แกร่งสุดด้วยอาชีพผสาน ในโลกที่มีมอนสเตอร์ออกมากินคนยามค่ำคืน (First Night - Leveling)

    ตอนที่ 54 : ด้ายเพียงเส้นเดียว ก็เพียงพอจะสาวถึงแมงมุม

     

    ตอนที่ 54 : ด้ายเพียงเส้นเดียว ก็เพียงพอจะสาวถึงแมงมุม

     

    “ระ เริ่มงานเหรอคะ?”

              ฟ้าทำปากพะงาบเมื่อได้ยินคำพูดของทัต ถึงผู้มีพระคุณจะพูดอย่างนั้น แต่ความกะทันหันของการเริ่มฝึกงานมันก็ยังทำให้เธอรู้สึกกลัวจนอกสั่นขวัญแขวน

              แถมงานแรกยังเป็นการแก้ปัญหาคนทะเลาะกันอีก นั่นไม่ใช่เรื่องที่เด็กสาวขี้กลัวอย่างเธออยากเจอเลย

     

    “เป็นอะไรรึเปล่า?”

    “ปะ เปล่าค่ะ!”

              พอถูกทัตมองด้วยแววตาเป็นห่วง ฟ้าเลยปากไวตอบปฏิเสธไปโดยไม่ทันคิด

              แต่แทนที่จะเสียดายที่หมดโอกาสปฏิเสธ เธอก็แอบคิดโล่งใจอยู่เหมือนกันที่กลั้นใจพูด ...เพราะใจจริง ยังไงเธอก็อยากตามทัตไปอยู่แล้ว

              ทัตได้ยินฟ้ายืนยันขันแข็งเลยสบายใจไปเปราะ

     

    “งั้นรวมฟ้าแล้ว เราไปกันแค่สี่คนก็พอมั้งนะ” ทัตว่าแล้วก็หันไปมองฝ้ายสลับกับพิม และแน่นอนว่าพวกเธอพยักหน้าให้ทันที

    “ค่ะพี่ทัต”

    “ก็ลองไม่ให้ตามดูซี่!”

              ฝ้ายอมยิ้มรับและพิมเองก็ยิ้มแฉ่ง พวกเธอยืดเหยียดร่างกายเตรียมพร้อม ราวกับขออแค่ให้ทัตเอ่ยปากชวนก็พร้อมจะไปทุกเมื่อ

     

    “งั้นก็ไปกันเถอะ” ทัตเห็นความพร้อมนั้นก็พยักหน้าให้ทั้งสอง รวมถึงฟ้าอีกคน

              ถึงพอมองไปทางฟ้า ทัตจะหยุดคิดแปปนึงก็เถอะ

     

    “...พอดีเลย งั้นการทดสอบแรก ฟ้าต้องตามพวกเราให้ทันนะ”

    “เอ๊ะ?”

              ฟ้าหน้าเหวอสับสนกับรอยยิ้มหยอกของทัต

              ทันใดนั้น ทัตก็ถีบพื้นวิ่งออกจากห้องประชุม ตามไปด้วยพิมและฝ้ายวิ่งเคียงคู่เข้าไปราวกับปีกทั้งสองข้าง

     

    เร็วจัง!

              ฟ้าตกตะลึงกับความสามารถทางกายของทั้งสาม แต่เธอก็ไม่ปล่อยให้เท้าตัวเองหยุดนิ่ง ฟ้าถีบพื้นร่นระยะตามพิมกับฝ้ายไปติด ๆ ไม่ลังเลที่จะกระโดดออกนอกหน้าต่างตามลงไปยังชั้นล่างของโรงพยาบาล

     

    กล้ากว่าที่คิดแฮะ

              ทัตมองฟ้าผ่านหลังและให้คะแนนในความกล้าแก่เธอ เขาแอบเป็นห่วงเวลาเห็นฟ้าชอบทำท่าทางกลัว ๆ แต่มันชัดเจนแล้วว่าเธอตัดสินใจว่องไวกว่าที่เห็น

     

    งั้นขอเพิ่มความยากขึ้นอีกหน่อยแล้วกัน!

              ทัตคิดเพิ่มบททดสอบขณะลอยลงถึงพื้นชั้นล่างของโรงพยาบาล

              แล้วในพริบตาที่เท้าหยั่งพื้น เขาก็ถีบพื้นเร่งความเร็วขึ้นอีกขั้น ผ่านประตูหน้าโรงพยาบาลไปอย่างรวดเร็วโดยมีพิมและฝ้ายตามมาเคียงคู่ในเวลาเพียงไม่นาน

              แล้วถัดจากพวกเธอ ฟ้าก็ยังวิ่งตามติดมาได้เช่นกัน

              ถึงทัตจะออมแรงไว้อยู่ แต่เขาก็ใส่แรงมากพอที่จะวิ่งทิ้งห่างพวกครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่เห็นฝุ่น การที่ฟ้ายังตามมาได้ก็ถือว่าความสามารถทางร่างกายไม่แย่เลยสำหรับแรงค์ 2

     

    ...คงถือว่าสอบผ่านแหละมั้ง

     

    ❖❖❖❖❖

     

    หลังจากนั้นพวกเราสี่คนก็รีบวิ่งไปที่จุดเกิดเหตุ

    ซึ่งร้านค้าของเซฟเวอร์ที่เกิดเรื่อง มันก็คือจุดที่เซฟเวอร์เปิดให้สมาชิกกับพันธมิตรมาซื้อของ ฝากอาวุธหรือรับส่งเควส แล้วก็เอาไว้แลกเปลี่ยนข้อมูลมอนสเตอร์ หรือหาคนมาร่วมทีมไปเรดบอสด้วย

     

    ...ว่าไปแล้วก็เหมือนกิลด์นักผจญภัยอะไรทำนองนั้นนั่นแหละ

    พอสร้างจุดศูนย์กลางที่ทุกคนจะมารวมกันได้ แล้วสร้างระบบสมาชิกให้รู้สึกเสียดายหากถอนตัวออกไป มันก็เลยกลายเป็นกินรวบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

     

    ผลลัพธ์คือในเวลาหนึ่งเดือน ทุกคนที่เคยใช้งานระบบอันแสนสะดวกสบายนี้ของเซฟเวอร์ก็ไม่สามารถเลิกพึ่งพามันได้อีก

    เซนนี่ก็ช่างคิดอะไรแบบนี้ออกมาได้ สมกับเป็นลูกนักธุรกิจจริง ๆ นั่นแหละนะ

     

    แต่ก็ด้วยเหตุนั้น เลยทำให้สาธารณูปโภคของเซฟเวอร์เป็นที่รู้กันว่าเป็นของสำคัญ ...ก็มันเป็นของที่ทุกคนต้องใช้นี่นะ

    ไม่ว่าจะโรงพยาบาล หรือว่าเซฟเวอร์ช็อปที่กำลังจะไปนี่ก็ด้วย

     

    มันเลยเป็นเรื่องแปลกที่มีคนกล้าก่อเรื่อง ทั้งที่แค่มีปากเสียงกันก็จะโดนคนอื่นมองแรงแล้วแท้ ๆ

    ...หวังว่าจะไม่มีอะไรเบื้องหลังเรื่องนี้นะ

     

    ❖❖❖❖❖

     

              หลังจากออกวิ่งเพียงห้านาที พวกทัตก็มาถึงถนนเส้นหลักหน้าโรงเรียนที่เขาและพิมเดินผ่านเป็นประจำ จะด้วยความบังเอิญหรือไม่ แต่บริเวณนี้คือทำเลทองที่มีผู้คนผ่านไปมามากที่สุดจึงเหมาะที่จะเป็นศูนย์กลางของบริการสำคัญอย่าง ‘เซฟเวอร์ช็อป’

              โดยปกติแล้ว ในช่วงเฟิร์สไนท์จะเป็นบรรยากาศของความเงียบสงบของโลกที่ล่มสลาย จึงยากแก่การบอกว่าที่ไหนเคยมีคนพลุกพล่าน หากแต่ไม่ใช่กับจุดหมายของพวกทัตที่ยังคงมีเสียงจอแจดังมาแต่ไกลนี้

              มองจากภายนอก เซฟเวอร์ช็อปมีลักษณะเป็นพลาซ่าขนาดใหญ่ พื้นที่ตรงกลางมีม้านั่งจำนวนเกินยี่สิบโต๊ะวางเป็นแนวเข้าไปด้านใน ส่วนด้านข้างก็เป็นอาคารพาณิชย์ขนาบทั้งสองฝั่งเข้าไปด้านในสุดเช่นกัน

              ทัตมองเข้าไปก็เห็นเหล่าผู้มีพลังจำนวนมากเหมือนอย่างเคย แต่ที่ต่างจากปกติคือลักษณะของการจับกลุ่มขนาดใหญ่ แล้วพวกเขาทั้งหมดดูจะมองเข้าไปด้านในเป็นทางเดียวกัน

              เรียกว่าทุกคนกำลังจับกลุ่มมุงดูอะไรบางอย่างกันอยู่ก็คงไม่ผิด

     

    “อ๊ะ คุณทัตมาแล้ว”

    “ในที่สุด... เจ้าพวกนี้โง่รึไงนะ มาทะเลาะกันที่นี่เนี่ย”

              ทัตได้ยินเสียงกระซิบกระซาบแบบนั้นอยู่รอบข้าง น้ำเสียงยำเกรงของพวกเขาทำเอาทัตยิ้มแห้งทุกทีเพราะไม่ชอบที่จะถูกมองว่าอยู่เหนือกว่าคนอื่น

              ...ในทางกลับกัน คนที่กระหยิ่มยิ้มย่องแถมยังยืดอกก็คือพิมที่เดินตามทัตอยู่ข้าง ๆ ยังกับตัวเองเป็นคนที่ถูกชม

              แต่ทางฝ้ายเองก็ใช่ย่อย เธอพยักหน้างึม ๆ เหมือนกับพอใจสถานการณ์ที่พี่ชายสุดที่รักของตัวเองถูกชื่นชม นั่นยิ่งทำทัตยิ้มแห้งไปใหญ่

     

    นี่ไม่ได้ลืมใช่ไหมเนี่ย ว่าเรามาเพื่อหยุดคนทะเลาะกันน่ะ?

              ทัตแอบคิดอยากจะเตือน แต่ก็ลืมไปเหมือนกันว่าพวกเธอก็เป็นแบบนี้มาตลอด กระทั่งฟ้าที่เป็นเด็กใหม่ยังมองมาที่ตนด้วยแววตาเป็นประกายชื่นชม

              ...แต่ถึงจะลำบากใจ ทัตก็รู้สึกว่าอิทธิพลตรงนี้เป็นประโยชน์อย่างมาก

              เขาเดินผ่านเข้าไปกลางวง ทุกคนพอเห็นว่าเป็นทัตก็หลีกทางให้หมด ทำให้เขาไปถึงจุดเกิดเหตุได้โดยง่าย

     

              ด้านหน้าอาคารพาณิชย์ตึกในสุดอันทำหน้าที่เหมือนเป็นอาคารปิดซอย เป็นอาคารเดียวที่ประตูเหล็กม้วนไม่ถูกปิดเพื่อให้เหล่าผู้มีพลังฝากหรือถอนอาวุธของตัวเอง

              และด้านหน้าของอาคารหลังนั้น มีโต๊ะยาวที่พนักงานของเซฟเวอร์สามคนมารับตำแหน่งเป็นตัวกลางประสานงานของเซฟเวอร์ช็อปนั่งอยู่ แต่แม้จะขึ้นชื่อว่าพนักงาน พวกเขาก็แต่งกายในชุดสบาย ๆ เหมือนกับผู้มีพลังคนอื่น ๆ

              แต่หากจะมีจุดที่ไม่สบาย ก็คงจะเป็นต้นเหตุของเสียงดังโวยวายที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะตรงนั้นนั่นแล

     

    “นี่มันโกงกันชัด ๆ ไม่ใช่รึไง!”

    “ทำไมพวกพันธมิตรกับเซฟเวอร์มันถึงได้แต้มเยอะกว่าพวกเราล่ะ รู้จักไหมวะความเท่าเทียมเนี่ย!”

              ชายหนุ่มสองคนตบโต๊ะใส่หน้าพนักงานชายที่นั่งตรงกลาง ทำเอาพนักงานหนุ่มสาวที่นั่งขนาบข้างเขาไหล่สั่น

              ทัตจำได้ว่าทั้งสองคนเพิ่งมาใหม่เลยอาจจะยังไม่ชินกับการรับมือเรื่องน่าปวดหัว

              ถึงอย่างนั้น ต่อให้เป็นพนักงานชายที่ทำงานนี้มาแต่แรก เจอแบบนี้เข้าไปก็ถอนหายใจหนักเหมือนกัน

     

    “ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ” พนักงานชายตรงกลางผู้เป็นรุ่นพี่ไม่มีท่าทีหวาดกลัว ไม่แม้แต่จะยืนขึ้นจากที่นั่งเพื่อโต้ตอบ บุคลิกเยือกเย็นช่างเหมาะกับใบหน้าของชายวัยกลางคนที่ดูเจนโลกของเขา

              พนักงานรุ่นพี่คนนี้มองสถานการณ์รอบ ๆ อย่างใจเย็น แล้วหันไปสบตากับทัตที่กำลังเดินเข้ามาพอดิบพอดี

              พนักงานรุ่นพี่คนนี้เลยดันแว่นขึ้น ก่อนจะเริ่มมองหน้าอีกฝ่ายกลับไป

     

    “เขาใช้กฎแบบนี้กันทั่วทั้งประเทศนะ บ่นฉันไปก็ไม่ช่วยอะไรหรอก”

    “ว่าไงนะ———”

    “พอแค่นั้นแหละ”

              ทัตเดินมาถึงข้างหลังของพวกที่ก่อเรื่อง ทำพวกมันทั้งสองคนหยุดปากและหันมาหา

     

    “อะไร? แกเป็นใครเนี่ยไอ้หน้าจืด?”

    “...คนจากหน่วยปราบปราม”

              ทัตตอบกลับอย่าสงบ ...เพราะถ้าไม่ทำ พิมกับฝ้ายด้านหลังอาจจะพุ่งเข้าไปฟาดเจ้าหนุ่มนี่แล้วก็ได้

              และการที่ไม่บอกตำแหน่งหัวหน้าของตัวเองออกไป ก็เพื่อให้อีกฝายแสดงสันดานที่แท้จริงออกมาง่ายขึ้นด้วย ทัตตั้งใจเปิดปากต่อในฐานะของคนธรรมดา

     

    “ที่นี่เป็นเขตรักษาความสงบนะ กรุณาอย่างสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นด้วย”

              ทัตขอร้องอย่างสุภาพ แต่ไม่ได้ก้มหน้านอบน้อมตามน้ำเสียง

              อันที่จริง ทัตยืดอกพูดเหมือนข่มอีกฝ่ายด้วยซ้ำไป และนั่นเหมือนจะเป็นจุดที่ทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจจนเดินเข้ามายืนเผชิญหน้าทัต

     

    “แล้วฉันทำอะไรผิดล่ะ? ฉันแค่เรียกร้องความยุติธรรมเอง”

    “ก็นั่นน่ะสิ? เอ๊ะลืมไป เซฟเวอร์อย่างพวกแกมันเผด็จการที่ชอบกดหัวคนอื่นนี่หว่า”

              ชายหนุ่มอีกคนเดินเข้ามาประจันหน้าทัตเสริม สิ่งที่ยั่วยุนั้นไม่ได้มีแค่คำพูด หากแต่รวมถึงรอยยิ้มเยาะเย้ยตามเนื้อหาที่พยายามโยนความผิดมาให้ตัวแทนเซฟเวอร์อย่างทัต

     

    จงใจพูดด้อยค่าในระหว่างที่มีคนมุงจำนวนมากงั้นเหรอ?

    เจตนาชัดเจนมากว่าตั้งใจจะทำลายเครดิตของเซฟเวอร์ ...เจ้าพวกนี้เป็นใครกันแน่?

     

    ไม่สิ... ก่อนอื่นก็ต้อง

     

    “ทำไมนายถึงบอกว่าเซฟเวอร์กดหัวคนอื่นล่ะ?” อีกฝั่งเป็นไฟทัตยิ่งต้องเป็นน้ำ เขายังคงตอบกลับไปด้วยความใจเย็นทั้งน้ำเสียงและสีหน้า

              และเพราะยั่วทัตไม่ขึ้น ฝ่ายที่หงุดหงิดเลยเป็นเจ้าหนุ่มที่ยืนประจันทัตแทน

     

    “หา? ก็พวกแกตั้งกฎให้ตัวเองได้เปรียบนี่หว่า! ไม่ลงทะเบียนเป็นพันธมิตร ก็ได้แต้มแค่ครึ่งนึงมันไม่แปลกไปหน่อยเหรอวะ?”

              ชายหนุ่มตัวปัญหาทำท่าจะยื่นหน้าเข้ามาหาเรื่องทัต แต่คนที่ถอนหายใจกลับคือพิมที่อยู่ข้าง ๆ ทัตเอง

     

    “ไม่เห็นจะแปลกตรงไหนเลย นายนี่มันไม่เข้าใจอะไรเลยจริงจริ๊ง”

    “หา!?”

              คำพูดของพิมช่วงชิงความเยือกเย็นที่มีอยู่น้อยนิดของชายหนุ่มไป จนเขาทำท่าจะพุ่งเข้าไปหาพิม แต่ทัตก็เดินเข้าไปขวางก่อน

     

    “อะไร จะหาเรื่องรึไงวะ?”

    “เชื่อเถอะ... ใครมองก็เห็นว่าเป็นนายที่หาเรื่อง”

    “อ๋อเหรอ? ปากนี่เก่งเท่าฝีมือไหมวะอยากรู้”

              คำพูดสงบเยือกเย็นของทัตไม่ส่งผล กลับกัน... การแสดงออกราวกับเหนือกว่าทำเจ้าหนุ่มหมดความอดทนจนมันผลักอกทัตเข้าให้

              แต่อนิจจา... ทัตยืนมั่นราวกับกำแพง เลยกลายเป็นมันเองที่ถูกแรงตัวเองสะท้อนกลับจนไปชนกับโต๊ะด้านหลังเข้าให้ เรียกว่าถ้าไม่มีโต๊ะพนักงานของเซฟเวอร์ช็อป หมอนี่คงล้มก้นจ้ำเบ้าไปแล้ว

              เสียงหัวเราะเริ่มดังขึ้นจากโดยรอบ จากการที่เจ้าหนุ่มเข้าไปหาเรื่องแต่ดันล้มเสียเองที่ทัตยังไม่ทันทำอะไร

              นอกจากฟ้าที่กังวลจนร้อง หวา ๆ! แล้ว ก็มีพิมกับฝ้ายที่พยักหน้าพอใจอยู่ข้าง ๆ ทัตอีก

              ชายหนุ่มที่เป็นฝ่ายหาเรื่องทัตเลยหน้าเสีย เขาโกรธจนหน้าแดงก่ำเลยทีเดียว ในขณะที่ทางทัตนั้นถอนหายใจเหนื่อยหน่าย

     

    “เฮ้อ ให้ตายสิ... ฉันจะไม่ถือสาเรื่องเมื่อกี้ก็แล้วกัน” ทัตพูดก็มองไปหาชายหนุ่มอีกคนที่ทำท่าเหมือนจะเข้ามาหาเรื่องเพิ่ม ความแข็งแกร่งเมื่อครู่บวกกับการกดดันด้วยสายตาก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาเงียบปาก

              และดึงพวกเขากลับมาเข้าเรื่องที่ก่อ

     

    “ฉันไม่รู้หรอกว่ามันแปลกไหมที่คนนอกได้แต้มไม่เท่ากับพันธมิตรหรือสมาชิกของเซฟเวอร์ แต่การที่มันเป็นแบบนี้ก็มีเหตุผลอยู่”

    “อะ อะไรล่ะ...”

    “การโน้มน้าวให้มีการตรวจสอบไงล่ะ”

              ทัตมองตากลับยิ่งทำเจ้าหนุ่มไหล่สั่นกลัว ราวกับจี้ใจดำเรื่องที่ไม่ยอมเป็นพันธมิตร

     

    “เราไม่ได้บังคับให้ทุกคนเป็นพันธมิตรหรอกนะ แต่ถ้าเป็น... มันก็จะทำให้มีการเก็บข้อมูลประชากรของผู้มีพลังได้ง่ายขึ้น แล้วมันก็ทำให้ติดตามตรวจสอบพฤติกรรมได้ง่ายขึ้นด้วย ทั้งหมดก็เพื่อส่งเสริมให้ความสงบมันเกิดนั่นแหละ”

    “...มันก็กดหัวกันอยู่ดีนั่นแหละวะ”

    “ถ้ากดหัวมันก็ต้องมีการบังคับ แต่นี่เราไม่ได้บังคับ นั่นแหละข้อแตกต่าง”

              ทัตเถียงกลับแทบทันที และนั่นคือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเซฟเวอร์แค่เสนอบริการที่ดีให้กับทุกคนเท่านั้น ไม่ได้บังคับให้มาเข้าร่วมเลยสักนิด

              นั่นรวมถึงการปราบจลาจลระหว่างผู้มีพลังด้วยกันเองด้วย ต่อให้ไม่มีเซฟเวอร์ แต่การล้างแค้นระหว่างผู้มีพลังที่เผชิญหน้ากันย่อมต้องเกิดอยู่ดี จุดที่ควรถูกมองว่าก้าวก่ายเรื่องชาวบ้านน่าจะเป็นส่วนนี้มากกว่าด้วยซ้ำ แต่การเข้าไปแทรกแซงเพื่อรักษาความสงบมันก็ยังชอบธรรม นั่นเพราะผู้มีพลังทุกคนต้องการสิ่งเดียวกับที่ทัตเคลื่อนไหว

              ...นั่นคือการหยุดทะเลาะกันแล้วหาทางจบเฟิร์สไนท์ให้ได้ คนส่วนใหญ่คิดแบบนั้นถึงได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับเซฟเวอร์และเห็นด้วยกับหน่วยปราบปราม

     

    “นายอยากคิดว่าพวกเราบังคับมันก็เป็นอิสระของนายอีกนั่นแหละ แต่ก็เป็นอิสระของเราที่จะยืนกรานวิธีที่เราคิดว่าถูกด้วย

    ....แต่ว่านะ”

              ทัตขยับใบหน้าเข้าหาเจ้าหนุ่มที่ผลักอกเขา ทำหมอนั่นชักเท้าถอยด้วยความหวาดกลัว

     

    “แต่ไม่ว่านายจะมีแนวคิดยังไง ถ้าเข้ามาในบ้านคนอื่นก็ต้องทำตามกฎ ไม่ใช่มาขึ้นเสียงอาละวาด... ดังนั้น เมื่อนายจะมาใช้บริการของเซฟเวอร์ก็ต้องรักษามารยาทตรงนั้นด้วย ฉันคิดว่านั่นเป็นสามัญสำนึกทั่วไปนะ”

    “อึก...”

              ชายหนุ่มกลืนน้ำลาย เพื่อนอีกคนที่อยู่ข้างเขาก็เริ่มหน้าบาง เพราะสายตาของคนที่มุงดูเปลี่ยนเป็นรำคาญพวกเขาไปแล้ว

     

    “ชิ”

              ชายหนุ่มเดาะลิ้นไม่สบอารมณ์ สุดท้ายก็ทานสายตาดูแคลนไม่ไหวจนต้องเดินหนีผ่านทัตออกไป

              ทัตเองก็ไม่ได้ประมาทเลยมองอีกฝ่ายให้อยู่ในระยะสัมผัสของตัวเองตลอด เรียกว่าทำไปเพราะความเคยชินจากที่ไปลุยปราบผู้มีพลังก็ได้

              ...นั่นถึงทำให้เขาเห็นบางอย่าง

     

    “เฮ้อ จบสักที! งอแงอะไรอยู่ได้ก็ไม่รู้”

    “นั่นสินะคะ เหมือนหาเรื่องไปเรื่อยจริง ๆ นั่นแหละค่ะ” ฝ้ายเห็นตรงกับพิมแม้จะใส่อารมณ์ไม่เท่า โดยมีฟ้าถอนหายใจโล่งอกอยู่ด้านหลัง

              ถึงดูเหมือนจะมีเรื่องกัน แต่ทัตก็จัดการสถานการณ์ได้ดีจนฟ้าแอบชื่นชมเลย

              แม้ในจุดนั้น พิมกับฝ้ายที่รู้จักทัตมานานเองก็รู้สึกชื่นชมเหมือนกันก็เถอะ พิมถึงได้ตบหลังทัตเหมือนให้กำลังใจ

     

    “ว่าแต่นายเนี่ยพูดเก่งขึ้นเรื่อย ๆ เลยนะ ถ้าเทียบกับเมื่อก่อนอ่ะ ฉันล่ะดีใจจริง ๆ เลย”

    “นั่นสินะคะ พี่ทัตรับมือได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ เลย ยอดเยี่ยมมากเลยค่ะ”

              ฝ้ายมองตาทัตแป๋วด้วยความชื่นชม ถึงจะหน้านิ่ง ๆ จนคนอื่นมองแทบไม่ออก แต่ถ้าเป็นคนรู้จักอย่างพิมหรือทัตคือรู้เลยว่าเธอกำลังตาเป็นประกาย

              ติดแค่ว่าทัตไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับ

     

    “พี่ทัต?”

    “โอเครึเปล่าทัต?”

              สองสาวเปลี่ยนอารมณ์ สีหน้าพวกเธอหมองลงทันควันเมื่อเห็นทัตตกอยู่ในห้วงความคิด แม้แต่ฟ้าที่โล่งใจก่อนหน้านี้เองก็ด้วย จากดีใจกลายเป็นห่วงกันหมด

              พิมก็ถึงกับกุมมือทัตเลยด้วย แต่ว่า...

     

    “...ขอโทษทีนะ ไม่มีอะไรหรอก”

              ทัตส่ายหน้าปฏิเสธ ไม่ได้คิดกังวลจริง ๆ จึงเปลี่ยนสีหน้ากลับมาปกติทันควัน

              ยกเว้นฟ้าแล้ว พิมกับฝ้ายรู้ว่านี่เป็นสีหน้าของทัตตอนที่กำลังคิดอะไรเพลิน ๆ มากกว่ากังวลหรือตึงเครียด พวกเธอจึงได้กลับมาสบายใจตาม

     

              เหลือไว้แต่ความคิดบางอย่างที่ยังติดอยู่ในหัวทัต... จากภาพรอยสักที่ดูเหมือนกับกะโหลกของเสือ บนบ่าของชายหนุ่มผู้ก่อเรื่องตอนเดินผ่านเขา

              นั่นคือสิ่งที่ไม่ยอมหายไปจากการครุ่นคิดของทัต... ราวกับมันเป็นสิ่งติดใจ ทำให้ทัตคิดถึงใครบางคนขึ้นมา

     

    ❖❖❖❖❖

     

    ค่ำคืนนั้นจบลงด้วยความสงบ พวกเรากลับไปพักที่โรงพยาบาลกันโดยที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกเลย

    ช่วงเวลาที่เหลือก็ได้ใช้ไปกับการทำความรู้จักฟ้า

     

    บ้านเธออยู่อำเภอข้าง ๆ โน่น แต่มาเรียนโรงเรียนนี้เพราะมีอัตราการสอบเข้ามหาลัยสูงที่สุดในจังหวัด

    ...เอาจริงก็เหตุผลเดียวกับทุกคน รวมถึงฉันกับพิมนั่นแหละนะ

     

    การเดินทางจากบ้านมาโรงเรียนใช้เวลาเกินชั่วโมงครึ่ง เพราะงั้นพอมาอยู่หอเลยทำให้สบายขึ้นเยอะ

    ตรงจุดนี้ก็เข้าใจเลยล่ะนะ เพราะฉันเองถ้าเดินทางไปกลับก็คงประมาณเดียวกับฟ้านี่แหละ

     

    แต่ผลประโยชน์อีกอย่างของการได้อยู่หอแบบไม่คาดคิดก็คือ มันทำให้เธอมารวมตัวกับพวกเราได้อย่างแนบเนียนขึ้นนี่แหละ

    ถ้าฟ้ายังต้องเดินทางกลับบ้านแบบเดิม ตอนนัดเจอกันคงลำบากแน่ เด็กคนนี้ยิ่งดูขี้กลัวอยู่ แอบทำเอาสงสัยเลยว่าขึ้นมาถึงแรงค์ 2 ได้ยังไง

     

    ...แต่ยังไงก็ตาม พออยู่โรงเรียนเดียวกัน ตอนจะนัดเจอกันหลังเลิกเรียนมันก็ง่ายด้วย

    น่าเสียดายจริง ๆ ที่ฝ้ายอยู่คนละโรงเรียน ไม่งั้นก็คงจะได้รวมตัวกันง่ายกว่านี้ ...ก็รวมตัวกันง่ายมันทำให้สบายใจกว่าล่ะนะ

     

    เพราะงั้น ตอนเลิกเรียนเลยจะนัดเจอกับฟ้าเพื่อที่จะไปทำงานของเซฟเวอร์ได้ทันที เริ่มจากเย็นพรุ่งนี้เลย

     

    แต่สำหรับวันนี้ พอเวลาย้อนกลับมาตอนเย็นเราก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าปกติ

    ไม่สิ ก็ไม่เชิง... อันที่จริงก่อนที่จะเริ่มเฟิร์สไนท์ ฉันกับพิมกำลังทำการบ้านอยู่ที่ห้องของฉันน่ะ

     

    ...แค่ทำการบ้านจริง ๆ นะ

    เพราะงั้นก็เลยไม่ได้มีอะไรทำนอกจากทำงานให้เสร็จ เล่นเกมด้วยกันแล้วก็ส่งเธอกลับบ้าน (รถของพ่อบ้านเธอมารับที่ข้างล่างหอ)

     

    แล้วพอเหลือตัวคนเดียวก็เลยได้มีเวลาคิดอะไรบางอย่าง

    ก็เรื่องของเจ้าคนที่มาก่อความวุ่นวายที่เซฟเวอร์ช็อปนั่นแหละนะ

              ทัตเหยียดตัวหลังขึ้นห้อง จากนั้นก็ทิ้งตัวลงนอนกับเตียงหวังคลายความตึงของไหล่ให้สมองปลอดโปร่งก่อนคิดเรื่องของตัวปัญหาวันนี้ เพราะมันดูไม่เหมือนว่าจะมีเท่าที่เห็น

     

    ดูแล้วทุกคนไม่มีใครเอะใจอะไรเลยกับการกระทำนี้ ...ถึงจะมีคิดเหมือนเราว่ามันแปลก ๆ ที่คนกล้าก่อเรื่องก็เถอะ

    จะมองว่าคนพวกนี้ไม่รู้อิทธิพลของเซฟเวอร์ในช่วงนี้ก็อาจเป็นไปได้เหมือนกัน

     

    ฉันเองก็อยากจะคิดแบบนั้น แต่ว่า... มันรู้สึกไม่ชอบมาพากล

     

    เพราะเจ้าคนที่มาหาเรื่อง คำพูดของมันชัดเจนมากว่ามีเจตนาแอบแฝงในการทำลายเครดิตของเซฟเวอร์ เหมือนกับเรื่องที่ตัวเองได้แต้มน้อยเป็นเรื่องรองด้วยซ้ำ

    ถึงคำพูดพวกนั้นอาจจะมาจากความน้อยเนื้อต่ำใจก็ได้เหมือนกันก็เถอะ

     

    แต่คนที่โต้เถียงกับมันอย่างฉันน่ะรู้ดีเลย

    ทั้งน้ำเสียง ทั้งสีหน้า... พวกมันจงใจและคิดมาดีแล้วถึงได้พูดแบบนั้นออกมา

     

    เพราะงั้น พวกมันจะต้องวางแผนอะไรไว้แน่

    แต่คำถามคืออะไรนี่แหละ

              ทัตขมวดคิ้วสงสัย แต่การจะรู้เรื่องนั้นได้เขาจำเป็นต้องมีข้อมูลมากกว่านี้

     

    งั้นก็... คงต้องขอให้ ‘พวกเขา’ ช่วยหน่อยแล้วมั้ง

              ทัตเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือบนเคาน์เตอร์ข้างเตียง เรียบเรียงคำพูดก่อนจะส่งข้อความไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาที่ช่วยเขาในเรื่องนี้ได้

     

    ❖❖❖❖❖

     

    หลังจากเช้าวันใหม่เริ่มขึ้น ฉันก็เตรียมตัวไปโรงเรียนตามปกติ

    และแน่นอน... พอลงไปด้านหน้าหอก็เจอกับพิมยืนรออยู่แล้ว

     

    “ยะโฮ”

    “หวัดดี”

              พิมยกมือขึ้นทักทายทัตตั้งแต่ที่เห็นเขาลงจากบันได ทำให้ทัตยกมือทักทายตอบกลับไปตาม

              แต่เท่านั้นยังไม่สาแก่ใจสาวน้อยในห้วงรักคนนี้ พิมถึงได้รีบวิ่งเตาะแตะเข้ามาหาราวกับรออยู่นานแล้ว ซึ่งทัตรู้อยู่ว่าไม่ใช่อย่างนั้น เพราะเธอส่งข้อความมาบอกอยู่ว่าเพิ่งถึงเมื่อสิบนาทีก่อน

              ดังนั้น ที่ปรี่เข้ามามันก็ชัดเจนว่าเป็นเพราะความคิดถึง แถมพิมยังเข้ามากุมมือเขาด้วยรอยยิ้มสดใสอีกต่างหาก

     

    แบบนี้มันทำเอาแอบเขินทุกทีเลยแฮะ

    แต่มันก็อบอุ่นจริง ๆ นั่นแหละ

              มืออันอ่อนนุ่มของพิมไม่เพียงทำให้สบายใจ แต่มันยังส่งผ่านความอบอุ่นทำให้หัวใจสูบฉีด พอคิดว่าความรู้สึกนี้เป็นของเขาคนเดียวมันก็น่าตื้นตันใจ

              และเพราะความรู้สึกนี้มันแสนวิเศษจึงได้น่าหวงแหน และเพราะน่าหวงแหนทัตถึงยิ่งต้องพยายามที่จะรักษามันไว้

              แม้สักเสี้ยวของความเป็นไปได้ที่สิ่งสำคัญนี้จะถูกทำลาย เขาก็จะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีก

     

    “ทัต?”

              พิมส่งเสียงกังวล ทำให้ทัตเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองเปลี่ยนสีหน้าเป็นขมวดคิ้วไปแล้ว

     

    คิดมากอีกแล้วแฮะ เหมือนเผลอจับมือพิมแรงไปด้วยสิ

    “...โทษทีนะพิม”

    “นิดหน่อยน่า แต่นี่... ยังคิดเรื่องเมื่อวานอยู่อีกเหรอ?”

              พิมเอียงคอถาม เธอเดาได้แทบจะทันทีเลยว่าเขากังวลเรื่องอะไร นั่นทำให้ทัตดีใจอยู่เหมือนกัน

     

    “ใช่ เพราะงั้นเลยมีธุระที่ต้องแวะหน่อยน่ะ ...ไปด้วยกันได้ไหม?” ทัตถามเหมือนขอร้อง เพราะไม่แน่ใจว่าพิมจะว่ายังไง แต่ว่า...

    “ได้อยู่แล้ว!”

              พิมยิ้มแป้นตอบกลับมาตามคาด ท่าทางทัตจะไปไหนเธอก็ไปกันจริง ๆ

     

    แต่ก็จะไม่ทำให้เธอเสียคนหรอกนะพิม

    อันที่จริง ธุระที่ว่าก็อยู่ในโรงเรียนนี่แหละ

     

    ได้ความตามนั้นพวกเราก็เลยเดินทางไปโรงเรียนตามปกติ

    แต่เส้นทางก่อนที่จะวกเข้าอาคารเรียนที่เป็นห้องประจำชั้น ฉันกับพิมเลือกที่จะเดินอ้อมไปหาอาคารหลักที่ตั้งอยู่ใจกลางโรงเรียนแทน

     

    ที่นั่นเป็นที่ตั้งของห้องที่เป็นศูนย์กลางของโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นพวกห้องทะเบียน ห้องการเงิน หรือห้องแอร์เย็นฉ่ำที่ชื่อว่าห้องพักครูก็ด้วย

    ฉันกับพิมเดินขึ้นไปบนชั้นสามซึ่งเป็นชั้นรองจากบนสุด พิมเธอก็ไม่ได้ถามอะไรเลยนอกจากตามมาเงียบ ๆ

     

    ไม่สิ... ที่ไม่ถามเพราะพอจะเดาได้มากกว่า

    เพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่เรากำลังจะไปยังห้องที่ว่า ...อันที่จริง พวกเราก็มากันหลายครั้งแล้วด้วยความที่คนในห้องนี้เองก็เป็นสมาชิกของหน่วยศูนย์ของเรา

              ทัตเดินมาถึงประตูหน้าห้องจุดหมาย เขาเหลือบมองป้ายบนประตูโดยอัตโนมัติแม้จะคุ้นเคยจากการที่มาหลายต่อหลายครั้ง ถึงแบบนั้นมันก็อดไม่ได้ที่จะเช็คเพื่อความชัวร์

              ราวกับเกิดอาการเกร็งที่นักเรียนธรรมดาอย่างเขา จะสามารถเข้าไปในห้อง ‘สภานักเรียน’ ได้ตามใจชอบ

     

    “ขออนุญาตครับประธาน”

    “เข้ามาเลยทัต”

              เสียงตอบกลับมาก่อนที่ทัตจะเลื่อนเปิดประตูเข้าไป เสียงเด็กหนุ่มด้านในดูไม่แปลกใจเลยสักนิดราวกับเตรียมตัวอยู่เสมอ

              พอทัตเข้าไปในห้อง พิมก็เป็นคนปิดประตูให้

              ทุกครั้งที่เข้ามาในห้องสภานักเรียน ทัตก็จะเห็นโต๊ะสามตัวกลางห้องที่เรียงเป็นรูปตัวยู โดยตัวที่เป็นฐานของตัวยูนั้นตั้งขนานกับหน้าต่างห้องที่อยู่ด้านในสุด และตรงนั้นคือตำแหน่งที่นั่งของประธานสภานักเรียน 

              คือเด็กหนุ่มสวมแว่นที่ยืนกอดอกอยู่หน้าบานหน้าต่างนั้น และเป็นคนเดียวกับที่เอ่ยทักทายทัตด้วย

     

    “วันนี้รีบร้อนน่าดูนะครับทัต”

    “พี่เซฟเองก็เตรียมพร้อมเหมือนกันนี่ครับ”

              ทัตยิ้มทักทายแก่ประธานนักเรียน... ทักทายเซฟอย่างสุภาพ แม้ว่าเซฟจะดูสุภาพกับเขายิ่งกว่าก็เถอะ

              ทว่าในห้องนี้ไม่ได้มีแค่ประธานคนเดียว ทัตเลยจะหันไปทักทายอีกสองคนด้วย แต่พิมก็เป็นฝ่ายขยับขึ้นมาโบกมือทักทายพวกเขาก่อน

     

    “สวัสดีค่ะพี่ชิล พี่มายด์”

    “...หวัดดี”

    “รุณหวัดจ้าน้องพิม สดใสเหมือนเดิมเลยน้า”

              ไม่เหมือนฝั่งชายที่ทักทายขอไปที ฝ่ายหญิงอย่างมายด์นั้นปรี่เข้ามาหาพิมแถมยังยกมือขึ้นตบแปะอย่างสนิทสนม

     

    นี่ถ้าไม่บอก นึกว่าเป็นพี่น้องกันนะเนี่ย

    สมกับที่ทุกคนเรียกเธอว่า ‘พี่สาวของโรงเรียน’ จริง ๆ แฮะ

              ทัตมองพิมสลับกับนักเรียนหญิง... มายด์ผู้มีเรือนผมสีน้ำตาลยาวและถักเปียดูเป็นกุลสตรี

              ในขณะเดียวกัน ทัตก็เดินไปหานักเรียนชายอีกคนที่ดูเงียบขรึมอย่างชิลด้วย

     

    “สวัสดีครับพี่ชิล”

    “...หวัดดี”

              ชิลตอบกลับทัตแบบเดียวกับพิม ถ้าไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว คนคงคิดว่ารองประธานนักเรียนผู้มีใต้ตาคล้ำคนนี้เป็นคนมืดมนน่าดู

              ไม่สิ... ที่จริงนักเรียนส่วนใหญ่ก็แอบคิดแบบนั้นกันอยู่แล้ว เว้นแต่คนสนิทพอจะรู้เหตุผลเลยไม่ได้คิดในแง่ลบกับเขา ซึ่งทัตก็เป็นหนึ่งในคนที่รู้สาเหตุของการเกิดใต้ตาคล้ำนั้น

     

    “ทำงานดึกเลยเหรอครับ?”

    “ก็ใช่น่ะสิ... คิดว่าเป็นเพราะใครล่ะ...” ชิลพูดพลางหันไปมองท่านประธานนักเรียนด้านหลัง

              สายตาเขม่นมองทำเอาแว่นประธานนักเรียนตกกรอบจนเขาต้องดันแว่นขึ้นเลย

     

    “อะ อ้าว? นี่เป็นความผิดผมเหรอ?”

    “ก็คนที่คอยเก็บข้อมูลของพวกผิดกฎแทนนายมันก็เป็นฉันไม่ใช่เหรอ”

              ‘หัดทำงานเองบ้างสิ’ ชิลเหมือนจะส่งสายตาที่มีคำพูดนั้นใส่ประธานนักเรียนจนเจ้าตัวยิ้มแห้ง

              เท่านั้นไม่พอ สายตาแบบเดียวกันก็หันมาทางทัตด้วย

     

    “...โดยหลักการแล้วก็เป็นความผิดของทัตที่สั่งนายมาอีกทีด้วยนั่นแหละนะ”

    “ขอโทษด้วยนะครับ ฮะฮะ” ทัตตอบแบบยิ้มแห้ง ๆ กลับไปเพราะเขาก็กระอักกระอ่วนอยู่ แต่ก็ได้รับการส่ายหน้ากลับมา

    “ไม่ต้องหรอก ฉันแค่อยากบ่นเฉย ๆ เพราะรู้ว่านายไม่ขออะไรเกินความจำเป็นอยู่แล้ว”

              ชิลว่าแบบนั้นด้วยน้ำเสียงเชื่อมั่น ไม่สิ ไว้ใจในตัวทัต เรียกว่าเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการร่วมงานกันมาสักพัก ถึงได้รู้ว่าทัตเป็นพวกปากแข็งชอบพึ่งตัวเองมากกว่าจะพึ่งคนอื่น ดังนั้น ถ้ามีคำขอมันก็แปลว่าจำเป็นจริง ๆ

              แต่... นั่นก็เป็นคนละส่วนกับงานที่ทำให้เขานอนไม่พอเป็นประจำ ชิลถึงได้ถอนหายใจเป็นรอบที่ล้านเมื่อคิดถึงเรื่องที่ทัตไหว้วาน

     

    “แล้วว่าก็ว่าเถอะนะ... ไอ้คนชื่อดิวที่นายขอให้หานี่ก็ไม่ใช่ง่าย ๆ ด้วยนะ”

    “เอ๊ะ?”

              ชื่อที่ออกมาจากปากของรองประธานทำพิมเปลี่ยนสีหน้า จากสีหน้ายิ้มแย้มที่กำลังเล่นกับมายด์กลายเป็นบิดเบี้ยวด้วยความรังเกียจ เธอไม่มีทางลืมชื่อนั้นได้อย่างแน่นอน

              และกับทัตเองยิ่งไม่มีวันลืม เพียงแค่ได้ยินชื่อเขาก็ถึงกับเผยสีหน้าเกลียดชัง

              ...ต่อชายผู้เป็นสาเหตุ ให้เขาต้องเสียน้องสาวไปครั้งนึงคนนั้น

     

    ❖❖❖❖❖


    คล้ายกับเรื่องแกร่งสุดด้วยอาชีพผสาน ในโลกที่มีมอนสเตอร์ออกมากินคนยามค่ำคืน (First Night - Leveling) ที่คุณอ่าน