"ไม่น่าเลยนะ ยัยหัวเห็ด!" ฟานต่อว่าเธอ
"ทำไมล่ะ! พันเจียเคยถูกทิ้งด้วยเหรอ" ฟานทำหน้าเซ็ง ๆ กับเื่วุ่นวายที่เกิดขึ้น ก่อนจะเล่าเื่ของพันเจียให้เธอฟัง
"จริง ๆ มันเป็ชีวิตส่วนตัวของหมอนั่น" ฟานเกริ่น ไวโอลินฟังอย่างตั้งใจ
"พันเจีย ถูดทอดทิ้งั้แ่เด็ก ๆ จากคนที่ให้กำเนิดความจริงคือ...เ้านั่นไม่รู้ด้วยซ้ำว่า พ่อแม่ที่แท้จริงของตัวเองเป็ใคร รู้แต่แค่ว่าตัวเองถูก พาตัวมาจากสถานสงเคราะห์เด็กในประเทศเกาหลี" ไวโอลินได้ฟังก็รู้สึกว่าตัวเองคงพูดให้เขาไม่พอใจจริง ๆ ยิ่งเื่ที่เป็ปมในอดีตด้วยแล้วไวโอลินยิ่งรู้สึกผิดขึ้นมาทันที ซึ่งเื่ก็ไม่ได้มีแค่นั้น ฟานยังคงเล่าต่อ
"เท่าที่จำความได้ เ้านั่นถูกทอดทิ้งไว้ ที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ในแถบอเมริกา โดยไม่รู้ต้นกำเนิด ที่แท้จริงของตัวเอง ก่อนจะย้ายมาอาศัยอยู่ที่ โฮโนลูลู ใน รัฐฮาวาย กับครอบครัวนักการทูตชาวอเมริกันที่รับอุปการะ และตั้งชื่อให้ว่าพันเจีย" ไวโอลินตั้งหน้าตั้งตาฟัง ฟานเล่าต่อไป
"เพราะไม่รู้ที่มาที่ไปที่แน่ชัด แต่ด้วยหน้าตา ที่ดูคล้ายกับชาวตะวันตก จมูกโด่ง แต่ผมดำ ตาสีน้ำอ่อน คิ้วเข้ม เหมือนชาวละติน แต่ผิวขาวเหลือง เหมือนคนเอเชีย และมาจากประเทศเกาหลี แต่ก็ดูไม่เหมือนคนเกาหลีสักเท่าไหร่ ค่อนไปทางจีน หรือ ญี่ปุ่นด้วยซ้ำ พันเจีย เลยเป็คำที่ใช้บ่งบอกความเป็ตัวตนของเ้านั่นได้ดีที่สุด ซึ่งคำว่า พันเจีย เป็คำเรียกแผ่นดินในทวีปแต่ละทวีป รวมเป็ผืนแผ่นดินใหญ่แผ่นเดียวเข้าด้วยกัน เปรียบได้กับการมาของหมอนั่น ที่ไม่ชัดเจนเท่าไหร่ แต่ได้มาอยู่รวมเป็ครอบครัวเดียวกับชาวอเมริกันในที่ต่างถิ่นฐานของอเมริกา" ฟานยังคงเล่าต่อ
"แม้อเมริกาจะมีมลรัฐอยู่มากมาย แต่ก็สามารถรวบรวมการปกครองเข้าด้วยกันได้ อย่างเป็ปึกแผ่น เหมือนกับคำว่า พันเจีย ชื่อนี้ถึงได้เหมาะสมกับเ้านั่นมากที่สุด
"เดี่ยวนะ! พันเจีย อยู่ที่อเมริกาั้แ่เล็ก จนโตเลยเหรอ" ไวโอลินถามอย่างสงสัย ฟานส่ายหน้าปฏิเสธ
"ไม่ใช่หรอก...ตอนพันเจียอายุได้ 7 ขวบ ครอบครัวชาวอเมริกัน ต้องย้ายมาประจำอยู่ที่สิงคโปร์ อย่างที่บอก ว่าพันเจียอยู่กับครอบครัวของนักการทูต ไม่ว่าจะถูกย้ายไปประจำไหน เขาก็ต้องตามไปด้วย ถึงจะอยู่เป็ครอบครัวได้ไม่นาน แต่พันเจียก็ผูกพันกับครอบครัวนี้มาก พวกเขาสอนอะไรหลาย ๆ อย่างให้เขา ขณะที่อาศัยอยู่ที่ฮาวาย จนกระทั่ง พันเจียอายุได้ 11 ขวบ ตอนนั้นเ้านั่นกำลังจะมีน้องเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็แบบนั้น เขาสูญเสียครอบครัวที่กำลังจะสมบูรณ์ไป ด้วยเหตุเครื่องบินตก" เมื่อได้ยินแบบนั้น ไวโอลินก็ถึงกับพูดไม่ออกและไม่กล้าที่จะถามถึงเหตุการณ์ต่อจากนั้น แต่ฟานกลับเป็คนเล่าเื่ราวทั้งหมดให้เธอได้ฟัง
"หลังจากนั้น พันเจียได้รับอุปการะเลี้ยงดูโดย สองสามีภรรยานักธุรกิจชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นักลงทุนที่มีชื่อเสียงในเอเชีย อาศัยอยู่ในประเทศไทย และร่วมลงทุนกับนักธุรกิจในสิงคโปร์ โดยที่ทั้งคู่นั้นมีลูกชายแท้ ๆ อยู่แล้วหนึ่งคน และ้ามีบุตรเพิ่ม แต่ไม่สามารถมีได้ เลยขอรับพันเจียมาเป็บุตรบุญธรรม และตั้งชื่อเขาว่าชิน ในภาษาญี่ปุ่น แปลว่าใหม่ เหมือนได้ลูกชายคนใหม่มาอีกคน"
"อย่าบอกนะว่าลูกชายของสองคนนั้น" ไวโอลินพึมพำเบา ๆ ก่อนที่ฟานจะพยักหน้าแล้วว่า
"ใช่...โชยะ หรือโชย์จึงมีศักดิ์เป็พี่ชายของเ้านั่น ทันทีที่ขอสัญชาติไทยได้ ชินก็ย้ายมาอยู่ที่ไทย ไป ๆ มา ๆ ระหว่างสิงคโปร์ และญี่ปุ่นด้วย"
"แปลว่า ชินจัง ที่พวกนายเรียกเป็ฉายา มาจากชื่อของชิน ใช่ไหม" ไวโอลินถามแทรกขึ้นมา ฟานพยักหน้า แล้วตอบ
"อือหือ เ้านั่นคิ้วเข้ม เราก็เลยเรียกฉายาเขาไปแบบนั้น แต่เพราะผิวที่ขาว จมูกโด่ง คางแหลมเข้ารูป เลยทำให้พันเจียดูหล่อ ไม่เหมือนตัวละคร ในการ์ตูนเื่นั้นหรอก" ฟานบอก แล้วยิ้มสบตากับเธอ
"แบบนี้เองเหรอ"
"พันเจียเลยได้ถือครองทั้งสองสัญชาติคือไทยและญี่ปุ่น เช่นเดียวกับโชยะ" ฟานก้มหน้าแล้วเล่าต่อไปอีก
"ก่อนหน้านี้ พวกเขากังวลว่า เด็กชายสองคนนี้ จะเข้ากันได้ไหม แต่เพราะเป็เด็กผู้ชายทั้งคู่ ทำให้สองคนนั้นสนิมสนมและเข้ากันได้ดี เพราะมีความชอบที่คล้ายคลึงกัน ชอบอะไรเหมือนๆ กัน โชย์ชอบความท้าท้าย ส่วนชินเอง ก็ชอบความเร็ว และโชย์เองนั่นแหละ ที่เป็คนสอนขับรถ ให้กับเขา รวมถึงสอนอะไร หลายๆ อย่างให้กับเ้านั่น"
"ชะ ช่ะ โชย์...โชยะ!" ไวโอลิน เอ่ยออกมาเบาๆ ผู้ชายคนนั้นน่ะเหรอ ไวโอลินนึกหน้าของโชยะที่เคยเจอก่อนหน้านี้
'มิหน้าล่ะ ถึงได้ขับรถสปอร์ตคันหรูซะขนาดนั้น เพราะว่าชอบแข่งรถ แบบเดียวกับอิตานั่นนี่เอง' ไวโอลินหันมาฟังฟานเล่าต่อ
"ต่อมา สองคนนั้นก็เริ่มเข้าหน้ากันไม่ติด หลังจากการตายของพ่อและแม่ของทั้งคู่"
"หมายความว่ายังไง"
"พ่อแม่ของโชย์ และชินเสียชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น พันเจียโทษตัวเองมาตลอดว่า เป็เพราะเขาเข้ามาอยู่ในครอบครัวนี้ เื่ร้าย ๆ ถึงเกิดขึ้น"
"ทำไมล่ะ!" ไวโอลินได้ฟังถึงกับสลด
"เพราะั้แ่เขาเข้ามา ครอบครัวของโชย์ก็เกิดปัญหาย่ำแย่ ธุรกิจติดขัด มีการฟ้องร้องเกิดขึ้น จนต้องกลับไปตั้งหลักที่ญี่ปุ่น และเสียชีวิตลง ตอนนั้นพันเจียมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ในขณะที่โชย์ และชินอยู่สิงคโปร์ และไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย นี่ก็ผ่านมาเกือบสี่ถึงห้าปีแล้วเ้านั่นคิดว่าตัวเองเป็ตัวซวย เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหน คนรอบข้างก็ตายจากไปหมด รวมถึงเพื่อนสนิทอีกคนนึง ที่พึ่งจะเสียชีวิตเมื่อปีก่อน"
"เพื่อนสนิท! เพิ่งตายไปเมื่อปีก่อนเหรอ" ไวโอลิน เอ่ยออกมาด้วยความสงสัย ฟานพยักหน้า
"ส่วนเพื่อนสนิทของพันเจียจะชื่ออะไร และเสียชีวิตยังไง ฉันไม่ขอเล่าต่อ เพราะเป็อดีตที่พันเจียอยากจะลืม มันมากที่สุด"
"นายเอง...ก็ดูเป็เพื่อนที่ดีมากคนนึงของพันเจียเขาเลยนะ" ไวโอลินพูดกับฟานด้วยรอยยิ้มเศร้าๆ
"ฉันไม่รู้หรอกนะ ว่าการถูกทอดทิ้ง ในแบบของเธอมันเป็ยังไง เ็ปแค่ไหน ไม่มีใครรับรู้ได้ นอกจากคนๆ นั้น จะเจอะเจอกับมันด้วยตัวเอง" ฟานสบตาเธอ แล้วพูดต่อ
"เช่นเดียวกับความรู้สึกเ็ปของพันเจียในแบบที่เขาเคยได้รับ การที่ถูกทิ้งให้เป็เด็กกำพร้าทั้งพ่อแม่ และคนรอบข้างล้มหายตายจากไป นั่นคือการที่ถูกทอดทิ้งที่เ็ปที่สุดที่เกิดขึ้นในชีวิต ของเ้านั่นเลยล่ะ การถูกทอดทิ้งแบบจากกัน ทั้งที่มีชีวิตอยู่ อย่างน้อยเราก็ยังมีโอกาสได้เห็นเขา แต่จากลาแบบที่พันเจียได้รับ ก็เ็ปไม่แพ้กัน ไม่มีอะไรสามารถเปรียบเทียบกันได้เลย" ฟานอธิบายทุกอย่างให้เธอฟัง ไวโอลินถึงกับน้ำตาไหลรินออกมา ที่ได้ฟังเื่เศร้าของเขา เธอเช็ดน้ำตา พลางถามฟานถึงเหตุการณ์หลังจากนั้น ก่อนที่ฟานจะตอบ
"ั้แ่นั้นมา พันเจียก็ย้ายกลับมาอยู่ที่เมืองไทยอีกครั้งอย่างถาวร เพราะพ่อและแม่บุญธรรม ได้ยกมรดกไว้ให้เป็ที่ดิน บ้านพักตากอากาศ รถยนต์ และเงินในบัญชีธนาคาร มูลค่ามหาศาลให้กับเขา และโชย์ รวมถึงทรัพย์สินที่มีอยู่ในเมืองไทยด้วย" ไวโอลินได้ฟังเื่ราวของพันเจียก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกผิดที่พูดแบบนั้นกับเขาออกไป
"ขอบคุณนะ ที่นายเล่าเื่ราวของพันเจีย และอธิบายทุกอย่างฉันได้ฟัง ขอบคุณจริง ๆ" ไวโอลินสบตากับฟาน อย่างขอบคุณ ความจริง เธออยากกลับไปขอโทษพันเจีย แต่เพราะอารมณ์ของเขาในตอนนี้นั้น คงไม่พร้อมที่จะเจอกับเธอแน่ ๆ ไวโอลินจึงจำใจกลับไป ตามคำแนะนำของฟาน
เวลาต่อมา
หลังจากที่ฟานขับรถมาส่งเธอที่หน้าบ้าน ไวโอลินเปิดประตูรั้วที่ไม่ได้ล็อกเข้าไปด้านในก็ต้องรู้สึกประหลาดใจเมื่อได้เห็นใครบางคนด้านในนั้น
"คุณป้า!!! กลับมาั้แ่เมื่อไหร่คะเนี่ย" ไวโอลินรีบวิ่งเข้าไปทักทาย ป้าของเธอ ขณะที่นั่งจัดแจกันอยู่บนเสื่อที่ประตูกระจกหน้าบ้าน
"โหว...ซื้ออะไรมาเยอะแยะเลยคะเนี่ย" ไวโอลินเอ่ยถาม เพราะเห็นถุงของฝากวางอยู่เต็มไปหมด เธอนั่งลงบนเสื่อใกล้กับป้าแล้วหยิบถุงใบหนึ่งขึ้นมาเปิดดูของที่อยู่ด้านใน
"โอ้โหว...น่ากินทั้งนั้น ลินจะกินให้พุงกางเลย ของโปรดลินทั้งนั้นเลยนี่คะ ป้าซื้อมาฝากเหรอคะ ทำไมเยอะจัง!" ไวโอลินเสียงอ้อน พลางเอนตัวไปซบที่ไหล่บางของคุณป้าของเธอ
"เปล่าจ้ะ นี่ของฝากพ่อกับแม่เรา ทั้งนั้นแหละ"
"โหววว คุณพ่อกับคุณแม่เนี่ย น่ารักจัง! แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณ ที่คุณป้าหิ้วขึ้นเครื่องมาให้ ตั้งหลายร้อยไมล์ ขอบคุณนะคะ" เธอกล่าวเสียงหวาน
"อ้าวแล้วนี่เราหายไปไหนมา ป้าเห็นแต่จักรยานจอดพิงไว้ที่หน้าบ้าน ั้แ่เมื่อเย็น แต่ไม่เห็นหนูเลย" ป้าถาม
"เอ่อคือ... จักรยาน อะไรเหรอคะคุณป้า"
"..........."
"เออจริงด้วย!" ไวโอลินพึมพำก่อนจะวิ่งไปดู แล้วหันถามป้าด้วยความงุนงง
"ป้าคะ มันมาอยู่ที่นี่ได้ไงคะ"
"ป้าเห็นมันอยู่ๆ แล้วนี่ มีอะไรหรือเปล่าจ้ะ"
"อ๋อ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ พอดีเมื่อเช้าโซ่มันตก แต่ลินซ่อมแล้ว คงลืมเอาเข้าบ้าน"
"อะไรนะ! หนูน่ะเหรอจะซ่อมจักรยานเอง" ป้าหัวเราะร่วน ขณะที่ไวโอลินก็แก้ตัวไปน้ำขุ่น ๆ ป้าพูดต่อ "ถ้าฮอร์นก็ว่าไปอย่าง..."
"ฮอร์น...เหรอคะป้า" ไวโอลินเอ่ยออกมาเบา ๆ ด้วยความสงสัย
'เขามาที่นี่เหรอ แล้วเมื่อตอนบ่าย ที่ร้านอาหารนั่นล่ะ'
ไวโอลินได้แต่ครุ่นคิด จนหัวแทบะเิออกมา เธอถอนหายใจออกมาบาง ๆ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดที่อัดแน่นอยู่ในนั้น เพราะเธอคิดว่าคนที่เอาจักรยานมาให้ น่าจะเป็โชยะมากกว่า เพราะมีแค่เขาคนเดียวเท่านั้น ที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับโซ่รถจักรยานคันนี้ เธอสลัดความคิดทุกอย่างออกจากหัวสมองแล้วเดินกลับมานั่งลงที่เดิม