ตอนที่ 6 (ภาค 2): ลมหายใจแห่งการรุกราน
ยามสายของวันที่แสงแดดถูกบดบังด้วยเมฆหนาเหนือเมืองหลันชิง
กลองศึกถูกเคาะสามครั้งกลางลานหน้าหอฟ้าคราม เสียงสะท้อนนั้นไม่ได้เรียกแค่ทหารเข้าสู่สนามรบ
มันคือเสียงประกาศต่อทั่วแคว้นว่า…
“ขุนศึกเฟิงิ ได้รับอำนาจเบ็ดเสร็จจากราชสภาและอ๋องแห่งหลันชิง
ในการนำกองกำลังขอบฟ้าคราม รุกรานเข้าแดนศัตรู!”
ข่าวนั้นแพร่สะพัดราวเปลวไฟในทุ่งหญ้า
ไม่เคยมีกองทัพใดของหลันชิงบุกเข้าสู่ดินแดนแคว้นอื่นก่อน
นี่คือการขยับหมากที่ไม่มีใครคาดคิด และไม่มีวันลบล้างกลับไปได้อีก
ณ ลานฝึกกลางค่ายขอบฟ้าคราม
“รายชื่อทหารรบทั้งหมด ตรวจความพร้อมภายในสามวัน!”
เสียงของนายกองดังกึกก้องระหว่างแนวทหารที่เรียงแถวกันยาวเหยียด
เฟิงิยืนมองธงขอบฟ้าครามที่โบกเหนือกระโจมบัญชาการ
ข้างกายเขาคือขุนพลทั้งสี่ที่คุ้นเคย —
ซูเหวิน, เหยียนหลี, ลั่วเฉิง และเจียงหลง —
แต่ในครั้งนี้ ทุกคนล้วนรู้ว่า นี่จะไม่ใช่ศึกแบบเดิมอีกต่อไป
“ศัตรูครั้งก่อน…คือคนที่บุกรุก
ศัตรูครั้งนี้…คือคนที่เราต้องไปหาถึงถิ่น”
เฟิงิเรียกประชุมแม่ทัพในค่ายย่อยทั้งหมด
น้ำเสียงเขาหนักแน่นและมั่นคงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
“ข้าไม่สั่งให้พวกเ้ารบเพื่อข้า
ข้าจะรบร่วมกับพวกเ้าในทุกศึกที่จะมาถึง
แต่จงรู้ไว้…ว่าเราจะไม่หยุดที่การป้องกันอีกต่อไป
ครั้งนี้ — เราจะสู้เพื่อลบความกลัวออกจากใจแผ่นดิน!”
เสียงโห่ร้องสนั่นแผ่นดิน
อารมณ์ของทหารทั้งกองลุกโชน
พวกเขาไม่ใช่เพียงนักรบที่เฝ้าประตูแคว้นอีกต่อไป
แต่เป็กำลังทัพที่จะจารึกชื่อในหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของหลันชิง
กลยุทธ์เบื้องต้น: บุกผ่านพรมแดนซือหยู
แคว้นซือหยู (思雨) เป็แคว้นที่ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของหลันชิง
ภูมิประเทศเต็มไปด้วยเนินเขา ป่าไผ่ และเส้นทางน้ำใต้ดิน
ความได้เปรียบของพวกมันคือป้อมเนินสูงที่เรียกว่า “ผาหยาดฝน”
ซึ่งตั้งอยู่ตรงช่องเขาเดียวที่สามารถนำกองทัพเข้าได้โดยไม่ผ่านเมืองหลัก
“หากเราบุกโดยตรงจากเส้นตะวันตกเฉียงเหนือ
เราจะถูกป้อมผาหยาดฝนสกัดและถูกโจมตีจากที่สูง”
ลั่วเฉิงอธิบายอย่างเคร่งเครียด
เฟิงิพยักหน้า
“ข้าจึงไม่คิดจะ ‘บุกตรง’ ั้แ่แรก…”
แผนที่ถูกคลี่ออก แสดงเส้นทางป่าลึกด้านใต้ที่แทบไม่มีใครใช้
แม้จะยากลำบากและเสี่ยงตายจากกับดักธรรมชาติ แต่ถ้าเดินทางผ่านได้สำเร็จ
พวกเขาจะสามารถโผล่หลังแนวป้องกันของซือหยู และโจมตีแบบสายฟ้าแลบได้
ซูเหวินยิ้มบาง
“ข้าชอบแินี้…เข้าทางที่พวกมันไม่คิดว่าคนกล้าเข้า
แต่ขอเพียงเราเข้าไปได้เมื่อไร มันจะกลายเป็นรกของพวกมันทันที”
เจียงหลงตบข้างม้าศึก
“ข้าจะนำม้าทะลวงไผ่ของข้าไปเป็แนวหน้าลุยป่าให้เอง!”
ยามค่ำ
เฟิงิยืนเงียบอยู่ริมหน้าผา
ธงผืนเล็กของหมู่บ้านชิงสุ่ยในอดีตผูกอยู่ที่เอวเขา — เตือนใจเขาว่า
เหตุใดเขาจึงเริ่มต้นเส้นทางนี้
เสียงฝีเท้าดังเบา ๆ จากด้านหลัง
เหยียนหลีเดินเข้ามา มือถือกระบี่ที่สะอาดจนไร้รอยเื
“เ้ากำลังเปลี่ยนแคว้นนี้”
นางพูดเรียบ ๆ
เฟิงิไม่หันกลับ
“ข้ายังไม่ได้เปลี่ยนอะไรทั้งนั้น…แต่ข้าจะไม่ยอมให้ใครมาบอกว่า
ชะตาของเราถูกขีดไว้แล้วว่าต้องเป็ฝ่ายถูกล่า”
เขากำหมัดแน่น มองแสงจันทร์เหนือฟากฟ้า
“คราวนี้…ข้าจะเป็ฝ่ายที่เลือกเส้นทางเอง”
สัปดาห์ที่หนึ่ง: ลุยพรมแดนลับ
กองทัพขอบฟ้าครามชุดหน้า 5,000 นาย ออกเดินทางในยามสามก่อนรุ่ง
เส้นทางที่เลือกผ่านป่าหุบลึก — ป่าไผ่ที่เรียกว่า “เหยียนหลิน”
สถานที่ที่แม้แต่ชาวบ้านในเขตซือหยูยังไม่กล้าเข้าใกล้ในฤดูหนาว
อากาศเหน็บหนาวจนหยดน้ำแข็งจับตามขอบเกราะ
พื้นดินบางส่วนกลายเป็เลน และเสียงสัตว์ป่าที่หิวโหยดังหอนจากความมืด
เจียงหลงนำหน่วยม้าพิเศษล่วงหน้า เปิดทางลัดตามร่องน้ำและไหล่เนิน
ซูเหวินคอยสังเกตยอดไม้เพื่อหาจุดที่ศัตรูอาจดักซุ่ม
ลั่วเฉิงจัดระบบขนส่งเสบียงด้วยการแบ่งหน่วยแบกสัมภาระและตั้งจุดพักทุกสิบลี้อย่างมีแบบแผน
แต่แม้จะมีการวางแผนที่แ่า
ทหารก็ยังเริ่มเกิดความเครียดและเสียขวัญใจ เมื่อมีรายงานว่า…
“คนของเราสองนายหายไปในยามดึก และมีเศษผ้าเปื้อนเืพบในป่า”
คืนที่ห้า: เงาที่ไม่มีเสียง
คืนนั้น เฟิงิเรียกประชุมลับเฉพาะหน่วยหลัก
เขาวางมีดสั้นเล่มหนึ่งบนโต๊ะ — มันไม่ใช่ของทหารหลันชิง
แต่เป็ “มีดเข็มกระดูก”
อาวุธประจำตัวของหน่วยลอบสังหารจากซือหยูที่เรียกว่า “ฝนหมึก”
“พวกมันรู้แล้วว่าเรากำลังมา” เฟิงิกล่าวนิ่ง ๆ
“และพวกมันไม่ได้จะหยุดเราด้วยการเผชิญหน้าตรง ๆ …แต่ด้วยเงา”
เหยียนหลีเสนอให้ตั้งแนวป้องกันเป็รูปตาข่าย คลุมพื้นที่พักทุกจุด
พร้อมแบ่งหน่วยแฝงตัวแยกสังเกตการณ์โดยไม่เปิดไฟค่าย
ขณะที่ซูเหวินเสนอจะนำชุดลอบพลางเข้า ‘ล่อเป้า’ กลุ่มฝนหมึก
เพื่อให้พวกนั้นเปิดเผยตัวตน
การเผชิญหน้าครั้งแรก: กลลวงจากความมืด
ยามสี่ของคืนนั้น
เงาร่างหนึ่งบุกเข้ากระโจมกลางค่ายเฟิงิ ทว่าไม่มีใครอยู่ในกระโจมนั้น
เป็เพียงหุ่นฟางในเกราะเหล็ก
ก่อนที่เสี้ยววินาทีถัดมา — เหยียนหลีจะพุ่งเข้าจากเงามืด แทงทะลุช่องไหล่เงาร่างนั้นทันที
“ข้าเฝ้ารอเงาเ้า…มานานแล้ว”
เสียงแ่สุดท้ายของนักฆ่าดังขึ้น ก่อนร่างนั้นจะพังทลายลงดั่งใบไม้ร่วง
ท่ามกลางความเงียบ — เฟิงิเดินออกมาจากแนวไผ่
ยื่นดาบลงพื้นช้า ๆ
“พรุ่งนี้เราจะโผล่หน้า ‘หลังแนวรับศัตรู’
หากพวกมันคิดว่าเราจะหลงทางกลางป่า…พรุ่งนี้เราจะสั่งสอนให้รู้ว่า
สายลมไม่เคยหลงทาง”
รุ่งสางวันที่สิบ — แนวหลังศัตรู
สายหมอกยามเช้าปกคลุมเนินหญ้าสูง ราวกับม่านปกปิดจิตใจของผู้คน
กองทัพขอบฟ้าคราม 5,000 นายเคลื่อนออกจากแนวป่าไผ่เหยียนหลินเงียบสนิท
พวกเขาโผล่ขึ้นจากแนวราบที่ไม่มีทหารศัตรูระวังหลังแม้แต่น้อย
หน้าพวกเขาคือแนวป้องกันของค่ายใหญ่ซือหยู — ค่าย “ผาหยาดฝน”
อันเป็แนวป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดของชายแดนตะวันตก
แต่ขณะนี้…หลังค่ายไร้กำลังเฝ้าระวังโดยสิ้นเชิง
เฟิงิยืนอยู่หน้าแถวทัพ
ข้างกายคือซูเหวินและเจียงหลงในชุดเกราะเบา
“เมื่อสายลมโผล่จากเงา…ฝนก็ไม่อาจไหลย้อนกลับ”
เขายกมือขึ้นช้า ๆ — และปล่อยสัญญาณฟ้าผ่าจากตะขอสะท้อนแสงที่เขาเตรียมไว้แต่แรก
ทันทีนั้น…
กลองศึกถูกตีสามครั้ง ดาบถูกชัก!
ทัพขอบฟ้าครามเริ่มโถมเข้าสู่ค่ายหลังของศัตรูอย่างสายฟ้าฟาด!
ค่ายผาหยาดฝน — ความโกลาหลที่สายฟ้าไม่เตือน
แม่ทัพรองซือเหว่ยของค่ายซือหยู วิ่งออกจากกระโจมพร้อมชุดนอน
เขาไม่ทันได้ใส่เกราะด้วยซ้ำ เมื่อได้ยินเสียงคำรามของทัพที่ไม่ควรอยู่ตรงนี้
“มันมาจากด้านหลัง!? ทัพหลันชิงทะลุแนวไผ่ได้ยังไง!”
แต่คำถามไม่มีความหมายอีกต่อไปเมื่อม้าเร็วของเจียงหลงพุ่งเข้ากลางแนวกลางของค่าย
เสียงกระบี่ไผ่ของเจียงหลงฟาดแตกโล่ศัตรูทีละแผ่นราวกับหญ้าแห้ง
“ไม่มีหลัง ไม่มีหน้า มีแต่ม้วนเดียวตายหมด!!”
เสียงคำรามของเขาดังก้องทั่วแนวเนิน
—
ซูเหวินปีนขึ้นต้นไม้ริมป่า
ยิงธนูเข้าใส่ศูนย์บัญชาการของศัตรูอย่างแม่นยำ
ลูกธนูติดผ้าเปียกน้ำมันพุ่งเข้าใส่โกดังเสบียงสำคัญของศัตรู
ะเิเพลิงครั้งแรกของศึกก่อตัวขึ้นในค่ายที่เคยสงบ
—
เฟิงินำทัพรุกเข้าศูนย์กลางค่าย
ทุกก้าวของเขาชุ่มด้วยโคลนปนเื
แต่ดวงตาเขาแน่วแน่กว่าทุกศึกที่ผ่านมา
เขาฟาดดาบจนโล่ของนายกองศัตรูแตกกระจาย ก่อนแทงสวนอย่างแม่นยำเข้าสู่ช่องอก
“พวกเ้าปิดฟ้าด้วยฝนไม่ได้หรอก —
เพราะข้ายืนอยู่เหนือพายุ!”
การปรากฏตัวของขุนศึกม่อเสวี่ย
เสียงระฆังไม้ดังขึ้นสามครั้งในค่ายซือหยู
ทันใดนั้น เสียงเท้าเบา ๆ ก็ดังขึ้นจากหลังม่านกระโจมทอง
หญิงในชุดเกราะขาวขลิบหมึกก้าวออกมาอย่างสง่า
ผมดำยาวถักเปียทิ้งหลัง ดวงตาเรียบสนิท ริมฝีปากแต้มสีแดงเจือหม่น
“เฟิงิ…เ้ามาตามเสียงสายลมงั้นหรือ?”
ม่อเสวี่ย — ขุนศึกหญิงผู้ไร้พ่ายของซือหยู ปรากฏตัวต่อหน้าเฟิงิเป็ครั้งแรก
เฟิงิชะงักเพียงครู่
ดวงตาของเขาสบกับนาง…ก่อนจะยิ้มเยือกเย็น
ม่อเสวี่ย vs เฟิงิ — ขุนศึกปะทะขุนศึก
ท่ามกลางเปลวไฟที่ลุกไหม้ และเสียงเหล็กฟาดเหล็กที่แทรกกลางอากาศ
ม่อเสวี่ยก้าวช้า ๆ ออกจากแนวทหารของนาง ดาบยาวสีดำขลับชักออกจากฝัก
เฟิงิไม่กล่าวถ้อยคำใด
เขายกดาบขึ้นตรงแนบใบหน้า ปล่อยลมหายใจช้า ๆ
ทันใดนั้น…ม่อเสวี่ยพุ่งตัวเข้ามาด้วยความเร็วเหนือคาด
คมดาบฟาดตรงเข้ากลางลำตัวอย่างแม่นยำ แต่เฟิงิเบี่ยงตัวเฉียดฉิว สะบัดดาบสวนกลับด้วยมุมอันบิดเบี้ยว
เสียงเหล็กฟาดกันดังก้องเหมือนสายฟ้าฟาดใส่กลางหุบเขา!
ทั้งสองมิใช่แค่ผู้ใช้ดาบ
แต่คือขุนศึกที่ใช้การเคลื่อนไหวของตนเป็จังหวะนำทัพ
ศึกดาบระหว่างพวกเขาไม่ใช่เพียงการวัดกำลัง
แต่คือการวัด “จิต” ของผู้แบกแผ่นดินไว้บนหลัง
กลศึกที่แฝงอยู่ในเงา
ระหว่างที่ขุนศึกทั้งสองปะทะกันอยู่แนวหน้า
ลั่วเฉิงนำกองสนับสนุนลอบเข้าโจมตีเส้นทางลำเลียงเสบียงในป่า
เขาสั่งปิดทางลับทุกจุดของศัตรู แล้วใช้ไม้ไผ่และน้ำมันจุดไฟล้อมเส้นทางเสบียงไว้ทั้งหมด
“เราไม่ได้แค่ชนะศึกนี้…แต่ต้องทำให้พวกเขาไม่สามารถสู้ต่อได้แม้วันพรุ่งนี้มาถึง”
ซูเหวินยังคงระดมธนูจากจุดสูง
ขณะเจียงหลงนำทหารม้าทะลวงเข้าเผาเต็นท์บัญชาการรองของม่อเสวี่ย
บทสรุปของการปะทะ
ในที่สุด ดาบของเฟิงิก็แทงผ่านปลายเสื้อคลุมม่อเสวี่ย ทำให้เืหยดแรกของนางตกลงบนดิน
ม่อเสวี่ยถอยออกช้า ๆ มองเขานิ่ง
ก่อนจะยิ้มบางที่แทบมองไม่เห็น
“เ้าชนะในวันนี้…แต่ข้าจะกลับมา พร้อมกับคำตอบของข้าเอง”
นางะโถอยออกจากสนาม และเป่าสัญญาณล่าถอย
ทัพซือหยูที่ยังเหลืออยู่รีบถอยกลับเข้าป่า โดยไม่หันกลับมา
ยามค่ำ — หลังชัยชนะ
ค่ายศัตรูถูกยึด ธงขอบฟ้าครามถูกปักไว้กลางค่าย
ไฟยังคงลุกไหม้อย่างเงียบงันเหมือนจิตใจของชายหนุ่มผู้ชนะ
เฟิงินั่งเงียบอยู่บนโขดหินข้างกองไฟ
ดวงตาเขามิได้ยินดีปรีดาเหมือนศึกก่อน
เหยียนหลีเดินเข้ามานั่งข้าง ๆ
“เ้าชนะแล้ว…แต่มิได้ยิ้มเลยสักครั้ง”
เฟิงิหลุบตามองกองไฟ
“ครั้งก่อน…ข้าชนะเพื่อเอาชีวิตรอด
ครั้งนี้…ข้าชนะเพราะข้าคือผู้รุกราน”
เขาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ มองท้องฟ้าที่ไร้ดาว
“สายลมที่ข้าเป็…กำลังกลายเป็พายุ
แต่ข้ายังไม่รู้เลยว่า พรุ่งนี้…มันจะพัดไปถึงที่ใด”
“แล้วเ้าจะยืนอยู่ได้ไหม…เมื่อข้ายืนอยู่กลางสายลมที่เ้าคิดจะควบคุม”