บทที่ 14
พี่ชายที่ไม่ได้พบกันนาน
ดวงตาเหลือบมองเห็นชายร่างกายใหญ่โตที่อยู่เบื้องหน้า ซูฉีชนกับวัตถุปริศนาแล้วนั่งล้มลงไปที่พื้น มองเห็นว่าสิ่งที่ตนเองชนเป็ชายร่างกายใหญ่โตสูงกว่าสองเมตร
“ ั์!!! ” นางพลันหลุดอุทานอย่างใ
ร่างกายของผู้ที่อยู่เบื้องหน้าเปรียบเปรยว่าคล้ายคลึงกับั์ตัวใหญ่ก็ไม่ปาน ความสูงที่สูงกว่าสองเมตรร่างกายที่สวมใส่ชุดเกราะสีดำสนิท
ซูฉีวิเคราะห์จากใบหน้าคนผู้นี้มี่วัยราวๆสักประมาณสามสิบปี มีใบหน้าเคร่งขรึมมีิัหยาบกร้านสีแดงเล็กน้อย
แววตาที่เต็มไปด้วยความเรียบเฉยมองตรงมาที่นาง ซูฉีมองเห็นท่าทางของคนผู้นี้น่าหวาดกลัวเป็อย่างมาก
“ คุณหนูเ้าคะ… เป็อันใดหรือไม่เ้าคะ? ” ลี่ถังที่ยืนอยู่ด้านหลังเข้ามาพยุงคุณหนูของนางขึ้นมา
หนึ่งนายหนึ่งบ่าวอยู่ในท่ายืน หลังจากที่ลุกขึ้นยืนฝ่ามือของนางปัดฝุ่นรอบร่างกาย ซูฉีใช้ดวงตามองตรงไปที่บุรุษผู้ที่อยู่ด้านหน้า
คนผู้นี้ท่าทางดูองอาจ ผิดจากคนธรรมดาทั่วไป แถมบริเวณเอวของมันยังคาดกระบี่เอาไว้อีก ซูฉีอยู่ภายในเมืองแห่งนี้มาร่วมเดือน
ทหารรักษาการเมืองไม่ได้แต่งกายแบบนี้ จึงคาดการณ์ได้ว่าน่าจะเป็คนจากที่อื่น บริเวณย่านนี้มีผู้คนมากมายกว่าที่นางคิดเอาไว้
โดยทั่วไปแล้วมักจะอยู่ทางใต้ของเมืองและก็ลงสุรานางไปกับสองสถานที่นี้บ่อยเป็พิเศษ แต่สำหรับสถานที่อื่นๆนางแทบจะไม่ได้สำรวจ
ย่านทางเหนือของเมืองแบบนี้มันเองก็เป็ พบเจอผู้คนที่มากหน้าหลายตา ไม่เพียงเท่านั้นยังพบเจอคนที่น่ากลัวบริเวณด้านหน้าอีกด้วย
ซูฉีก้มหน้าของตนเองลงกล่าว “ ขออภัยเ้าค่ะข้าเดินไม่ดูทางเอง ”
นางเป็ฝ่ายผิด เพราะว่าตอนที่เดินเข้ามาภายในย่านนี้เห็นถนนแปลกหูแปลกตา จึงทำการใช้ดวงตาจ้องมองรอบๆโดยไม่ได้สนด้านหน้า สุดท้ายแล้วก็ชนเข้ากับคนพวกนี้
ชายผู้นั้นส่ายใบหน้าไปมา ใบหน้าของมันไม่ปรากฏรอยยิ้มเลยแม้แต่น้อย ชายสวมใส่ชุดเกราะด้านหน้าเดินผ่านจุดที่นั่งอยู่
ชายที่สวมใส่ชุดเกราะสีดำผู้นั้นเดินผ่านไป ทันทีที่มันเดินผ่านเสียงซุบซิบของผู้คนรอบๆดังขึ้น
“ นั่นคือคนของกองทัพเกราะดำใช่หรือไม่ ”
“ ใช่แล้วคนของกองทัพเกราะดำ ได้ยินว่ามีคนบางส่วนยังคงอยู่ภายในเมืองเพื่อรักษาการเกรงว่าพวกชนเผ่าจะย้อนกลับมาอีก ”
“ พวกเขามักจะเดินสำรวจกลุ่มเมืองอยู่บ่อยครั้งตามคำสั่งของท่านแม่ทัพ”
“ ถ้ามีกองทัพเกราะดำแบบนี้พวกเราเองก็สบายใจแล้ว กองทัพเกราะดำไม่เคยทำศึกแพ้เมืองของพวกเราคงจะไม่มีาสักพัก ”
เสียงชื่นชมของผู้คนรอบๆดังขึ้นยังไม่หยุด นี้บ่งบอกให้ล่วงรู้ว่ากองทัพเกราะดำที่เข้ามาช่วยเมืองนี้เอาไว้มีอำนาจมากขนาดไหน
ซูฉีหันมองคนผู้นั้นอย่างรวดเร็ว แผ่นหลังของชายร่างกายสูงสองเมตรที่เดินผ่านไปเป็แผ่นหลังที่
นางจ้องมองอย่างไม่กระพริบตาพวกนี้ที่แท้เองก็คือคนของกองทัพเกราะดำ นางเพิ่งเคยเห็นตัวเป็ๆพายนิยายมีเพียงแค่บรรยายเกี่ยวกับเื่กองทัพนี้เอาไว้บางส่วน
ส่วนเื่ของตัวละครพวกนี้ยังไม่ได้มีบทบาทเข้ามาภายในเนื้อเื่มาก รู้เพียงว่าเป็ทหารชายแดนที่แข็งแกร่ง
ซูฉ๊ใช้มือของตนดึงแขนลี่ถังแล้วก็วิ่งตามชายผู้นั้นไป
“ คุณหนูเ้าคะจะไปไหน พวกเรามาพบช่างไม้ไม่ใช่หรือ? ” ลี่ถังพูดขึ้นอย่างตื่นตระหนกร่างของนางกำลังโดนฉุดดึงไปด้วยคุณหนูของนาง
ซูฉียกยิ้มขึ้นกล่าวอย่างรวดเร็ว “ เื่นั้นเอาไว้ก่อนก็ได้แต่ว่าพวกเรามีเื่ที่ต้องทำก่อน ”
ซูฉีอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเื่พวกกองทัพเกราะดำขึ้นมา เป็เพราะว่าตนเองอยู่ภายในโลกของนิยายที่ตัวเองคลั่งไคล้
ตอนนี้เห็นตัวละครอีกหนึ่งตัวละครที่มีความสำคัญภายในเื่อยู่ ย่อมรู้สึกดีใจที่ตนเองพกผ่าน เลยอยากสะกดรอยตามไปดูใกล้ๆ
อีกทั้งตอนนี้เวลาของนางเหลือเฟือโอกาสพบเจอพวกกองทัพเกราะดำไม่ง่าย อยากจะไปเปิดหูเปิดตาดูสักครา
…
ถัดมาถนนอีกหลายเส้น ซูฉีสะกดรอยตามคนผู้นั้นอยู่ไกล จนมาถึงโรงน้ำชาแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง
สถานที่แห่งนี้เป็โรงน้ำชาเล็กๆ มันมีขนาดไม่ได้ใหญ่มากนักมีผู้คนเข้าออกน้อยจนนับคนได้ ซูฉีอยากจะเข้าไปด้านในแต่ว่าบริเวณด้านหน้ามีทหารที่สวมใส่ชุดเกราะสีดำอยู่สามคนยืนเฝ้า
“ เข้าไปไม่ได้… ” ซูฉีอุทานขึ้น ในตอนนี้ไหล่ทั้งสองข้างของนางตกลงด้วยความผิดหวัง ชายร่างกายสูงสองเมตรเดินเข้าไปด้านในแล้วแต่นางไม่สามารถเข้าไปได้เพราะดูเหมือนว่าโรงน้ำชาแห่งนี้จะมีการคุ้มกันอย่างแ่า
“ ไปกันเถอะเ้าค่ะคุณหนู พวกเราสะกดรอยตามกองทัพเกราะดำเช่นนี้ ถ้าพวกเขาจับได้จะเป็เื่ใหญ่เอานะเ้าคะ ” ลี่ถังคะยั้นคะยอคุณหนูพร้อมใช้มือฉุดดึงแขนคุณหนูของนางให้เดินออกไป
ลี่ถังโดยทั่วไปแล้วนางไม่ใช่คนที่มีนิสัยขี้กลัว แต่เพราะว่านางนั้นเป็ห่วงคุณหนูของตนเองว่าจะได้รับอันตราย
ยามนี้ยิ่งสะกดรอยตามกองทัพเกราะดำยิ่งเป็เื่ที่ไม่ควรทำ ผู้คนภายในเมืองหลวงเื่ลือโจษจันว่ากองทัพเกราะดำนั้นน่าเกรงกลัวขนาดไหน
ซูฉีเบะปากขึ้นเล็กน้อยถึงแม้ว่าอยากจะตามเข้าไปแต่คงจะเข้าไปไม่ได้
นางหันหลังกลับแล้วพูดขึ้นมา “ เข้าใจแล้วเข้าใจแล้วกลับก็กลับ ”
ในขณะที่กำลังจะเดินกลับนั่น เท้าของนางก้าวออกไปเพียงแค่ก้าวเดียว อยู่เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “ โอ้นั่นมันซูมี่ไม่ใช่รึ…”
เสียงของบุรุษดังขึ้นจากด้านหลัง ซูฉีคิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันอย่างสงสัย “ ผู้ใดเรียกข้า… ”
นางหันไปมองด้านหลัง เมื่อหันไปมองพบเจอเข้ากับบุรุษไว้ประมาณยี่สิบสามถึงยี่สิบสี่ปีด้านหลัง คนผู้นี้เป็บุรุษหน้าตาดีร่างกายสูงโปร่งสวมใส่ชุดเกราะสีดำและมีผ้าคลุมสีดำ
มองดูท่าทีก็รู้ได้ทันทีว่าเป็คนของกองทัพเกราะดำ ชายผู้นี้แสดงรอยยิ้มและมองตรงมาที่ซูฉีอย่างเป็มิตร
ซูฉีเอียงคอสงสัยแววตาจ้องมองไปที่บุรุษผู้นี้ยังไม่คุ้นเคย ‘ ใคร? ’
นางถามตนเองในใจคนผู้นี้นางไม่เคยพบเจอมาก่อน ซูฉีแสดงแววตาสับสนสงสัยผู้ที่อยู่ด้านหน้า ลี่ถังข้างกายกับแสดงรอยยิ้มอย่างดีใจก้มศีรษะและคารวะชายผู้นั้นอย่างสนิทสนม “ คารวะคุณชายกัวเ้าค่ะ!!! ”
“ คุณชายอะไรกันตอนนี้ตัวของข้าเป็เพียงแค่ทหารภายในกองทัพเกราะดำเท่านั้น ” ชายผู้นั้นยิ้มพูดอย่างเป็มิตร
“ ไม่เจอกันนานเลยพวกเ้าสองคนโตขึ้นมากน่าจะสักประมาณสามสี่ปีได้แล้วกระมัง ”
ได้ยินแบบนี้ซูฉีทบทวนความทรงจำของตน นางย้อนคิดถึงบทนิยายที่ตนเองเคยอ่านมา ‘ แซ่กัว… ลี่ถังเรียกคุณชาย หรือว่าคนผู้นี้คือกัวฟู่ ’
กัวฟู่ คุณชายตระกูลกัวที่เคยรุ่งเรืองภายในอดีต ก่อนหน้านี้ประมาณสามถึงสี่ปีก่อนขุนนางตระกูลกัวโดนใส่ร้ายป้ายสีจนต้องโดนเนรเทศออกจากเมืองหลวง สมาชิกส่วนใหญ่ภายในตระกูลโดนสังหาร บางคนโดนขายเป็ทาส
คุณชายตระกูลกัวหายไปอย่างไร้ร่องรอย ที่แท้แล้วก็มาอยู่กับกองทัพก็ดำภายในเมืองชายแดนแห่งนี้ กัวฟู่มีความสัมพันธ์อันดีกับซูมี่
เพราะเมื่อสามถึงสี่ปีก่อนซูมี่ยังคงเป็สตรีที่ไร้เดียงสา ถือว่าเป็น้องสาวต่างสายเืผู้หนึ่งที่กัวฟู่เอ็นดู
แต่หลังจากที่กัวฟู่หายไปซูมี่ก็เริ่มบ่มเพาะความเลวร้ายของตนเองสุดท้ายก็โดนเนรเทศไปอยู่ชายแดนแบบนี้
ซูฉีเมื่อนึกได้เกี่ยวกับตัวตนของผู้ที่อยู่ด้านหน้า นางแสดงรอยยิ้มก้มศีรษะและคารวะ “ คารวะท่านพี่ฟู่เ้าค่ะ!!! ”
กัวฟู่แสดงรอยยิ้มมองน้องสาวต่างสายเืพรุ่งนี้อย่างเอ็นดู “ ข้าได้ยินเื่ที่เกิดขึ้นภายในเมืองหลวงแล้วนะ ”
“ เหตุใดเ้าถึงทำแบบนั้นละเสี่ยวมี่ ไม่คิดเลยเราสองคนจะได้มาพบเจอกันภายในเมืองชายแดนที่ชนบทแบบนี้อีกครั้ง ” ผู้ที่อยู่ด้านหน้าแสดงแววตาโศกเศร้า
ผู้ใดจะคิดทั้งสองที่เคยเป็คนที่รุ่งเรืองและใหญ่โตภายในเมืองหลวง ยามนี้จะตกต่ำแล้วมาพบกันภายในเมืองแห่งนี้
กัวฟู่ห่วงใยน้องสาวผู้นี้จริงๆยามนี้เห็นน้องสาวมันลำบากคือชายแดนรู้สึกปวดใจไม่เล็ก ในขณะที่ทั้งสองเริ่มทักทายกันยังไม่ทันได้สนทนาอันใด เสียงเรียกจากกองกำลังเกราะดำด้านหลังดังขึ้น “ กัวฟู่ท่านแม่ทัพเรียกประชุมมาได้ ”
“ เข้าใจแล้วขอรับ.. ”
ก่อนที่จะจากไปกัวฟู่หันมามองซูฉี “ รอข้าทำงานเสร็จก่อนเดี๋ยวพวกเราค่อยไปนั่งสนทนากัน”
จากนั้นทั้งสองก็แยกจากกัน
..
ตกดึกท้องนภามืดมิด ภายในเมืองชายแดนแห่งนี้เต็มไปด้วยความเงียบสงัด สถานที่เริงรมย์เดียวคือโรงสุรา
ซูฉีทำงานอย่างเช่นทุกวัน โรงสุราเพิ่งกลับมาเปิดได้เพียงไม่กี่วันแต่ตอนนี้ผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด กัวฟู่เดินทางมาพบซูฉีถึงที่ทำงานเพื่อสนทนาเื่ที่เกิดขึ้น
จบบท