ตอนที่ 9 หัวใจพยศ
เสียงเครื่องปรับอากาศภายในห้องพักของพูลวิลล่าดังหึ่งๆ อย่างสม่ำเสมอ แ่เบาแต่กลับดังก้องอยู่ในโสตประสาทของผม ท่ามกลางความมืดมิดที่โรยตัวปกคลุมไปทั่วทั้งอาณาบริเวณ ผมนอนหงายอยู่บนเตียงกว้าง ั์ตาเบิกโพลงจ้องมองเพดานห้องที่ว่างเปล่าราวกับคนไร้สติ ผ้าห่มผืนหนาที่คลุมทับร่างกายไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกหนาวเหน็บจากการถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพังทุเลาลงเลยแม้แต่น้อย เข็มนาฬิกาเรืองแสงบนผนังเดินหน้าไปอย่างเชื่องช้า บ่งบอกเวลาว่าขณะนี้ล่วงเลยเข้าสู่่กลางดึกสงัดแล้ว ทว่าผมกลับข่มตาหลับไม่ลงเลยสักวินาทีเดียว
ภาพเหตุการณ์ในห้องสตรีมเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนยังคงฉายวนซ้ำไปซ้ำมาในหัวราวกับม้วนฟิล์มที่ถูกกดเล่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลิ่นหอมของน้ำมันอโรมาที่ผสมผสานระหว่างกลิ่นดอกลาเวนเดอร์และไม้จันทน์หอมยังคงติดตรึงอยู่ที่ปลายจมูก มันลอยอวลฟุ้งกระจายอยู่ในทุกอณูความทรงจำ ผมเผลอยกมือขึ้นมาแตะที่ริมฝีปากของตัวเอง ััถึงความร้อนผ่าวที่ยังคงหลงเหลืออยู่จากจุมพิตที่แสนเร่าร้อนและเอาแต่ใจของผู้หญิงที่เป็ถึงเ้านายระดับสูงของผม
"บทลงโทษ..." ผมพึมพำกับตัวเองเบาๆ ในความมืด เสียงของผมแหบพร่าและสั่นเครือ
คุณรสบอกว่ามันคือบทลงโทษสำหรับเด็กดื้ออย่างผม บทลงโทษสำหรับความขี้เขิน ความประหม่า และความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ในการทำงาน แต่ในขณะเดียวกัน ััของเธอ ั์ตาที่ทอดมองมา และความเปียกชื้นที่ผมได้ััด้วยสองมือของตัวเอง... สิ่งเ่าั้มันคือการลงโทษจริงๆ หรือ? หรือมันคือความปรารถนาที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้หน้ากากของผู้จัดการสาวผู้เ็าและเ้าระเบียบกันแน่?
ผมพลิกตัวตะแคงข้าง ดึงหมอนใบโตเข้ามากอดไว้แน่นราวกับ้าหาที่ยึดเหนี่ยว หัวใจของผมเต้นแรงจนปวดหนึบไปหมด มันไม่ใช่ความรู้สึกตื่นเต้นทางกายเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว ความขลาดกลัวและความประหม่าที่เคยมีเวลาอยู่ต่อหน้าเธอมันเริ่มเจือจางลง ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งและอันตรายยิ่งกว่า... ผมโหยหาเธอ ผมอยากััผิวเนื้อเนียนละเอียดของเธออีกครั้ง อยากได้ยินเสียงครางกระเส่าที่ดังชิดใบหู อยากเห็นสายตาคมคายที่เคยมองผมอย่างเหนือกว่าแปรเปลี่ยนเป็สายตาที่เว้าวอนและยอมจำนนอยู่ใต้ร่างของผม
เส้นแบ่งระหว่างคำว่า 'เ้านาย' กับ 'ลูกน้อง' มันเริ่มพร่าเลือนจนผมมองไม่เห็น ผมรู้ดีว่านี่คือการเล่นกับไฟ ไฟกองใหญ่ที่สามารถแผดเผาหน้าที่การงานและอนาคตของผมให้เป็จุณได้ในพริบตา แต่ความอบอุ่นที่ได้รับจากไฟกองนั้นมันช่างหอมหวานและเย้ายวนจนผมไม่อยากจะถอยห่าง ผมกำลังเสพติดััของเธอ เสพติดความรู้สึกของการเป็คนพิเศษที่ได้เห็นมุมลับๆ ที่ไม่มีใครในบริษัทเคยได้เห็น ความสับสนก่อตัวเป็พายุหมุนในใจ ระหว่างจิตใต้สำนึกที่ร้องเตือนให้หยุด กับหัวใจที่เริ่มพยศและอยากจะพุ่งทะยานเข้าไปหาเธอให้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม
...
เช้าวันต่อมา แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้อง ผมตื่นขึ้นมาด้วยสภาพที่อิดโรย ขอบตาคล้ำเล็กน้อยจากการนอนไม่หลับทั้งคืน ผมเดินเข้าไปในห้องน้ำ กวักน้ำเย็นเฉียบชโลมใบหน้าเพื่อเรียกสติ จ้องมองเงาของตัวเองในกระจกบานใหญ่ เด็กหนุ่มวัย 24 ปีที่อยู่ในชุดพนักงานบริษัทที่ถูกรีดจนเรียบกริบ ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยืดหลังตรง บอกตัวเองให้ดึงสติกลับมา ทำหน้าที่ของพนักงานที่ดีและโฟกัสกับงานสัมมนาวันที่สองให้สมบูรณ์แบบที่สุด
ผมก้าวเดินออกจากห้องพักไปยังพื้นที่จัดสัมมนา บรรยากาศยามเช้าเต็มไปด้วยความคึกคักของเพื่อนร่วมงาน พี่แอน พี่ชัย และคนอื่นๆ กำลังจับกลุ่มคุยกันพร้อมกับจิบกาแฟ ผมเดินเข้าไปทักทายทุกคนด้วยรอยยิ้มที่พยายามปั้นแต่งให้ดูเป็ธรรมชาติที่สุด
แล้ววินาทีนั้นเองที่สายตาของผมปะทะเข้ากับร่างระหงของคุณรส...
เธอปรากฏตัวในชุดสูทกระโปรงสีเข้มที่ตัดเย็บอย่างประณีต ขับเน้นทรวดทรงองค์เอวที่สมบูรณ์แบบของหญิงสาววัยสะพรั่ง ผมยาวสลวยถูกเกล้าเก็บอย่างเรียบร้อย ใบหน้าสวยคมถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางโทนสีนู้ดที่ดูเรียบหรูและทรงอำนาจ ริมฝีปากที่เคยเผยอครางเรียกชื่อผมเมื่อคืน บัดนี้เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงก่ำและเม้มสนิทเป็เส้นตรง เธอยืนอยู่กลางวงล้อมของเหล่าผู้บริหารระดับสูง พูดคุยเื่ตัวเลขและเป้าหมายของไตรมาสต่อไปด้วยน้ำเสียงฉะฉานและเด็ดขาด
ผมยืนนิ่งงันราวกับถูกมนต์สะกด ความทรงจำอันเร่าร้อนเมื่อคืนถูกซ้อนทับด้วยภาพของผู้จัดการสาวผู้แสนเยือกเย็นตรงหน้า ผมรวบรวมความกล้า เดินเข้าไปใกล้เพื่อส่งเอกสารกำหนดการให้เธอ หัวใจผมเต้นระรัว คาดหวังลึกๆ ว่าเธออาจจะส่งสายตาหวานเชื่อม หรือมีรอยยิ้มเล็กๆ มุมปากที่รู้กันแค่สองคนส่งมาให้
"นี่ครับคุณรส กำหนดการของ่เช้า" ผมยื่นแฟ้มให้เธอ พร้อมกับสบตาเธออย่างมีความหมาย
คุณรสรับแฟ้มไปโดยไม่ได้มองหน้าผมด้วยซ้ำ สายตาของเธอยังคงจับจ้องอยู่ที่ตัวเลขในจอแท็บเล็ตของตัวเอง "ขอบใจ ตง ไปเตรียมความพร้อมในห้องประชุมซะ อย่าให้มีอะไรผิดพลาดเหมือนเมื่อวานอีก"
น้ำเสียงของเธอราบเรียบ เ็า และเป็ทางการราวกับพูดคุยกับหุ่นยนต์ เธอไม่แม้แต่จะปรายตามองผม หรือแสดงอาการใดๆ ที่บ่งบอกว่ามีเื่ราวลึกซึ้งเกิดขึ้นระหว่างเราเมื่อคืน ความเมินเฉยนั้นเหมือนมีดที่กรีดลึกลงไปในอกของผม ผมรู้สึกวูบโหวงในใจอย่างประหลาด ความคาดหวังที่พองโตถูกเข็มเล่มเล็กๆ เจาะจนแตกสลาย ผมพยักหน้ารับคำสั่งอย่างแข็งขัน "ครับ... คุณรส"
ผมหันหลังเดินกลับออกมา ความรู้สึกต่ำต้อยและไร้ค่าตีตื้นขึ้นมาในอก เธอคือท้องฟ้าที่สูงส่ง ส่วนผมก็แค่ก้อนดินที่บังเอิญถูกเธอหยิบขึ้นมาเล่นแก้เบื่อในยามค่ำคืน เมื่อถึงเวลาสว่าง ผมก็ต้องกลับไปอยู่ในที่ของตัวเอง เป็แค่ลูกน้องที่ต้องรับคำสั่งและทำตามอย่างไม่มีเงื่อนไข ผมกัดริมฝีปากตัวเองแน่น พยายามสะกดกลั้นความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจนั้นไว้ ลุยงานจัดการเอกสารและเช็กความพร้อมของห้องประชุมอย่างบ้าคลั่งเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องฟุ้งซ่านและถูกเธอตำหนิได้อีก
...
การสัมมนาใน่เช้าผ่านพ้นไปจนเข้าสู่่บ่าย บรรยากาศภายในห้องประชุมเริ่มตึงเครียดและน่าอึดอัด เสียงเครื่องปรับอากาศที่เย็นเฉียบไม่ได้ช่วยดับความร้อนรุ่มในใจของผมเลยแม้แต่น้อย ผมนั่งอยู่หลังสุดของห้อง คอยควบคุมสไลด์การนำเสนอและจดบันทึกการประชุม
ที่หน้าเวที คุณรสกำลังยืนนำเสนอแผนงานด้วยท่วงท่าที่สง่างามและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ทว่าในขณะที่เธอกำลังอธิบายกราฟแท่งบนจอภาพ ท่ามกลางความเป็มืออาชีพและสายตานับสิบคู่ที่จ้องมองเธออย่างชื่นชม มีเพียงผมคนเดียวที่ััได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
ทุกครั้งที่เธอเดินกวาดสายตาไปรอบห้อง สายตาคมกริบคู่นั้นมักจะมาหยุดพักอยู่ที่ผมเสมอ มันไม่ใช่สายตาของเ้านายที่มองลูกน้อง แต่มันคือสายตาของราชินีที่กำลังมองดู 'ของเล่น' หรือ 'เด็กดื้อ' ในกำมือ เป็สายตาที่เต็มไปด้วยอำนาจ ท้าทาย และเย้าแหย่ประหนึ่งจะตอกย้ำสถานะของผมว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หรือมีคนอยู่รอบข้างมากเพียงใด ผมก็เป็ได้แค่ลูกไก่ในกำมือของเธอ ที่จะบีบก็ตาย จะคลายก็รอด
แทนที่ผมจะรู้สึกหวาดกลัวและก้มหน้าหลบตาด้วยความประหม่าเหมือนเช่นทุกครั้ง ลึกๆ แล้ว 'หัวใจพยศ' ในอกซ้ายของผมมันกลับเริ่มทำงานอย่างรุนแรง เืในกายสูบฉีดพลุ่งพล่าน ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเมื่อเช้าแปรเปลี่ยนเป็ความอยากเอาชนะ ผมไม่อยากเป็แค่เด็กดื้อที่ถูกเธอควบคุมอีกต่อไป ผมอยากเป็คนที่ทำให้ผู้หญิงเก่งกาจและหยิ่งทะนงคนนี้หลุดมาดเ้านายน้ำแข็งอีกครั้ง อยากดึงเธอลงมาจากบัลลังก์อันสูงส่ง และทำให้เธอร้องครางอยู่ใต้ร่างของผม
เมื่อคุณรสหันมาสบตาผมอีกครั้งในจังหวะที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ผมตัดสินใจทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยกล้าทำมาก่อน ผมไม่ได้หลบตาเธอ ทว่ากลับประสานสายตากลับไปอย่างท้าทาย ริมฝีปากของผมเหยียดยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความดื้อดึงและรู้ทัน ผมเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ยกแขนขึ้นกอดอก จ้องมองสัดส่วนเว้าโค้งของเธอผ่านชุดสูทที่รัดรูปอย่างเปิดเผย ปล่อยให้สายตาของตัวเองลากไล้ั้แ่ข้อเท้าเรียวที่สวมรองเท้าส้นสูง ขึ้นมาตามเรียวขา ต้นขา สะโพกผาย และมาหยุดอยู่ที่เนินอกอิ่มที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจของเธอ
ผมเห็นดวงตาของคุณรสเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันจางๆ เธอคงคาดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มซื่อๆ ขี้กลัวอย่างผมจะกล้าส่งสายตาโลมเลียและท้าทายเธอท่ามกลางคนหมู่มากเช่นนี้ ท่าทีของเธอชะงักไปเสี้ยววินาที คำพูดที่กำลังอธิบายกราฟสะดุดลงชั่วครู่ ก่อนที่เธอจะรีบดึงสติและพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบเช่นเดิม แต่ถึงกระนั้น ผมก็ยังสังเกตเห็นริ้วรอยสีแดงระเรื่อที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นที่พวงแก้มและใบหูของเธอ
ความรู้สึกของการเป็ผู้ชนะ ทำให้ผมหัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าเก่า ผมรู้ดีว่าการกระทำนี้คือการท้าทายอำนาจมืด และผมจะต้องได้รับบทลงโทษที่หนักหนาสาหัสกว่าเดิมเป็แน่ แต่แปลกที่ผมกลับไม่ได้รู้สึกกลัวเลยสักนิด ผมกลับตื่นเต้นและรอคอยมันอย่างใจจดใจจ่อต่างหาก
...
่เย็นของวัน บรรยากาศของงานสัมมนาวันที่สองใกล้จะสิ้นสุดลง ทุกคนเริ่มทยอยเก็บข้าวของและเตรียมตัวไปพักผ่อนตามอัธยาศัย ผมยืนอยู่บริเวณระเบียงกว้างของวิลล่า มองออกไปข้างนอกด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสเมื่อตอนกลางวัน บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยเมฆดำทะมึนที่เริ่มตั้งเค้ามาแต่ไกล กลุ่มเมฆหนาทึบเคลื่อนตัวต่ำลงมาบดบังแสงอาทิตย์ยามเย็นจนหมดสิ้น ลมกระโชกแรงพัดเอาใบไม้และกิ่งไม้แห้งปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ กลิ่นอายของความชื้นและไอดินลอยแตะจมูก เป็สัญญาณเตือนว่าพายุฝนลูกใหญ่กำลังจะมาเยือนในไม่ช้านี้
ความอึมครึมของสภาพอากาศภายนอก ช่างสะท้อนถึงความปั่นป่วนและสับสนในจิตใจของผมได้อย่างชัดเจน พายุที่กำลังจะโหมกระหน่ำอยู่เบื้องหน้า มันคงไม่ต่างอะไรกับพายุอารมณ์ที่กำลังจะก่อตัวขึ้นระหว่างผมกับเธอ
"ตายจริง ท่าทางพายุจะเข้าหนักเลยนะเนี่ย คืนนี้งดปาร์ตี้ริมสระแน่ๆ" เสียงพี่แอนบ่นพึมพำขณะเดินผ่านผมไป
ผมพยักหน้ารับแกนๆ สายตายังคงทอดมองไปที่เกลียวคลื่นในสระน้ำที่สั่นไหวตามแรงลม และในตอนนั้นเอง กลิ่นน้ำหอมแบรนด์หรูที่ผมคุ้นเคยเป็อย่างดีก็โชยมาเตะจมูก กลิ่นของความเย้ายวนและอำนาจที่ทำให้ขนอ่อนทั่วร่างของผมลุกเกรียว
ร่างระหงของคุณรสเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างๆ ผม เธอแสร้งทำเป็ยืนทอดสายตามองดูพายุที่กำลังจะมาเช่นเดียวกัน ทว่าระยะห่างระหว่างเราสองคนกลับใกล้กันเสียจนผมััได้ถึงไออุ่นจากเรือนร่างของเธอ ท่ามกลางเสียงลมที่พัดอื้ออึง เธอไม่ได้หันมามองหน้าผม แต่กลับกระซิบถ้อยคำบางอย่างด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและเย็นเยียบ
"คิดว่าตัวเองเก่งนักเหรอ... ที่กล้าทำสายตาแบบนั้นกับฉันในห้องประชุม"
หัวใจของผมกระตุกวาบ เืในกายเย็นเฉียบสลับกับร้อนผ่าว ผมลอบกลืนน้ำลายลงคอ พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น "ผม... ผมไม่ได้ทำอะไรนี่ครับ"
"อย่ามาปากแข็ง เด็กดื้อ" เธอเค้นเสียงหัวเราะในลำคอ เป็เสียงหัวเราะที่ทำให้ผมรู้สึกเสียวสันหลังวาบ "ความอวดดีของเธอในวันนี้... มันทำให้ฉันต้องทบทวนบทลงโทษใหม่เสียแล้ว"
เธอปรายหางตามามองผม เป็สายตาที่ดุดัน ร้อนแรง และเต็มไปด้วยความคาดโทษที่ทำให้ผมแทบจะหยุดหายใจ
"คืนนี้... ตอนสามทุ่มตรง ไปพบฉันที่ห้องทำงานส่วนตัวที่วิลล่าของฉัน... ห้ามสายแม้แต่นาทีเดียว"
พูดจบ เธอก็ขยับตัวเดินจากไป ทิ้งให้ผมยืนนิ่งอึ้งอยู่ท่ามกลางลมพายุที่เริ่มพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ ผมมองตามแผ่นหลังตั้งตรงที่แสนสง่างามของเธอ หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความหวาดหวั่นผสมปนเปกับความกระสันตื่นเต้นอย่างแยกไม่ออก คาดเดาไม่ได้เลยว่าพายุฝนที่กำลังจะมาถึงในค่ำคืนนี้ จะนำพาบทลงโทษที่เร่าร้อนและบ้าคลั่งแบบไหนมาให้ผมอีก
แต่ไม่ว่ามันจะเป็อะไร ผมก็พร้อมที่จะพุ่งชนและยอมรับมันอย่างเต็มใจ เพราะตอนนี้... หัวใจที่เคยขี้ขลาดของผม มันได้กลายเป็หัวใจที่พยศและพร้อมจะถูกเธอปราบจนราบคาบแล้ว
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*