บทที่ 1
หวนกลับมาเพื่อรับมืออีกครั้ง
นางเห็นกับตาว่าเขาพลัดตกลงไปที่หน้าผาจากการตามไล่ล่าของ‘กู้เทียนเฉิง’ ผู้เป็พี่ชายต่างมารดาของนางเอง
เหตุใดจึงต้องต้อนคนไม่มีทางสู้ให้จนมุมถึงขนาดลุแก่ความตายด้วย!
ไม่นานร่างของผู้เคราะห์ร้ายก็ลอยละล่องกลางสมุทร ประจักษ์ชัดแล้วว่าเขาสิ้นชีพ หากแต่... ฆาตกรกลับยืนมองพร้อมรอยยิ้มพึงใจอย่างเืเย็น
“เหตุใด? ท่านต้องทำขนาดนี้เพราะเหตุใด?”
“เพราะมันเป็ไอ้สวะ! เป็เศษขยะโสโครกไร้ค่าอย่างไรเล่า! ฮ่า ๆ!”
“ทุกชีวิตล้วนมีค่า! ฮึก” เสียงตวาดของ ‘กู้หนิงฮวา’ แผดกร้าวอย่างเจ็บแค้นพร้อมหยาดน้ำตา
หากแต่คนตรงหน้าหาได้กลับหวนคืนสำนึกไม่แม้เพียงนิด บุรุษหนุ่มหัวเราะลงลูกคอเสียงดังก้อง
“หนิงฮวาอ๋า... หนิงฮวาน้องพี่ ไยจึงต้องออกตัวปกป้องคนชั้นต่ำพวกนั้นด้วยเล่า รึว่า... เ้าเองก็ยอมรับว่าตนเองเป็พวกชั้นต่ำเช่นเดียวกันแล้ว” ดวงตาคมจ้องน้องสาวด้วยความเย้ยหยันก่อนจะก้าวอาดๆ เข้าประชิดตัวช้า ๆ
ทั้งซ้ายและขวาหญิงสาวไม่มีที่ว่างสักก้าวให้ขยับเพื่อหลีกหนีเพราะนางเองก็กำลังถูกต้อนมายืนที่ปลายเหวเช่นเดียวกัน
“ท่านจะทำอะไร?!”
“จัดการเ้าอย่างไรเล่า!” แล้วจับต้นแขนบอบบางของน้องสาวเขย่าแรง ๆเพื่อเป็การข่มขวัญ
“...!!!”
หนิงฮวาผวาวาบเสียวสันหลังวูบจนตาลีตาลานตะปบเกาะได้เพียงข้อศอกของพี่ชายเอาไว้แน่น
“รู้รึไม่ว่าเ้านั้นแสนจะน่าชัง น่ารำคาญ คอยขวางหูขวางตาข้าไปเสียทุกเื่ ทั้งที่เป็แค่ลูกอนุแต่กลับคิดว่าตัวเองเก่งกล้าเต็มประดา ริจะมาต่อกรกับข้าเ้าเองก็จะเป็ได้หินโสโครกไร้ประโยชน์ใต้สมุทรในสายตาข้าไม่ต่างจากพวกมัน!”
ดวงตาของเทียนเฉิงวาวโรจน์ไปด้วยความบ้าระห่ำ นางเริ่มหวาดกลัวว่าเขาจะทำในสิ่งที่ไม่คาดคิด
“อย่า... ท่านพี่...”
“ท่านพี่? ท่านพี่เยี่ยงนั้นรึ ฮ่า ๆ”
น้ำเสียงแหบแห้งที่เปล่งออกไปเพื่ออ้อนวอนนั้นไม่สามารถทำให้เขาสงบลงได้เลย
“ข้าเป็ลูกชายเพียงคนเดียวของท่านพ่อและท่านแม่ ส่วนเ้านั้นเป็ใคร? ข้าคิดอยากจะกำจัดเ้าให้พ้นทางมานานแล้ว หากเป็เช่นนั้น... ก็จงไปให้พ้นทางข้าเสียเถิด กู้-หนิง-ฮวา...!” พูดจบประโยคแล้วฝ่ามือหนาก็ผลักร่างอันบอบบางของหญิงสาวแสนชังให้หงายผึ่งไปัักับความเวิ้งว้างของหน้าผาสูงชันอีกคน
ไม่มีแม้แต่เสียงกรีดร้อง
เพราะนางร้องไม่ออก
หนิงฮวาไม่เคยคาดคิดว่าคนที่มีสายเืเดียวกันแม้เพียงครึ่งจะทำกันเช่นนี้ได้ลงคอ
ถึงจะชั่วช้าเพียงใดก็คงไม่ทำกับคนในครอบครัว
แต่นางคิดผิด!
พี่ชายสารเลวผู้นี้ตัดสินแล้วให้นางตาย
อาภรณ์สีชมพูอ่อนปลิวไสวตามแรงลมเมื่อดิ่งลงจากผาสูงชันเกือบหนึ่งลี้[1]
หญิงสาวจดจำเพียงใบหน้าอันน่าขยะแขยงของคนชั่วที่แสยะยิ้มเลวทรามมองการตายของนางด้วยความสาแก่ใจก่อนสติจะดับวูบลงเมื่อร่างบอบบางกระแทกกับผิวน้ำอย่างแรงจนกระอัก
ตู้ม!
แล้วจมดิ่งลงสู่ความเวิ้งว้างอันมืดมิดภายใต้มหาสมุทรลึกขณะที่ลมหายใจของนางก็ขาด่ไปตลอดกาล...
.
.
.
“เฮือก!”
กู้หนิงฮวาตะเกียกตะกายขึ้นมาจากน้ำหลังมุดตัวดำลงไปได้เพียงอึดใจจน‘ซูหลาน’ใโยนกระบวยทิ้งแล้วรีบพยุงผู้เป็นายขึ้นมา
“คุณหนูเ้าคะ คุณหนูเป็อะไรเ้าคะ!”
เมื่อได้ยินเสียงเรียกก็ราวกับปลุกให้หญิงสาวฟื้นคืนสติ นางสงบนิ่งจากอาการตระหนกแล้วจ้องมองต้นเสียงด้วยดวงตาเบิกกว้าง “ซะ ซูหลาน! เ้าจริง ๆ รึ?!”
“เ้าค่ะ บ่าวเองเ้าค่ะคุณหนู” สาวใช้เองก็เบิกตาโพลงกับอาการแปลกประหลาดเพียงชั่วพริบตาของนายหญิง นางทำราวกับดีใจที่ได้กลับมาพบกันอีกครั้งเสียอย่างนั้น
นั่นเพราะหนิงฮวากำลังใระคนความดีใจที่ได้เจอสาวใช้คนสนิทอีกครั้งหลังจากที่นางเพิ่งถูกกู้เทียนเฉิงแทงทะลุร่างด้วยคมดาบต่อหน้าต่อตาก่อนหน้านี้
“เหตุใดเ้าจึงยังไม่ตาย...?” หญิงสาวพึมพำแล้วกวาดสายตามองไปรอบ ๆ
“แล้วเหตุใดคุณหนูจึงกล่าววาจาน่ากลัวเช่นนั้นเ้าคะ” เด็กสาวหน้างุ้มงอตัดพ้อด้วยน้ำเสียงน้อยใจ
แต่ผู้เป็นายก็ดึงร่างของนางเข้าไปกอดโดยไม่สนใจว่าตัวเองกำลังเปลือยเปล่าจนทำให้อีกคนต้องตัวเปียกปอนไปตามกัน
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นซูหลาน ข้าเพียงดีใจที่เ้ายังมีชีวิตอยู่ข้าง ๆ ข้า”
“บ่าวอยู่เคียงข้างคุณหนูเสมอเ้าค่ะ” ซูหลานตอบด้วยความไร้เดียงสา
“ใช่... เ้าอยู่เคียงข้างข้า... แม้ลมหายใจสุดท้าย” ในตอนจบประโยคน้ำเสียงของหญิงสาวพึมพำแ่เบาจนฟังไม่ได้ศัพท์
“ต่อไปนี้ข้าจะไม่ให้ใครมาทำร้ายเ้าได้อีกแล้วซูหลาน”
เด็กสาวมองนายหญิงด้วยดวงตากลมโตราวลูกกวางน้อยอย่างไม่เข้าใจ
อาจเป็เพราะก่อนลงแช่ตัวในอ่างน้ำอุ่นซึ่งโรยด้วยกลีบบุปผานานาพันธุ์นางเพิ่งเสียใจที่พี่ชายจับเ้ามูมู่กระต่ายน้อยตัวโปรดของนางไปเป็อาหารให้งูที่ตนเลี้ยงไว้ก็เป็ได้ จึงหวาดผวาราวฝันร้ายเยี่ยงนี้
กู้หนิงฮวาตระหนักได้แล้วว่าตัวเองได้ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่อีกครั้งในร่างเดิม นางไม่ได้ฝันเป็แน่ และเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ก็คือเหตุการณ์จริง
นางได้ผ่านความตายมาแล้ว...!
มีเสียงเอะอะคุ้นหูดังมาจากหน้าเรือนใหญ่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ก็พบเหตุการณ์เป็ไปดังคาด
“นางกำลังด่อทอท่านแม่ข้าใช่รึไม่”
“ใช่เ้าค่ะคุณหนู”
‘ฮูหยินกู้ฝูหลิน’ พร้อมบริวารอีกสี่คนกำลังคาดคั้นเพื่อเอาคำสารภาพบางอย่างจาก ‘หูชิงเสี่ยน’ ผู้เป็มารดาของนาง
“เหตุใดถึงกล้าบอกว่าของล้ำค่าเช่นนี้เป็ทรัพย์สินของเ้า หา! นังชั้นต่ำ!”
เมื่อเห็นเหตุการณ์นี้กู้หนิงฮวาก็ระลึกได้ทันทีว่านางย้อนเวลากลับมาเมื่อสามเดือนก่อน นางจำได้ดีว่าฮูหยินกู้เข้าใจผิดว่ามารดาของนางเป็คนขโมยปิ่นหยกขาวลายอวี้จันฮวา[2]ที่สลักอย่างประณีตอ่อนช้อยงดงามเสมือนจริงจนมีราคาแสนแพง
“ครานั้นนางสั่งโบยแม่ข้าถึงสามสิบไม้ กว่าแผลฟกช้ำจะดีขึ้นก็เกือบสองเดือนซ้ำยังตามมาด้วยอาการไอเรื้อรังไม่หาย จากสตรีที่เคยคล่องแคล่วกลายเป็ผู้ไข้แทบจะติดเตียง...” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองด้วยความคับแค้น นางน้ำตารื้นขึ้นมาทันทีเมื่อได้กลับมาเห็นต้นตออาการปางตายของมารดา
“ข้าให้โอกาสเ้าสารภาพความผิดเพื่อรับโทษเบาแล้วแต่เ้ายังคิดหลอกหลวงโป้ปดอย่างหน้าไม่อาย เห็นทีจะต้องใช้ไม้แข็งจัดการโจรหน้าหนาเยี่ยงเ้าแล้ว! เด็ก ๆ โบยนางสามสิบไม้!”
“ขอรับฮูหยิน!”
“ช้าก่อน!” หนิงฮวาแทรกเข้าขัดได้ทันเวลา
นางปรี่ไปผลักสาวใช้สองนางที่ตรึงแขนทั้งสองข้างของมารดาไว้ก่อนจะเป็ผู้ประคองร่างอันผอมซูบนั้นแนบในอ้อมกอดตัวเองอย่างหวงแหน
“ฮวาเอ๋อร์...”
“ท่านแม่! ท่านไม่ต้องกลัว”
“กลัว์จะไม่รับรู้ความเป็ลูกกตัญญูของเ้ารึอย่างไรแม่กระต่ายน้อย” ฮูหยินกู้เหยียดสีหน้าเย้ยหยัน
“ใช่เ้าค่ะท่านแม่ใหญ่ ยิ่งมารดาของข้าเป็ผู้บริสุทธิ์ด้วยแล้วยิ่งต้องมาปกป้อง”
“เอาตัวเองก็จะไม่รอดอยู่แล้วยังจะทำปีกกล้าขาแข็งอีกรึ ดี! หากเป็เช่นนั้นข้าก็จะสั่งโบยพวกเ้าทั้งแม่และลูก! เด็ก ๆ โบยพวกนางคนละสามสิบไม้”
“ใครกล้า!” คุณหนูกู้ยืนยึดฐานมั่นพร้อมจ้องบ่าวไพร่ที่ถือไม้กระบองใหญ่ในมือตาเขม็งและไม่เกรงกลัวแม้กระทั่งผู้ออกคำสั่ง
แต่ก่อนนางเคยหวาดกลัวจนหัวหดมาแล้ว
แม้จะเป็บุตรีคนโปรดของบิดาซึ่งเป็ถึงอัครมหาเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่คับแผ่นดินนามว่า‘กู้ลี่เจิ้น’นางก็มิกล้าอวดอ้างและถือหางตนเองเช่นนั้น
แต่บัดนี้...
เพื่อความอยู่รอดนางจะอาศัยบารมีบิดาเพื่อคุ้มกะลาหัวตัวเอง!
“จองหองอวดดี!” ฮูหยินกู้ยกนิ้วชี้สั่นดิกขึ้นชี้หน้าหญิงสาวด้วยความโกรธ
“หากจะตัดสินชำระความท่านควรกระทำด้วยความเป็กลางเฉกเช่นคุณธรรมที่ท่านพ่อสร้างสมยาวนานจนเป็เกียรติภูมิแห่งตระกูลแม้ฮ่องเต้ยังยกย่อง”
“เ้า! กู้หนิงฮวา...! ริอ่านมาอบรมข้ารึ”
“ฮวาเอ๋อร์ เหตุใดจึงโต้เถียงฮูหยินเช่นนั้น” ชิงเสี่ยนออกปากตักเตือนบุตรีด้วยความวิตก
แต่ไหนแต่ไรนางมิใช่เด็กปากกล้าเช่นนี้
“ข้ามิได้หาญกล้าจะอบรมหรือโต้เถียงท่านแม่ใหญ่... เพียงแต่ว่าท่านอาจจะลืมไปว่าปิ่นหยกขาวสลักเป็ลวดลายอวี้จันฮวานั้นท่านพ่อมิได้สั่งทำมาเพียงอันเดียว แต่ตั้งใจทำมามอบให้พวกท่านทั้งสองผู้เป็ภรรยาในเทศกาลซีซีเจี๋ย[3]เมื่อเจ็ดปีก่อน”
“ว่าอย่างไรนะ?”
“และหากสังเกตดูให้ดีปิ่นนั่นมีตำหนิและกลีบดอกที่ไม่เท่ากัน เพราะเกรงใจในตำแหน่งภริยาเอกของท่าน... ท่านพ่อจึงสั่งให้ช่างทำอวี้จันฮวาของท่านแม่ใหญ่มีกลีบดอกมากถึงเจ็ดกลีบ ส่วนท่านแม่ของข้าซึ่งเป็เพียงอนุจะมีเพียงห้ากลีบแถมยังใช้หยกขาวที่คุณภาพต่ำกว่าแม้มองดูด้วยตาเปล่าจะไม่ต่างกันก็ตาม...”
“เจ็ดปีก่อน... เ้าเพิ่งจะอายุสิบขวบเท่านั้นจะประสากระไร เหตุใดจึงทำเป็รู้ดี”
“หากไม่เชื่อกลิ่นน้ำนมของข้าก็ขอให้คนของท่านและซูหลานของข้าไปร่วมค้นในหอนอนของท่านด้วยกัน แล้วนำปิ่นทั้งสองอันมาเปรียบเทียบก็จะได้รับการยืนยัน”
“ไม่มีความจำเป็”
“หากท่านยังยืนกรานในความอยุติธรรมเห็นทีข้าจะต้องร้องเรียนต่อท่านพ่อให้ลงมาช่วยตัดสินคดีนี้เสียแล้ว”
ฮูหยินกุ้ยจ้องมองหญิงสาวด้วยความเคืองขุ่น หากเมื่ออ้างอิงไปถึงสามีผู้สูงศักดิ์ก็ต้องหวาดหวั่นให้กับความเข้มงวดในความเถรตรงของเขา
ถึงแม้เป็บุคคลในครอบครัว เมื่อผิดจริงก็จะตัดสินไปตามผิดอย่างยุติธรรม
ดังนั้นนางจึงยอมทำตามที่ลูกเมียน้อยชั้นต่ำร้องขออย่างเสียไม่ได้
ใช้เวลาเพียงครึ่งก้านธูปซูหลานก็กลับออกมาพร้อมกับ‘ผัวเถา’ ซึ่งเป็หัวหน้าบ่าวไพร่และแม่นมของคุณชายใหญ่ โดยในมือถือกล่องเครื่องประดับออกมาด้วย
ฮูหยินกู้คว้าปิ่นหยกขาวทั้งสองอันขึ้นมาเทียบกันตามรายละเอียดที่ได้รับการอุทธรณ์
“แตกต่างกันใช่รึไม่เ้าคะท่านแม่ใหญ่”
เป็นางที่หลงลืมไปจริง ๆ
เพราะได้ของล้ำค่ามากมายจนนับไม่ถ้วน แท้จริงนางจำเครื่องประดับปิ่นหยกขาวชิ้นนี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ เพียงแต่เมื่อมันมาปรากฏโดดเด่นอยู่บนศีรษะของหญิงชั้นต่ำแซ่หูแล้วจึงคิดว่าไม่คู่ควร คนอย่างนางจะมีของราคาแพงเยี่ยงนี้ได้อย่างไรกัน
คิดไม่ถึงว่าวันนี้นางจะสามารถพลิกสถานการณ์ทำให้มารดาของตนเองรอดตัวไปได้...
ผู้ควบคุมจวนแสยะยิ้มตรึงมุมปากด้วยดวงตาวาวโรจน์ขณะจ้องมองหญิงสาวก่อนจะโยนปิ่นเ้าปัญหานั้นคืนให้เ้าของแล้วเดินจากไปอย่างไม่แยแส โชคดีที่ซูหลานพุ่งตัวไปรับเอาไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นคงแตกกระจายบนพื้นไปเสียแล้ว
เพราะมีบารมีของบิดาคุ้มกะลาหัวไว้อยู่หรอก นางจึงเสนอหน้ามาคอยสร้างความรำคาญใจได้เยี่ยงนี้ ยิ่งเห็นก็ยิ่งเกลียดชังไม่เคยอยากให้พวกนางมีความสุขเลยแม้แต่น้อย...
กู้หนิงฮวาทอดถอนลมหายใจด้วยความโล่งอก
นางช่วยท่านแม่เอาไว้ได้แล้ว
หญิงสาวปลอบประโลมผู้เป็มารดาเอาไว้แนบอก หากไม่ต้องเจอโทษโบยนางก็จะไม่ต้องป่วยเรื้อรังอีก แต่อย่างไรก็ยังไว้ใจไม่ได้ ทั้งฮูหยินกู้และบุตรชายตัวดีไม่เคยปล่อยให้นางสองแม่ลูกได้อาศัยอยู่ในจวนแห่งนี้อย่างสงบ
หนิงฮวาประคองมารดาไปนั่งพักที่ศาลาไม้หลังน้อยในสวนไผ่ สายตาก็เหลือบไปเห็นใครบางคนถูกพาเข้ามาในจวน
“มีบ่าวรับใช้เข้ามาเพิ่มอีกหนึ่งคนแล้วเ้าค่ะ” ซูหลานกระซิบบอก
เด็กสาวหน้าตาสะสวยดูโดดเด่นผู้นั้นคือ ‘ชุนเสวี่ย’ นางคือหนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายที่เป็เหยื่อของกู้เทียนเฉิง
เหตุการณ์ในอีกราวสามเดือนข้างหน้านางจะถูกคนชั่วเตะเข้าที่หน้าท้องอย่างแรงเมื่อรู้ว่านางกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ จนแท้ง ท้ายที่สุดเด็กสาวก็เลือกจบชีวิตด้วยการผูกคอตายเพื่อหนีความอับอายในหอนอนของเทียนเฉิงนั่นเอง
ภาพความน่าเอน็จอนาถของสมาชิกใหม่ลอยเข้ามาในความทรงจำจนชวนขนลุก
ถัดไปราวหนึ่งจั้ง[4]หนิงฮวาก็ได้เห็นสายตาน่ารังเกียจคู่นั้นกำลังจับจ้องเหยื่อตาลุกวาว
เพียงแค่ก้าวเท้าเข้ามาในจวนแห่งนี้ก็ราวกับชะตาชีวิตของชุนเสวี่ยได้ถึงฆาตไปแล้ว!
นางจะต้องรักษาชีวิตของชุนเสวี่ยและลูกในครรภ์เอาไว้ให้ได้
กู้เทียนเฉิงละสายตาจากหญิงงามไปสบเข้ากับน้องสาวที่กำลังจ้องมองตนอยู่พอดี
ผู้เป็พี่ชายคลี่ยิ้มมุมปากส่งไปเป็การทักทายอย่างยียวน
นางจดจำรอยยิ้มอำมหิตนั้นได้ดี
“ข้าคิดอยากจะกำจัดเ้าให้พ้นทางมานานแล้ว หากเป็เช่นนั้น... ก็จงไปให้พ้นทางข้าเสียเถิด กู้-หนิง-ฮวา...!”
หนิงฮวาจ้องตอบกลับไปด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง แต่ในใจกลับกำลังครุกรุ่นไปด้วยวิธีที่จะต้องจัดการกับพี่ชายสารเลวคนนี้ให้จงได้!
[1] 1 ลี้ เทียบเท่าระยะความสูงและยาวราว 500 เมตร
[2] อวี้จันฮวา คือดอกปิ่นหยก หรืออีกชื่อหนึ่งคือ August lily อยู่ในตระกูลลิลลี่
[3] ซีซีเจี๋ย คือวันแห่งความรักจีน ตรงกับวันขึ้น 7 ค่ำเดือน 7
[4] 1 จั้ง คือราว 3.33 เมตร