สายลมพัดเอื่อยพัดผ่านม่านระเบียงสีขาวในเช้าวันใหม่ แสงแดดส่องเข้ามาสร้างบรรยากาศอบอุ่นกระจายทั่วห้องนอนสีขาว ผมค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเบาสบายตัวและอบอุ่นใจอย่างประหลาดในอก เเต่ไม่มีเงาร่างสูงใหญ่บึกบึนของพี่ธันวาที่เคยนอนเคียงข้างกอดรัดผมตลอดคืนแล้ว พี่เขากลับล่วงหน้าไปเพื่อชงกาแฟดำและเตรียมทำงานต่อ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นสบู่สะอาดสะอ้านจางๆ และััความอุ่นอวลบนผืนผ้าห่มหนานุ่ม
ผมเดินลงบันไดมายังห้องครัวชั้นล่าง บรรจงชงชาร้อนกลิ่นมะลิถ้วยหนึ่งและเตรียมปิ้งขนมปังเพื่อทำอาหารเช้าง่ายๆ ทว่าเพราะสมองคอยฟุ้งซ่านคิดถึงเื่เมื่อคืนนี้จนลอยล่วง ผมดันตักแยมสตรอเบอร์รี่ไปทาลงบนเขียงไม้แทนที่จะทาบนแผ่นขนมปังอย่างซื่อบื้อสะเด่าใจ พอดึงสติกลับมาได้ก็ต้องถอนหายใจยาวขำกับความซุ่มซ่ามบื้อบ้าของตัวเอง
ผมเดินไปล้างมือและส่องดูเงาสะท้อนตัวเองในกระจกบานใหญ่หน้าห้องน้ำ มือเรียวยกขึ้นแตะรอยรักสีกุหลาบแดงจางๆ ตรงบริเวณลำคอระหงและกระดูกไหปลาร้าที่พี่ธันวาจงใจประทับฝากฝังรอยรักตีตราจองเอาไว้เมื่อคืน ััอุ่นผ่าววาบสะท้านแล่นขึ้นมาจนผมต้องรีบดึงคอเสื้อยืดขึ้นมาปิดบังไว้มิดชิดเพราะความอับอาย
ถึงแม้ผมกับพี่ธันวาจะยอมรับความรู้สึกที่มีต่อกันและััความเสียวซ่านจนเกินเลยขอบเขตความเป็ 'พี่น้องข้างบ้าน' ไปไกลลิบโลกแล้ว แต่ในส่วนลึกของหัวใจของผมกลับยังคงสับสนกระวนกระวายใจในความสัมพันธ์... เราสองคนอยู่ในสถานะอะไรกันแน่? คนรัก? แฟน? หรือแค่ผู้ปกครองจำเป็ที่คอยแกล้งและประคบประหงมผมเป็พิเศษเพราะคำฝากฝังของพ่อแม่? ความอับอายปนความรักใคร่ที่รุมเร้าทำเอาสมองอันน้อยนิดของผมคิดหาคำตอบไม่ออกเลยทีเดียว
ผมเดินวนเวียนไปมาอยู่ในห้องรับแขกชั้นล่างอย่างสับสนกังวลใจ ในที่สุดก็ทนเก็บความฟุ้งซ่านนี้ไว้ไม่ไหว จึงตัดสินใจกดพิมพ์โทรศัพท์มือถือโทรออกหาเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในกลุ่มที่ผมไว้ใจที่สุดเื่การรับฟังและให้คำปรึกษาปัญหาหัวใจ นั่นคือ 'แบงค์'
"ฮัลโหล แบงค์... สบายดีไหมเว้ย? วันนี้แกพอจะว่างไหม... พอดีฉันมีเื่อยากคุยด้วยหน่อยว่ะ..."
ผมกรอกเสียงสั่นอ้อมแอ้มใสปลายสาย
"เออ ว่างดิข้าวหอม มีอะไรกังวลใจหรือเปล่าวะ? น้ำเสียงแกฟังดูสั่นๆ เหมือนกำลังกลัวอะไรอยู่เลย... เดี๋ยวฉันขี่รถมอเตอร์ไซค์บึ่งไปหาแกที่บ้านเดี๋ยวนี้แหละ รอแป๊บเดียวห้ามไปไหนนะ"
แบงค์ตอบรับน้ำเสียงกระตือรือร้นและร้อนใจแทนเพื่อนสนิทอย่างรวดเร็ว
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ของแบงค์ก็ดังเข้ามาจอดเทียบท่าหน้าประตูรั้วเหล็กบ้านเดี่ยวสีขาวของผม ผมรีบวิ่งกรูดลงบันไดไปเปิดบานประตูรั้วต้อนรับเพื่อนสนิท แบงค์ก้าวลงจากรถถอดหมวกกันน็อกสีดำออกพลางส่งยิ้มกว้างให้กำลังใจผม
"เป็อะไรวะข้าวหอม หน้าตาแดงๆ แถมตาบวมนิดหน่อยด้วย หรือทะเลาะกับคุณพี่ข้างบ้านมา?"
แบงค์เอ่ยถามพลางเดินตามผมมานั่งลงที่โต๊ะม้าหินอ่อนหน้าบ้านใต้ร่มเงาไม้ร่มรื่นในสวนหน้าบ้านเดี่ยวสีขาว
ผมก้มหน้าหลบสายตาบีบมือตัวเองแน่นอย่างเก้ๆ กังๆ อึกอักอยู่นานหลายนาที ก่อนจะค่อยๆ เรียบเรียงคำพูดเล่าให้แบงค์ฟังโดยพยายามตัดทอนรายละเอียดฉากรักที่แสนวาบหวามออกไป เล่าเพียงแค่ความใกล้ชิดสนิทสนมและจูบแสนวาบหวามลึกซึ้งระหว่างผมกับพี่ธันวาข้างบ้านที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนใจเต้นเตลิด
"คือ... แบงค์... แกนึกออกใช่ไหมว่าพี่ธันวาเป็คนดูแลฉันตามคำสั่งพ่อแม่... แต่ว่าตอนนี้เราสองคน... มีัักอดและจูบกันลึกซึ้งแล้วว่ะ... พี่เขาบอกว่าหวงและรักฉัน แต่ฉันสับสนว่าความสัมพันธ์แบบนี้มันคืออะไรกันแน่... เราอายุห่างกันตั้งสิบห้าปี แถมนี่เป็รักเพศเดียวกันครั้งแรกของฉันด้วย..."
ผมสารภาพเสียงสั่นเครือแก้มแดงแจ๋ก้มหน้าหลบสายตาเพื่อน
แบงค์รับฟังเื่ราวทั้งหมดเงียบๆ สีหน้าของเขาประหลาดใจชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็รอยยิ้มอบอุ่นเข้าใจ แบงค์เอื้อมมือหนามาตบไหล่ผมเบาๆ เพื่อปลอบประโลม
---
เเบงค์ได้เเต่จ้องมองข้าวหอมเพื่อนสนิทที่นั่งกุมมือแก้มแดงก่ำสั่นระริกอยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกเอ็นดูปนเห็นใจ ข้าวหอมเป็เด็กดีและใสซื่อบริสุทธิ์เกินกว่าจะรับมือกับพายุอารมณ์รักและเล่ห์เหลี่ยมของหนุ่มใหญ่วัยสามสิบห้าปีได้อย่างแน่นอน ยิ่งเื่รักร่วมเพศครั้งแรกยิ่งทำให้ยัยตัวแสบสับสนจนคิดไปไกล
"เฮ้ยข้าวหอม... ฟังฉันนะเว้ย"
ผมปรับเสียงให้อบอุ่นจริงจังพิงหลังกับม้าหินอ่อน
"ความห่างของอายุสิบห้าปีหรือเื่เพศสภาพมันไม่ใช่ปัญหาของความรักเลยเว้ย สมัยนี้โลกมันเปิดกว้างไปถึงไหนต่อไหนแล้ว เื่ที่แกกับพี่ธันวามีััลึกซึ้งต่อกันน่ะ มันไม่ได้ผิดอะไรเลยถ้าเกิดจากความรู้สึกรักและสมยอมของแกทั้งสองคน"
"แต่ฉัน... ฉันกลัวเขาจะแค่เอ็นดูฉันเหมือนเด็กข้างบ้านธรรมดาๆ..."
ข้าวหอมเงยหน้าพูดเสียงแหบน้ำตาคลอเบ้าตา
"บ้าเหรอข้าวหอม! แกจำวันก่อนที่คณะได้ปะล่ะ... วันที่พวกรุ่นพี่วิศวะคนนั้นพยายามเดินเข้ามาตื้อตอแยแกน่ะ... พี่ธันวาซิ่งรถ SUV สีดำเข้ามาจอดขวาง ขู่เสียจนรุ่นพี่คนนั้นหน้าถอดสีเผ่นหนีไปน่ะ สายตาดุดันขู่ฟัดเขม็งขนาดนั้นน่ะนะจะมานอนดูแลป้อนข้าวป้อนน้ำแถมยังกอดจูบเด็กข้างบ้านเล่นๆ? อีกอย่างนะเว้ย ตอนฉันขี่รถมาหาแกครั้งแรกๆ น่ะ ฉันเห็นพี่แกยืนจ้องหน้าตาดุ คิ้วขมวดมุ่นนิ่งๆ ตรงรั้วบ้านจ้องเขม็งมาทางฉัน... ฉันเกือบจะบิดมอเตอร์ไซค์หนีกลับบ้านนึกว่าแกไปกู้เงินนอกระบบแล้วโดนเ้าหนี้มาเฝ้าทวงแล้ว! ดุและน่ากลัวกับทุกคนขนาดนั้นน่ะ แต่พอแกเดินออกมา... โอ้โห รังสีมาเฟียหายวับไปกับตา เปลี่ยนเป็สายตาอ่อนโยนละมุนละไมพูดน้ำเสียงนุ่มปานน้ำผึ้งเลยจ้า สองมาตรฐานชัดเจนกู่ไม่กลับขนาดนี้ แกยังคิดว่าเขาจะว่างมาแกล้งแกเล่นงั้นเหรอ เขาปกป้องและรักแฟนเขาต่างหากเล่า!"
ผมเอ่ยวิเคราะห์ปลดล็อกปัญหาให้เพื่อนสนิทตาแป๋ว
ข้าวหอมเบิกตากว้างทำปากยื่นแก้มแดงคล้ายกับเพิ่งได้สติคลี่คลายความกังวลใจออกไปจนหมดสิ้นดวงตาเป็ประกายขึ้นมาทันตาเห็น
"ความรักมันเป็เื่ของหัวใจเว้ยข้าวหอม... ถ้าแกรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยเวลาอยู่ใกล้เขา และหัวใจเต้นโครมครามยามโดนเขากอด ััจูบนั้นมันคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดแล้วว่าแกเองก็แอบรักเขาเหมือนกัน... อย่าหนีความจริงในหัวใจตัวเองเลยนะเพื่อน รีบยอมรับแล้วไปบอกรักพี่เขาตรงๆ เถอะ"
ผมพูดประโยคเด็ดทิ้งท้ายพลางลุกขึ้นยืนตบบ่าข้าวหอม
ผมเดินประคองข้าวหอมมาส่งที่บริเวณประตูรั้วเหล็กหน้าบ้านเพื่อเตรียมขี่มอเตอร์ไซค์กลับ ข้าวหอมส่งยิ้มกว้างขวางสว่างไสวที่สุดกลับมาให้ผม แววตาสั่นเครือขรึมสับสนจางหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมในแววตาน่ารัก
"ขอบใจแกมากนะแบงค์... ถ้าไม่ได้คำแนะนำของแก ฉันคงฟุ้งซ่านนอนกอดตุ๊กตาหมีคิดไม่ตกไปอีกหลายวันแน่ๆ" ข้าวหอมเอ่ยขอบคุณน้ำเสียงใส
"ไม่เป็ไรเว้ยข้าวหอม... เพื่อนกันเสมอ มีอะไรปรึกษาได้ตลอด... สู้ๆ นะเว้ย!"
ผมยิ้มกว้างสวมหมวกกันน็อกสีดำ สตาร์ทเครื่องยนต์ ก่อนจะขยับตัวก้าวเอื้อมแขนสองข้างดึงร่างเล็กนุ่มนิ่มของข้าวหอมเข้ามากอดสวมกอดแ่าที่ริมประตูรั้วหน้าบ้านเพื่อส่งผ่านพลังใจและความหวังดีปลอบประโลมข้าวหอมอย่างเป็กันเองและสนิทสนมที่สุดตามประสาเพื่อนรัก
ทว่า ในขณะที่ผมกำลังโอบกอดสวมกอดข้าวหอมอยู่นั้น ผมพลันััได้ถึงรังสีความเยือกเย็นะเืและสายตาดุดันอำมหิตปานเสือร้ายจ้องตะครุบเหยื่อที่ส่งตรงลงมาจากริมหน้าต่างกระจกชั้นสองของบ้านเดี่ยวสีเทาเข้มฝั่งตรงข้าม ผมแหงนหน้ามองขึ้นไปเห็นเงาร่างสูงใหญ่ของพี่ข้างบ้านยืนถือถ้วยกาแฟแหวกม่านจ้องเขม็งลงมานิ่งสนิท บรรยากาศรอบตัวพลันลดฮวบราวะโเข้าสู่ช่องแช่แข็งขั้วโลก
"เอ่อ... ข้าวหอม... ฉันว่าฉันต้องรีบปล่อยแกแล้วว่ะ... สายตาพี่ข้างบ้านแกเหมือนกำลังจะเดินลงมาหักคอทุบฉันดับอนาถคามอเตอร์ไซค์แล้วจ้า!"
แบงค์ละล่ำละลักบอกน้ำเสียงสั่นเครือก่อนจะรีบสลัดปล่อยตัวผมออก ก้าวเท้าขึ้นคร่อมคร่อมรถมอเตอร์ไซค์สตาร์ทเครื่องยนต์บิดคันเร่งแล่นบึ่งหนีออกไปปากซอยอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ทิ้งให้ผมยืนงุนงงแก้มแดงเป่งอยู่ที่ริมประตูรั้วเหล็กหน้าบ้านเพียงลำพัง
—---
ผมยืนกะพริบตาปริบๆ มองตามแผ่นหลังของแบงค์ที่ขับรถหนีหายลับไปปากซอยชานเมืองด้วยความมึนงง ก่อนจะค่อยๆ รวบรวมความกล้าเงยดวงหน้าหวานขึ้นมองไปยังชั้นสองของบ้านเดี่ยวสีเทาเข้มขรึมฝั่งตรงข้าม
ทันใดนั้น สายตาของผมก็สบเข้ากับผ้าม่านสีเข้มที่ถูกปล่อยทิ้งสะบัดปิดมิดชิดอย่างรวดเร็ว พร้อมกับแสงไฟสลัวจากในห้องทำงานที่ดับวูบลงทันตาเห็น คล้ายกับคนตัวใหญ่จงใจแสดงอารมณ์บึ้งตึงปานพายุพัดถล่ม
ผมยืนแข็งทื่อหน้าร้อนวาบหัวใจเต้นโครมครามรัวเร็ว... พี่ธันวาเห็นแบงค์กอดผมงั้นเหรอ? ทำไมสายตาของเขาถึงดูน่ากลัวปานจะลงมาทำร้ายแบงค์ขนาดนั้นล่ะ... หรือว่า... พี่ชายผู้ปกครองจำเป็จอมดุกำลัง 'ะเิอารมณ์หึง' ผมกับแบงค์จริงๆ อย่างที่คุณเพื่อนวิเคราะห์แนะไว้?
ความคิดวูบวาบสับสนชวนเขินอายแล่นริกเข้ามาปนเปกับความอบอุ่นลึกซึ้งในหัวใจ ผมรีบหมุนตัวก้าวขายาวๆ เดินกลับเข้าบ้านสีขาวของตัวเอง ล็อกประตูลงกลอนสนิทในใจสั่นระริกแอบคาดหวังและวิตกถึงพายุอารมณ์หึงของพี่ข้างบ้านคนนี้ที่จะพัดพากระหน่ำใส่ผมในไม่ช้า!