ผมมองหน้าไอ้คนมาใหม่อย่างสุดสงสัย หน้าตาก็ดี แต่สติไม่สมประกอบ คิดจะมาสวมบทบาทเป็ยาจก แล้วเฉลยทีหลังว่าความจริงแล้วเป็ท่านประธานบริษัทเหมือนในละครสั้นคุณธรรมน่ะไม่ได้หรอกนะ ผมคนหนึ่งล่ะไม่เชื่อ นี่ก็เรียกรปภ.ไปแล้ว ยังไม่โผล่หัวมา สงสัยผมคงต้องลากมันออกไปกับมือเองละมั้งเนี่ย
“ออกไปนะเว่ย ก่อนที่ฉันจะเอาตำรวจมาลากนายออกไป”
มันตัวสูง ๆ ในชุดกีฬายืนมองผมหน้านิ่ง เก๊กชะมัด มันยังไม่พูดอะไร ไอ้เลขาหน้าอ่อนก็ออกปากช่วยพรรคพวกของมันทันที “นี่ คุณเตวิชญ์ครับ รู้ว่าเป็ลูกชายท่านเตชทัตนะครับ แต่กรุณามีมารยาทหน่อย และก็น่าจะรู้ไว้ด้วยว่านี่คือใคร”
“หึ ใคร? ก็คนบ้าล่ะมั้ง จู่ ๆ มาเดินเข้าบอกว่าเป็ประธานบริษัท”
“นี่คุณ…”
“เลอวิทย์ครับ ไม่ต้องต่อล้อต่อเถียงกับเขาหรอก เสียเวลา”
ไอ้เลขากำลังจะขึ้นเสียงกับผม พอดีว่าคนบ้าในชุดกีฬาแทรกขึ้นก่อน มันจึงยอมหยุดไป แปลกดีแฮะ เชื่อฟังคนไม่มีหัวนอนปลายเท้าด้วย
“ทำไม เสียเวลาแล้วไง ก็เพราะนายนั่นแหละ นายด้วยไอ้เลขากระจอก” ผมชี้หน้าเรียงรายคนเลยแล้วกัน หมั่นไส้พวกแม่ง
“ไปนั่งโต๊ะ”
ไอ้ชุดบอลสั่งผม ถือว่ากล้ามากทีเดียว ขนาดคุณพ่อผมยังไม่เคยสั่งผมได้เลย นับประสาอะไรกับมัน ชิ! “ไม่ว่ะ มีไรป่ะน้องชาย” ผมตอบเสียงกวน ๆ เห็นหน้ามันเคร่งขรึมแล้ว สนุกจัง
มันยังคงมองผมด้วยสายตาเ็าแบบเดิม เพิ่มเติมคือท่าทางแข็งกระด้าง นี่ผมคงยั่วน้ำโหมันได้สินะ แหงล่ะ มันล้วงสมาร์ทโฟนออกมาจากกระเป๋ากางเกง ผมมองดูแล้วเครื่องนี้มันรุ่นฮิต ราคาเป็ครึ่งแสนเชียวนะ มีปัญญาซื้อด้วยเหรอวะ คนบ้าที่ไหนมีกัน มันต้องขโมยมาแน่ ๆ ตอนนี้มันกดโทรออกหาใครไม่รู้ ผมไม่สนใจหรอก
“สวัสดีครับคุณพี่”
“หวัดดี ว่าไง เื่ที่พี่ฝากเรียบร้อยดีไหม”
แต่ตอนนี้ผมเริ่มสนใจแล้ว เพราะปลายเสียงนั้นคุ้นหูมาก คุ้นซะจนหน้าของคุณพ่อผมลอยมาให้เห็นเต็มสองตาเลย ไม่จริงน่า ไอ้หมอนี่เนี่ยนะ จะมาเป็เ้าของบริษัทใหญ่โตขนาดนี้ได้ ถุ้ย!
“เอ๊… ผมว่าท่าจะไม่เรียบร้อยดีสักเท่าไหร่หรอกครับ พอดีน้องนักศึกษาฝึกงานที่ฝากไว้น่ะครับ เขาไม่ยอมเชื่อฟังผมเลย คุณพี่จะให้ผมยังไงดีครับ”
หา! มันฟ้องอะไรคุณพ่อเนี่ย ถึงผมจะรู้ว่าท่านจะไม่มีทางดุผมแน่ แต่ผมก็ไม่อยากให้ใครคาบเื่ของผมไปรายงานอยู่ดี ผมรีบเขย่งตัวหวังจะแย่งมากดวางสาย แต่มันก็พลาดทุกที ไม่ใช่ผมเตี้ยหรอกนะ มันต่างหากที่สูงเกิน
ความผิดของมัน!
“ขอพี่คุยกับลูกเตหน่อยสิ” พ่อผมว่า
แล้วไอ้เปรตนักบอลนี่ก็เปิดลำโพงให้ผมฟัง ดังลั่นเลย ผมยิ่งไม่อยากให้ใครได้ยินด้วยอยู่แล้ว เกลียดมันจริง ๆ
“คุณพ่อ คุณพ่อครับ ไม่จริงอย่างที่มันว่านะ ไอ้นี่เป็ใครไม่รู้ อยู่ ๆ ก็มาสั่งผม คุณพ่อต้องส่งคนมาจัดการมันให้ผมนะครับ” เป็ไงล่ะ ผมต่างหากที่มีอำนาจเหนือกว่า เจอดีแน่ไอ้หน้าอ่อน ใครบอกให้แส่ไม่เข้าเื่เอง
แต่ดูเหมือนว่าเสียงจากโทรศัพท์จะดับฝันผมนะ เมื่อท่านบอกกับผมว่าดังนี้ “ไม่ได้นะลูก ไม่ได้ ๆ นั่นคุณอาพร้อมพิทย์ เ้าของบริษัทที่ลูกไปฝึกงานอยู่อย่างไรล่ะ พ่อฝากลูกไว้กับเขา ทำตัวดี ๆ นะลูก คุณอาจะได้รัก จะได้เมตตาเรา”
“ฮะ! ถามจริง คุณพ่ออออ” ผมเริ่มงอแงซะแล้ว มมันต้องไม่จริงสิ ผมไม่ชอบขี้หน้ามัน ไม่อยากฝึกงานที่นี่แล้ว เปลี่ยนที่ฝึกงานก็คงทัน คุณพ่อผมมีเส้นสายมากมาย ฝากผมไว้กับใครก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่ไอ้คนบ้านักกีฬาหน้าเก๊กคนนี้ เจอวันแรกผมก็ไม่ชอบแม่งซะแล้ว
มันวางสายไป และหันมาสนทนากับผมต่อ “เอาล่ะ ทีนี้ได้ยินครบแล้วใช่ไหม ถ้างั้นก็เชิญไปนั่งที่ และเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตัวเองได้แล้ว รู้นี่ ว่าเป็นักศึกษาอยู่ สิ่งที่ควรทำคืออะไร”
ผมไหวไหล่ไม่แคร์ ตอบห้วน ๆ ว่า “ไม่รู้”
“งั้นก็รู้ไว้ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป” มันสวนกลับ นี่มันคิดว่าเป็ท่านประธานตัวจริงแล้วจะสั่งอะไรผมก็ได้อย่างนั้นหรือ ฝันไปเถอะ
“ไม่รู้ ไม่อยากรู้ด้วย”
“เด็กประสาทแดก อีคิวต่ำ” มันพึมพำ แต่ผมได้ยินชัดแจ๋ว
“ว่าใคร จะฟ้องคุณพ่อแน่”
“ผมไม่ได้เอ่ยชื่อใคร แต่ถ้ารับไปแล้วไม่พอใจ ก็เชิญขี่ม้าไปฟ้องพ่อได้เลย ผมจะคอยดูซิ ว่าเขาจะเชื่อคุณแค่ไหน”
“หึ!” ผมทำเสียงแสยะในลำคอ พูดต่อว่า “แล้วจะให้ผมฝึกงานอะไรยังไงล่ะ คุณท่านประธาน แต่บอกไว้ก่อนเลยนะ ว่าผมน่ะเกิดมาไม่เคยทำงานมาก่อน เพราะฉะนั้น ของานสบาย ๆ ไม่ต้องเหนื่อยทั้งสมองและกาย งานนั่ง ๆ นอน ๆ เฉย ๆ น่ะ มีป่ะ”
“ไม่ต้องเกิดมาเป็คนเลยน่าจะดีกว่าหรือเปล่าครับ ถ้าคุณจะเลือกงานขนาดนั้น อายุเท่านี้ยังขนาดนี้ โตกว่านี้จะขนาดไหน”
โห คำพูดมัน เจ็บจี๊ด อย่าให้ถึงตาผมบ้างล่ะ จะด่าไม่ให้เหลือเลย แต่จะทำไงได้ ผมพูดตามความจริงทุกอย่างนี่ เื่ที่ไม่เคยทำงานอะไรมาก่อนน่ะ คุณพ่อผมไม่เคยปล่อยให้ลำบากทำโน่นทำนี่เองอยู่แล้ว แล้วผมจะทำอะไรเป็
“แล้วจะให้ทำไรล่ะ พูดมาดิ อ้อ แต่ว่าผมขอเข้างานเที่ยง ออกงานบ่ายสองนะ ่นี้วุ่น ๆ มีธุระด้วย”
“ไม่มีครับ เว้นแต่ว่าคุณจะไปฝึกงานที่บ้านคุณเองอะนะ” ดูซี่ดู มันย้อนผม เป็ประธานบริษัทแล้วไงวะ โตกว่าแค่ไม่กี่ปีแหละ ทรงอย่างนี้
“ไอ้…ไอ้…” ผมคิดคำด่าไม่ออก จนมันแทรกขึ้นมาก่อน
“เลอวิทย์ครับ ฝากเด็กนักศึกษาฝึกงานคนนี้ด้วยนะ มีงานอะไรก็ช่วย ๆ สอนเขาไปก่อน ฝึกไม่นานหรอก สามเดือน”
“เอ่อ… จะดีเหรอครับท่านประธาน ผมว่าน้องเขาดู…”
ไอ้เลอวิทย์เลอแวทย์อะไรเนี่ยทำเสียงอ่อย ๆ ประกอบกับหนังหน้าบ๊องแบ๊วของมัน แหวะ ทำเป็สงวนถ้อยเสงี่ยมเจียมต่อหน้าเ้านาย ทีที่แท้มันคงอยากด่าผมใจจะขาดสินะ แต่ก็ดีเหมือนกันที่มันได้รับหน้าที่สอนงานให้ผม ผมจะได้หาโอกาสเหมาะ ๆ แกล้งมันให้ทนอยู่ไม่ได้ไปเลย ฮ่า ๆ แค่คิดก็สนุกแล้วสิ
“ไม่เป็ไรนะครับ ไม่ต้องห่วง เลอวิทย์ทำได้อยู่แล้ว ผมเชื่อในตัวคุณนะครับ” ไอ้ท่านประธานผ้าขี้ริ้วห่อทองนี่ก็ใช่ย่อยซะทีไหน มีการตบบ่าเบา ๆ ให้กำลังใจ ทั้งเสียงทั้งหน้าตาแสดงออกว่าเป็ห่วงเกินเบอร์ ถ้าบอกว่าสองคนนี้เป็มากกว่าเ้านายกับลูกน้องนี่ผมเชื่อไปนานละนะ
“ขอบคุณท่านประธานนะครับ ที่ไว้ใจผมเสมอ หล่อแล้วยังใจดีด้วย” กล่องเสียงไอ้เลอวิทย์อาจจะมีปัญหาหรือเปล่านะ ทำไมมันผิดจากตอนที่คุยกับผมเมื่อครู่นี้จัง มองจากดาวพลูโตก็รู้ ว่าแอ๊บ
“คนที่ใจดีกับเลอวิทย์ขนาดนี้ มีแค่ผมคนเดียวนะ รู้ยัง” ไอ้ตัวสูงนี่ก็ยื่นมือไปลูบหัว อบอุ่นมากเลยครับ พ่อเชิงตะกอน แต่ช่วยไปสวีทกันไกล ๆ ฝ่าเท้าผมจะได้ไหม เลี่ยนชะมัด
“จีบกันเสร็จยัง” ผมโพล่งขึ้น ให้สองคนมันสดุดอารมณ์ไปเลย
ไอ้ท่านประธานหันมองผม ไม่พูดไม่ยิ้มอะไร แล้วหันกลับไปฉีกยิ้มหวานให้ไอ้เลขาเฉยเลย พิลึกคนแฮะ “สู้ ๆ นะครับ ตั้งใจทำงานนะ ว่าง ๆ ไปกินข้าวกัน”
“ครับ ท่านประธาน”
เอาล่ะ พอไอ้ั์ตัวใหญ่เดินเข้าห้องมันไปแล้ว ไอ้อีกคนก็ยังยิ้มไม่หุบนะ เพ้อฝันอะไรกลางวันแสก ๆ ของมันวะ ท่าจะบ๊อง ผมเคาะโต๊ะเรียกสติมัน จนมันสะดุ้ง มองผมตาเขียวเชียว แล้วตาหวานเยิ้มเมื่อกี้หายไปไหนแล้วนะ ทีต่อหน้าผู้ชายล่ะชะม้อยชะม้ายชายตาเชียว
“ไปนั่งที่ เดี๋ยวผมจะเอางานไปให้ทำ”
“อย่ามาสั่ง ไม่ชอบ ถ้าอยากนั่ง ก็จะนั่งเอง ไม่ได้รอให้เลขาหน้าห้องอย่างนายมาสั่งหรอกนะ จำไว้ด้วย” กล้ามาทำขึงขังใส่ผม ต้องเจอผมทำกลับบ้าง ให้มันรู้ว่าไผเป็ไผ
มันถอนหายใจ แล้วหยิบเอกสารมาที่หน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์ของผม อย่าบอกนะว่าจะให้ผมพิมพ์ตามน่ะ เื่อะไรจะทำ “จะสอนไร ความจริงให้ผมนั่งอยู่เฉย ๆ ก็ได้นะ งานถนัด”
“ไม่ได้ครับ ถ้าจะทำแบบนั้น ก็จะเกิดคำถามตามมาว่า แล้วคุณจะมาฝึกงานไปเพื่ออะไร อยากให้เป็แบบนั้นเหรอครับ”
“ละทำไมล่ะ จะทำไม่ทำผมก็มีกินมีใช้ตลอดชีวิต ไม่เหมือนมนุษย์เงินเดือนเหมือนคุณหรอก ไม่ทำก็อด ฮ่า ๆ”
“นี่!...”
“อะไร จะเถียงเหรอ หรือจะให้ผมรายงานท่านประธานของคุณดีว่าพี่เลี้ยงสอนงานผมน่ะ ขาดคุณสมบัติ”
“ช่างเถอะครับ เริ่มฝึกได้แล้ว ผมจะรีบสอนรีบเคลียร์งานของผมให้เสร็จ ไม่มีเวลามาเล่นกับเด็กไม่รู้จักโตอย่างคุณหรอกนะ” เจ็บใจชิบ ไม่มีคำหยาบเลย แต่ผมรู้สึกเหมือนถูกด่ายังไงไม่รู้
มันชื่อเลอวิทย์ แต่ผมขอเรียกมันเลอแวทย์ก็แล้วกัน ข้อหาหมั่นไส้เป็การส่วนตัว มันเปิดคอมพิวเตอร์ ชี้แจงในงานส่วนนั้นส่วนนี้ให้ผมฟัง ว่าต้องทำอย่างไรเพราะอะไรทำนองนี้ ถามว่าผมตั้งใจฟังหรือเปล่า ก็ไม่นะ ซึมเข้าสมองบ้างไหม ก็ไม่อีก ปล่อยให้เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไป น่าเบื่อจะตาย
ผมก็นั่งเซ็งทำตามที่มันพาทำแต่ละขั้นตอนไป มันมีดุผมด้วยนะที่ผมใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็อะ คือผมเป็ลูกคนรวย มีโอกาสใกล้ชิดเทคโนโลยีก็จริง แต่ผมไม่เคยใช้ทำงานเลยสักครั้งในชีวิต ถ้าให้เล่นเกมน่ะ ผมเชี่ยวชาญดีเชียวแหละ
“ตอนที่ผมสอน คุณก็ควรที่จะให้ความสนใจหน่อยสิครับคุณเต หูทวนลมแบบนี้จะเข้าใจอะไรไหมล่ะ พอคุณทำงานออกมาไม่ดี ก็เป็ความผิดของผมอีก ที่สอนงานคุณไม่ได้”
“นั่นมันปัญหาของนาย ปัญหาของผมคือ กำลังคิดอยู่ว่าคืนนี้จะเที่ยวไหนดี ไปด้วยกันป่ะล่ะ ถือว่าชวนละนะ”
“ไม่น่าจะเรียนมหาวิทยาลัยั้แ่แรกนะครับ ถ้าจะไม่เอาถ่านขนาดนี้” ไอ้เลอแวทย์แม่งโคตรปากหมา พูดพล่อย ๆ แบบนี้กับลูกชายหุ้นส่วนบริษัทได้ไงวะ ถ้าไม่มีกล้องวงจรปิด ต่อยแม่งนานละนะ
“อ้าว ไอ้นี่ พ่อกูยังไม่เคยว่า มึงเป็ใคร หัดเจียมตัวด้วย อย่าสะเออะ”
“ขอโทษครับคุณเต แต่คุณเตต้อง…”
ในทันที ผมสวนขึ้นก่อนที่มันจะพูดจบ “เออ เห็นว่าเพิ่งรู้จักกันวันแรกนะ หยวน ๆ ให้ เอ้อ งั้นนายช่วยไปชงกาแฟมาให้ผมทีนะ กาแฟหนึ่งช้อน น้ำตาลสอง ครีมสอง ไป ”
“ขออภัยในความไม่สะดวกด้วยครับ ไม่ใช่หน้าที่ของผมครับ เชิญชงดื่มเอง”
“เอ๊ะ! ผมจะฟ้องคุณพ่อ”
“บริษัทนี้อยู่ในการดูแลของคุณพร้อมพิทย์ครับ คุณเตชทัตไม่ใช่หัวหน้างานของผม ไม่มีความจำเป็ที่คุณเตวิชญ์จะต้องฟ้องให้ท่านทราบครับ”
ตอนนี้โคตรอัดอั้นตันใจฉิบหายเลย อยากะโใส่หน้าให้ก้องฟ้า มาวันแรกมันก็ข่มเหงผมแล้วนี่เห็นไหม ผมคงไม่ถูกกับไอ้เลอแวทย์และท่านประธานของมันแน่ ๆ งานนี้