เมื่อดวงตะวันลับขอบฟ้ากรุงเทพมหานคร นนท์ตัดสินใจปิดประตูด้านหลังร้านชั่วคราว
เขาถอดผ้ากันเปื้อนลายแมวส้มพาดไว้บนพนักเก้าอี้ พลางหันไปมองเอลวิน่าที่กำลังส่องกระจกบานเล็กอยู่
เอลฟ์สาวใช้ผ้าคลุมผมผืนยาวสีเข้ม พันรอบศีรษะอย่างประณีต
เธอเก็บซ่อนเส้นผมสีเงินสว่างและใบหูเรียวยาวอันเป็เอกลักษณ์ ไว้ภายใต้ผ้าคลุมได้อย่างมิดชิด
"เรียบร้อยแล้วค่ะพี่นนท์... แบบนี้พรางตาคนของโลกฝั่งนี้ได้ดีพอหรือยังคะ?"
เธอถามพลางหันซ้ายหันขวาตรวจดูความเรียบร้อย
"เยี่ยมเลยครับ ดูเหมือนนักท่องเที่ยววัยรุ่นทั่วไปเลย"
นนท์ยิ้มพลางหยิบกระเป๋าสตางค์และกุญแจร้านใส่กระเป๋ากางเกง
เขาเดินไปที่ประตูด้านหน้าตึกแถว ไขกุญแจแล้วผลักบานประตูไม้เก่าสีน้ำตาลเข้มออกไป
*ครืด...*
กระแสลมยามค่ำคืนของกรุงเทพฯ พัดเข้ามากระทบใบหน้า พร้อมเสียงอึกทึกครึกโครมที่ดังสนั่น
เอลวิน่าก้าวตามนนท์ออกมาจากซอยเปลี่ยวขรุขระ ก่อนจะชะงักฝีเท้าอยู่ข้างทางเท้า
ดวงตาสีเขียวมรกตของเธอเบิกกว้าง ด้วยความตกตะลึงกับภาพตรงหน้า
ถนนเยาวราชในยามค่ำคืน สว่างไสวไปด้วยแสงไฟนีออนสีแดงและสีชมพูละลานตา
ป้ายร้านค้าั์ใหญ่ที่เขียนอักษรภาษาจีนสลับไทย ส่องแสงระยิบระยับประดับอยู่สองข้างทาง
"มนตราแสงสว่าง... เต็มไปหมดเลยค่ะ!"
เอลวิน่าอุทานเสียงหลง พลางชี้มือไปที่ป้ายไฟนีออนสีแดงสดบนตึกแถวโบราณ
"มนุษย์ที่นี่ร่ายมนตร์สร้างศิลาแสงสว่างขนาดมหึมา ได้ข้ามตึกราวฟ้าแบบนี้เชียวหรือคะ?"
"นั่นไม่ใช่เวทมนตร์หรอกครับเอลวิน่า มันคือหลอดไฟนีออนที่ใช้พลังงานไฟฟ้ากระตุ้นก๊าซให้เรืองแสงขึ้นมาครับ"
นนท์อธิบายพลางยิ้มขำ แล้วดึงแขนเสื้อของเธอเบาๆ เพื่อให้เดินตามต่อ
ทว่า เอลวิน่าพลันสะดุ้งตัวโยน ใบหูเรียวยาวใต้ผ้าคลุมตั้งลู่ขึ้นด้วยความกลัวเมื่อได้ยินเสียงแตร
*แป๊น!*
รถยนต์คันโตวิ่งแล่นผ่านหน้าพวกเขาไปด้วยความเร็วสูง พร้อมเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม
"ส... สัตว์อสูรเหล็กกล้าติดล้อ!"
เธอเบียดตัวเข้าใกล้กระซิบข้างหูนนท์ด้วยความระแวดระวัง มือขวาของเธอขยับทำท่าจะร่ายมนตราสายลม
"ใจเย็นๆ ครับเอลวิน่า นั่นไม่ใช่สัตว์อสูรนะ"
นนท์รีบจับมือของเธอไว้เพื่อห้ามปราม ก่อนที่เธอจะปล่อยพลังเวทมนตร์กลางตลาด
"มันคือรถยนต์ เป็ยานพาหนะโลหะที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อเดินทางไปไหนมาไหนเฉยๆ ครับ"
เขาลูบหลังมือเธอเบาๆ เพื่อให้เธอรู้สึกผ่อนคลายลง
ััที่อบอุ่นและน้ำเสียงนุ่มนวลของนนท์ ช่วยให้จอมเวทเอลฟ์สาวค่อยๆ คลายความตื่นตระหนกลง
"เป็สิ่งประดิษฐ์ที่น่ากลัวและเสียงดังมากเลยนะคะ... แตกต่างจากรถม้าไม้ในป่าเอลฟ์ลิบลับเลย"
เธอพึมพำพลางกวาดสายตาไปรอบๆ ด้วยความทึ่ง
ผู้คนนับร้อยเดินเบียดเสียดขวักไขว่ ถือแผ่นศิลาแบนๆ ส่องแสงได้คอยกดถ่ายรูปตามร้านริมทาง
นนท์พาเอลวิน่าเดินเลี้ยวลัดเลาะ เข้าสู่ย่านตลาดสดเก่าแก่ที่ซ่อนตัวอยู่หลังถนนใหญ่
กลิ่นหอมของสมุนไพรจีน กลิ่นคาวเือ่อนๆ จากเขียงหมูสด และกลิ่นหอมสะอาดของพืชผักสาดซัดโชยเตะจมูก
"วันนี้เรามาซื้อวัตถุดิบเพิ่มครับ เพื่อเตรียมทำอาหารเสิร์ฟในวันพรุ่งนี้"
นนท์พูดพลางเดินเข้าไปที่เขียงหมูประจำ
เขาเลือกซื้อหมูสับบดละเอียดสีชมพูสดจำนวนห้ากิโลกรัม และไข่ไก่สดจากฟาร์มอีกห้าแผงใหญ่
จากนั้นก็เดินไปร้านผัก เพื่อเลือกใบกะเพราป่าเด็ดสดที่มีกลิ่นหอมฉุนขึ้นจมูก
นนท์จ่ายเงินบาทที่แลกมาผ่านระบบ ให้แก่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดอย่างคล่องแคล่ว
*ฟู่...*
ควันสีขาวจากการนึ่งขนมจีบซาลาเปา และเตาถ่านปิ้งย่างริมทางลอยอบอวลชวนน้ำลายสอ
หลังจากได้วัตถุดิบครบถ้วน นนท์หันไปเห็นร้านขนมปังปิ้งเตาถ่านโบราณที่มีผู้คนยืนต่อคิวรออยู่หนาตา
กลิ่นเนยร้อนๆ ที่ละลายหยดลงบนถ่านไม้โกงกาง ส่งกลิ่นหอมหวานกรุ่นชวนละมุนหัวใจ
"หอมจังเลยค่ะ... กลิ่นนี้เหมือนขนมอบในเทศกาลใบไม้เปลี่ยนสีเลย"
เอลวิน่าชะเง้อคอผ่านฝูงชน ดวงตาสีเขียวจ้องมองขนมปังก้อนกลมที่ปิ้งจนผิวเกรียมเป็สีน้ำตาลทอง
นนท์อมยิ้มพลางจูงมือเธอไปต่อแถวสั่งขนมปังปิ้งมาสองก้อน
"งั้นเราแวะทานขนมหวานกันหน่อยนะครับ ถือเป็รางวัลสำหรับคนทำงานเก่งในวันนี้"
ไม่นาน นนท์ก็ได้รับขนมปังปิ้งเตาถ่านร้อนๆ ใส่ห่อกระดาษมาสองชิ้น
ชิ้นแรกเป็ขนมปังปิ้งราดนมข้นหวานเยิ้มสะท้อนแสงไฟ
ส่วนอีกชิ้นเป็ไส้สังขยาใบเตยสีเขียวพาสเทล ที่ส่งกลิ่นหอมละมุนโชยเตะจมูก
"ลองทานดูครับ ระวังร้อนนะครับ"
นนท์ยื่นขนมปังปิ้งไส้สังขยาใบเตยให้เอลวิน่า
เอลวิน่ารับขนมปังปิ้งที่ยังร้อนอุ่นผ่านมาถึงฝ่ามือ เธออ้าปากกว้างแล้วกัดลงไปคำแรก
*กรวบ!*
ความกรอบนอกนุ่มในของขนมปังปิ้งเตาถ่าน ส่งเสียงดังแ่เบาในปาก
ตามมาด้วยความหวานมันกลมกล่อมของสังขยาใบเตยอุ่นๆ ที่ไหลเยิ้มทะลักเต็มปาก
ความนุ่มละมุนและกลิ่นหอมของใบเตยแท้ ช่วยให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างที่สุด
ดวงตาสีเขียวมรกตของเอลวิน่าเบิกกว้างกลมโต ใบหูเรียวยาวใต้ผ้าคลุมขยับดิกๆ ด้วยความสุข
"อื้มมม! อร่อยมากเลยค่ะพี่นนท์!"
เธอเคี้ยวตุ้ยๆ พลางส่งเสียงเบาๆ ในลำคออย่างมีความสุข
"หวาน นุ่ม และมีกลิ่นหอมของพืชสีเขียวที่อ่อนโยนมาก... นี่มันยอดเยี่ยมที่สุดในโลกมนุษย์เลยค่ะ!"
"ฮ่าๆ ดีใจที่ชอบนะครับ มันคือสังขยาใบเตย ทำมาจากใบของต้นเตยหอมในดินแดนของเรานี่แหละครับ"
นนท์กัดขนมปังปิ้งราดนมข้นของตัวเอง พลางมองพนักงานสาวกินอย่างเอร็ดอร่อย
หยาดเหงื่อและความเหน็ดเหนื่อยจากการทำครัวทั้งวัน พลันเลือนหายไปด้วยความอบอุ่นของขนมปังและรอยยิ้มสดใสของเธอ
ทั้งสองคนเดินถือถุงวัตถุดิบ และกินขนมปังปิ้งพูดคุยกันไปตามทางเท้าลาดเอียง
เอลวิน่าแหงนหน้ามองเสาไฟถนนและตึกสูงระฟ้าของกรุงเทพฯ ด้วยความนับถือ
"โลกฝั่งนี้ช่างกว้างใหญ่และแปลกใหม่มากเลยนะคะ..."
น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลลง แฝงความซาบซึ้งใจ
"ขอบคุณพี่นนท์มากนะคะที่ช่วยรับฉันมาทำงาน... และพาออกมาเห็นโลกที่แสนวิเศษขนาดนี้"
นนท์หยุดเดินพลางหันมองเอลวิน่า แววตาหลังกรอบแว่นตาทรงกลมเต็มไปด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน
"ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณเอลวิน่า... ถ้าไม่มีเธอคอยช่วย ร้านหลบมุมก็คงไม่คึกคักและปลอดภัยขนาดนี้"
"เรามาร่วมมือกันพัฒนาธุรกิจร้านของเราให้ดียิ่งขึ้นไปกันเถอะครับ"
"ค่ะ! ฉันสัญญาว่าจะตั้งใจทำงานและปกป้องร้านของพี่นนท์ด้วยชีวิตเลย!"
เธอประนมมือไหว้อีกครั้งพร้อมรอยยิ้มกว้าง เผยให้เห็นเขี้ยวเล็กๆ แสนน่ารัก
ท่ามกลางแสงไฟนีออนหลากสีสัน และเสียงเครื่องยนต์ของกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน
ความผูกพันและมิตรภาพของชายหนุ่มมนุษย์โลก และจอมเวทเอลฟ์สาวต่างโลกค่อยๆ หยั่งรากลึกอย่างมั่นคง
ทั้งสองคนหิ้วถุงวัตถุดิบก้าวเดินกลับเข้าสู่ซอยเปลี่ยว เพื่อเดินทางกลับสู่ร้านหลบมุมคาเฟ่ที่อบอุ่นของพวกเขา
---