ร้านหลบมุมคาเฟ่: เปิดร้านอาหารเชื่อมต่างโลกกลางกรุงเทพฯ

    ตอนที่ 5: ตลาดกลางคืนกรุงเทพฯ และโลกที่แสนกว้างใหญ่

    เมื่อดวงตะวันลับขอบฟ้ากรุงเทพมหานคร นนท์ตัดสินใจปิดประตูด้านหลังร้านชั่วคราว

     

    เขาถอดผ้ากันเปื้อนลายแมวส้มพาดไว้บนพนักเก้าอี้ พลางหันไปมองเอลวิน่าที่กำลังส่องกระจกบานเล็กอยู่

     

    เอลฟ์สาวใช้ผ้าคลุมผมผืนยาวสีเข้ม พันรอบศีรษะอย่างประณีต

     

    เธอเก็บซ่อนเส้นผมสีเงินสว่างและใบหูเรียวยาวอันเป็๲เอกลักษณ์ ไว้ภายใต้ผ้าคลุมได้อย่างมิดชิด

     

    "เรียบร้อยแล้วค่ะพี่นนท์... แบบนี้พรางตาคนของโลกฝั่งนี้ได้ดีพอหรือยังคะ?"

     

    เธอถามพลางหันซ้ายหันขวาตรวจดูความเรียบร้อย

     

    "เยี่ยมเลยครับ ดูเหมือนนักท่องเที่ยววัยรุ่นทั่วไปเลย"

     

    นนท์ยิ้มพลางหยิบกระเป๋าสตางค์และกุญแจร้านใส่กระเป๋ากางเกง

     

    เขาเดินไปที่ประตูด้านหน้าตึกแถว ไขกุญแจแล้วผลักบานประตูไม้เก่าสีน้ำตาลเข้มออกไป

     

    *ครืด...*

     

    กระแสลมยามค่ำคืนของกรุงเทพฯ พัดเข้ามากระทบใบหน้า พร้อมเสียงอึกทึกครึกโครมที่ดังสนั่น

     

    เอลวิน่าก้าวตามนนท์ออกมาจากซอยเปลี่ยวขรุขระ ก่อนจะชะงักฝีเท้าอยู่ข้างทางเท้า

     

    ดวงตาสีเขียวมรกตของเธอเบิกกว้าง ด้วยความตกตะลึงกับภาพตรงหน้า

     

    ถนนเยาวราชในยามค่ำคืน สว่างไสวไปด้วยแสงไฟนีออนสีแดงและสีชมพูละลานตา

     

    ป้ายร้านค้า๾ั๠๩์ใหญ่ที่เขียนอักษรภาษาจีนสลับไทย ส่องแสงระยิบระยับประดับอยู่สองข้างทาง

     

    "มนตราแสงสว่าง... เต็มไปหมดเลยค่ะ!"

     

    เอลวิน่าอุทานเสียงหลง พลางชี้มือไปที่ป้ายไฟนีออนสีแดงสดบนตึกแถวโบราณ

     

    "มนุษย์ที่นี่ร่ายมนตร์สร้างศิลาแสงสว่างขนาดมหึมา ได้ข้ามตึกราวฟ้าแบบนี้เชียวหรือคะ?"

     

    "นั่นไม่ใช่เวทมนตร์หรอกครับเอลวิน่า มันคือหลอดไฟนีออนที่ใช้พลังงานไฟฟ้ากระตุ้นก๊าซให้เรืองแสงขึ้นมาครับ"

     

    นนท์อธิบายพลางยิ้มขำ แล้วดึงแขนเสื้อของเธอเบาๆ เพื่อให้เดินตามต่อ

     

    ทว่า เอลวิน่าพลันสะดุ้งตัวโยน ใบหูเรียวยาวใต้ผ้าคลุมตั้งลู่ขึ้นด้วยความกลัวเมื่อได้ยินเสียงแตร

     

    *แป๊น!*

     

    รถยนต์คันโตวิ่งแล่นผ่านหน้าพวกเขาไปด้วยความเร็วสูง พร้อมเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม

     

    "ส... สัตว์อสูรเหล็กกล้าติดล้อ!"

     

    เธอเบียดตัวเข้าใกล้กระซิบข้างหูนนท์ด้วยความระแวดระวัง มือขวาของเธอขยับทำท่าจะร่ายมนตราสายลม

     

    "ใจเย็นๆ ครับเอลวิน่า นั่นไม่ใช่สัตว์อสูรนะ"

     

    นนท์รีบจับมือของเธอไว้เพื่อห้ามปราม ก่อนที่เธอจะปล่อยพลังเวทมนตร์กลางตลาด

     

    "มันคือรถยนต์ เป็๲ยานพาหนะโลหะที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อเดินทางไปไหนมาไหนเฉยๆ ครับ"

     

    เขาลูบหลังมือเธอเบาๆ เพื่อให้เธอรู้สึกผ่อนคลายลง

     

    ๼ั๬๶ั๼ที่อบอุ่นและน้ำเสียงนุ่มนวลของนนท์ ช่วยให้จอมเวทเอลฟ์สาวค่อยๆ คลายความตื่นตระหนกลง

     

    "เป็๲สิ่งประดิษฐ์ที่น่ากลัวและเสียงดังมากเลยนะคะ... แตกต่างจากรถม้าไม้ในป่าเอลฟ์ลิบลับเลย"

     

    เธอพึมพำพลางกวาดสายตาไปรอบๆ ด้วยความทึ่ง

     

    ผู้คนนับร้อยเดินเบียดเสียดขวักไขว่ ถือแผ่นศิลาแบนๆ ส่องแสงได้คอยกดถ่ายรูปตามร้านริมทาง

     

    นนท์พาเอลวิน่าเดินเลี้ยวลัดเลาะ เข้าสู่ย่านตลาดสดเก่าแก่ที่ซ่อนตัวอยู่หลังถนนใหญ่

     

    กลิ่นหอมของสมุนไพรจีน กลิ่นคาวเ๣ื๵๪อ่อนๆ จากเขียงหมูสด และกลิ่นหอมสะอาดของพืชผักสาดซัดโชยเตะจมูก

     

    "วันนี้เรามาซื้อวัตถุดิบเพิ่มครับ เพื่อเตรียมทำอาหารเสิร์ฟในวันพรุ่งนี้"

     

    นนท์พูดพลางเดินเข้าไปที่เขียงหมูประจำ

     

    เขาเลือกซื้อหมูสับบดละเอียดสีชมพูสดจำนวนห้ากิโลกรัม และไข่ไก่สดจากฟาร์มอีกห้าแผงใหญ่

     

    จากนั้นก็เดินไปร้านผัก เพื่อเลือกใบกะเพราป่าเด็ดสดที่มีกลิ่นหอมฉุนขึ้นจมูก

     

    นนท์จ่ายเงินบาทที่แลกมาผ่านระบบ ให้แก่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดอย่างคล่องแคล่ว

     

    *ฟู่...*

     

    ควันสีขาวจากการนึ่งขนมจีบซาลาเปา และเตาถ่านปิ้งย่างริมทางลอยอบอวลชวนน้ำลายสอ

     

    หลังจากได้วัตถุดิบครบถ้วน นนท์หันไปเห็นร้านขนมปังปิ้งเตาถ่านโบราณที่มีผู้คนยืนต่อคิวรออยู่หนาตา

     

    กลิ่นเนยร้อนๆ ที่ละลายหยดลงบนถ่านไม้โกงกาง ส่งกลิ่นหอมหวานกรุ่นชวนละมุนหัวใจ

     

    "หอมจังเลยค่ะ... กลิ่นนี้เหมือนขนมอบในเทศกาลใบไม้เปลี่ยนสีเลย"

     

    เอลวิน่าชะเง้อคอผ่านฝูงชน ดวงตาสีเขียวจ้องมองขนมปังก้อนกลมที่ปิ้งจนผิวเกรียมเป็๲สีน้ำตาลทอง

     

    นนท์อมยิ้มพลางจูงมือเธอไปต่อแถวสั่งขนมปังปิ้งมาสองก้อน

     

    "งั้นเราแวะทานขนมหวานกันหน่อยนะครับ ถือเป็๲รางวัลสำหรับคนทำงานเก่งในวันนี้"

     

    ไม่นาน นนท์ก็ได้รับขนมปังปิ้งเตาถ่านร้อนๆ ใส่ห่อกระดาษมาสองชิ้น

     

    ชิ้นแรกเป็๲ขนมปังปิ้งราดนมข้นหวานเยิ้มสะท้อนแสงไฟ

     

    ส่วนอีกชิ้นเป็๲ไส้สังขยาใบเตยสีเขียวพาสเทล ที่ส่งกลิ่นหอมละมุนโชยเตะจมูก

     

    "ลองทานดูครับ ระวังร้อนนะครับ"

     

    นนท์ยื่นขนมปังปิ้งไส้สังขยาใบเตยให้เอลวิน่า

     

    เอลวิน่ารับขนมปังปิ้งที่ยังร้อนอุ่นผ่านมาถึงฝ่ามือ เธออ้าปากกว้างแล้วกัดลงไปคำแรก

     

    *กรวบ!*

     

    ความกรอบนอกนุ่มในของขนมปังปิ้งเตาถ่าน ส่งเสียงดังแ๶่๥เบาในปาก

     

    ตามมาด้วยความหวานมันกลมกล่อมของสังขยาใบเตยอุ่นๆ ที่ไหลเยิ้มทะลักเต็มปาก

     

    ความนุ่มละมุนและกลิ่นหอมของใบเตยแท้ ช่วยให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างที่สุด

     

    ดวงตาสีเขียวมรกตของเอลวิน่าเบิกกว้างกลมโต ใบหูเรียวยาวใต้ผ้าคลุมขยับดิกๆ ด้วยความสุข

     

    "อื้มมม! อร่อยมากเลยค่ะพี่นนท์!"

     

    เธอเคี้ยวตุ้ยๆ พลางส่งเสียงเบาๆ ในลำคออย่างมีความสุข

     

    "หวาน นุ่ม และมีกลิ่นหอมของพืชสีเขียวที่อ่อนโยนมาก... นี่มันยอดเยี่ยมที่สุดในโลกมนุษย์เลยค่ะ!"

     

    "ฮ่าๆ ดีใจที่ชอบนะครับ มันคือสังขยาใบเตย ทำมาจากใบของต้นเตยหอมในดินแดนของเรานี่แหละครับ"

     

    นนท์กัดขนมปังปิ้งราดนมข้นของตัวเอง พลางมองพนักงานสาวกินอย่างเอร็ดอร่อย

     

    หยาดเหงื่อและความเหน็ดเหนื่อยจากการทำครัวทั้งวัน พลันเลือนหายไปด้วยความอบอุ่นของขนมปังและรอยยิ้มสดใสของเธอ

     

    ทั้งสองคนเดินถือถุงวัตถุดิบ และกินขนมปังปิ้งพูดคุยกันไปตามทางเท้าลาดเอียง

     

    เอลวิน่าแหงนหน้ามองเสาไฟถนนและตึกสูงระฟ้าของกรุงเทพฯ ด้วยความนับถือ

     

    "โลกฝั่งนี้ช่างกว้างใหญ่และแปลกใหม่มากเลยนะคะ..."

     

    น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลลง แฝงความซาบซึ้งใจ

     

    "ขอบคุณพี่นนท์มากนะคะที่ช่วยรับฉันมาทำงาน... และพาออกมาเห็นโลกที่แสนวิเศษขนาดนี้"

     

    นนท์หยุดเดินพลางหันมองเอลวิน่า แววตาหลังกรอบแว่นตาทรงกลมเต็มไปด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน

     

    "ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณเอลวิน่า... ถ้าไม่มีเธอคอยช่วย ร้านหลบมุมก็คงไม่คึกคักและปลอดภัยขนาดนี้"

     

    "เรามาร่วมมือกันพัฒนาธุรกิจร้านของเราให้ดียิ่งขึ้นไปกันเถอะครับ"

     

    "ค่ะ! ฉันสัญญาว่าจะตั้งใจทำงานและปกป้องร้านของพี่นนท์ด้วยชีวิตเลย!"

     

    เธอประนมมือไหว้อีกครั้งพร้อมรอยยิ้มกว้าง เผยให้เห็นเขี้ยวเล็กๆ แสนน่ารัก

     

    ท่ามกลางแสงไฟนีออนหลากสีสัน และเสียงเครื่องยนต์ของกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน

     

    ความผูกพันและมิตรภาพของชายหนุ่มมนุษย์โลก และจอมเวทเอลฟ์สาวต่างโลกค่อยๆ หยั่งรากลึกอย่างมั่นคง

     

    ทั้งสองคนหิ้วถุงวัตถุดิบก้าวเดินกลับเข้าสู่ซอยเปลี่ยว เพื่อเดินทางกลับสู่ร้านหลบมุมคาเฟ่ที่อบอุ่นของพวกเขา

     

    ---