บทที่ 22 สร้างยันต์ด้วยตัวเอง?!
จีอู๋ซวงกำลังรับประทานอาหารพลางเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาคมงามของนางจ้องมองจวงเสวียนด้วยความสนใจ
จวงเสวียนสบตากับนางทันที สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไปอย่างประหลาด ราวกับว่าในชั่วขณะนั้นเขาได้เห็นเมฆขาวและลูกสุนัขตัวน้อย และราวกับว่ากาลเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
แต่เมื่อมองอีกครั้ง นั่นก็ดูเหมือนจะเป็เพียงภาพลวงตาของตัวเขาเอง
จ้านฝานเรียกให้จวงเสวียนเข้าไปหา แล้วลูบศีรษะของเขา ท่าทางนั้นเหมือนกับผู้ใหญ่ที่บังคับให้เด็กไปคารวะญาติผู้ใหญ่ใน่เทศกาลปีใหม่ “อู๋ซวงน้อย นี่คือศิษย์คนโตของข้า จวงเสวียน เขามีพร์ที่โดดเด่นมาก ตอนนี้เป็นักเขียนยันต์ระดับ 4 แล้ว”
จวงเสวียน “???”
จีอู๋ซวงยิ้มเบา ๆ “สวัสดีเ้าค่ะ ท่านอาจารย์จวง”
จ้านฝานหัวเราะชอบใจ “ไม่ต้อง ๆ ถ้าเ้าอยากเรียก เรียกชื่อเขาเลยก็ได้”
จีอู๋ซวงก็ให้เกียรติ เรียกเขาว่า “ศิษย์พี่จวง” ทันที
จวงเสวียนยังคงงุนงงอยู่ ก็ถูกอาจารย์ของเขาตบเข้าที่หลังศีรษะ “ยืนเหม่ออะไรอยู่ เ้าก็เรียกนางบ้างสิ!”
จ้านฝานมีจิตใจที่เ้าเล่ห์อย่างยิ่ง เขามักคิดอยากให้หงฟูเฟิงและจีอู๋ซวงสนิทสนมกันมากขึ้น จีอู๋ซวงไม่รักเงินทอง แต่ชอบกินของอร่อย ทว่าความอยากในรสชาติอาหารนั้นเป็สิ่งที่ละทิ้งได้ง่ายที่สุด หากวันหนึ่งจีอู๋ซวงสามารถฝึกวิชาได้ แล้วหันมาถือศีลอดอาหาร แล้วจะเอาอะไรมาเอาใจนางอีกเล่า?
เมื่อครู่ที่ได้เห็นศิษย์คนโตของตน จ้านฝานก็เกิดความคิดขึ้นมาทันที
ฮ่ะ ๆ ๆ ศิษย์คนโตของข้านี้มีพร์ล้ำเลิศ มีรากฐานจิติญญาธาตุน้ำถึงเก้าส่วน ทั้งยังมีรูปโฉมอ่อนโยนงดงาม สามารถบรรลุขั้นปราณก่อนกำเนิดได้ก่อนอายุร้อยปี นับว่าเป็พร์ที่หาได้ยากยิ่ง
อีกทั้งเพราะเป็ธาตุน้ำ ทำให้ทั้งตัวนุ่มนวลดั่งหยก หน้าตาก็งดงาม มีนักพรตหญิงหลายคนหลงใหลในตัวศิษย์ของข้า
หากว่าอู๋ซวงน้อยชอบเขาสักหน่อย ก็คงจะดีไม่น้อย!
อะไรนะ?
อายุมากเกินไปไม่ชอบหรือ?
ไม่เป็ไร ข้ายังมีศิษย์คนอื่นอีกไม่ใช่หรือ?
หากสุนัขแก่ไม่ได้ ก็ยังมีลูกสุนัขอยู่นี่
“อืม ๆ ศิษย์น้องจี”
“อย่าเป็ทางการนักเลย เรียกนางว่าน้องหญิงอู๋ซวงสิ”
“เอ่อ น้องหญิงอู๋ซวง...”
“ดี ๆ ๆ”
ดวงตาของจ้านฝานเต็มไปด้วยความปลื้มปีติ มองจวงเสวียนด้วยสายตาราวกับกำลังมองลูกสาวของตนที่กำลังจะออกเรือน
จวงเสวียน “...”
เขารู้สึกขนลุกไปทั้งตัว
จีอู๋ซวงเห็นว่ามีคนมามากมาย จึงรีบกินอาหารอย่างรวดเร็วแต่กระนั้นท้วงท่านั้นยังคงสง่างามยิ่ง จากนั้นก็ลุกขึ้นกล่าวว่า “ศิษย์พี่จวงจะไปด้วยกันหรือไม่”
จ้านฝานพยักหน้าหงึก ๆ “ใช่ ๆ ๆ ไปด้วยกัน”
“ได้ เช่นนั้นพวกเราไปกันเถอะ”
จินฝูสี่เดินผ่านข้างกายจวงเสวียน กระซิบเบา ๆ ว่า “เ้าต้องรักษาความสงบไว้ ไม่ว่าจะเห็นอะไรก็ตาม”
เขาหัวเราะ คิดว่าเขาไม่เคยเห็นอะไรมาก่อนเลยงั้นหรือ?
จะเป็ไปได้อย่างไรที่จะไม่สงบนิ่ง?
แต่หลังจากที่ท่านอาจารย์พาข้าเข้าไปในกลไกป้องกันพิเศษที่ป้องกันการสอดส่องด้วยจิติญญา ถึงรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
เมื่อจินฝูสี่วางหนังสัตว์อสูรระดับ 5 ต่อหน้าจีอู๋ซวง และเตรียมชาดที่ต้มจากเืสัตว์อสูรรวมถึงผงพิเศษแล้ว เขาก็แทบจะเป็บ้า
รอก่อน!
ท่านอาจารย์กับจินฝูสี่หมายความว่าอย่างไร?
พวกท่านคิดจะให้จีอู๋ซวงวาดยันต์งั้นหรือ?!
พวกท่านล้อเล่นใช่ไหม!
นี่มันมาจากสัตว์อสูรระดับ 5 เชียวนะ!
เพียงแค่ให้จีอู๋ซวงลากเส้นเพียงครั้งเดียว มันก็จะเสียหายหมดแล้ว!
แม้ว่าจะมีเหมืองหินวิเศษ ก็ไม่ควรสิ้นเปลืองเช่นนี้!
ขณะที่จวงเสวียนกำลังเตรียมตัวออกมาขัดขวางอาจารย์ของตนและจินฝูสี่ จีอู๋ซวงก็ถือพู่กันหยกวาดลวดลายบนกระดาษอย่างคล่องแคล่วแล้ว
ท่าทางที่ปลดปล่อยและสีหน้าที่สงบนิ่งของนาง ราวกับว่านางเป็ปรมาจารย์ด้านการเขียนยันต์อย่างแท้จริง
จบกัน!
สายเกินไปแล้ว!
ช่างสิ้นเปลืองเสียจริง!
พึงรู้ไว้ว่าหนังสัตว์ล้วน ๆ นั้นเป็เพียงวัตถุดิบ หาก้าผลิตเป็กระดาษเขียนยันต์ ยังต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน ใช้สมุนไพรและแร่วิเศษมากมายหลายชนิด
จวงเสวียนรู้สึกราวกับหัวใจของตนกำลังหลั่งเื...
ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน
จ้านฝานไม่สนใจสีหน้าโง่งมของลูกศิษย์ตน รีบเข้าไปหาจีอู๋ซวง “เป็อย่างไรบ้าง? สำเร็จหรือไม่?”
จีอู๋ซวงพยักหน้า แล้วมอบยันต์ระดับ 5 ที่วาดขึ้นขึ้นหลายสิบแผ่นให้แก่พวกเขา
“สำเร็จแล้ว รวมทั้งหมดมียันต์ผนึกิญญาสิบแผ่น ยันต์ะเิสิบแผ่น ยันต์มายาสิบแผ่น ยันต์ขับไล่ปีศาจสิบแผ่น ยันต์ขจัดร้อยสิ่งสิบแผ่น และยันต์โชคร้ายอีกสิบแผ่น”
ยันต์ผนึกิญญา ดังชื่อที่บ่งบอก สามารถผนึกพลังิญญาภายในร่างกายได้ชั่วคราว เพื่อหลอกศัตรู แม้แต่หยกผนึกิญญาที่ทรงพลังก็ยังสามารถหลอกกระทั่งกลไกและกฎเกณฑ์ได้
ยันต์ะเิ คือะเิพลังิญญาอัดแน่นที่ทรงพลังอย่างยิ่ง มีอานุภาพทำลายล้างน่าใ
ยันต์มายา สามารถทำให้ฝ่ายตรงข้ามตกอยู่ในภาพลวงตาชั่วคราว ยันต์มายาไร้ขีดจำกัดสามารถกักขังผู้ฝึกตนขั้นแยกจิตได้
ยันต์ขับไล่ปีศาจ ใช้เฉพาะกับผีสางนางไม้ เพราะผู้ฝึกตนฝืน์ ในสายตาของสัตว์วิเศษและผีสางนางไม้ นั่นก็คือของวิเศษที่บำรุงร่างกาย เมื่อต่อสู้กัน ย่อมเป็ศึกเอาเป็เอาตาย
ยันต์ขจัดร้อยสิ่ง เป็ยันต์ยกระดับของยันต์ขับพิษ
ยันต์เหล่านี้จ้านฝานและจินฝูสี่ต่างเข้าใจดี เพียงแต่ยันต์โชคร้ายอันสุดท้ายนี้...
จ้านฝานกะพริบตา ถามอย่างงุนงงว่า “อู๋ซวงน้อย ยันต์โชคร้ายนี่มันเื่อะไรกัน?”
ยันต์โชคร้ายเป็สิ่งที่จีอู๋ซวงคิดขึ้นมาอย่างฉับพลันหลังจากเห็นโม่หลานอีแย่งชิงโชคลาภของผู้คน
เมื่อลมปราณอันลี้ลับนี้สามารถถ่ายโอนได้โดยไม่ให้์ล่วงรู้ นางก็ย่อมทำได้เช่นกัน นางจึงใช้เวลาหลายวันครุ่นคิด แล้วจึงสร้างยันต์โชคร้ายขึ้นมา แต่ยังไม่ได้ทดสอบประสิทธิภาพ ดังนั้นนางจึงไม่แน่ใจนัก
“โอ้ ยันต์นี้เมื่อติดแล้วก็จะโชคร้าย เป็สิ่งที่ข้าสร้างขึ้นเอง ข้าคาดว่าน่าจะเป็ยันต์ระดับ 5 ”
หากเป็ศิษย์คนอื่นกล้าใช้วัสดุยันต์ระดับ 5 มาสร้างสรรค์อะไรแบบนี้จ้านฝานจะต้องสอนให้พวกเขารู้ว่า “มือของอาจารย์นั้นเย็นยิ่งกว่าลมเหนือ” เป็เช่นไร
แต่คนผู้นี้คือจีอู๋ซวง จ้านฝานจึงทำเป็มองข้ามไป
จีอู๋ซวงครุ่นคิดแล้วก็เตือนด้วยความหวังดี “ยันต์โชคร้ายนี้ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังนะ เพราะยังไม่ได้ทดสอบเลย”
“อืม อื้ม”
ขณะที่ทั้งสามสนทนากัน จวงเสวียนก็แทบจะตัวชา
เขาพบว่าตนเองไม่เข้าใจคำพูดของท่านอาจารย์และจีอู๋ซวงเลย
ยันต์เหล่านี้ล้วนเป็ของเสียทั้งสิ้น ไม่มีพลังวิเศษแม้แต่น้อย แต่ทั้งสองพูดราวกับว่าจีอู๋ซวงประสบความสำเร็จแล้ว
ยังจะบอกว่าสร้างยันต์ขึ้นมาเองอีก!
เ้าคิดว่าเ้าเป็ใครกัน? เป็ถึงบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งสำนักหรือ? ช่างน่าขันเหลือเกิน!
ที่สำคัญคือท่านอาจารย์ของเขายังเชื่อเสียด้วย ไม่ได้การแล้ว ต้องหาหมอมาตรวจดูท่านอาจารย์สักหน่อย ดูซิว่าสมองของท่านผู้เฒ่านี่ยังปกติดีอยู่หรือไม่?