2 วันก่อนการประลอง
น็อกพร้อมด้วยคนในตระกูลทั้งหมด กำลังนั่งอย่างสบายอารมณ์ในเที่ยวบินชั้นเฟิร์สคลาส ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันหลังจากพวกเขาทั้งหมดกลับมาจากการฝึกหฤโหด ก็ได้รับจดหมายแนบมาด้วยตั๋วเครื่องบินไปต่างประเทศจำนวน 16 ใบ ซึ่งพอดีกับจำนวนคนในตระกูลหลิงเลยก็ว่าได้ ในตอนแรก พรีม กับ นพ ก็ร้องขอจะไปด้วย น็อกเองก็อยากให้ทั้งคู่ไปเปิดหูเปิดตา แต่แม่ของเขาสั่งห้ามอย่างเด็ดขาด เพราะหากให้ทั้งสองคนไปด้วย จะถูกเพ่งเล็งจากตระกูลอื่นๆ เพราะยังไงทั้งสองก็เป็นตระกูลสามัญ จึงยังไม่พร้อมที่จะรับมือกับปัญหามากมายที่อาจตามมาได้ จนกว่าตระกูลหลิงจะมีชื่อเสียงและอำนาจมากพอที่จะสามารถรับมือกับตระกูลใหญ่ๆ ได้ ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดคือ ให้ พรีม กับ นพ อดทนรอจนกว่าเวลานั้นจะมาถึง
สำหรับนพนั้นเข้าใจถึงความหวังดีและเป็นห่วงของแม่น็อก จึงไม่ติดใจอะไร จะมีก็แต่พรีมที่เอาแต่บ่นตลอดเวลาจนกระทั่งถึงวันที่น็อกขึ้นเครื่องเลยก็ว่าได้ เพราะพรีมเองก็อดหวาดหวั่นใจไม่ได้ระหว่าง น็อก กับ มินมิน [หลิงเซียงเซียง] กลัวว่าน็อกจะหลงรักมินมินเข้า ด้วยความที่ว่ามินมินนั้นเก่งกาจในทุกๆ ด้าน ทั้งยังมีหน้าตาที่สวยสดงดงาม และสติปัญญาที่เป็นเลิศ แม้กระทั่งวิชาที่ฝึกฝนมาพร้อมๆ กัน มินมินก็สามารถไปสู่จุดสูงสุดของทุกวิชาก่อนใครเลยก็ว่าได้ เรียกได้ว่าความสามารถเหนือกว่าคนในตระกูลหลิงซะอีก [ยกเว้นน็อก] มันเลยทำให้พรีมอดที่จะน้อยเนื้อต่ำใจไม่ได้ แต่เธอเองก็ไม่กล้าพูดเรื่องแบบนี้ให้ใครฟัง จึงได้แต่ใช้น็อกเป็นที่ระบายอารมณ์แค่นั้น
แต่น็อกก็เข้าใจไปอีกทางว่า พรีมคงจะเสียดายที่ไม่ได้ไปเที่ยว เลยเอาแต่หงุดหงิดใส่เขา พลางได้แต่คิดในใจว่า กลับมารอบนี้คงจะต้องมีของติดไม้ติดมือกลับมาฝากพรีมบ้างแล้ว
ตัดกลับมาภายในเครื่องบินเที่ยวพิเศษที่น็อกและครอบครัวนั่งมานั้น บนเครื่องนอกจากพนักงานขับเครื่องบิน ก็จะมีเพียงแอร์โฮสเตสสองคนมาทำหน้าที่บริการ และในเที่ยวบินนี้ก็ไม่มีผู้โดยสารคนอื่นๆ ราวกับมันถูกจับจองสำหรับบุคคลพิเศษเท่านั้น และปลายทางของเที่ยวบินนี้คือประเทศโปรตุเกส และต้องไปยังป้อมปราการที่เมืองซาเกรส ที่คนนิยมเรียกกันว่าสุดขอบโลก เพราะรอยแตกมิติเกิดขึ้นจุดแรกคือที่นี่ และเป็นจุดเดียวที่ใหญ่ที่สุด
ในตอนแรกน็อกเองก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้องไปถึงโปรตุเกส และก็ได้แม่ของเขาอธิบายว่า แต่เดิมทีนั้นช่องว่างมิตินั้นมีทั้งหมด 6 จุดเรียงตามลำดับรอยแตกของมิติ โปรตุเกส , ลาสเวกัส Area 51 , มอสโก Metro-2 , มหาสมุทรแอตแลนติก , สามเหลี่ยมเมอร์บิวด้า , และนครวาติกัน โดยทั้ง 6 จุดนี้จะเชื่อมต่อไปอีกโลก เช่นเดียวกันกับประตูมิติ และสถานที่จัดประลองอันดับตระกูลทั้งหมด อยู่ที่ทางเชื่อมที่นั่น หากไปในจุดอื่นๆ พวกเราจำเป็นต้องมีสัตว์อสูรที่บินได้เพื่อเดินทางต่อไปอีก หรือไม่ก็เดินทางผ่านเข้าทางประตูมิติของที่นั้น แต่ค่าใช้จ่ายต่อคนก็สูงถึง 300 หยกปราณเลยทีเดียว และกลุ่มเขามีถึง 16 คน ทางนี้จึงสามารถเดินทางได้รวดเร็วที่สุด และยังประหยัดกว่าด้วย
น็อกเองก็อดคิดในใจไม่ได้ว่า โลกใหม่ที่กำลังจะไปนี้ มันจะสวยงามเหมือนกับโลกแฟนตาซี เฉกเช่นในนิยายที่เขาอ่านมาบ้างหรือเปล่า ถึงเขาจะบอกว่าเรื่องพวกนี้เป็นเพียงสิ่งเพ้อฝันมาตลอด แต่มันกำลังจะประจักษ์สู่สายตาของเขาในไม่ช้า ก็เลยอดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ 15 ชั่วโมงผ่านไป
เครื่องบินที่น็อกนั่งมานั้น ก็มาถึงสนามบินลิสบอน เมื่อกลุ่มของน็อกลงมาจากเครื่อง ก็มีชายชุดดำ 4 คนมาทำหน้าที่นำทางไปขึ้นรถทันที ครอบครัวของน็อกทั้งหมดถูกจัดให้นั่งในรถลีมูซีนสุดหรู ระหว่างทางพ่อและแม่ของเขาได้ย้ำเตือนมาสามเรื่อง "เรื่องแรกคือ หลังจากนี้ให้ใช้ชื่อเบื้องหลังอย่าหลุดเรียกชื่อจริงเด็ดขาด เรื่องที่สอง หากตระกูลของพ่อกับแม่เข้ามายุ่งวุ่นวายหรือขอร้องอะไรลูก จงปฏิเสธไปอย่างเด็ดขาด และเรื่องสุดท้าย อย่าได้ก่อเรื่องเพิ่มอีก!!?" โดยเฉพาะเรื่องสุดท้ายแม่ของเขาแทบจะย้ำมาตลอดการเดินทางเลยก็ว่าได้
น็อกที่เหม่อมองไปนอกหน้าต่างรถ เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกที่เขาได้มาเที่ยวประเทศนอก ทั้งสภาพอากาศและภูมิทัศน์ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับเขา ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงรถหรูเริ่มออกนอกตัวเมือง รอบข้างเริ่มเป็นป่าทั้งสองข้างทาง ไม่นานนักก็เจอเข้ากับโขดหินขนาดใหญ่ ที่มีรูปทรงคล้ายป้อมปราการอะไรซักอย่าง และรถที่พวกเขานั่งมาก็เริ่มชะลอตัวลง และค่อยๆ จอดเทียบ สองในชายชุดดำลง รีบวิ่งลงมาเปิดประตูรถทั้งสองด้านทันที ก่อนจะเดินนำพวกเขาลัดเลาะเข้าไปเล็กน้อย ก็เริ่มพบกับกลุ่มคนจำนวนมาก กำลังเดินเข้า-ออก หลุมมิติขนาดใหญ่ การแต่งกายกายของพวกเขาล้วนแล้วแต่ไม่ต่างไปจาก จอมยุทธ์ ที่เขาเคยพบเห็นในละครก็ว่าได้ แต่มันดูขัดตากับชุดคลุมที่ดูไปเหมือนพวกนักเวทย์ในแฟนตาซีมากกว่า จนอดคิดไม่ได้ว่า สรุปนี่คือ การแต่งตัวตามปกติของที่นี่งั้นหรอ
แม่ของน็อกที่เห็นสีหน้าแปลกๆ ของเขาก็เอ่ยอธิบายทันที นั่นคือชุดปกติของที่นี่ และที่เสื้อคลุมจะสลักชื่อของตระกูลเอาไว้ เพื่อให้รู้ว่ามาจากตระกูลไหน และสีของผ้าคลุมจะเป็นตัวบ่งบอกถึงระดับความยิ่งใหญ่ของตระกูล โดยที่สีจะแบ่งจากต่ำไปสูง
ดำ [ตระกูลไร้อันดับ หรือมีอันดับ 101 ขึ้นไป] แดง [ตระกูลที่มีอันดับตั้งแต่ 51-100] เขียว [ตระกูลที่มีอันดับตั้งแต่ 21-49] ฟ้า [ตระกูลที่มีอันดับตั้งแต่ 11-20] ม่วง [ตระกูลที่มีอันดับตั้งแต่ 4-10] ทอง [ตระกูลที่มีอันดับตั้งแต่ 1-3]
และที่สำคัญ มันเป็นการบอกถึงตัวตนของคนนั้นๆ ว่ามาจากตระกูลไหน เพื่อให้ไม่ยากในการติดตามหาตัวหากไปก่อเรื่อง เพราะชุดคลุมนั่นจะลงอักขระพิเศษไว้ เพื่อไม่ให้มีการลอกเลียนแบบขึ้นมาได้"แล้วพวกเราต้องใส่ชุดแบบนั้นด้วยหรือเปล่า"
"ของมันแน่นอนอยู่แล้ว" พ่อของเขาเอ่ยตอบ ก่อนจะเรียกของในแหวนมิติข้างซ้าย [แหวนแต่งงานนั่นแหละ] ก็ปรากฏชุดคลุมสีดำจำนวน 16 ชุด แล้วเรียกให้ทุกคนมาหยิบไปใส่
น็อกมองที่ชุดได้แต่ยิ้มแหยๆ เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าในชีวิตของเขานี้ต้องมาแต่งตัวแบบบ้าๆบอๆ เช่นนี้มาก่อน ก่อนจะหยิบมาใส่ด้วยท่าทางอายๆ
เมื่อทุกคนเปลี่ยนชุดคลุมเรียบร้อย ลิลลี่ก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ก่อนจะรีบวิ่งมาหาน็อกแล้วรวบผมให้เขาทันที โดยอ้างว่าเพื่อให้ทุกคนรู้จักตัวตนของเขา และการปิดหน้ามันดูไม่สุภาพ น็อกก็รับคำของน้องสาวไปอย่างงงๆ แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า การประลองกันนี่มันต้องสุภาพด้วยหรอ โดยมีสายตาพ่อกับแม่มองมาอย่างขำๆ ราวกับรู้ว่าลูกสาวตัวดีกำลังคิดอะไรอยู่ จะมีก็แต่ มินมิน ที่พอได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของน็อก จนถึงกับนิ่งอึ้งตะลึงค้างไปเลย
ก่อนที่สายตาพ่อและแม่ของเขา จะหยุดไปมองกลุ่มคนสองกลุ่ม ที่มุ่งหน้ามาทางตนโดยเฉพาะแม่ของเขาปรากฏสายตาที่เคียดแค้นอย่างชัดเจนมาก จนน็อกต้องหันตามไปมอง
"ไง หงลั่วหลาน อ่อไม่สิตอนนี้คงต้องเรียกว่า ฮูหยินหลิง สินะ แต่ข้าก็ไม่คาดคิดว่าตระกูลชั้นต่ำเช่นตระกูลหลิง จะหาญกล้าท้าประลองกับตระกูลอันดับ 7 พวกเจ้าคงไม่รักชีวิตกันแล้วกระมั่ง" หญิงสาวในกลุ่มเอ่ยขึ้นอย่างเย้ยหยัน นางเป็นคนของตระกูลหง หรือก็คือตระกูลที่ขับไล่แม่ของเขาออกมานั่นเอง
"หืม!!? ข้าคิดว่าข้าโชคดีแล้วนะ ที่ไม่ต้องอยู่ร่วมหายใจกับเจ้า แต่อย่างว่าล่ะ ใครจะคาดคิดว่าหญิงสาวผู้เลอโฉมอย่าง หงหยูลี่ จะมิมีบุรุษผู้ใดในใต้หล้ามาเหลียวแล จนต้องครองตัวเป็นโสดมิอาจมีทายาทไว้สืบสกุลได้เล่า" แม่ของน็อกพูดด้วยวาจาที่เฉือดเฉือนกลับเช่นกัน
"นี่เจ้า!!?"
"พอได้แล้ว!! หยู่ลี่ เจ้ารีบพาคนของเราไปที่สนามประลองเดี๋ยวนี้" เสียงของชายชราดังขัดขึ้น ก่อนที่ นางจะสะบัดเสียงอย่างไม่พอใจและพากลุ่มคนจากไป
"ลูกพ่อ เหตุใดเจ้าถึงต้องทำเช่นนี้" เสียงที่ฟังดูมีอำนาจเมื่อครู่ เมื่อกล่าวกับบุตรสาวกลับอ่อนโยนอย่างเห็นได้ชัด
"คาราวะ ท่านพ่อตา" พ่อของน็อกเอ่ยอย่างเคารพทันที ก่อนจะรีบสะกิดบุตรชายและบุตรสาว
"คาราวะ ท่านตา" น็อก และ ลิลลี่ รีบเอ่ยตามทันที
"ท่านพ่อ ลูกขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงน่ะคะ"
"หากเจ้าต้องการล้มเลิกการประลอง พ่อจะช่วยไปพูดให้"
"ขออภัย ท่านพ่อ ลูกคงมิอาจทำได้"
"เฮ้อออ!!! เจ้าอย่าได้ฝืนไปนักล่ะ หากเจ้าเหนื่อยก็กลับมาพักที่ตระกูลของเราได้" ชายชราพูดอย่างอ่อนใจ เป็นเพราะเขาไม่สามารถปกป้องบุตรสาวได้ จนทำให้ต้องออกจากตระกูลไป จึงมีความรู้สึกผิดมากมายถาโถมเข้ามา
"ขอบคุณค่ะ ท่านพ่อ" แม่ของน็อกเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ทราบซึ้ง
เมื่อสองพ่อลูกร่ำลากันเสร็จ ชายชราก็เดินจากไป พ่อของน็อกมองไปยังกลุ่มคนอีกกลุ่ม ก่อนจะสาวเท้าเดินเข้าไปหา
"ไง พวกเจ้า ไม่คิดจะเข้ามาต่อว่าอะไรข้างั้นหรอ" พ่อของน็อกพูดราวกับนี่เป็นเรื่องปกติ
กลุ่มคนพวกนี้ ก็เป็นสมาชิกในตระกูลเก่าที่พ่อของเขาเคยอยู่ แต่สำหรับพ่อของน็อกแล้ว ในตระกูลนี้ไม่มีอะไรให้น่าจดจำ เพราะพ่อสูญเสียทุกอย่างไปหมดแล้ว ทั้งพ่อแม่ และก็ไม่พี่หรือน้องสายเลือดเดียวกันที่ต้องให้ห่วงหาอาทร กลุ่มคนนี้มักชอบมาพูดจาดูถูกพ่อเขาบ่อยๆ และครานี้ก็เช่นกัน แต่เพราะสัมผัสพลังของอีกฝ่ายได้ จึงเลือกที่จะไม่เข้าไปยุ่ง
เพราะในอดีตพ่อของน็อกก็แสบใช่เล่น ใครที่ว่าร้ายหรือรังแกเขา เขาก็จะทุบตีไม่ยั้ง จนต้องเข้าไปผาสำนักตนไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง พอออกก็ยังนิสัยเหมือนเดิม จนคนในตระกูลขยาดเป็นอย่างแรง [ประมาณว่าห้าวอ่ะนะ] ส่วนกลุ่มคนพวกนี้ที่ได้ยิน ก็ก้มหน้าก้มตาไม่พูดอะไร เพราะหากพูดผิดหูไป พวกเขาคงได้ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มเป็นแน่ ที่สำคัญตอนนี้ตระกูลของเขาก็ไม่สามารถลงโทษได้ เพราะพ่อของน็อก สร้างตระกูลขึ้นมาใหม่แล้วนั่นเอง ก่อนที่กลุ่มคนเหล่านี้จะรีบจ้ำอ้าวเดินออกไปในทันที โดยมีสายตาพ่อของน็อกมองมาอย่างสะใจ