เมื่อเสียงบอกเล่าของชายชราเงียบลง แววตาของเด็กๆที่ล้อมวงนั่งฟังต่างก็ยังคงสว่างไสว เต็มเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความฝันที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างแรงกล้า หัวใจของพวกเขาเต้นระรัวแทบไม่เป็จังหวะ หลายคนเผลอกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว
บางคนก็กระชับไม้กิ่งเล็กๆที่ถืออยู่แน่นราวกับเป็กระบี่ศักดิ์สิทธิ์แห่ง์ ขณะที่ความเงียบยังคลี่คลุมบรรยากาศอย่างอ่อนโยน ก็พลันมีเสียงเจื้อยแจ้วแหวกขึ้นมาพร้อมเสียงหัวเราะคิกคักของวัยเยาว์
“ท่านผู้เฒ่า! ท่านคิดว่าข้าคือจิงิที่กลับชาติมาเกิดใหม่หรือไม่!?”
“เหอะๆ เ้าพูดอะไรน่ะ ต้องข้าต่างหาก ในอนาคตข้าจะกลายเป็ผู้ฝึกยุทธที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้ท่านจิงิเลยทีเดียว! ฮ่าฮ่าฮ่า!”
ไม่ทันขาดคำ เด็กชายร่างสูงผิวเข้มอีกคนก็หัวเราะหยัน
“พวกเ้าน่ะพูดบ้าอะไร ข้าต่างหากที่คู่ควรกับตำนาน! แต่ไม่ใช่ในทางของกระบี่หรอกนะ”
“เ้ากระบี่น่ะเหรอ บางก็บาง เล็กก็เล็ก อ่อนแอจะตาย ต้องดาบสิ ดาบใหญ่ๆสีดำสนิทที่แผ่รังสีมรณะ”
“ข้าจะถือมันฟาดฟันทุกสิ่ง และจะกลายเป็จอมดาบที่สังหารสัตว์อสูรอันเกรี้ยวกราดด้วยมือข้างเดียว!”
เสียงพูดคุยเถียงกันจ้อกแจ้กอย่างสนุกสนานของเด็กน้อยทั้งหลายดังกระหึ่ม ต่างคนต่างจินตนาการถึงภาพของตนเองในอนาคต
บ้างเหวี่ยงไม้กิ่งเล็กในมือราวกับกำลังกวาดกระบี่ตัดขอบฟ้า บ้างแสดงท่าทางฟันดาบเหินเวหา บ้างแม้จะล้มลุกคลุกคลานแต่ก็หัวเราะร่าอย่างมีความสุข ความไร้เดียงสาในดวงใจของเด็กๆผสานเข้ากับเปลวไฟแห่งความฝันที่ลุกโชน
ชายชราที่มองเห็นภาพเ่าั้ก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มกว้างอย่างอ่อนโยน แววตาเปี่ยมไปด้วยความเมตตาและความอบอุ่น
“พวกเ้าหนอ.. ล้วนเป็เด็กดีที่มีหัวใจกล้าหาญ!”
จากนั้นสายตาก็เลื่อนกลับมายังเด็กคนหนึ่งที่นั่งเงียบมาตลอด เด็กชายที่ใบหน้าอ่อนวัยแต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ ดวงตาสีแดงสนิทที่เคยทอดมองการต่อสู้ของเหล่าเด็กคนอื่นอย่างเงียบๆ บัดนี้ยังคงเปล่งประกาย
ชายชราจึงเอ่ยขึ้นด้วยความคาดหวังบางอย่าง
“เ้าล่ะ หลัวหยาง.. เ้าเองก็อยากจะเป็เหมือนกับท่านจิงิใช่หรือไม่? กลายมาเป็ตำนานแห่งทวีป์ที่ทุกคนต่างยกย่อง บันดาลให้ทุกกระบี่ค้อมหัว ยืนอยู่เหนือยอดเขาแห่งตำนานดั่งแสงแรกของวันใหม่?”
หลัวหยางที่ได้ยินคำถามนั้นก็พลันได้สติ เขากะพริบตาเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปมองชายชรา
ท่ามกลางเสียงหัวเราะและความคึกคักของเด็กคนอื่นๆที่ยังคงเล่นบทบาทแห่งตำนานกันอย่างสนุกสนาน แต่เขากลับถอนหายใจแ่เบา รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย
“แค่พูดมันก็พูดง่ายนะท่านผู้าุโ ความฝันน่ะ.. มันก็เป็ได้เพียงแค่ความฝัน พวกเราเป็เพียงปุถุชนคนธรรมดา ไม่อาจเทียบได้กับตัวประกอบของโลกใบนี้เลยด้วยซ้ำ จะเอาอะไรไปวาดหวังว่าอยากจะเป็เหมือนกับพวกตัวเอกล่ะ?”
คำตอบนั้นทำให้บรรยากาศรอบข้างเงียบงันลงในพริบตา เด็กบางคนชะงักมือที่กำลังวาดท่าฟันกระบี่ บ้างก็ก้มหน้าลงเล็กน้อยด้วยความสับสน หลัวหยางยังคงจ้องมองเปลวไฟจากกองไฟเล็กๆตรงกลางลาน ราวกับพยายามค้นหาบางสิ่งที่ลึกลงไปจากเปลวไฟนั้น
“ทวีป์.. มีคนมากมายตั้งไม่รู้เท่าไหร่ แต่ผู้ฝึกยุทธที่ประสบความสำเร็จจริงๆ นั่นแหละ ถึงจะเรียกได้ว่าเป็ตัวเอกหรือบุตรแห่งโชคชะตา ทว่าข้าหลัวหยาง.. ข้าอยู่ในความเป็จริง เพราะข้าไม่อยากจะคาดหวัง แล้วต้องมานั่งเสียใจหรือร้องไห้ในภายหลัง”
สิ้นคำกล่าวของหลัวหยางที่ปราศจากความเพ้อฝัน เด็กหนุ่มผู้มีแววตาแน่วแน่กลับลุกขึ้นยืนอย่างเงียบงัน
ท่ามกลางสายตานับสิบคู่ที่จับจ้องมาด้วยความรู้สึกหลากหลาย หลัวหยางไม่ได้พูดสิ่งใดเพิ่มเติม เขาเพียงเดินจากไปอย่างสงบ ร่างของเขาแหวกผ่านฝูงชนเล็กๆของเหล่าเด็กผู้มีความฝัน ราวกับสายลมเบาบางที่พัดผ่านโดยไม่ทิ้งร่องรอย
และเมื่อเขาเดินลับหายไปจากลานกลางหมู่บ้าน ชายชราผู้เฒ่าก็ได้แต่มองตามพร้อมส่ายศีรษะเบาๆ
ในแววตาของเขาไม่ใช่ความผิดหวัง แต่กลับมีบางสิ่งที่คล้ายความเข้าใจลึกซึ้งยากจะกล่าวออกมา
บรรยากาศที่เคยครึกครื้นกลับแปรเปลี่ยนเป็ความเงียบสงัด เสียงหัวเราะและคำพูดคุยเถียงที่ดังก้องก่อนหน้านี้เงียบหายไป
เด็กๆต่างนั่งนิ่ง ไม่มีใครหยิบไม้ในมือขึ้นมาแกว่งอีก ไม่มีเสียงเย้ยหยัน ไม่มีใครหัวเราะ แม้แต่เด็กชายผู้เคยกล่าวว่าตนจะใช้ดาบใหญ่สีดำสังหารสัตว์อสูรยังคงก้มหน้าเงียบงัน สายตาเบนมองลงพื้นอย่างสับสนไร้คำพูด
กระทั่งมีเสียงหนึ่งดังขึ้นเบาๆ คล้ายเป็เสียงของเด็กชายที่เคยเงียบมาตลอด
“ท่านผู้าุโ.. มันเป็อย่างที่เ้าหลัวหยางพูดหรือเปล่า..”
“พวกเราน่ะ.. พวกเราน่ะไม่ใช่ตัวเอกจริงๆเหรอ? พวกเราเป็แค่ตัวประกอบของโลกใบนี้เท่านั้นหรือ?”
“นั่นสินะ ถ้าเราคือผู้ถูกเลือกจริงๆ เราคงกำเนิดมาในตระกูลที่ยิ่งใหญ่ มีบิดามารดาที่แข็งแกร่งและร่ำรวย บางคนอาจเป็ลูกศิษย์ของนิกายชั้นสูงั้แ่เกิดก็ยังได้ แต่พวกเราก็แค่เด็กในหมู่บ้านเล็กๆที่ไม่มีใครจดจำชื่อได้ด้วยซ้ำ”
“เป็อย่างที่เ้าหลัวหยางว่าจริงๆนั่นแหละ เราก็ทำได้แค่ฝันลมๆแล้งๆเท่านั้นแหละ สุดท้ายก็คงแค่กลับไปกินไก่ที่บ้านดีกว่า”
คำพูดเ่าั้ไม่ได้มาพร้อมกับความขบขัน แต่มันคือความเศร้าซ่อนลึกที่ค่อยๆซึมผ่านใจของเหล่าเด็กน้อย แต่ก็เติบโตพอจะััถึงกลิ่นอายของโลกจริงอันโหดร้ายได้บ้างแล้ว พวกเขาต่างเติบโตมาในหมู่บ้านที่ไร้ชื่อ
ไม่มีสิ่งใดหรูหราหรือยิ่งใหญ่ให้ได้ภาคภูมิใจ และไม่มีคำว่าพร์ให้ได้ยึดมั่นหรือถือตน ความฝันของพวกเขาในคืนนี้ แม้จะยังคงอยู่ แต่ก็ถูกถ้อยคำของหลัวหยางทำให้เบาบางลง ราวกับหมอกจางในยามเช้าที่โดนแสงอรุณแผดเผา
“เฮ้อ เป็เด็กเป็เล็ก ยังไม่ควรที่จะมาครุ่นคิดอะไรเช่นนี้กันหรอกนะ”
—
บ้านไม้หลังเล็กซึ่งตั้งอยู่ใกล้ขอบป่า ริมเชิงเขาทางทิศเหนือของหมู่บ้าน หลัวหยางกลับมาถึงโดยไร้เสียงหรือคำพูดใดๆ
ร่างของเขาเล็กกว่าชายหนุ่มทั่วไปแต่กลับมีท่าทีสงบนิ่งไม่เหมาะสมกับวัย
อากาศยามค่ำเริ่มเย็นลง แต่ภายในบ้านของเขานั้นกลับไม่มีสิ่งใดนอกจากความเงียบ เตียงไม้เก่าที่มีเพียงผ้านวมบางๆปูพาดไว้ มุมห้องที่มีข้าวสารไม่ถึงกำมือ และประตูที่แค่ผลักเบาๆก็เปิดออกราวกับจะหลุดจากบานได้ทุกเมื่อ
เขาทรุดตัวลงนั่งบนเตียงเงียบๆ ดวงตาเหม่อมองแผ่นไม้เบื้องล่าง
สีหน้าของเขาไม่ได้เศร้าหมอง หากเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย คล้ายกับความคิดกำลังก่อตัวขึ้นโดยไร้ทิศทาง
ก่อนที่จะเอนตัวลงนอนอย่างเงียบงัน จ้องมองเพดานที่มีรอยร้าวอยู่หลายจุด แล้วหลับตาลงช้าๆ
เสียงถอนหายใจหลุดออกมาจากริมฝีปาก เขาพึมพำกับตนเองเบาๆ
“เื่ราวมันก็เป็เพียงแค่ตำนาน.. เทพกระบี่จิงิน่ะหรือ..”
“ข้าไม่ใช่เขา ข้าคือหลัวหยางเทียน เด็กกำพร้าที่ไม่มีกระทั่งพ่อแม่ เติบโตขึ้นมาโดยที่คนในหมู่บ้านผลัดกันเลี้ยงดู”
“บางวันก็ได้ข้าว บางวันก็ได้แต่น้ำเปล่า ไม่เคยมีบ้านที่แท้จริง ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีอะไรเลย.. แล้วข้าจะไปฝันให้สูงส่งแบบนั้นได้อย่างไร!”
เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ลมหายใจเริ่มผ่อนช้าลง และในขณะที่เปลือกตาเริ่มหนักอึ้ง ความง่วงค่อยๆคืบคลานเข้ามาครอบงำ แต่ก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทรา เสียงสุดท้ายที่เล็ดลอดออกจากลำคอของเขาก็ยังคงอวลด้วยคำวิงวอน
“หวังว่าพร์ในการบ่มเพาะของข้า.. ์จะเมตตาหลัวหยางผู้นี้อยู่บ้าง”
คำวิงวอนของเด็กกำพร้าที่เติบโตโดยการเลี้ยงดูจากชาวบ้านผู้แสนสามัญ แม้จะเรียบง่ายแต่กลับเปี่ยมด้วยความหนักแน่น
เสียงนั้นอ่อนโยนแต่มั่นคง ราวกับประกายสุดท้ายของผู้ที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา
แม้จะไร้พลัง แม้จะไร้สายเือันสูงส่ง แต่หลัวหยางก็ยังคงเฝ้าฝันและหวัง
หวังว่าวันหนึ่ง เขาจะได้ยืนหยัดด้วยขาของตนเอง
ไม่ต้องพึ่งบารมี ไม่ต้องอาศัยชาติกำเนิด และไม่ต้องเป็ตัวประกอบในเื่ราวของผู้อื่นอีกต่อไป