“ปล่อย”
“ที่นี่คนเยอะ อย่าขัดขืน”
“ฉันกับนายไม่ได้สนิทกันถึงขนาดเดินจูงมือแบบนี้ได้”
“ตอนนี้ก็สนิทกันแล้วไง”
ลานเซลอตลากเฉินอันหลานไปตามทางเดินพร้อมกับถามขึ้น
“ตึกไหน?”
เฉินอันหลานสะบัดมือของลานเซลอตออก จากนั้นก็ผลักอีกฝ่ายให้ออกห่างจากตัวเอง
“นายน้อยโอดิน นายอย่ามาเสียเวลากับคนอย่างฉันดีกว่า ผู้นำของตระกูลเอสเตไม่น่าจะว่างมากขนาดนี้นะ?”
“งั้นฉันน่าจะเป็นข้อยกเว้น”
“ฉันไม่ชอบข้อยกเว้น”
“นายชอบ”
“ก็อาจจะ แต่กลัวว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ไปตลอดชีวิต”
เมื่อพูดจบเฉินอันหลานก็หมุนตัวเดินจากไปทันที
อัลฟ่าหนุ่มมองตามแผ่นหลังของคุณชายเฉินที่พุ่งออกไปด้วยความโกรธ ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา แล้วก้าวขาเดินตามไป
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเดินตามมาด้านหลัง เฉินอันหลานก็ตั้งใจเร่งความเร็ว ถือโอกาสตอนที่เสียงฝีเท้านั้นยังมาไม่ถึงตัว รีบเลี้ยวออกจากตึกแล้วแฉลบตัวเข้าไปในห้องผู้ป่วยที่อยู่ด้านข้าง คนไข้รวมทั้งหมอและพยาบาลที่อยู่ในห้องต่างก็หันมามองเป็นตาเดียว ยอดสายลับกวาดตามองไปยังเตียงว่างที่มีชื่อผู้ป่วยและป้ายเวชระเบียนแขวนอยู่ ก่อนเดินเข้าไปนั่งข้างเตียงด้วยสีหน้าเรียบเฉยทันที
เมื่อคุณหมอเห็นเฉินอันหลานนั่งลงก็คิดว่าเป็นญาติคนไข้ของเตียงนั้นจึงไม่ได้สนใจอะไรมาก และทำการตรวจร่างกายคนไข้ต่อไป ส่วนนักศึกษาแพทย์ที่ยืนอยู่ด้านข้างก็จดบันทึกต่อไปอย่างขะมักเขม้น
เมื่อนั่งอยู่ได้พักใหญ่ และคิดว่าลานเซลอตน่าจะไปแล้ว เฉินอันหลานจึงลุกขึ้นแล้วเดินออกไปท่ามกลางสายตาที่งุนงงของทุกคน
“มาผิดห้องเหรอ?”
เมื่อเดินออกมา เสียงอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นข้างหูเขาอย่างฉับพลัน
คุณชายเฉินขมวดคิ้ว ก่อนเงยหน้าขึ้นมองผู้ชายที่ยืนกอดอกพิงผนัง
“น่าเสียดายจริง ๆ ที่คนอย่างนายไม่ได้ทำงานหน่วยข่าวกรอง”
อารมณ์โกรธของเฉินอันหลานที่พยายามกดข่มเอาไว้สะท้อนอยู่ในดวงตา ลานเซลอตยกยิ้มเล็กน้อย จากนั้นก็เดินมาตรงหน้าอีกฝ่าย
“ตอนนี้ไปได้รึยัง?”
เฉินอันหลานมองไปทางลานเซลอตด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องของบาวดี้ทันที
‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’
“ไม่ได้ล็อก”
บาวดี้กำลังดึงผ้าห่มออกเพื่อให้ต้นขาที่ถูกยิงได้ระบายอากาศ แต่เมื่อ
เงยหน้าขึ้นมาแล้วพบว่าผู้ที่ผลักประตูเข้ามาคือเฉินอันหลาน บาวดี้ก็รีบดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดมันไว้ได้อย่างทันการณ์ ก่อนจะหันไปยิ้มและกล่าวทักทายผู้มาเยือน
“อาเล่อ นายมาได้ยังไงเนี่ย?”
ทุกการกระทำของบาวดี้อยู่ในสายตาของเฉินอันหลาน เขาลากเก้าอี้มานั่งข้างเตียง โดยไม่ได้รีบร้อนถามสถานการณ์ของคนป่วยแต่อย่างใด สายตาคมเหลือบมองไปทางประตูเป็นอันดับแรก และพบว่าคนที่เดินตามเขามาตลอดไม่ได้เดินตามเข้ามาในห้องด้วย
บาวดี้ชำเลืองมองไปยังทิศทางที่เฉินอันหลานมอง ก่อนถามขึ้นด้วย
ความสงสัย
“อาเล่อ นายมองอะไร?”
“ไม่มีอะไร” คนถูกเรียกละสายตากลับมา ก่อนหันไปมองอีกฝ่าย “เป็นยังไงบ้าง นอนโรงพยาบาลดีขึ้นไหม?”
บาวดี้พยักหน้า “ก็พอได้ แต่อาหารของที่นี่ไม่อร่อยเท่าไหร่”
“บาดเจ็บก็ต้องกินอาหารจืด ๆ แบบนี้แหละ”
“หมอก็พูดแบบนี้... ว่าแต่ ทำไมวันนี้ถึงมีเวลาว่างมาเยี่ยมฉันได้ล่ะ?”
“ฉันมีเรื่องจะถาม”
“เรื่อง... อะไร?”
ดวงตาที่แสนเย็นชาหรี่ลงเล็กน้อย สายลับหนุ่มสอดมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง ก่อนจะนั่งจ้องบาวดี้ด้วยสีหน้าคาดคั้น
“บอกฉันมา นายหนีออกมาได้ยังไง?”
“ไม่ได้หนี แต่พวกเขาปล่อยตัวฉัน”
“แล้วคนที่จับนายไปเป็นใคร?”
“ไม่รู้ ไม่เห็นหน้า”
“ฉันขอถามคำถามสุดท้าย เช้าวันนี้มีคนนำยาเสพติดไปวางไว้หน้าสถานีตำรวจเป็นฝีมือของนายใช่ไหม?”
บาวดี้พยักหน้า
“พูดต่อ” เฉินอันหลานพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ฉันกลัวว่าคนของหรงอันชิ่งจะมาหาฉัน” บาวดี้ก้มหน้า
“หรงอันชิ่ง?”
“อาเล่อ ฉันยอมรับว่าฉันเป็นคนขี้ขลาด แต่ยาเสพติดลอตนั้นมันเป็นเหมือนเผือกร้อน ใครได้มันไปก็ซวยทั้งนั้น ฉันสูญเสียพี่น้องไปหลายคนแล้ว ฉันไม่อยากเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงอีก”
“มีแค่นี้ใช่ไหม?”
บาวดี้ลังเลชั่วครู่ ก่อนเงยหน้ามองไปเฉินอันหลาน
“อาเล่อ ที่นายช่วยฉันปล้นยาลอตนั้นมาก็เพื่อแก้แค้นให้เด็กที่ถูกหรงอันชิ่งฆ่าตาย ตอนนี้ตาเฒ่านั่นก็หนีไปไหนไม่พ้นแล้ว ไม่ช้าก็เร็วยังไงก็ต้องติดคุกอยู่ดี นายปล่อยเรื่องนี้ไปเถอะนะ ถือว่าฉันขอร้อง”
“นายรู้ได้ยังไงว่าฉันทำเพื่อแก้แค้น ใครบอกนาย?”
“ไม่มีใครบอกฉันทั้งนั้นแหละ ฉันเดาของฉันเอง... อีกอย่าง อาเล่อ นาย
ไม่รู้สึกบ้างเหรอว่าวันนี้นายมีอะไรที่ดูแปลก ๆ ไป?”
เมื่อเฉินอันหลานได้ยินก็ตกใจขึ้นมาทันที เขาปรายตามองบาวดี้ที่กำลังจ้องมองมาทางเขาด้วยสายตาสงสัย จนกระทั่งตระหนักได้ว่าตัวเองนั้นไม่ได้ฉีดยาระงับมา ทั้งยังเดินเข้ามาในห้องของบาวดี้โดยไม่ระวัง อันที่จริงก่อนที่จะเข้าไปในลิฟต์เขาตั้งใจว่าจะต้องปิดบังสถานะและเลี่ยงไม่เผชิญหน้ากับเพื่อนตรง ๆ แต่ลานเซลอตดันเข้ามาปั่นป่วนเขาจนทำให้เขาลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท!
แทบจะในชั่วพริบตา เฉินอันหลานก็จิกขากางเกงตัวเองแน่น
“อาเล่อ นาย... เป็นโอเมก้า?
“ก่อนหน้านั้นนายอยู่ในสถานะอัลฟ่าไม่ใช่เหรอ?”
“หุบปากซะ!”
เมื่อบาวดี้ถูกเฉินอันหลานสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก็รีบหุบปากลงในทันที
เฉินอันหลานล้วงไปหยิบปืนก่อนจะโยนไปบนเตียง หลังจากที่นั่งเงียบ ๆ อยู่บนเก้าอี้พักใหญ่ก็เงยหน้าขึ้น จ้องมองไปคนไข้บนเตียงด้วยสีหน้านิ่งเฉย
“วันนี้ฉันไม่เคยมาโรงพยาบาล นายไม่เคยพบฉัน เข้าใจนะ”
บาวดี้อึ้งงันไปหลังจากได้เห็นปฏิกิริยาตอบสนองของน้องชายร่วมสาบาน แต่เขาก็รีบพยักหน้าทันที
“นายรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร?” เฉินอันหลานถาม
บาวดี้พยักหน้า แต่หลังจากนั้นก็ส่ายหน้าอีกครั้ง
“งั้นแสดงว่ารู้แล้ว?”
“อาเล่อ...”
“ฉันชื่ออะไร?”
“เฉิน เฉินอันหลาน...”
เฉินอันหลานยืนขึ้น แล้วหยิบปืนขึ้นมาจากเตียง จัดการง้างนกสับก่อนจะจ่อไปที่ศีรษะของคนบนเตียง
“พูดแบบนี้แสดงว่านายก็รู้แล้วว่าฉันเป็นคนของตระกูลเฉิน?”
สีหน้าของบาวดี้ซีดเผือดลงทันที
“ไม่ ๆ อาเล่อ ไม่ว่านายจะเป็นใคร นายก็ยังเป็นอาเล่อน้องชายของฉัน
ฉันจะไม่เปิดเผยสถานะของนาย ฉันให้สัญญา!”
“ฉันขอถามหน่อย ใครเป็นคนเอายานั่นไปวางไว้!”
“ตู้ ตู้ชวน”
“ตู้ชวน?”
“ก่อนหน้านั้นเขาเคยทำงานให้กับหรงอันชิ่งมาก่อน หรงอันชิ่งต้องไม่ยอมรามือง่าย ๆ แน่ ดังนั้นฉันเลยโน้มน้าวให้เขาเอามันไปส่ง แบบนี้ตาเฒ่านั่นก็ดิ้นไม่หลุดแล้ว เขาเองก็ได้แก้แค้น… อาเล่อ นายอย่าฆ่าฉันเลยนะ ฉันสัญญาว่าจะไม่เปิดเผยความลับของนายแน่นอน นายเชื่อฉันเถอะ”
สายลับหนุ่มจ้องเขม็งไปทางบาวดี้อยู่นาน สุดท้ายก็เก็บปืนที่จ่อศีรษะอีกฝ่ายกลับมา
เมื่อเห็นอย่างนั้น บาวดี้ก็พลันถอนหายใจด้วยความโล่งใจ
“เช็ดเหงื่อซะ” เฉินอันหลานเก็บปืน แล้วดึงกระดาษทิชชูสองแผ่นจากตู้หัวเตียงยื่นให้
“ฉันล้อนายเล่นแค่นี้ ทำตกใจไปได้”
“ล้อ ล้อเล่น?”
“ที่นี่มันโรงพยาบาล ฉันจะไปฆ่านายได้ยังไง?”
บาวดี้อยากจะโพล่งด่าออกไปจริง ๆ แต่เมื่อเห็นสีหน้าที่เรียบเฉยของคนข้างเตียง เขาก็กลืนคำด่าลงคอไป ก่อนจะรับกระดาษทิชชูจากมือเฉินอันหลานมาเช็ดเหงื่อบนหน้าผากแล้วตัดพ้อ
“ถึงจะเป็นน้อง แต่ล้อเล่นแบบนี้ก็ไม่ควรรึเปล่า นายเกือบทำฉันหัวใจวายตายแล้ว”
“เอาล่ะ ของก็ไม่มีละ จากนี้นายคิดจะทำไงต่อ?”
“จะทำไงได้ล่ะ ตอนนี้ฉันเหลือลูกน้องแค่สองคน ทำเรื่องใหญ่ ๆ ไม่ได้แล้ว
ก็ต้องคิดหาทางหาเงินเพื่อเลี้ยงปากท้องทั้งสามคนให้ได้เท่านั้นแหละ”
“ฉันจะให้เงินนายก้อนหนึ่ง”
เมื่อได้ยินมือที่กำลังเช็ดเหงื่ออยู่ก็หยุดชะงักลงทันใด บาวดี้เงยหน้ามอง
เฉินอันหลาน
“อาเล่อ นายพูดจริงเหรอ?”
“ฉันให้เงินนายได้ แต่ไม่ได้ให้ฟรี ๆ” เฉินอันหลานล้วงไปหยิบเช็คจากในกระเป๋า แล้วโยนไปบนเตียง “ห้าแสน ถึงจะไม่เท่ากับมูลค่าของของลอตนั้น แต่มันก็มากพอที่จะเลี้ยงปากท้องของทั้งสามชีวิตไปได้สักระยะ”
บาวดี้หยิบเช็คนั้นขึ้นมาดู แต่ก็ต้องวางกลับไปอีกครั้ง
“ทำไมไม่รับล่ะ?”
“เรื่องปล้นของไม่เกี่ยวกับนาย นายมาช่วยฉัน ส่วนแบ่งก็ไม่ได้ ที่เรื่องมันกลายมาเป็นแบบนี้เป็นเพราะฉันเอง ฉันไม่ได้โทษนาย ฉันรับเงินนายไม่ได้จริง ๆ”
“ฉันบอกแล้ว ฉันไม่ได้ให้เงินนายฟรี ๆ” เฉินอันหลานมองไปทางเช็คที่วางอยู่บนเตียงอย่างมีเลศนัย “รับไปซะ”
บาวดี้จ้องมองเฉินอันหลานสลับกับมองดูเช็คใบนั้นอีกครั้ง หลังจากที่ลังเลอยู่นานก็ตัดสินใจยื่นมือออกไปหยิบมันขึ้นมา
“อีกสองสามวันฉันจะต้องไปรายงานตัวกับกลุ่มอาชญากรรม หลังจากนี้
นายก็มาเป็นสายของฉันละกัน นี่เป็นค่าจ้างงวดแรกของนาย ถ้าทำดี ฉันไม่มีทาง
เอาเปรียบนายแน่นอน”
“ถึงจะบอกว่าเป็นค่าจ้าง แต่ทำไมจำนวนเงินมันถึงได้มากขนาดนี้ล่ะ?”
“ก็ฉันมีเงิน”
“ไปละ”
เฉินอันหลานกล่าวลาบาวดี้ จากนั้นก็หมุนตัวแล้วเตรียมจะเดินออกไป ทว่าเท้าที่กำลังจะก้าวกลับต้องหยุดชะงักลง
“อาเล่อ” บาวดี้เอ่ยเรียก
“มีอะไรอีก?” ไม่กี่วินาทีต่อจากนั้นเขาก็หมุนตัวกลับมามองคนที่อยู่บนเตียง
“นายวางใจได้เลย ฉันจะเก็บเรื่องของนายไว้เป็นอย่างดีไม่ปากโป้งแน่ แล้วก็… หลังจากนี้ฉันจะคอยรายงานนายตลอด จะไม่ทำให้นายผิดหวังเลย”
“เอาล่ะ พักผ่อนเถอะ”
“อาเล่อ! พวกเรายังเป็นพี่น้องกันใช่ไหม?”
สายลับหนุ่มไม่ตอบคำถาม เพียงคลี่ยิ้มให้อีกฝ่ายเล็กน้อย ก่อนใส่ผ้าปิดปากแล้วเดินออกจากห้องไป
ทีแรกบาวดี้ก็ตกใจ แต่หลังจากนั้นเขาก็เข้าใจความหมาย จากนั้นก็หยิบเช็คขึ้นมาจูบ แล้วนั่งอย่างมีความสุขอยู่บนเตียง
ทันทีที่เปิดประตูออกมา เฉินอันหลานก็มองไปตามระเบียงทางเดินเพื่อมองหาใครอีกคนด้วยความเคยชิน แต่แล้วก็พบว่าลานเซลอตไม่อยู่แล้ว
พริบตานั้น เป็นวินาทีที่คุณชายเฉินรู้สึกผิดหวัง
“หาฉันเหรอ?”
เมื่อได้ยินเสียง คิ้วของเฉินอันหลานก็ขมวดเข้าหากัน หลังจากที่เงียบไปคู่หนึ่ง ก็หมุนตัวไปทางต้นเสียง ก่อนจะเห็นลานเซลอตกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนเก้าอี้ตัวยาวที่อยู่ด้านข้าง
และแทบจะในชั่วพริบตานั้น ความขุ่นเคืองก็ถาโถมเข้ามาอย่างฉับพลัน
เฉินอันหลานไม่ได้สนใจอีกฝ่าย และเดินผ่านหน้าอัลฟ่าน่าโมโหเพื่อตรงไปยังลิฟต์ทันที
อัลฟ่าหนุ่มวางหนังสือพิมพ์ลงบนเก้าอี้ ก่อนจะยืนขึ้นแล้วเดินตามไป
“เมื่อกี้นายได้ยินหมดแล้วใช่ไหม?”
“ได้ยินอะไร?”
“หูหนวกเหรอ?”
“ฉันอ่านหนังสือพิมพ์อยู่”
เฉินอันหลานยืนหันหลังให้ลานเซลอต
“เมื่อเช้าฉันเห็นหัวหน้าเจียงมาหานายที่บ้าน”
“ใช่เหรอ” ลานเซลอตไม่ได้สนใจเท่าไรนัก
“นายไม่อยากรู้เหรอว่าเขามาทำไม?”
“ไม่อยาก”
“หัวหน้าเจียงขึ้นชื่อในเรื่องกัดไม่ปล่อย ถ้านายหาเรื่องใส่ตัวล่ะก็ เขาไม่มีทางปล่อยนายไปแน่ ๆ”
“ไม่ยักรู้ว่านายเป็นห่วงฉัน”
“นายน้อยโอดินก็หลงตัวเองเกินไป ฉันแค่พูดความจริง”
“นายมองจากบ้านของตัวเองใช่ไหม?”
“...ฉันแค่บังเอิญเห็นเท่านั้น”
“งั้นเหรอ”
เฉินอันหลานเพิ่งรู้ว่าตัวเองติดกับผู้ชายคนนี้เข้าแล้ว เขาขมวดคิ้ว เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกเขาก็รีบเดินเข้าไปข้างในทันที ลานเซลอตยกยิ้มก่อนจะเดินตามเข้าไป