ดอนนี่วางเด็กสาวลงบนไม้กระดานและเดินถอยหลังออกมา
“มีอะไรจะสั่งเสียมั้ย” ฟีลชายหนุ่มร่างผอมสูงถามขึ้น
“…” เด็กสาวไม่ตอบอะไรและพยายามดันตัวเองให้ลุกยืนขึ้นด้วยท่าทางอันทุลักทุเล
เบื้องหน้าของเธอมีเพียงทะเลและขอบฟ้ากว้างสุดลูกหูลูกตา
บัดนี้เด็กสาวได้เริ่มใคร่ครวญถึงการกระทำของตนเองว่า สิ่งใดกันที่นำพาเธอให้มายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้
เป็เพราะเธอไม่เชื่อฟังคำสั่งอันเด็ดขาดของบิดาตนหรือเป็เพราะความอยากรู้อยากเห็นที่มากเกินกว่าจะยับยั้งชั่งใจของตัวเองกัน
แต่จะเพราะเหตุผลใดก็แล้วแต่ บทสรุปตอนนี้ช่างคาดเดาง่ายเสียเหลือเกิน
‘หากจะต้องถึงจุดจบ อย่างน้อยก็ขอจบอย่างมีเกียรติภูมิเถิด แม้ว่าผู้คนรอบข้างนี้จะไม่เห็นถึงคุณค่าของมันก็ตาม’
เด็กสาวขบริมฝีปากของตัวเองแน่นจนเริ่มเป็แผลปริออกมา เธอไม่้าให้เสียงร่ำร้องภายในจิตใจของเธอต้องเล็ดลอดออกมาถึงภายนอก
บ่อน้ำตาที่เอ่อล้นก่อนหน้านี้ได้เริ่มแห้งเหือดไปด้วยสายลมจากท้องสมุทรอันแสนกว้างใหญ่
เมื่อเธอค่อยๆขยับขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งข้าง เสียงะโโห่ร้องจากรอบข้างก็เริ่มดังขึ้น
“โดดเลย โดดเลย โดดเลย” เหล่าลูกเรือตากเพรียกร้องเป็เสียงเดียวกัน
เด็กสาวยังคงก้าวเดินต่อไปอย่างช้าๆ บนไม้กระดานซึ่งเริ่มโยกเยกมากขึ้นจากน้ำหนักตัวของเด็กสาว
เธอไม่แม้แต่จะมองลงไปยังผืนน้ำด้วยซ้ำ เธอยังคงเชิดหน้าขึ้น สายตาของเด็กสาวยังคงแน่วแน่มองตรงไปยังสุดเส้นขอบฟ้าและพยายามก้าวเดินด้วยความองอาจมากที่สุด
“โดดเลย โดดเลย โดดเลย” เสียงโห่ร้องยังคงก้องกังวาลไปทั่วสารทิศ
‘ลาก่อนค่ะท่านพ่อหวังว่าท่านจะได้อ่านจดหมายของลูกที่เขียนบอกไว้ว่าจะออกมาเที่ยวเล่นที่เกาะเบลลูก้าและขอโทษด้วยนะฟิลิปส์’
เบื้องหน้าของเธอคือสุดทางของไม้กระดานแล้ว เธอค่อยๆก้าวขาครั้งสุดท้ายออกไปและปล่อยให้ผืนสมุทรเบื้องล่างโอบอุ้มเธอเอาไว้
‘ความตายมันหนาวเย็นและเงียบสงัดถึงขนาดนี้เชียวหรือ’
เด็กสาวปล่อยให้ร่างกายค่อยๆจมลงไปอย่างไม่ขัดขืน ความหนาวเย็นค่อยๆกลืนกินจิตใจของเธอไปทีละนิด
เมื่อสิ้นอากาศเฮือกสุดท้ายไปเธอก็เริ่มพบกับความเ็ปอย่างรุนแรงจากมวลน้ำมหาศาลที่เริ่มหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายเธอ
เธอดิ้นพรวดพราดไปอย่างทุกข์ทรมาน ขาของเธอที่ก่อนหน้านี้นิ่งสนิทเริ่มตะเกียกตะกายว่ายเพื่อดันตนเองขึ้นสู่ผืนน้ำ
‘ความตายไม่ใช่สิ่งที่ง่ายดายเสมอไป’
แม้เด็กสาวจะพยายามยอมรับความกับความตายไว้แล้ว แต่ร่างกายของเธอกลับดิ้นรนที่จะมีชีวิตรอดอยู่ต่ออย่างสุดความสามารถ
‘เลทีเซียลูกคือความภาคภูมิใจของพวกเรานะ’
‘โฮะ ๆ ๆ การที่เ้ามาอ้อนตาแบบนี้แสดงว่าเ้ากำลังมีสิ่งที่้าอยู่สินะ’
‘หนีไปองค์หญิง ทรงทิ้งกระหม่อมไปเสียเถิด’
‘ฤดูร้อนมาถึงแล้วลูกไม่ออกไปวิ่งเล่นเสียหน่อยละ ไม่จำเป็ต้องมาเฝ้าแม่ก็ได้นะ’
‘แต่หนูอยากอยู่เป็เพื่อนท่านแม่มากกว่านิคะ หนูชอบที่ท่านแม่อ่านหนังสือนิทานให้หนูฟังอยู่เสมอ’
ความทรงจำมากมายต่างพรั่งพรูเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
‘อีกไกลเหลือเกินกว่าจะถึงพื้นสมุทร หากดิ้นรนเสียั้แ่แรกนั้นฉันจะยังสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้ไหมนะ’
แรงเฮือกสุดท้ายของเธอค่อยๆหมดไป ความมืดมิดและความเงียบงันได้ครอบงำจิตใจของเธออีกครั้งหนึ่ง
ร่างกายของเด็กสาวค่อยๆจมลงไปอย่างช้าๆ
.
.
.
“เฮือก!! แค่ก แค่ก แค่ก” เด็กสาวสำลักน้ำชุดใหญ่ออกมาไม่หยุด
ความเค็มจากท้องทะเลทำให้เธอนั้นเจ็บแสบไปทั่วทั้งใบหน้าและลำคอจนหาที่เปรียบไม่ได้
หลังจากเริ่มหายใจได้สะดวกเธอจึงค่อยๆขยับเปลือกตาขึ้นและค้นพบว่าตอนนี้ตัวเธอได้กลับขึ้นมาอยู่บนดาดฟ้าของเรือลำเดิมที่เธอเพิ่งเดินจากมันไป
ใบหน้าของเหล่าลูกเรือยังคงจ้องมองลงมาที่เธอยังคงไม่น่าพิศมัยเช่นเคย แต่เธอก็หาได้สนใจสายตาเ่าั้อีกแล้ว
เธอมองขึ้นไปบนท้องฟ้าโดยไม่สนใจสิ่งใด ไม่มีคำถามและไม่้าคำตอบใดๆทั้งนั้น
“ฮึก ฮึก”
น้ำตาของเธอค่อยๆเอ้อล้นออกมาอย่างไม่ขาดสาย เมื่อรู้แล้วว่าสุดท้ายเธอไม่สามารถต้านทางความรู้สึกทางร่างกายของเธอได้อีก เธอจึงปล่อยความรู้สึกทางอารมณ์ออกมาอย่างไม่แยแสสิ่งใด
“แง แง ฮึก” เด็กสาวร้องให้คร่ำครวญราวกับทารกแรกเกิด
เป็ครั้งแรกั้แ่จำความได้ที่เธอร้องให้มากขนาดนี้ แม้กระทั่งตอนที่มารดาของเธอเสียไปเธอยังไม่ได้คร่ำครวญมากมายเสียขนาดนี้ด้วยซ้ำ
“ทำไม ทำไมกัน ทำไมหนูถึงยังมีชีวิตอยู่ ทำไม” เธอไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
เหล่าลูกเรือเมื่อเห็นเด็กสาวร้องให้โดยไม่มีทีท่าจะหยุดจึงค่อยๆเดินแยกย้ายออกไปทำหน้าที่ของตน
เหลือเพียงเด็กหนุ่มกับลูกเรืออีกสองสามคนที่ยังเฝ้าดูอาการของเด็กสาวอยู่ข้างๆเท่านั้น
ลิซจ้องมองไปยังเด็กสาวที่นอนร้องห่มร้องให้ด้วยสายตาแสนเวทนา เด็กหนุ่มรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับการที่มีคนพยายามจะลักลอบเข้ามาบนเรือขนสินค้าของพวกเขา ถ้าไม่ติดว่าเธอยังเป็เด็กก็คงจะไม่โชคดีแบบนี้หรอก
เขายังคงปล่อยให้เด็กสาวร้องให้ต่อไป ไม่ได้พยายามเข้าไปปลอบประโลม เพราะรู้ว่ามันเป็สิ่งที่เปล่าประโยชน์สำหรับคนที่เพิ่งจะผ่านพ้นความตายอันแสนโดษเดี่ยวมา
ผ่านไปสิบกว่านาทีเสียงของเด็กสาวก็ค่อยๆแ่ลงหรือเพียงเสียงสะอึกสะอื้นในลำคอเบาๆ
ฟิลหนึ่งในลูกเรือได้เดินไปหยิบน้ำและยื่นมาให้กับลิซพร้อมชี้ไปที่เด็กสาวซึ่งกำลังจมอยู่กับภวังค์ของตนเองอยู่
“ไอ้เื่แบบนี้ข้าไม่ถนัดและข้าก็รู้ว่าเอ็งก็คงไม่ถนัดเหมือนกัน แต่อย่างน้อยเด็กนั่นมันก็น่าจะอายุพอๆกับเอ็งนะ ฝากด้วยแล้วกัน” เมื่อพูดจบฟิลก็เดินจากไปพร้อมกับทิ้งปัญหาใหญ่ที่สุดบนเรือ ณ เวลานั้นให้กับลิซ
ลิซถอนหายใจเบาๆเฮือกหนึ่ง ราวกับรับรู้ถึงชะตากรรมอยู่แล้วว่าสุดท้ายก็ต้องเป็เขาเนี่ยแหละที่ต้องมาดูแลเด็กคนนี้เป็แน่แท้
“ลุกขึ้น” ลิซโพล่งไปทางเด็กสาว
“ฮึก ฮึก ฮึก”
“ลุกขึ้น”
“ฮึก ฮึก ฮึก”
“เห้!! จะลุกขึ้นหรืออยากจะไปลอยทะเลเล่นอีกสักรอบดีละ”
“ฮึก ฮึก ฮึก”
เด็กสาวยังคงจมอยู่กับภวังค์ของตนเอง แม้จะได้ยินเสียงเพรียกแล้วก็ตาม
ลิซเป็เด็กหนุ่มที่ค่อนข้างขาดทักษะในการเข้าสังคมของมนุษย์โดยทั่วไป เพราะตัวของเขานั้นอาศัยอยู่กับกลุ่มคนที่มีนิสัยค่อนข้างประหลาดและสุดโต่ง
แน่นอนลิซเป็เด็กที่พิจารณาสถานการณ์ต่างๆได้ดีอยู่เสมอ แม้จะรู้ว่าสิ่งที่เหล่าพี่ๆของเขาพร่ำสอนมานั้นอาจไม่ใช่เื่ที่บุคคลทั่วไปทำกันนัก แต่เขาก็ไม่ได้ตะขิดตะขวงใจที่จะกระทำสิ่งเ่าั้เพราะตัวของลิซเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าผลลัพธ์มันจะออกมาเป็เช่นไร และการที่เด็กทำอะไรแปลกๆไปก็มักจะไม่ค่อยถูกดุด่าสักเท่าใดนัก เขาจึงมองว่าหากอยากจะทำอะไรนั้นก็ควรจะลองทำในขณะที่ยังเป็เด็กเสียให้หมดเพราะอย่างน้อยความผิดที่เขากระทำนั้นก็คงไม่ยิ่งใหญ่มากจนเกินให้อภัย
แต่แล้วมันก็เกิดปัญหาขึ้นจนได้เพราะมันทำให้ลิซไม่สามารถหาวิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องกับสถานการณ์ ณ ตอนนี้ได้
เขาจึงทำได้เพียงใช้วิธีการห้วนๆแบบที่เด็กผู้ชายใช้กันอยู่เสมอ
“เห้ ร้องให้ไปขนาดนี้เดี๋ยวก็ขาดอากาศหายใจตายอีกรอบหรอก เอ้าลุก”
ลิซวางแก้วไม้ลงและลุกขึ้นไปจับมือทั้งสองข้างของเด็กสาวซึ่งวางแผ่อยู่กับพื้นพร้อมกับออกแรงฉุดดึงจนตัวของเด็กสาวลุกขึ้นมาอยู่ในท่านั่งหลังค่อมได้สำเร็จ
ลิซจ้องมองไปที่หน้าของเด็กสาวพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เฮ้อ เธอชื่ออะไร”
“…”
“นี่ดื่มน้ำหน่อยมั้ย”
“…”
“นี่ตอบอะไรหน่อยสิ ถ้าเธอยังคงเป็แบบนี้ฉันก็ช่วยอะไรเธอไม่ได้นะ”
“ฮึก ฮึก ฮึก” เด็กสาวยังคงสะอื้น
“โอเค ฉันพอละดูแลตัวเองเอาแล้วกัน” ลิซพูดเสร็จก็เดินจากไป
ผ่านไปครู่หนึ่งลิซก็เดินกลับมาพร้อมกับจานไม้ซึ่งในนั้นมีคุกกี้รุปทรงสี่เหลี่ยมชิ้นเล็กๆอยู่จำนวนหนึ่ง
เขานั่งลงตรงหน้าเด็กสาวอีกครั้ง
“เธอรู้ใช่มั้ยว่าเรือนี้กำลังจะไปที่ไหน”
“…”
เด็กสาวยังคงเงียบสนิทแม้ว่าเธอจะหยุดร้องให้ไปแล้ว แต่เธอก็ยังไม่ยอมที่จะปริปากพูดสิ่งใดกับใครทั้งนั้น
ลิซค่อยๆขยับท่านั่งให้ตัวเองสบายมากยิ่งขึ้นพร้อมกับหยิบคุกกี้ขึ้นมากัดคำเล็กๆไปก่อนจะพูดต่อ
“อืม เรือลำนี้กำลังจะเดินทางกลับไปยังเมืองเบเรนีซ ซึ่งเป็เมืองที่มีระเบียบการเข้าเมืองที่โหดมากเพราะที่นั่นเป็เมืองท่าที่สำคัญของอาณาจักรรูเบเรีย”
ลิซกินคุกกี้ที่เหลือในมือจนหมดพร้อมกับชายตาไปมองท่าทีของเด็กสาวอีกครั้งก่อนพูดต่อ
“และที่สำคัญเรือนี่ไม่ใช่เรือที่ขนส่งเฉพาะสินค้านำเข้าจากต่างอาณาจักรเท่านั้น แต่ยังคนส่งสินค้าสำคัญบางอย่างให้กับพวกชนชั้นสูงของอาณาจักรด้วย”
“…”
“การที่เธอแอบขึ้นมาบนเรือของเราเนี่ย มันหมายความว่าจริงๆเราสามารถฆ่าเธอทิ้งได้เลยด้วยซ้ำเลยนะ”
ลิซพยายามที่จะอธิบายถึงเหตุผลของสถานการณ์เด็กสาวเพิ่งประสบ
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอมีเหตุผลอะไรถึงได้ขึ้นมาอยู่บนเรือลำนี้ แต่ฉันสามารถบอกได้เลยว่าการที่พวกเรายังถามหาเหตุผลจากตอนที่เจอเธอครั้งแรกนั้นถือเป็ความเมตตามากที่สุดที่เราสามารถทำให้เธอได้แล้ว”
“…”
ลิซจ้องมองไปที่เด็กสาวพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่
“อืม แต่เธอก็ดันมาโกหกด้วยเหตุผลที่มันฟังดูครึ่งๆกลางๆซะจนหมดความน่าเชื่อถือไปนะสิ. . . เอาเป็ว่าถ้าเธอพร้อมจะเล่าเหตุผลให้ฟังเมื่อไหร่ก็บอกมาแล้วกันส่วนของกินพวกนี้ก็พยายามกินเข้าไปสักหน่อย อย่างน้อยแค่น้ำก็ยังดีไม่งั้นเธอได้แห้งตายแน่”
ลิซพยายามที่จะลุกออกไปอีกครั้ง แต่คราวนี้กลับมีมือเล็กๆเอื้อมมาดึงชายเสื้อเอาไว้
“ฉันไม่สามารถบอกได้จริงๆ” เด็กสาวพูดด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“ทำไมถึงบอกไม่ได้” เด็กหนุ่มหันกลับมาทางเด็กสาวอีกครั้ง
“ตัวตนของฉันมันส่งผลกระทบต่อคนอื่นๆรอบตัวของฉันด้วย หากฉันพูดออกไปทุกอย่างมันจะไม่จบลงที่ฉันเพียงคนเดียว” เธอพูดพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมามองลิซด้วย
ั์ตาของเธอช่างดูว่างเปล่า แก้วตาสีมรกตที่เคยเปล่งประกายก่อนหน้าบัดนี้ช่างจืดจางราวกับใบไม้ที่กำลังผลัดสี
ลิซพิจารณาแววตาของเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเงยหน้าหันไปพูดกับเฟรย์ซึ่งยืนฟังบทสนทนาของทั้งสองอยู่เงียบๆเป็ระยะเวลาหนึ่ง
“เอาไงดีนายหญิง”
เด็กสาวเกิดอาการสะดุ้งขึ้นเพราะเธอไม่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของเฟรย์เลยแม้แต่น้อย
เธอคิดว่าเหล่าลูกเรือคงไม่ได้สนใจเธอแล้วและคงมีแค่เธอกับเด็กหนุ่มที่อยู่บริเวณนั้น
เด็กสาวจึงคิดว่าเธอควรจะเริ่มจากการพูดคุยกับเด็กหนุ่มตรงหน้าเสียก่อนเพราะอย่างน้อยเขาก็เป็เด็กรุ่นราวคราวเดียวกันแถมยังดูไร้เดียงสาอยู่ไม่น้อย หากโชคดีหน่อยเธอก็อาจไม่จำเป็ที่จะต้องเล่าเื่ราวทั้วหมดของตัวเธอเอง
แต่บทสนทนาที่เกิดขึ้นเมื่อครู่กลับมีบุคคลที่สามคอยแอบฟังอยู่ตลอด เธอคงไม่สามารถที่จะปิดบังสิ่งใดได้อีกแล้วจริง
“ก็เลือกเอาแล้วกันว่าจะอยู่บนเรือหรือจะเล่าความจริง และอย่าคิดที่จะตอบเฉไฉอีกเพราะคนบนเรือนี้คุยเคยกับคำโกหกเป็อย่างดี” เฟรย์พูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูจริงจัง
แม้จะเป็สตรีเพียงคนเดียวบนเรือแต่เธอกลับมีสง่าราศีมากกว่าพวกผู้ชายบนเรือเป็ไหนๆ ที่สำคัญเลยเด็กหนุ่มคนนี้ยังเรียกเธอว่านายหญิงอีกด้วย นั่นหมายความว่าเธอน่าจะเป็คนที่ใหญ่ที่สุดบนเรือนี้แล้ว
เกศาสีแดงสยายปลิวสไวลู่ไปกับลมทะเล ั์ตาสีน้ำตาลฉายแววแข็งกระด้างอยู่ไม่น้อย ทรวดทรงและผิวพรรณของเธอนั้นช่างดูราวกับกุลสตรีชั้นสูงของสักอาณาจักรหนึ่งเสียมากกว่า ติดอย่างเดียวตรงที่ตามแขนของเธอมีรอยแผลเป็จางๆอยู่บ้างซึ่งนั่นไม่ใช่เื่ปกติของสตรีชั้นสูง โครงหน้าที่เริ่มแสดงให้เห็นชัดขึ้นบ่งบอกได้ว่าเธอนั้นน่าจะมีอายุอยู่่วัยกลางคนแล้ว
“หนูกลัวว่ามันอาจจะเป็ปัญหามาถึงนายหญิงด้วยค่ะ” เด็กสาวหันไปตอบกลับด้วยความลังเล
“ถ้ากลัวนักงั้นก็ลงจากเรือไปซะ” เธอกล่าวคำขาดด้วยแววตาขึงขังในทันทีทันควัน พร้อมกับพยายามที่จะยื่นมือไปจับคอเสื้อเด็กสาว
เธอไม่ให้โอกาสเด็กสาวได้มีโอกาสคิดหาคำพูดเฉไฉอีกเป็ครั้งที่สอง
“หนูโดนนักฆ่าหมายหัวอยู่ค่ะ” เธอโพล่งขึ้นมาก่อนที่มือของเฟรย์จะเอื้อมถึง
เฟรย์หยุดชะงักมือของตัวเองไว้และจ้องมองไปที่แววตาของเด็กสาว
“พูดต่อไป”
“หนูโดนนักฆ่าลอบทำร้ายในตอนที่ยังอยู่ในเกาะเบล ละ ... เบลลูก้าค่ะ”
เด็กสาวรีบพูดจมลิ้นพันกันไปหมดเธอตัดสินใจที่จะเดิมพันทุกอย่างไปกับการบอกความจริง ณ ตรงนี้เสีย เพราะอย่างน้อยนายหญิงกับเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงนี้ก็ยังมีโอกาสที่จะฟังสิ่งที่เธอพูดมากกว่าเหล่าลูกเรือคนที่เหลือ
สิ่งที่เธอต้องทำคือพูดมันออกมาให้ดูน่าเชื่อถือมากที่สุด
แต่เพราะความกดดันผนวกกับความหนาวเย็นจากเสื้อผ้าที่ช่ำน้ำ ทำให้เธอพูดตะกุกตะกักไปจนได้
เฟรย์ถอนหายใจเบาๆก่อนที่จะกวักมือเรียกเด็กสาวขึ้นมา
“ลุกขึ้นมาแล้วไปนั่งคุยในห้องของฉันดีดี”
“ค่ะ”
เธอพยักหน้าตอบพร้อมกับพยายามที่จะดันตัวลุกยืนขึ้น แต่ขาของเธอกลับไร้เรี่ยวแรงจนไม่สามารถขยับได้ดั่งใจนึก
ลิซเมื่อเห็นดังนั้นจึงได้เข้าไปอุ้มตัวของเด็กสาวขึ้นมาด้วยท่าทีขึงขัง
“เดี๋ยวฉันจะพาเธอไปส่งที่ห้องเองเลดี้” ลิซพูดพร้อมกับปรี่ตามองไปยังเด็กสาวอย่างมีเลศนัย
เด็กสาวเหวอไปกับการกระทำซึ่งไม่รอการตอบรับจากเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วชนกันพร้อมกับหันไปจ้องหน้าเด็กหนุ่มที่แสนไร้มารยาทในการปฏิบัติตัวต่อเด็กสาว
“ลิซใครสอนให้พูดจาแบบนี้”
“พี่ดอนนี่กับพี่ฟิลครับ”
“เห้อ บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าไปฟังสองคนนั้นให้มันมากนัก สอนแต่ละอย่างไม่เห็นจะได้เื่สักอัน” เฟรย์ถอนหายใจหนักพร้อมกับใช้นิ้วมือบีบเข้าไปที่บริเวณหว่างคิ้ว
เมื่อลิซเห็นท่าทางของเฟรย์แล้วจึงได้หันกลับมาทางเด็กสาวอีกครั้ง
“หืม แบบนี้ไม่โอเคหรอ”
เด็กสาวได้แต่ทำหน้านิ่วพร้อมกับส่ายหน้า หากขาเธอไม่ได้อ่อนเปลี้ยอยู่นั้น เธอคงจะใช้สองนิ้วจิ้มเข้าที่ลูกกะตาของเด็กหนุ่มซึ่งแสดงท่าทางกะล่อนออกมาตรงหน้าเป็แน่
“อย่าไปทำแบบนี้กับใครอีกนะเฉิ่มมาก” เธอทำได้เพียงแต่เก็บความรู้สึกไว้ก่อนเพราะไม่อยากให้สถานการณ์มันแย่ไปมากกว่านี้
“แหะ แหะ” เด็กหนุ่มยิ้มเจื่อนก่อนจะค่อยๆเดินตามนายหญิงของเรือเข้าไปยังห้องของเธอ