ตอนที่ 39 ปะทะ
“ให้มันได้อย่างนี้สิ” เคลถึงก็เค้นเสียง เมื่อได้เห็นท่าทีของบาทหลวงที่เปลี่ยนไป เขาไม่พูดสุภาพกับชายแก่คนนี้อีกต่อไป “เป็นแกเองกันงั้นเหรอที่วางยาพิษที่เขตเหนือ” “แล้วยังไงละแกคิดว่าจะแก้ไขอะไรได้งั้นเหรอเจ้าเด็กแสบ !” เคลหรี่ตา “เป็นถึงตัวแทนของเทพธิดา เป็นนักบวชระดับบิชอปแต่กล้าทำสิ่งชั่วร้ายแบบนี้ไม่กลัวสวรรค์ลงทัณฑ์หรือยังไง?” บาทหลวงเดลี่ได้ฟังก็ส่ายหัวและส่งแววตาบ้าคลั่ง “ฮ่าฮ่า คิดว่าฉันนับถือไกอาขนาดนั้นเลยหรือไงหา !” “ถ้ามันเป็นพระเจ้าจริงทำไมถึงไม่ให้พรสวรรค์ฉัน !” “ทำไมต้องให้ฉันต้องพยามข่วนขวาย !” “พยามอยู่หลายสิบปี...ฉันพยามมาอย่างหนักหนาสาหัสกว่า 30 ปีคอยเป็นภารโรงรับใช้ไอ้บาทหลวงแกน่าโง่นั่น ที่ไม่คิดจะเอาสิ่งใดเลย เอาแต่พร่ำบอกว่าเทพธิดาไกอาเมตาไม่ได้ต้องการสิ่งของวิเศษใด ๆ ทั้งที่พวกมันก็บริจาคให้ก็ยังไม่รับ ! บ้าบอสิ้นดี ! !” บาทหลวงเดลี่ตะคอกโวยวาย เขากำลังปลดปล่อยความเก็บกดที่อยู่ภายในออกจนหมดเปลือก เพราะถึงพวกหน้าโง่ที่อยู่เบื้องหน้าเขาฟังไปยังไงเสียก็ไม่มีทางรอดชีวิตจากที่นี่ไปได้อยู่แล้ว “เจ้าบาทหลวงแก่น่าโง่นั่น แม้กระทั่งตอนที่ฉันเป็นภารโรงหนุ่ม ๆ ร้องขอให้รับของบริจาคจากนักผจญภัยเพื่อที่ว่าจะให้ฉันได้กลายเป็นผู้วิเศษ จะได้เข้าสู่การเป็นนักบวชอย่างเต็มตัวแค่ก..แค่ก” “แต่รู้อะไรมั้ยว่ามันกล่าวสิ่งใด มันบอกว่าการเป็นผู้วิเศษได้คือสิ่งที่ไกอาได้มอบพรให้ การจะได้วิธีที่นอกเหนือจากนี้คือพวกไร้ศรัทธา” “ไร้ศรัทธาบ้าบออะไรกัน ทำไมการใช้ของล้ำค่าให้เข้าสู่หนทางแห่งพลังเวทมนตร์ถึงเป็นพวกไร้ศรัทธา” เคลได้ฟังก็พยักหน้าเห็นด้วยในใจเหมือนกัน ทำไมการข่วนขวายหาพลังด้วยตัวเองถึงเป็นพวกไร้ศรัทธา แต่ว่าความคิดของบาทหลวงแก่คนนั่นที่กล่าวออกมา ก็เป็นเพียงแค่ความคิดของเขาเพียงอย่างเดียว และเป็นเหตุผลอะไรที่เอ็งต้องเป็นคนบ้านิสัยแย่แบบนี้ด้วย? เคลอยากจะถามแต่ก็ไม่ทันจะได้พูดอะไรเพราะบาทหลวงเดลี่ยังพูดไม่จบอีก “ท้ายแล้วฉันก็ได้เป็นผู้วิเศษตอนอายุ 50 ปี แต่ทว่าพรสวรรค์ของฉันก็บ่มเพาะได้อย่างเต่าคลานแม้กระทั่งตอนนี้อายุก็ปาเข้าไป 500 กว่าปี การย้ายมาอยู่ที่นี่เกือบร้อยปีไม่ได้ช่วยสิ่งใดเลย” “ได้ใช้ชีวิตไป 500 กว่าปียังไม่พอใจอีกงั้นเหรอทำไมกล้าทำอะไรเช่นนี้อีก” เคลพูดแย้งออกไป ตอนนี้เขากำลังเอามือไขว้หลังและเริ่มร่ายเวลาอยู่ ‘กระสุนลมคลั่ง’ 5 ลูก เนื่องจากบาทหลวงเดลี่คนนี้เป็นผู้วิเศษระดับนักเวทย์ขั้นต้น ซึ่งเรื่องนี้เขารู้มาตั้งแต่เป็นเด็กกำพร้าของโบสถ์นี้มาก่อนอยู่แล้ว เขารู้สึกเห็นใจบาทหลวงเดลี่เรื่องการฝึกฝนบ่มเพาะพลังได้ช้าโคตร อย่างไรก็ตามตอนนี้เขาต้องเบี่ยงเบนความสนใจของบาทหลวงให้พูดมากเข้าไว้ ไม่ให้มองเห็นพลังเวทย์ได้และไม่ให้มันใช้สัมผัสตรวจสอบพลังเวทมนต์ด้วย การสู้ซึ่งหน้ากับระดับนักเวทย์เขายังไม่มั่นใจสักเท่าไหร่นัก ‘กระสุนลมคลั่ง 5 ลูกน่าจะพอจัดการระดับนักเวทย์ขั้นต้นได้ละมั้ง แต่ว่าตอนนี้พลังเวทย์มันใหญ่เกินไป มันจะเห็นมั้ยเนี่ย’ เคลคิด แต่ว่าเขาก็รู้สึกมีเด็กคนหนึ่งได้กระซิบกระซาบกับเหล่าเด็กคนอื่น หลังจากนั้นเด็กพวกนั้นก็พยามบังด้านข้างเคลไว้ ‘พวกเด็กนี้กำลังช่วยบังเรางั้นเหรอ หืม..เด็กคนนั้นน่าจะชื่อเดปนี่ฉลาดไม่เบาเลยนะ’ “มันไม่พอเจ้าโง่ 500 ปียังไม่พอฉันต้องการมีชีวิตอยู่อีกเป็นอมตะเลยก็ได้ คิฮ่าฮ่า” “อมตะงั้นเหรอไม่มีทางเป็นไปได้ยังไงเสียทุกคนก็ต้องตายกันอยู่แล้ว” เคลตะโกนตอบกลับไป บาทหลวงเดลี่แสยะยิ้ม “จนเมื่อ 7 เดือนที่ฉันได้พบกับท่านผู้นั้นยังไงเล่า” “ท่านผู้นั้นหรือว่า แกพบกับปีศาจที่แฝงตัวเข้ามาในเมืองนี้อย่างงั้นเหรอ” เคลขมวดคิ้ว “แกรู้ได้ยังไง ถ้าเป็นเช่นนี้ฉันก็คงไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้วสินะ ฉันไม่รู้หรอกนะว่าแกรู้ได้อย่างไรแต่ว่าสุดท้ายแกก็ต้องตาย ณ ที่นี่แค่ก..แค่ก” บาทหลวงเดลี่กล่าวแล้วจะลงมือ แต่ว่ามันก็นึกอะไรดี ๆ ขึ้นมาได้ “สิ่งที่ฉันต้องการคือเลือดที่ปนเปื้อนของเด็ก หลังจากที่ฉันฆ่าแก ฉันจะพาเด็กเหล่านี้ไป เมื่อเหล่าพาลาดินของทางโบสถ์รู้เรื่อง ก็อันเป็นว่าแกได้ฆ่าพวกมันเพราะว่าแกคือปีศาจยังไงละ” บาทหลวงเดลี่แสยะยิ้ม มันล้วงเข้าข้างหลังชักอาวุธมีดสั้นออกมา ลักษณะของมันเรียกว่า กริช ไม่จำเป็นต้องใช้พลังเวทย์ เพียงแค่ร่างกายของผู้วิเศษระดับนักเวทย์ก็เพียงพอแล้ว มันเดินเข้าหาเคลอย่างเลือดเย็น พลางแลบลิ้นเลียไปมา “ได้เวลาตายแล้วเจ้าเด็กแสบ” เคลยกยิ้ม “อย่างงั้นเหรอ ทีหลังก็สัมผัสพลังเวทดี ๆ ละเพราะฉันเองก็เป็นผู้วิเศษเช่นกัน” “อะไรนะแกเป็นผู้วิเศษเป็นไม่ได้” เคลนำมือที่ไขว้ข้างหลังมาข้างหน้าทันทีและทำการโจมตีกระสุนลมคลั่ง 5 ลูก เมื่อบาทหลวงเดลี่เห็นเช่นนี้ก็นำมือมาไขว้ป้องกันทันที พร้อมกับเสริมพลังทั้งร่างเป็นปกป้องร่างกายของเขา ตึ้ม ! ตึ้ม ! ตึ้ม ! ตึ้ม ! ตึ้ม ! เสียงพลังเวทย์ของเคลกระทบร่างบาทหลวงเดลี่จนกระเด็นออกไป กลิ้งหมุน ๆ ไปชนเข้ากับโต๊ะในห้องครัวอย่างรุนแรง “ตายหรือเปล่า?” เคลเอ่ยขึ้นแต่ก่อนอื่นเขาต้องให้เด็ก ๆ หลบหนีไปก่อน “เอาละเด็ก ๆ หลบไปที่โบสถ์ก่อนไปแจ้งกับใครก็ได้เร็วเข้า” เมื่อเหล่าเด็กนับร้อยได้ฟังก็พยักหน้าและเผ่นแน่บไปทันที ทิ้งท้ายด้วยคำพูดที่ว่า “พี่เคลระวังตัวด้วย” ครึ่ก ๆ เสียงขยับเขยื้อนของบาทหลวงเดลี่ “ยังไม่ตายอย่างงั้นเหรอแล้วนั่นออร่าสีสว่างใสคล้ายกับธาตุบริสุทธิ์อยู่นะแต่ว่ามันแตกต่าง” “แสบนักนะ ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเสริมพลังกับออร่าธาตุแสงไว้ได้ทัน ป่านี้ฉันคงจะตายไปแล้วแค่ก..แค่ก” บาทหลวงเดลี่เอ่ยและลุกขึ้นอย่างยากลำบากเนื่องจากวัยชราแล้ว “ออร่าธาตุแสง?” “ที่แท้แกก็เป็นผู้ใช้เวทย์ขั้นสูง ถ้าเป็นแบบนั้นแก...ต้องตาย” บาทหลวงเดลี่ส่งสายตาอาฆาตไปทางเคล กลิ่นอายเจตนาฆ่าได้แผ่ออกมา มันพุ่งเข้าหาเคลอย่างรวดเร็ว และนำกริซออกมาแทงอย่างโต้ง ๆ เคลที่มองดูก็หรี่ตา ‘ถ้าฝีมือมีแค่นี้งั้นก็สบายแล้วด้วยระดับผู้วิเศษขั้นสูง ก็มากพอที่น่าจะสูสีกับระดับนักเวทย์ขั้นต้นได้’ เคลคิดในใจ เพราะเมื่อตอนที่เขาอยู่ในระดับผู้ใช้เวทย์ขั้นกลางก็สามารถสู้ชนะกับระดับสูงสุดอย่างง่ายดาย เพียงแต่ว่าเมื่อได้เจอกับผู้วิเศษระดับนักเวทย์เขาต้องประเมินไว้ให้สูงมากกว่านี้ไปอีก เคลตั้งรับด้วยการเสริมพลังทั้งร่างทันทีพร้อมกับปล่อยออร่าธาตุลมเพื่อเพิ่มความรวดเร็ว แต่ว่าบาทหลวงเดลี่พุ่งเข้ามาเร็วเกินคาด เคลจึงใช้ธาตุดินผู้ใช้เวทย์ขั้นสูงเสกดินขึ้นมาเป็นโล่ตั้งป้องกันทันที ตึ้มมม ! เสียงกริชกระแทกเข้ากับโล่ดินของเคลอย่างจัง บาทหลวงเดลี่ถึงกับเบิกตากว้างทันที “พลังเสมอกัน..เป็นไปไม่ได้” ส่วนเคลก็ตกตะลึงเรื่องที่ความเร็วของบาทหลวงนั้นรวดเร็วมาก ใช่ว่าเขาจะไม่เคยเห็นนักเวทย์สู้กัน อย่างซิลเวอร์ปะทะโกลด์ พวกเขาเป็นนักเวทย์ขั้นสูงสุดแม้ไม่ใส่ออร่าธาตุเพียงแค่พลังเวทย์เพียว ๆ ก็เร็วมากแล้ว ความเร็วของบาทหลวงนั้นถือว่า 1 ใน 3 ของพวกนั้นเลย ระดับพลังต่างกันตั้ง 3 ขั้น ‘หรือว่าจะเป็นเพราะธาตุแสง’ เคลคิดในใจ แบบนี้จะไม่โกงเกินไปหน่อยเหรอ ทั้งรักษา บรรเทา ทั้งเพิ่มความเร็วได้อีก ขณะที่ทั้งสองประหลาดใจกันและกัน แต่ว่าเคลคิดได้เร็วกว่า เขาเสกดาบเคลย์มอร์ออกจากช่องเก็บของ นี่ก็เป็นความสามารถที่เรียกได้ว่าวิเศษยิ่งกว่าแหวนมิติและถุงมิติเสียอีก ถุงมิติจะต้องล้วงด้วยมือเข้าไปเพื่อคว้านหาสิ่งของที่ต้องการโดยการใช้ความคิดหาของและจะต้องหลับตาอีกด้วย ส่วนแหวนมิติเพียงต้องใช้ความคิดหาของที่ต้องการเช่นกัน ซึ่งจะหลับตาแบบนั้นระหว่างต่อสู้มันไม่สามารถทำได้อยู่แล้ว แต่ว่าช่องเก็บของ ของเคลนั้นต่างออกไป เพียงแค่คิดสิ่งของนั้นก็จะโผล่มาในรัศมีล้อมตัวเขา 1 เมตรแล้ว ดาบเคลย์มอร์ ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ใบดาบอยู่ข้างล่างตรงหลังของบาทหลวงเดลี่ ส่วนด้ามจับอยู่ข้างบน เคลคว้ามันทันที พร้อมกับชักนำพลังเวทย์ไปเสริมเข้าไปทันที อาวุธธรรมดาที่ไม่ใช่ของวิเศษ การจะชักนำพลังเวทย์เสริมอาวุธเป็นเรื่องที่เป็นไปแทบไม่ได้เลย ขนาดซิลเวอร์ กว่าจะสามารถเสริมพลังเวทย์เข้ากับอาวุธวิเศษระดับผู้ใช้เวทย์ได้ ยังต้องใช้เวลาอยู่นาน แถมยังเป็นเรื่องที่ยากในหมู่ผู้วิเศษอีกด้วย แต่เคลสามารถทำได้เพราะเขามีความละเอียดลออในการใช้พลังเวทย์อย่างถึงที่สุด ใครจะไปคิดว่าเส้นเลือดแสงจะเป็นเส้นนำทางพลังเวทย์ที่ละเอียดได้เช่นนี้ เมื่อดาบได้ถูกเสริมพลังแล้ว เคลก็กดดาบเข้าหลังบาทหลวงอย่างแรงทันที ฉึก ! เพล้ง ! ใบดาบแตกกระจายยังไงเสียบาทหลวงก็เป็นถึงผู้วิเศษระดับนักเวทย์อาวุธธรรมดาแค่สามารถแทงเข้าได้ก็ถือว่าดีแล้ว “อ้ากกกกกก !” *************************************นักเขียน : ปูมาตั้งนาน จะจบแล้วงั้นเหรอ = … =