บทที่ 14 ซื้อสมุนไพรและเมล็ดพันธุ์ ทดลองโอสถชำระกายาครั้งแรก
“แม้ว่าข้าจะเอ่ยถึง แต่ประมุขตำหนักหยกขาวจะควบคุมทุกอย่างในสำนักชิงเสวียนได้หรือ?” ท่านอาจารย์จื่อหยางได้ยินดังนั้นพลันแค่นเสียง จากนั้นก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป ยามใกล้ถึงหน้าถ้ำ เขาก็หันกลับมามองกระจกทองแดงที่ด้านหลังแล้วกล่าว “ยกเลิกการบรรยายคำสอนครั้งถัดไป ข้าจะปิดด่านเป็เวลาสามปี”
กล่าวจบ ร่างของเขาพลันหายวับไปจากหน้าถ้ำ
“เหตุใดต้องทำเช่นนี้ด้วย”
เสียงถอนหายใจอย่างอ่อนใจดังมาจากกระจกทองแดง…
...
กลับมาที่เรือนไผ่เขียว
“เฮ้อ… ยังไม่ได้อยู่ดี…”
สวี่ไท่ผิงที่นั่งฝึกฝนอยู่บนเตียงเป็เวลานาน พลางถอนหายใจออกมา
หลังจากฟังคำบรรยายของท่านอาจารย์จื่อหยางจบ ก็เป็ยามเที่ยงวันพอดี ซึ่งเป็่ที่ดีที่สุดในการฝึกฝน ‘คัมภีร์ฉานเสีย’ สวี่ไท่ผิงจึงเริ่มฝึกฝนตามความเข้าใจในวันนี้
แต่คาดไม่ถึงว่า แม้จะพยายามอย่างหนักมาทั้งชั่วยาม ทว่ายังไม่สามารถนำพลังปราณจาก์และโลกมาหลอมรวมในร่างกายให้กลายเป็พลังปราณที่แท้จริงตามที่อธิบายไว้ใน ‘คัมภีร์ฉานเสีย’ ได้
“ดูเหมือนว่าคงต้องพึ่งตำรับยาของท่านเทพธิดาหลิงเยว่แล้วล่ะ”
สวี่ไท่ผิงเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก พลางกล่าวอย่างไม่พอใจ
ครั้งนี้ทำให้เขาได้ััถึงความยากลำบากอย่างแท้จริง ในการฝึกฝนของผู้ที่มีคุณสมบัติกระดูกขาว
ยามตระหนักได้ดังนั้น เขาตัดสินใจหยิบกระจกทองแดงขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมวางแต้มสำนักหนึ่งเหรียญลงไป
“สวี่ไท่ผิงจากเรือนไผ่เขียว เ้ามีเื่อันใดให้ข้าช่วยหรือ?”
เสียงของภูตกระจกดังขึ้น
“ท่านเสวียนจิ้ง ข้าอยากซื้อสมุนไพรกับเมล็ดพันธุ์พืชจำนวนหนึ่งขอรับ”
สวี่ไท่ผิงตอบ
“ด้วยขั้นของเ้าในยามนี้ สามารถซื้อสมุนไพรและเมล็ดพันธุ์ได้จากร้านร้อยโอสถที่เชิงเขาเท่านั้น นี่คือรายการสมุนไพร ยามที่เ้าเลือกในกระจกเสร็จแล้วจะมีนกวิเศษนำมาส่งที่ลานบ้านของเ้า”
ในขณะที่ภูตกระจกเอื้อนเอ่ย รายการสมุนไพรก็ปรากฏขึ้นบนกระจกทองแดง
“ขอบพระคุณท่านเสวียนจิ้งขอรับ”
หลังจากกล่าวขอบคุณ สวี่ไท่ผิงก็เริ่มค้นหาอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ใช้เวลาราวหนึ่งก้านธูปจึงรวบรวมสมุนไพรที่มีในตำรับยาของเทพธิดาหลิงเยว่ได้ครบ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเห็นตำรับยา เขาจึงเพิ่มสมุนไพรราคาถูกอีกสองสามชนิดลงไป พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนปริมาณของสมุนไพรบางชนิด
ส่วนเมล็ดพันธุ์สมุนไพรในสวนโอสถ เขาเลือกแค่ ‘จื่อซูเก้าใบ’ เพียงอย่างเดียว ซื้อในปริมาณที่สามารถปลูกได้สามหมู่สามรอบ
ที่เลือกเช่นนี้ก็มีเหตุผลของเขา
ตามบันทึกเกี่ยวกับการปลูกพืชสมุนไพรในสวนโอสถจากตราหยกประทานวิชา ทั้งใบ ลำต้น และผลของจื่อซูเก้าใบ ล้วนสามารถนำมาเป็ยาได้ ใบสามารถนำมาทำเป็ผักชั้นดีรับประทานได้ ราคาเมล็ดพันธุ์ก็ถูกที่สุดในบรรดาพืชสมุนไพรวิเศษทั้งหมด ปลูกง่าย ั้แ่งอกจนถึงเก็บเกี่ยวใช้เวลาเพียงสามเดือน ูเาอวิ๋นหลูมีอากาศอบอุ่นเหมือนฤดูใบไม้ผลิตลอดทั้งปี สามารถปลูกได้สามรอบ
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คือราคาต่ำเกินไป
ตามปกติแล้ว จื่อซูเก้าใบหนึ่งหมู่ สามารถแลกเปลี่ยนเป็แต้มสำนักชิงเสวียนได้เพียงสามสิบเหรียญต่อปี ซึ่งน้อยกว่ารายได้จากพืชสมุนไพรชนิดอื่นมาก
ต้องรู้ว่าในสำนักชิงเสวียน ศิษย์นอกสำนักทุกคนต้องจ่ายแต้มสำนักปีละหนึ่งร้อยยี่สิบเหรียญ
ในกรณีปกติ แม้ว่าสวี่ไท่ผิงจะปลูกจื่อซูเก้าใบเต็มพื้นที่ทั้งสามหมู่ แต่ก็ยังไม่สามารถรวบรวมแต้มที่ต้องส่งมอบให้กับสำนักได้ครบ
ทว่ายามเทพธิดาหลิงเยว่ได้จัดเตรียมค่ายกลไว้ในสวนโอสถ ทุกอย่างย่อมแตกต่างออกไป
ตามที่เทพธิดาหลิงเยว่กล่าวไว้ สวนโอสถได้กางค่ายกลรวมปราณผสานสาม ผลผลิตในสามปีข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นสามส่วน ดังนั้นการปลูกจื่อซูเก้าใบจึงคุ้มค่าที่สุด
“หากไม่มีอะไรผิดพลาด สวนโอสถสามหมู่ ปลูกจื่อซูเก้าใบสามรอบ จะสามารถแลกเปลี่ยนแต้มสำนักได้อย่างน้อยสองร้อยเจ็ดสิบเหรียญ หักค่าใช้จ่ายยี่สิบเหรียญ และต้องจ่ายหนึ่งร้อยยี่สิบเหรียญในแต่ละปี ข้าก็จะเหลืออีกหนึ่งร้อยสามสิบเหรียญ เมื่อถึงปีหน้า จะสามารถซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ดีกว่านี้ได้ หรืออาจจะเหลือมาซื้อวิชากับเครื่องราง”
หลังจากจ่ายเงินให้กับกระจกทองแดงแล้ว สวี่ไท่ผิงก็หยิบพู่กันและกระดาษขึ้นมาจดบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างละเอียด
“ซื้อสมุนไพรและเมล็ดพันธุ์แล้ว ยามนี้เหลือแต้มสำนักอีกสามเหรียญ โชคดีที่ซื้อข้าวสารไว้เต็มโอ่งแล้ว เกลือและน้ำมันก็เพียงพอ เมื่อถึงยามนั้น ไปวางกับดักบนูเาหรือล่าสัตว์ป่า ก็น่าจะประทังชีวิตไปได้จนกว่าจื่อซูเก้าใบชุดแรกจะเติบโต”
เขาคิดคำนวณในใจขณะที่บันทึกรายรับรายจ่าย
เหตุผลสำคัญที่เขาเลือกเมล็ดพันธุ์จื่อซูเก้าใบ เป็เพราะมันเติบโตได้เร็ว ทำให้เขาแลกเปลี่ยนเป็แต้มสำนักได้ภายในสามเดือน เพื่อแลกกับสมุนไพรที่ใช้ในการฝึกฝน
ส่วนเครื่องรางเพลิงบริสุทธิ์ที่จำเป็สำหรับผลาญเมล็ดพันธุ์ เมื่อวานนี้เขาได้สอบถามจากภูตกระจกแล้ว คำตอบที่ได้รับคือต้องเข้าสำนักครบหนึ่งปีจึงจะสามารถซื้อของจำพวกเครื่องรางได้ และแม้แต่เครื่องรางเพลิงบริสุทธิ์แบบธรรมดาก็มีราคาไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันแต้มสำนัก ซึ่งเขาไม่มีเงินซื้อในตอนนี้
“อืม หลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว ต้องพิจารณาเื่การเก็บเงินซื้อเครื่องรางเพลิงบริสุทธิ์ด้วย”
สวี่ไท่ผิงก็จดบันทึกลงในสมุดบัญชีอีกครั้ง
……
ยามเย็นวันรุ่งขึ้น
นกกระเรียนสีเทาอ่อนคาบห่อผ้าขนาดใหญ่มาวางไว้หน้าลานบ้านของสวี่ไท่ผิง
ในที่สุด เมล็ดพันธุ์และสมุนไพรที่สวี่ไท่ผิงสั่งซื้อก็มาถึง
หลังจากจ่ายแต้มสำนักหนึ่งเหรียญให้กับนกกระเรียนอย่างเ็ป สวี่ไท่ผิงก็ถือสมุนไพรเข้าไปในห้องนอน
ในห้องนอนมีอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยน้ำร้อนตั้งอยู่
นี่เป็สิ่งที่เขาเตรียมไว้สำหรับการแช่สมุนไพร
“ตำรับยาที่เทพธิดาหลิงเยว่ให้มานั้นกล่าวว่า ส่วนผสมของสมุนไพรเหล่านี้สามัญนัก หากอยากให้ได้ผล ต้องใส่สมุนไพรลงไปตามลำดับและเวลาที่กำหนดไว้”
หลังจากแยกประเภทสมุนไพรและชั่งน้ำหนักใหม่ด้วยตาชั่งเก่า ๆ สวี่ไท่ผิงก็ยืนอยู่หน้าอ่าง แล้วคิดทบทวนลำดับและเวลาในการใส่สมุนไพรอีกครั้ง
“น่าจะไม่มีปัญหา”
ครู่ต่อมา สวี่ไท่ผิงก็พยักหน้าราวกับเป็การให้กำลังใจตัวเอง
จากนั้นเขาก็หยิบสมุนไพรที่ห่อด้วยกระดาษไข เทลงในอ่างน้ำร้อน และเริ่มนับนิ้ว “แปด เจ็ด หก…”
เมื่อนับถอยหลังถึงหนึ่ง สวี่ไท่ผิงก็รีบเทสมุนไพรชุดที่สองลงในอ่าง
ทันทีที่สมุนไพรชุดที่สองถูกเทลงไป น้ำร้อนในอ่างก็เริ่มมีฟองขึ้นมา และส่งกลิ่นหอมแปลกประหลาดราวกับกลิ่นกล้วยไม้ปนกลิ่นหนังกวาง
“เหมือนว่าจะไม่ผิดนะ”
สวี่ไท่ผิงยิ้มยินดี จากนั้นก็เทสมุนไพรชุดที่สามลงไป
……
หนึ่งก้านธูปผันผ่าน
เมื่อส่วนผสมทั้งหมดถูกใส่ลงในอ่างตามที่ระบุไว้ในตำรับยา สิ่งที่สวี่ไท่ผิงเห็นคือน้ำร้อนใสที่อยู่ในอ่างแปรเปลี่ยนเป็ของเหลวข้นสีขาว
“น้ำยาขาวนวลดั่งหยก เหนียวข้นราวแป้งเปียก ตามที่เขียนไว้ในตำรับยาเลย”
สวี่ไท่ผิงถอนหายใจอย่างโล่งอก
อย่างน้อยจากภายนอก โอสถชำระกายาที่ปรุงขึ้นก็ประสบความสำเร็จแล้ว
จากนั้น สวี่ไท่ผิงก็รีบถอดเสื้อผ้าออก เผยให้เห็นร่างกายที่ผอมบางและเปลือยเปล่า แล้วแช่ลงไปในโอสถชำระกายานั้น
“โอ้โห…”
อาจจะเป็เพราะฤทธิ์ยา ถึงแม้จะผ่านไปหนึ่งก้านธูปแล้ว ทว่าโอสถในอ่างยังคงร้อนอยู่ สวี่ไท่ผิงถูกลวกจนแทบทนไม่ไหว ต้องขบฟันแน่น
หากมิใช่เพราะในคำอธิบายของตำรับยาระบุไว้ว่า ถ้าออกจากอ่างกลางคัน ประสิทธิภาพของโอสถจะลดลง ยามนี้เขาคงลุกออกจากอ่างไปแล้ว