ท่ามกลางสมรภูมิที่ร้อนระอุไปด้วยกลิ่นอายมรณะและควันไฟจากกองไฟที่ถูกเหยียบย่ำจนกระจายเกลื่อน ลู่ชิงไม่มีเวลาแม้แต่จะหายใจทิ้งเพื่อพิจารณาว่าไอ้ท่าบริหารร่างกายพิลึกๆ ในตำรา 'เซียนา' ที่เขาได้มานั้นคือของจริงหรือของปลอมกันแน่ แต่ในเมื่อสถานการณ์บีบบังคับจนหลังชนฝา และดูเหมือนไอ้ท่าทางตลกๆ พวกนี้จะพอใช้ปัดเป่าแมลงร้ายในคราบโจรได้บ้าง เขาก็ต้องจำใจงัดมันออกมาใช้เพื่อรักษาชีวิตน้อยๆ ของตัวเองและศิษย์รักที่กอดขาเขาไว้แน่นจนกางเกงแทบหลุด
ลู่ชิงเริ่มขยับร่างกายอย่างเอื่อยเฉื่อยประดุจบัณฑิตเฒ่าที่กำลังบิดี้เียามเช้าหลังตื่นนอน ทว่าทุกท่วงท่าที่ดูเชื่องช้าและไร้เรี่ยวแรงนั้นกลับแฝงไว้ด้วยพลังทำลายล้างขั้นสุดยอด! ทุกครั้งที่เขาพลิกฝ่ามือวาดผ่านอากาศ มวลอากาศรอบกายจะม้วนตัวกลายเป็กำแพงสุญญากาศที่มองไม่เห็น มันพุ่งเข้าปะทะร่างพวกโจรที่กระโจนเข้ามาจนตัวปลิวละลิ่วออกไปประดุจว่าวสายป่านขาด บางคนปลิวไปติดง่ามไม้สูงลิ่วจนลงไม่ได้ บางคนหมุนคว้างกลางอากาศสามตลบไปตกในถังหมักสุราป่าจนเสียงจมมิดหายไป ทำเอาพวกโจรที่เหลือซึ่งเคยฮึกเหิมถึงกับขาสั่นพั่บๆ มือไม้สั่นจนดาบแทบหลุดจากมือ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับเข้าใกล้บัณฑิตหน้าขาวผู้นี้อีก
“พวกเ้ายืนบื้อเป็หุ่นปั้นให้มันตบเล่นอยู่ทำไม! รุมมันเข้าไปสิวะ! ต่อให้เป็ยอดยุทธตกนรกมาจากไหนก็ต้องแพ้กำลังคนอยู่วันยันค่ำ!” หัวหน้าใหญ่แผดเสียงสั่งด้วยความโมโหจนเส้นเืที่ขมับปูดโปน เมื่อเห็นลูกน้องนับร้อยถูกบัณฑิตหน้าขาวเพียงคนเดียวไล่ต้อนจนเสียขบวน
“ในเมื่อเข้าใกล้ตัวมันไม่ได้... ก็ไปเด็ดหัวไอ้เด็กสองคนนั้นก่อน! ดูซิว่ามันจะยังร่ายรำอยู่ได้ไหม!”
“แย่แล้ว!” ลู่ชิงหัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มจนหน้ามืดเขียว เมื่อเห็นคมหอกนับสิบเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน พุ่งเป้าไปที่ศิษย์รักทั้งสองที่หลบอยู่ข้างหลังเขาในวินาทีแห่งความเป็ตายนั้น ลู่ชิงก็ฉุกนึกขึ้นได้ ‘ถ้าไอ้ฝ่ามือบริหารไหล่นี่ใช้ต่อยตีได้จริง... งั้นวิชาที่ชื่อ ‘ไร้พันธนาการ’ ที่ข้าเอาไว้ใช้วิ่งหนีสุนัขก็น่าจะใช้ร่วมกันได้!’ เขาไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนไปกว่าการเอาชีวิตรอด ลู่ชิงพุ่งตัวออกไปทันที และสิ่งที่ทำให้พวกโจรต้องเบิกตากว้างประดุจลูกมะนาว แม้แต่ตัวลู่ชิงเองก็ประหลาดใจจนอยากจะร้องไห้ออกมาเป็สายเืเมื่อ 'ฝ่ามือสยบคลื่น' ที่ดูอืดอาดเชื่องช้าถูกนำมาผสานกับท่าร่าง 'ไร้พันธนาการ' ราวกับสองสิ่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็ส่วนเติมเต็มของกันและกัน ความล่าช้าถูกทดแทนด้วยความเร็วประดุจภูตพราย ร่างของลู่ชิงกลายเป็เงาสลัวที่วูบวาบไปมาอย่างน่าเหลือเชื่อ เขาดูเหมือนอยู่ทุกที่ในเวลาเดียวกัน และที่ยิ่งไม่น่าเชื่อกว่านั้นคือร่างกายของบัณฑิตตกยากผู้นี้กลับมีปราณประหลาดไหลเวียนอย่างไร้ขีดจำกัด เขาซัดฝ่ามือออกไปอย่างต่อเนื่องประดุจพายุบุแคมที่โหมกระหน่ำ โดยไม่มีใครรู้เลยว่าปราณเซียนที่บริสุทธิ์และหนาแน่นที่สุดในใต้หล้านั้นคือของเขาเพียงผู้เดียว!หากมองจากมุมสูง ท่วงท่าของลู่ชิงที่วนเวียนปกป้องเด็กทั้งสองจะดูราวกับสัญลักษณ์แห่งเต๋าที่กำลังหมุนวน กีดกันคมหอกและดาบไม่อาจฝ่าพันธนาการแห่งลมนี้ไปได้แม้แต่น้อย ลู่ชิงที่เริ่มซัดโจรหมอบไปยี่สิบกว่าคนก็เริ่มเกิดความคิดประหลาดขึ้นในใจ ‘หรือว่าโจรพวกนี้มันจะไร้ฝีมือของจริง? ขนาดข้าที่เป็บัณฑิตตกยาก สอบตกซ้ำซาก แถมยังหิวจนไส้กิ่ว ยังซัดพวกมันปลิวได้ง่ายดายขนาดนี้... โลกภายนอกช่างน่ากลัวน้อยกว่าห้องสอบจอหงวนที่อาจารย์คุมสอบจ้องเขม็งเสียอีก!’
“พวกเ้าถอยไปให้หมด! ไอ้พวกสุนัขรับใช้ที่ไม่ได้เื่!”
เสียงคำรามของหัวหน้าใหญ่ดังกึกก้องจนใบไม้สั่นไหว เขาเดินก้าวออกมาอย่างองอาจขณะที่สมุนโจรค่อยๆ ถอยรั้งออกไปยืนล้อมรอบด้วยความหวาดผวาประดุจเห็นผีกลางวันแสกๆ
“ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเ้าเป็ใคร แต่เ้าคิดผิดแล้วที่กล้ามาทำลายรังของข้าและวงเหล้าที่ข้าอุตส่าห์ตั้งใจหมักไว้!”
หัวหน้าใหญ่กระแทกดาบั์ที่ทำจากเหล็กดำลงบนพื้นจนหน้าดินแตกละเอียดเป็ใยแมงมุม “ตึง!” พลันปราณเพลิงสีแดงฉานะเิออกมาจากร่างกายของเขาราวกับูเาไฟปะทุ กลิ่นไหม้ของอากาศกระจายไปทั่ว
“นั่นมัน... ระดับเปิดจุดรวมปราณขั้นสูงสุด!” พวกลูกน้องอุทานด้วยความเลื่อมใสประหนึ่งเห็นปาฏิหาริย์
“ท่านหัวหน้าเอาจริงแล้ว บัณฑิตนั่นต้องกลายเป็ธุลีแน่!”
“แค่บัณฑิตที่ใช้วิชาปาหี่ประหลาด ข้าจะส่งเ้าไปอ่านตำราในนรกเอง!” ยอดยุทธโจรควงดาบั์พุ่งทะยานเข้าหาลู่ชิงประดุจดาวตกสีเพลิง ะเิปราณออกมาพร้อมคมดาบจนเกิดเป็ 'ปราณอาวุธ' ที่คมกริบขนาดตัดกระแสลมได้ แสดงถึงความเป็อัจฉริยะในเชิงยุทธที่ไม่ธรรมดาของเขา
ลู่ชิงใจดิ่งวูบลงเหวมืดลึก ทุกอย่างมันช่างดูอลังการ แสงสีเสียงจัดเต็มจนเขาแทบจะฉี่ราดกางเกงที่สั่นพั่บๆ แต่ไม่มีเวลาให้คิดหนีแล้ว เขาซัดฝ่ามือออกไปสุดตัวโดยหลับตาปี๋แน่นจนเห็นรอยยีนกา คิดในใจว่า ‘ตายเป็ตายวะ! อย่างน้อยข้าก็สอบตกมาจนชินชากับความผิดหวังแล้ว!’ ในสายตาคนรอบข้าง ลู่ชิงที่ยืนหลับตาแล้วยื่นมือออกไปดูเหมือนคนเดินเข้าหาความตายชัดๆ ทว่า...
“ตูมมมมมมมมมมมม!”
เสียงะเิจากการปะทะกันดังสนั่นเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งขุนเขาจนนกป่านับพันบินหนีกันอลหม่าน ฝุ่นควันหนาทึบคละคลุ้งจนมองไม่เห็นสิ่งใด ทุกคนต่างมั่นใจว่าลู่ชิงและเด็กๆ คงกลายเป็เนื้อบดไปแล้ว แต่เมื่อสายลมพัดผ่านไปเพียงแ่เบา กลับมีร่างหนึ่งปลิวละลิ่วออกมาประดุจเศษกระดาษที่ถูกพายุพัดร่างนั้นกระแทกเข้ากับกระโจมใหญ่ใจกลางรังโจรจนพังยับเยินกระจุยกระจาย... นั่นคือหัวหน้าใหญ่ของพวกโจรที่กระอักเืออกมาพร้อมกับสีหน้าที่เต็มไปด้วยความงุนงงสับสนประหนึ่งคนเพิ่งโดนฟ้าผ่ากลางกบาล ก่อนจะตาเหลือกสลบเหมือดไปทั้งอย่างนั้น!
“เอ๋...?” เสียงอุทานสั้นๆ ดังมาจากปากโจรป่าที่เหลือที่ยังยืนรอดอยู่
ความเงียบเข้าครอบงำรังโจรทันที... ทุกคนงงจนสมองหยุดทำงาน
เมื่อฝุ่นจางหายไปจนสิ้น เผยให้เห็นลู่ชิงที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมเป๊ะ เขาหลับตาปี๋ยกมือค้างไว้ในท่าปัดฝุ่นออกจากโต๊ะ ใบหน้าซีดเผือดเป็ไก่ต้มไม่มีเืฝาดสักหยด
“ข้ามาช่วยท่านแล้วบัณฑิตลู่!”
เสียงะโกึกก้องของเฉินอี้ดังขึ้น พร้อมกับกองปราบที่บุกทะลวงเข้ามาในค่ายด้วยความฮึกเหิมเต็มสูบ ทว่าเมื่อพวกเขาบุกเข้ามาถึงลานกว้าง กลับต้องเบรคแตกจนหัวคะมำพุ่งล้มกันระเนระนาดกับภาพที่ปรากฏตรงหน้า... โจรนับสิบสลบเกลื่อนรังในท่าทางประหลาดๆ หัวหน้าใหญ่ผู้น่าเกรงขามนอนจมกองผ้าใบกระโจม และบัณฑิตลู่ที่ยืนทำหน้าเหลอหลาเหมือนคนหลงทางมาขอข้าววัดกิน
“เอ๋...?” เฉินอี้อุทานด้วยความมึนตึ้บ
“เอ๋...?” พวกมือปราบประสานเสียงอุทาน
“เอ๋...?” ลู่ชิงเองก็อุทานออกมาด้วยความงงงวยไม่แพ้กัน