อน แล้วข้าจะอธิบายเหตุผลให้ฟังทีหลัง" กู่ฉางเซิงเอ่ยขัดประโยคด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ "เวลานี้เราไม่มีเวลามานั่งโต้เถียงกันแล้ว"
กระแสความเฉียบขาดในน้ำเสียงนั้น ส่งผลให้หมอชราหลินเต๋อเจี้ยรีบขยับกายไปจัดการตามคำสั่งโดยมิคิดโต้แย้งอีก
กู่ฉางเซิงหันกลับมาเผชิญหน้ากับหลินชิงเสวีย
"ในบรรดาพฤกษาศาสตร์ที่เ้าแตกฉานในผืนป่า มีสมุนไพรชนิดใดบ้างที่มีรสขมจัด มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว และมักเจริญเติบโตอยู่ใกล้บริเวณแหล่งน้ำกักขัง"
หลินชิงเสวียใช้เวลาคิดคำนวณเพียงชั่วครู่ "มีอยู่สามชนิด... หวงเหลียน (สารสกัดจากรากขม) ชิงเกา (ต้นโกฐจุฬาลัมพา) และรากหวงฉี (ปักคี้)"
หวงเหลียน หรือ Coptis chinensis — อุดมด้วยสารเบอร์เบอรีน (Berberine) มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรียและยับยั้งไวรัสบางสายพันธุ์... ชิงเกา หรือ Artemisia annua — สมุนไพรหลักในการสกัดสารอาร์ทีมิซินินสำหรับต้านมาลาเรีย... รากหวงฉี หรือ Astragalus — มีสรรพคุณทางวิทยาศาสตร์ในการกระตุ้นและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน (Immune Booster)
หากโรคติดต่อชนิดนี้เกิดจากสภาวะการร่วมติดเชื้อระหว่างเชื้อราและไวรัส (Co-infection) การนำสมุนไพรทั้งสามชนิดนี้มาผสมผสานในอัตราส่วนที่แม่นยำ ย่อมสามารถสร้างฤทธิ์เสริมกันในการต้านทานการติดเชื้อในกระแสเืได้ระดับหนึ่ง
"เ้าสามารถจัดหาพวกมันมาให้ข้าภายในวันนี้ได้หรือไม่" เขาเอ่ยถาม
หลินชิงเสวียผยักหน้ารับคำมั่น "ย่อมได้... ในเขตป่าโปร่งใกล้หมู่บ้านมีพฤกษาเหล่านี้ขึ้นอยู่หนาแน่น"
"จงจัดหามาให้ได้ปริมาณมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่าจงจำไว้... ค่อยๆ ลงมือเก็บอย่างระมัดระวัง ห้ามย่างกรายเข้าใกล้ต้นไม้ที่มีรอยจุดดำไหม้เด็ดขาด"
นางพยักหน้ารับคำก่อนจะรีบวิ่งก้าวเท้าจากไปอย่างรวดเร็ว
กู่ฉางเซิงยืนเฝ้าดูแผ่นหลังของดรุณีน้อยทึ่ค่อยๆ ลับสายตาไป แววตาคู่นั้นมิได้มีเพียงการประเมินสถานการณ์อีกต่อไป
เด็กคนนี้มิเคยเอ่ยปากถามซักไซ้ให้เสียเวลา เมื่อนางเกิดความเชื่อมั่นย่อมลงมือปฏิบัติการในทันที
หากในสถานพยาบาลโลกก่อน บุคลากรทางการแพทย์ทุกท่านมีประสิทธิภาพและตรรกะเช่นนี้ อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยย่อมต้องสูงลิ่วกว่าที่เป็อยู่แน่นอน
ยามราตรีมาเยือน หลินชิงเสวียเดินทางกลับมาพร้อมกับตะกร้าไม้ไผ่ที่อัดแน่นด้วยสมุนไพรสดทั้งสามชนิดจนล้น
กู่ฉางเซิงเริ่มเปิดฉากปฏิบัติการปรุงยาภายในกระท่อมของตน โดยมีหลินเต๋อเจี้ยนั่งเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ทึ่มุมห้องอย่างสงบเงียบ มิคิดเอ่ยปากขัดจังหวะการทำงาน
ชายชราลงมือคัดแยกสมุนไพรแต่ละสายพันธุ์ออกจากกัน ทดลองยื่นฝ่ามือเข้าใกล้เพื่อััและรับรู้ถึงกระแสพลังงานลมปราณที่หมุนเวียนอยู่ภายในเนื้อไม้
หวงเหลียนแผ่กระแสพลังงานเย็นเยือก... ชิงเกามีกระแสพลังงานปานกลางเป็กลาง... รากหวงฉีแผ่กลิ่นอายพลังงานอบอุ่นซ่าน หากนำสมุนไพรทั้งสามส่วนนี้มาหลอมรวมกัน...
เขาเริ่มกระบวนการบด สกัด และเคี่ยวเอายา โดยอาศัยการคำนวณสัดส่วนจากทั้งฐานความรู้เคมีอินทรีย์สมัยใหม่ ผนวกเข้ากับการรับรู้กระแสพลังงานลมปราณอันละเอียดอ่อนของร่างกายใหม่นี้
ศาสตร์ทั้งสองซีกโลกเข้ามารวมตัวและเสริมฤทธิ์กันได้อย่างลงตัวเกินกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้มาก
วิทยาศาสตร์เคมีบอกแจ้งแก่เขาว่าสารสกัดชนิดใดจะทำปฏิกิริยากับโมเลกุลใด ในขณะที่ศาสตร์ลมปราณบอกแจ้งแก่เขาว่าพลังงานเร้นลับของพฤกษาจะหลอมรวมกันได้อย่างไร ผลลัพธ์ทึ่ได้ออกมาจึงเป็ตัวยาที่มีความบริสุทธิ์และสมบูรณ์พร้อมเหนือกว่าการพึ่งพาศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งเพียงลำพัง
ตัวยาเคี่ยวเสร็จสิ้นลงใน่ดึกสงัด
หลินเต๋อเจี้ยนั่งจิบชาร้อนเฝ้ามองกระบวนการทั้งหมดตลอดสองชั่วโมงเต็มโดยมิอาจละสายตาไปจากเรียวนิ้วอันเหี่ยวย่นของกู่ฉางเซิงได้เลย
"เ้า... ใช้วิธีการควบคุมอุณหภูมิและต้มสกัดโอสถเช่นนี้มาจากตำราเล่มใดกันแน่" ในที่สุดเขาก็เอ่ยถาม น้ำเสียงต่ำทว่าเต็มไปด้วยความจริงจัง "ตลอกชีวิตแพทย์ของข้า มิเคยพบพานบันทึกเช่นนี้ในตำรับยาเล่มใดในใต้หล้า"
กู่ฉางเซิงบรรจงเทน้ำยาสมุนไพรสีเข้มลงในภาชนะดินเผาที่สะอาดสะอ้าน
"มันคือตำราทึ่ท่านมิเคยมีโอกาสได้เปิดอ่าน" เขาตอบกลับเรียบสั้น ก่อนจะยื่นภาชนะยาให้ "จงนำโอสถนี้ไปให้ผู้ป่วยรายแรกดื่มกินครั้งละสองช้อนในทุกๆ สี่ชั่วโมง ส่วนผู้ป่วยอีกสองคนที่เหลือให้ดื่มกินครั้งละหนึ่งช้อนในทุกๆ หกชั่วโมง หากพิษไข้ยังมิลดละภายในสองวัน จำเป็ต้องเพิ่มปริมาณตัวยาขึ้นอีกเท่าตัว"
หลินเต๋อเจี้ยยื่นมือรับภาชนะโอสถ ก้มมองของเหลวภายในสลับกับสบสายตากับกู่ฉางเซิง
"เหตุใดเ้าจึงต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือถึงเพียงนี้" เขาเอ่ยถามตรงประเด็นไร้ซึ่งเล่ห์เหลี่ยม "เ้ามิใช่หมอประจำหมู่บ้าน มิได้มีพันธะหน้าที่อันใดที่ต้องมาแบกรับความเสี่ยงนี้"
กู่ฉางเซิงบรรจงปิดฝาหม้อดินเผาที่บรรจุน้ำยาที่เหลืออยู่
"เพราะหากโรคติดต่อชนิดนี้ปะทุขึ้นจนกลายเป็โรคระบาดครั้งใหญ่ มันย่อมมิเลือกปฏิบัติว่าผู้ใดเป็หมอหรือมิใช่หมอ" เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ "และกระท่อมซอมซ่อของข้า... ก็ตั้งอยู่กึ่งกลางหมู่บ้านแห่งนี้เช่นกัน"
หลินเต๋อเจี้ยนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น
ไร้ซึ่งคำกล่าวขอบพระคุณเป็ทางการ ทว่าการพยักหน้านั้นกลับแฝงด้วยความเคารพทึ่หนักแน่นยิ่งกว่าสิ่งใด
ในค่ำคืนนั้น กู่ฉางเซิงมิอาจข่มตาให้หลับลงได้
เขานอนหงายสายตาจับจ้องไปที่เพดานฟางอันทรุดโทรม รับฟังเสียงกระแสลมราตรีที่พัดหวีดหวิวผ่านรอยแตกของฝาผนังดินดิบ
ภัยติดต่อในป่าลึกแถบนั้น — หากมันสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้จริง ตัวยาที่เขาเคี่ยวสกัดในวันนี้ย่อมทำหน้าที่ได้เพียงแค่ชะลอเวลาและบรรเทาอาการชั่วคราวเท่านั้น มิใช่การรักษาจำเพาะที่รากเหง้าของปัญหา
เขาจำเป็ต้องเข้าใจโครงสร้างชีวโมเลกุลของมัน จำเป็ต้องรู้แจ้งว่ามันคือเชื้อสายพันธุ์ใด
ทว่าก่อนจะดำเนินกระบวนการวิเคราะห์ขั้นสูงได้ เขายังคงขาดแคลนปัจจัยสำคัญอีกหลายประการ — ทั้งอุปกรณ์ ห้องปฏิบัติการ ทรัพยากร และที่สำคัญที่สุดคือ... ร่างกายที่แข็งแกร่งพอที่จะรองรับมหาศึกทึ่กำลังจะมาถึง
เวลาสิบห้าวัน... คือสัจจะวาจาที่ข้าได้ลั่นไว้กับเ้าฉีหยง
หากข้าสามารถสยบโรคระบาดนี้ได้สำเร็จก่อนที่มันจะสายเกินการณ์ เงินตราค่าตอบแทนย่อมต้องหลั่งไหลมาเอง
ทว่าหากข้าล้มเหลว...
กู่ฉางเซิงหลับตาลงช้าๆ
หากเป็เช่นนั้น... ข้าก็มิจำเป็ต้องมานั่งวิตกกังวลเื่ค่าเช่ากระท่อมอีกต่อไป
มุมปากของชายชรายกขึ้นเป็รอยยิ้มลึกล้ำท่ามกลางความมืดมิดของกระท่อมร้างอันไร้ซึ่งทรัพย์สินใดๆ
ทว่าภายในส่วนลึกของสมองของชายชราผู้ถูกโลกใบนี้ลืมเลือน กลับมีประกายไฟสายหนึ่งสว่างไสวโชย่อยู่ตลอดเวลา
มิว่าร่างกายจะพังทลายถึงเพียงใด โลกใบใหม่จะแปรปรวนปานใด หรืออุปสรรคเบื้องหน้าจะสูงชันเทียมฟ้าเพียงไหน...
ดวงไฟแห่งจิติญญาแพทย์ดวงนั้น... จะไม่มีวันดับสูญลงอย่างเด็ดขาด