
....กลางป่าหลังบ้าน ยามราตรีสงัด แสงจันทร์เต็มดวงสาดลงบนเรือนร่างของ หลินเซียน ผู้กำลังนั่งขัดสมาธิใต้ต้นไม้เซียนโบราณ กิ่งก้านคดงอราวกับเฝ้ามองการบำเพ็ญเพียรของเขามานับร้อยปี
เสียงลมแ่ผ่าน กลิ่นดินชื้นอบอวล ลมหายใจของเขาแ่เบาจนแทบจะไม่อาจรับรู้ ราวกับร่างกายมิใช่สิ่งมีอยู่ หากเป็เพียงเงาสะท้อนหนึ่งในจักรวาล
เมื่อจิตเข้าสู่ความว่างเปล่า ความฟุ้งซ่านค่อย ๆ มลายหายไป เขาััได้ถึงรากิญญาของตน
รากิญญาเซียนที่แต่ก่อนกระจัดกระจายราวหยดน้ำค้างนับพัน ยามนี้กลับค่อย ๆ รวมตัวเข้าหากัน ดั่งสายธารที่ไหลกลับสู่บึงใหญ่
ปราณทั้งหลายเคลื่อนไหวเป็เกลียวหมุน ก่อกำเนิดเป็แสงสว่างกลางใจ แสงนั้นกลายเป็ แกนปราณ อันบริสุทธิ์ ณ ศูนย์กลางรากิญญา
ทันใดนั้นท้องฟ้าเหนือป่าแปรปรวน เมฆหนาเข้าบดบังจันทร์ ลมกระโชกพัดแรง ใบไม้ปลิดปลิวราวฝนโปรย เสียงฟ้าครืนก้องเบา ๆ สะท้อนทั่วขุนเขา
ปรากฏการณ์ปฐี (เทียนตี้เซี่ยงอิง) ได้บังเกิดขึ้น ฟ้าและดินตอบรับการก้าวข้ามของผู้บำเพ็ญ
ในห้วงนั้น หลินเซียน รู้สึกชัดเจนว่าเขาไม่ใช่เพียง “ตนเอง” อีกต่อไป
เสียงจักจั่นร้องคือจังหวะหัวใจแห่งฟ้า กลิ่นดินชื้นคือปราณแห่งปฐี แสงดาวบนฟ้าคือดวงตาแห่งจักรวาลที่ทอดมอง
และ "เขา" คือส่วนหนึ่งของทั้งหมดนั้น
"มนุษย์ดำเนินตามแผ่นดิน แผ่นดินดำเนินตาม์ ์ดำเนินตามเต๋า และเต๋าดำเนินไปตามธรรมชาติ"
การบำเพ็ญมิใช่เพื่อเอาชนะผู้อื่น
มิใช่เพื่อยกตนสูงส่งเหนือฟ้า
หากเพื่อหลอมใจให้ว่างพอจะโอบรับทุกสิ่ง แม้ความพ่ายแพ้และความตาย
จิตที่เคยขุ่นมัวราวสายน้ำขุ่น กลับใสสะอาดราวบึงที่สะท้อนท้องฟ้าได้ทั้งผืน
ปราณในกายเขาค่อยๆหลอมรวมจนกลายเป็แก่นแกน
แสงวาบผุดขึ้นบนหน้าผาก ดวงตาที่ลืมขึ้นเปล่งประกายคมชัดดังดวงดารา
แต่....ก่อนที่ปราณจะหลอมเป็แกนได้สำเร็จนั้น
ในห้วงแห่งจิต เขากลับััถึงเงามืดเย็นเยียบ เฝ้ามองจากความมืดนอกวงปราณ
เงานั้นไม่ใช่ลม ไม่ใช่เงาไม้ หากเป็ การจ้องมองจากสิ่งลี้ลับ ที่เกินกว่าจะบรรยาย
และยิ่งไปกว่านั้น คำถามหนึ่งก็ก้องขึ้นในใจเขา
“หากเต๋าคือความสมดุล แล้วเหตุใดโลกมนุษย์และโลกเซียนจึงเต็มไปด้วยความไม่สมดุล?”
ในห้วงปราณที่ยังคงหมุนวนรอบกาย หลินเซียน จิตเขาเหมือนถูกดึงเข้าสู่ห้วงแห่งเต๋าที่ลึกยิ่งกว่าเดิม
ความมืดและแสงสลับทับกัน คล้ายผืนผ้าที่ทอด้วยเส้นด้ายแห่ง์และปฐี
เสียงโบราณลึกลับดังขึ้น มิใช่จากผู้ใด แต่ราวกับเป็เสียงของจักรวาลเอง
“ความสมดุลมิใช่สิ่งคงที่ แต่คือการเคลื่อนไหวไม่หยุดยั้ง
หากมีผู้ใฝ่หามากเกินไป สมดุลก็เอนเอียง
หากมีผู้สูญเสียมากเกินไป สมดุลก็บิดเบี้ยว”
ภาพหนึ่งฉายขึ้นตรงหน้าเขา
เซียนผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต ผู้บรรลุถึงขอบฟ้าสูงส่ง กลับสร้างาเพื่อแย่งชิงสมบัติฟ้า ปราณมหาศาลที่พวกเขาสะสม บิดเบี้ยวเป็เงามืดปกคลุมทั่วโลกเซียน
สายน้ำแห่งเต๋าที่ควรจะไหลรินกลับถาโถมรุนแรง ก่อเกิดเป็ ความไม่สมดุล
เสียงนั้นกล่าวต่อ
“โลกเซียนไม่ผิดพลาด เต๋าไม่ผิดพลาด สิ่งที่บิดเบี้ยว คือใจของผู้คนที่ไม่รู้จักหยุดเมื่อถึงที่สุด”
หัวใจของ หลินเซียน สะท้าน เขาเริ่มเข้าใจว่าความไม่สมดุลไม่ได้เกิดจากเต๋า หากเกิดจาก ผู้ฝืนเต๋า โดยพยายามยึดครองพลังที่ควรจะไหลเวียน
และยิ่งผู้บำเพ็ญมากเท่าใด ความทะยานอยากก็ยิ่งหนาแน่น สมดุลก็ยิ่งเอียงออกห่าง
ในนิมิต เขาเห็นแม่น้ำสายใหญ่ ตอนแรกใสสะอาด ไหลเรื่อยตามธรรมชาติ แต่เมื่อมีผู้มากั้นเขื่อน กอบโกยน้ำไว้เพื่อประโยชน์ตน สายน้ำก็ปั่นป่วน บางส่วนเหือดแห้ง บางส่วนท่วมท้นมหาศาล
นี่เองคือภาพแทนของ โลกเซียนในปัจจุบัน
สายลมแ่พัดกลับคืนสู่ความสงบ จิตของเขาค่อย ๆ ส่องประกายแจ่มชัด
“ความไม่สมดุลมิใช่เพราะฟ้าและดิน หากเพราะใจผู้คนที่ไม่รู้จักพอ”
ทว่าแม้เขาจะมีคำตอบ แต่เงามืดที่จ้องมองเขาอยู่ในความมืด ยังไม่จากไป
ราวกับสิ่งนั้นกำลังทดสอบ ว่าเขาจะใช้คำตอบนี้อย่างไร
เงามืดที่สถิตอยู่ในความว่างยังไม่จางหาย ตรงกันข้าม มันกลับเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับหมอกดำที่แผ่คลุมลมหายใจของฟ้า
จิตของหลินเซียนจ้องไปข้างหน้าอย่างแน่วแน่ เขารู้ว่า การบรรลุแกนปราณครั้งนี้ไม่เพียงเปิดประตูสู่พลังใหม่ แต่ยังปลุกสิ่งลี้ลับบางอย่างให้ตื่นขึ้นมาด้วย
“เ้ามองเห็นแล้วใช่หรือไม่ ว่าโลกเซียนนี้ไม่สมดุล แล้วเ้าจะทำสิ่งใดกับความจริงนั้น?”
หลินเซียนไม่ตอบทันที เขาหวนรำลึกถึงนิมิตแห่งเต๋าที่เพิ่งผ่านมา
“ความไม่สมดุลไม่ได้เกิดจากฟ้าและดิน หากเกิดจากใจผู้คนที่ไม่รู้จักพอ”
เขาตอบด้วยเสียงหนักแน่น
“หากความทะยานอยากของผู้คนคือเหตุแห่งความบิดเบี้ยว ข้าก็จะไม่ฝืนเต๋า แต่ข้าจะไม่ยอมให้ความบิดเบี้ยวนั้นกลืนกินผู้บริสุทธิ์”
ทันใดนั้น เสียงโบราณสุดท้ายดังสะท้อนในใจเขา
“จงจำไว้ เ้าคือผู้สืบทอดคำถาม มิใช่คำตอบ”
หลินเซียนหายใจแรงครั้งหนึ่ง ก่อนตระหนักว่ารอบกายกลับคืนสู่ความสงบเช่นเดิม
ลมสงัด ดาวส่องแสง ต้นไม้เซียนยืนตระหง่านเหมือนมิได้เกิดสิ่งใดขึ้น
แต่ในส่วนลึกของแกนปราณ เขารู้ดีว่าเงามืดนั้นยังคงซ่อนอยู่ข้างในตนในส่วนลึกที่สุด
ราวกับตราประทับของโชคชะตาที่จะพาเขาไปสู่บทพิสูจน์ครั้งใหญ่ในอนาคต
หลินเซียนลืมตากลับสู่โลกของความจริง
บัดนี้หลินเซียนทะลวงขึ้นขั้นที่ 3 แกนปราณสำเร็จแล้ว!
