“ข้าจะพูดครั้งสุดท้าย บอกที่อยู่ของเทพกระบี่หลี่เจี้ยนชิงมาซะ!”
สายตาหลายคู่หันมองพร้อมเพรียงในทิศทางเดียวกัน เมื่อได้ยินคำว่า ‘เทพกระบี่’
เหล่าจอมยุทธ์ทั้งหลายที่นั่งอยู่ในหอน้ำชาเก้ามงคล ย่อมมิได้้าเพียงมาดื่มชา พวกเขาล้วนมาที่นี่ โดยล่วงรู้ถึงตัวตนของตำหนักสดับสหัสสาสน์
สดับพันสาร ล่วงรู้ทุกสรรพสิ่ง เครือข่ายทั่วสารทิศ แลกเปลี่ยนอย่างยุติธรรม… นี่คือนิยามเื้ัแท้จริง แต่เหนือสิ่งอื่นใด ย่อมไม่มีผู้ใดคิดแสดงเจตนาออกมาอย่างโจ่งแจ้ง เพราะถือเป็ข้อห้ามสำคัญ
จอมยุทธ์โต๊ะน้ำชาที่พึ่งตัดพ้ออย่างหมดหวัง ครั้นได้ยินนามของเทพกระบี่ ก็เบิกตาหันมองกันและกันอย่างอ้ำอึ้ง
“เมื่อครู่เขาพูดว่าเทพกระบี่รึ!?”
จอมยุทธ์โต๊ะข้าง ๆ เอี้ยวตัวมากระซิบ
“พวกเ้าใกันเช่นนี้ มาที่นี่โดยไม่รู้หรอกรึว่าพักนี้ยุทธภพมีข่าวลือเื่ิญญาแค้นของเทพกระบี่หลี่เจี้ยนชิง ได้ออกอาละวาดตามคิดบัญชีคู่กรณีและผู้ทรยศในวันวาน ทั้งฝ่ายพรรคใต้ดินและฝ่ายคุณธรรมล้วนถูกสังหารไปไม่น้อย”
หลี่ชิงเฉินขมวดคิ้ว
พอได้ยินข่าวลือด้านลบดังนั้น เหล่าศิษย์สำนักคุณธรรมก็พากันขมวดคิ้วอย่างไม่เชื่อ
“สหายท่านนี้ จะบอกว่าเ้าสำนักปราณเที่ยงธรรมเช่นเขา ลงมือสังหารคนอย่างโเี้อำมหิตงั้นรึ เขาคือเ้ายุทธจักรฝ่ายคุณธรรม จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร?? ข่าวลือนี้เหลวไหลทั้งเพ!”
จอมยุทธ์โต๊ะข้าง ๆ ส่ายศีรษะในความไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ของคู่สนทนา
“ผู้ใดสนกันเล่าว่าเป็ความจริงรึไม่? เพียงแค่นามของเขาถูกกล่าวถึงอีกครั้งในยุทธภพ นั่นก็เพียงพอให้ทุกฝ่ายเคลื่อนไหวแล้ว สำนักต่าง ๆ ที่หมายฟื้นฟูอิทธิพลฝ่ายคุณธรรม ย่อมรีบจักไปเชื้อเชิญเขากลับมาเป็ประมุข นี่ยังไม่รวมศัตรูที่หมายไล่ล่า ไหนจะผู้คนอีกมากมายที่ต่อให้เป็เพียงข่าวลือเหลวไหล ตัวปลอมหรือิญญากระไร ก็ขอแค่ได้ยลปรมาจารย์ผู้นี้สักครั้งก็นับว่าคุ้มค่า”
“มีเหตุผล ที่จริงแม้แต่ข้าเองก็อยากจะพบเขาสักครั้งเหมือนกัน”
“เขาคืออันดับหนึ่งในใต้หล้า! ผู้ใดจักไม่ใคร่ขอคำชี้แนะจากเพลงกระบี่ของเขาบ้างล่ะ!?”
พวกเขาพยักหน้าเห็นตรงกันอย่างไม่อาจปฏิเสธ แววตาเหม่อลอยคล้ายกำลังเพ้อฝัน หากตนได้ประมือกับเทพกระบี่สักครั้งจะเป็เช่นไร ต่างคนต่างเก็บความตื่นเต้นไม่อยู่
ยกเว้นเพียงหลี่ชิงเฉินที่ยกชาขึ้นจิบอีกด้วยใบหน้าซังกะตาย
“เช่นนี้ก็เื่ใหญ่จริง ๆ ผู้คนมากมายล้วนมาที่นี่ ก่อเื่วุ่นวายทั้งหมดก็เพื่อตามหาตัวเขา”
ไม่ทันจบคำ เสียงกรีดร้องเล็กแหลมขอความช่วยเหลือก็ดังขึ้น
“ป-ปล่อยข้านะ! ช่วยด้วยเ้าค่ะ!”
จอมยุทธ์พรรคบิดเบือนบัญญัติ อุกอาจหันไปคว้าคอสตรีชาวบ้านที่เป็แค่แขกหอน้ำชาโต๊ะใกล้ ๆ มาบีบเพื่อข่มขู่ผู้ดูแลหออย่างบันดาลโทสะ
ยามนี้ คนของฝ่ายพรรคใต้ดิน ละเมิดกฎตำหนักสดับสหัสสาสน์อย่างร้ายแรงไม่พอ ยังทำร้ายผู้ไม่เกี่ยวข้องอีก ดูท่าคงยากหลีกเลี่ยงการปะทะอย่างดุเดือด
จอมยุทธ์คนอื่น ๆ กำหมัด แม้มีใจคิดจะช่วย แต่ก็ยังลังเล ไม่กล้าปุบปับลงมือ เนื่องด้วยเพราะไม่อยากมีปัญหายืดเยื้อกับพรรคฝ่ายใต้ดิน
ส่วนชาวบ้านธรรมดา พอเห็นว่าเหตุการณ์เริ่มทวีความรุนแรง จึงพากันวิ่งเตลิดหนีออกไป ด้านในหอน้ำชาเก้ามงคลจึงเหลือเพียงจอมยุทธ์ฝ่ายต่าง ๆ ที่เฝ้ารอฟังคำตอบเช่นเดียวกัน
“ปล่อยคนเดี๋ยวนี้!” ผู้ดูแลหอทั้งสองตวาด ก่อนครู่ต่อมาจะผ่อนท่าทีร้อนใจลง เมื่อเหลือบเห็นว่าระหว่างนั้น มู่ไป๋หลิงในคราบต้าจิ่วได้ส่งสายตาเป็สัญญาณให้ใจเย็นลงมา และกำลังย่ำสี่เท้าแทรกผ่านแเื่หนาแน่นในหอน้ำชา ด้วยร่างกายเพรียวบางของแมว อันเล็ดลอดผ่านช่องว่างแคบ ๆ ได้อย่างไม่ใช่ปัญหา
ในฐานะเถ้าแก่เนี้ยะหอน้ำชาเก้ามงคล การทำกิจการเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ นางย่อมต้องเตรียมพร้อมสำหรับรับมือและช่วยเหลือคนบริสุทธิ์ไว้เสมอ ยามเกิดเหตุเหนือความคาดหมาย ต่อให้อยู่ในร่างแมวก็ยังมีแผนสำรองอีกขั้น
ผู้ประทุษร้ายนอกจากไม่ฟัง แววตายังส่อประกายชั่วช้า ตั้งใจจะบีบคอสตรีผู้น่าสงสารให้ตาย
มู่ไป๋หลิงมาถึงใจกลางโถงด้านในวงล้อมพอดีและเตรียมลงมือ
ทว่า ชายฉรรจ์ผู้นั้นไม่ทันได้ออกแรงเพิ่ม ก็กลับต้องรีบปล่อยมือโดยเร็วที่สุดเสียก่อน เนื่องจากจู่ ๆ พลันมีเปลวไฟปริศนา ลุกลามแผดเผามือของเขาจนแดดิ้น
“โอ้ย! มือข้า!” เขารีบพุ่งไปที่โต๊ะ นำน้ำชาในจอกที่เททิ้งไว้จนเย็น ราดลงบนมือแทบไม่ทัน “ใครกัน!”
ฉางขู่ปรายตามองบุรุษข้างกาย เปลวไฟประหลาดที่ลุกไหม้ขึ้นอย่างไร้สาเหตุนั่น เห็นทีจะเป็ฝีมือของจอมเสรีที่รังสรรขึ้นมาเป็แน่ ซึ่งบังเอิญว่าในมือของอีกฝ่าย ไม่รู้ว่าดึงปิ่นปักผมพู่กันมาถือไว้ั้แ่เมื่อใด
คุณชายผู้เสพทุกข์หยักยิ้มมุมปากอย่างคาดเดาไม่ผิด
จอมยุทธ์พรรคบิดเบือนบัญญัติยังไม่เลิกรา หมายคิดคว้าดาบทำร้ายสตรีผู้ที่ล้มพับกับพื้น ไอค่อกแค่กอย่างพยายามกอบโกยลมหายใจด้วยความยากลำบาก
ครานี้ พู่กันที่หนีบกระชับอยู่ระหว่างนิ้วกลางและนิ้วชี้ของหลี่ชิงเฉิน พลันพุ่งพรวดออกไปปักตรึงเข้ากับเสาต้นหนึ่ง ขวางหน้าผู้ร้ายไว้ พริบตาต่อมา ร่างของเขาค่อยพุ่งตามไปติด ๆ แทรกกายเข้าคั่นกลาง โดยใช้แผ่นหลังเป็โล่กำบังหญิงสาวชาวบ้านให้พ้นเคราะห์ร้าย
“พี่ชาย… พาลไปทั่วเช่นนี้ไม่เหมาะสมกระมัง”
จอมยุทธ์ผู้นั้นตกตะลึง ‘เ้านี่มาอยู่ตรงนี้ั้แ่เมื่อไหร่?’
จอมเสรีเช่นหลี่ชิงเฉิน นอกจากฝีมือการวาดรูปที่ฝึกฝนอยู่ทุกวี่วัน เพื่อให้ห่างไกลจากเื่ยุ่งยากแล้ว ทักษะการลบตัวตนและเคลื่อนไหวได้อย่างว่องไว จึงเชี่ยวชาญเป็พิเศษอีกด้วย
เสียงนุ่มทุ้มที่แสนคุ้นหู ทำให้มู่ไป๋หลิงชะงักค้างเมื่อได้ยิน
‘เสียงนี้…’ ยามเงยมองใบหน้าบุรุษมนุษย์เ้าของเสียง แม้นจะยังมองไม่ค่อยชัด แต่บรรยากาศรอบกาย และแผ่นหลังกว้างอันคุ้นตาตรงหน้า ทำให้นางยิ่งกว่ามั่นใจ
…เป็เขา… เหตุใดเขาถึงมาอยู่ที่นี่?
มู่ไป๋หลิงเหลือบมองด้านหลังหลี่ชิงเฉิน หญิงสาวผู้ที่ถูกช่วยไว้รีบวิ่งหนีออกไปทันที
ดูเหมือนเขายังคงไม่อาจนิ่งดูดายเวลามีคนทำร้ายสตรีเช่นเคย…
ขณะเดียวกัน ดูเหมือนเื่ที่เกิดขึ้นในหอน้ำชายังวุ่นวายไม่พอ บุรุษท่าทางมีลับลมคมในผู้หนึ่ง หลังเฝ้ารอให้ฝ่ายพรรคใต้ดินลงมือแล้ว ค่อยถือโอกาสวิ่งออกไปะโ โพนทะนาความชั่วช้าของฝ่ายพรรคใต้ดิน ให้คนภายนอกรู้เห็นเป็ประจักษ์พยานร่วมกัน
“ทำร้ายชาวบ้าน! พรรคใต้ดินรังแกคน!”
“รนหาที่ตาย!” ลูกน้องของกุยเหออีกคน รีบตามไปจับทุ่มคนส่งเสียงดังให้คว่ำหมอบกับพื้น
“พรรคใต้ดินตีคน! ตีคนอีกแล้ว!”
คนก่อเื่ยิ่งห้ามก็ยิ่งร้อง ก่อนมันจะหันมายิ้มฉีกปากอย่างน่าสยดสยอง แล้วชิงกัดยาพิษใต้ลิ้น ปลิดชีพตายไปทั้งแบบนั้น
ลูกน้องของกุยเหอทำหน้าเซ็ง ปล่อยมือลุกขึ้น หันไปสบถให้พรรคพวกคนอื่น ๆ ในหอน้ำชาทราบอย่างไม่สบอารมณ์
“ตายแล้ว”
ก่อนจะสังเกตเห็นบางสิ่งใต้เสื้อผ้าของศพ จึงใช้ปลายเท้าเขี่ยคอเสื้อร่นลง พบว่าบนอกซ้ายมีรอยสักตราสัญลักษณ์ประหลาด เป็รูปจั๊กจั่นที่มีดอกปี่อั้นสีโลหิตงอกตามตัว
“จั๊กจั่น กับ…ดอกปี่อั้น?”
ถึงแม้จะไม่เคยพบสัญลักษณ์เช่นนี้มาก่อน จึงมิอาจล่วงรู้ว่าเป็ฝีมือของศัตรูกลุ่มใด อย่างน้อยก็พอเชื่อมโยงได้ว่า การที่่นี้ที่ชื่อเสียงของพรรคย่ำแย่ลง พวกมันย่อมต้องมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเป็แน่