นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 161 แรงบันดาลใจจากสิ่งเล็ก ๆ

        ตอนที่ 161 แรงบันดาลใจจากสิ่งเล็ก ๆ

         

         

        ทุกคนมองอย่างไม่เข้าใจ หากคีตากลับหูตั้งขึ้นเล็กน้อยจากการที่มันเข้าใจว่านิทานกำลังคิดอยากลองสิ่งใด มันส่งพลังจิตวิญญาณบางส่วนในร่างไปให้นิทานเพื่อสนับสนุนให้เขาได้ลองความคิดเขาได้ง่ายขึ้น

         

        เมื่อพลังจิตวิญญาณของนิทานถูกใช้ออก หินนั้นก็สั่นน้อย ๆ ก่อนจะพุ่งเข้ามาทางนิทานอย่างรวดเร็ว หากก็เพียงพริบตาเท่านั้นมันก็หยุดลง แล้วกระเด็นออกไป แล้วก็หยุดลงในพริบตาอีกครั้ง

         

        เร็วไป….

         

        นิทานทดลองปลดปล่อยพลังจิตวิญญาณอีกครั้ง คราวนี้ก้อนหินก้อนนั้นกระเด็นออกไปอย่างรวดเร็ว หากสิ่งเดิมก็เกิดขึ้น มันหยุดลงในพริบตา แล้วจึงพุ่งตรงกลับมาทางนิทาน ก่อนจะหยุดลงอีกครั้ง

         

        พลังทั้งสองฝั่งไม่สมดุล ยากกว่าที่คิดแฮะ

         

        เพชฌฆาตและเฮเลนมองอย่างสงสัย หากองค์หญิงไพลินนัยน์ตากลับสว่างวาบ ในมือของเธอไม่ทราบปรากฏสมุดเล่มนั้นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อใด ปากกาวิเศษของเธอบรรจงจดภาพที่เห็นอย่างรวดเร็ว

         

        งั้นอาจจะต้องเพิ่มตัวช่วยให้มันเชื่อมกันง่ายขึ้นหน่อย เชื่อมโยง.. นิทานพึมพำอยู่คนเดียว คราวนี้เขาใช้พลังเชื่อมโยงกับบางสิ่ง แล้วจึงลองอีกครั้ง

         

        ฝ่ามือข้างขวาของนิทานถูกยื่นไปทางก้อนหินขนาดเท่าตัวเขาก้อนนั้น พลังจิตวิญญาณไหลบ่าออกมาอย่างรวดเร็ว คราวนี้หินก้อนนั้นสั่นน้อย ๆ แล้วจึงลอยขึ้นจากพื้นระดับต่ำ

         

        หินก้อนนั้นสั่นเทิ้มไปมาจนเศษดินเศษกรวดบนตัวหินเริ่มหลุดร่วงลงมายังสนาม เพชฌฆาตยังคงไม่เข้าใจ เขาเพียงพยายามสังเกตเงียบ ๆ เพื่อไม่ให้กวนสมาธินิทาน

         

        หินก้อนนั้นเริ่มสั่นแรงขึ้น แรงขึ้น รอยปริร้าวเริ่มปรากฏขึ้นบนตัวหินขนาดใหญ่ท่ามกลางสายตางุนงงของทุกคน นิทานคราวนี้ยกมือซ้ายขึ้นมาระดับอกคู่กับมือขวา

         

        แรงได้อีก นิทานคิด เขาลองอัดพลังเข้าไปเพิ่มหากสมดุลที่มีกำลังจะพัง เขาจึงต้องเพิ่มพลังเชื่อมโยงไปด้วย และสองสิ่งนี้สูบพลังจิตวิญญาณของเขาอย่างรวดเร็ว

         

        คีตาเห็นดังนั้นจึงรีบส่งพลังจิตวิญญาณเข้าไปเพิ่มอย่างรวดเร็ว สร้างสมดุลกลับมาให้แก่นิทานอีกครั้งโดยที่เขาไม่จำเป็นต้องเสียสมาธิแม้แต่น้อย

         

        หินก้อนนั้นส่งเสียงปริแตกพร้อมรอยร้าวที่กระจายไปทั่วก้อน มันสั่นอย่างรุนแรงแล้วจึงเริ่มยุบตัวลง ไม่สิ ต้องบอกว่ามันเริ่มกลายเป็นแผ่นมากขึ้นโดยที่ขนานกับตัวของนิทาน สองมือของนิทานที่อยู่ระดับอกยามนี้กำลังค่อย ๆ ขยับเข้าหากันอย่างช้า ๆ

         

        หินก้อนนั้นเริ่มแตกร้าวมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามสองมือที่ประกบกันใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ของนิทาน มือทั้งสองนั้นสั่นไหวราวกับภายในนั้นมีบางสิ่งที่แข็งมากอยู่

         

        ไพลินขมวดคิ้วจับจ้องภาพนั้น นัยน์ตาปรากฏความไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าเกิดขึ้นจากสิ่งใด หากอริยะแปลงเพลิงกลับนัยน์ตาส่องประกาย เธอจับสัมผัสพลังและกระแสของพลังได้ เธอจึงเข้าใจว่านิทานพยายามทำสิ่งใด

         

        ปัง!

         

        เพียงพริบตาหลังจากนั้น หินก้อนนั้นก็แตกสลายลง เหลือเพียงเศษกรวดก้อนเล็กและฝุ่นผงที่ปลิวกระจายไปทั่ว หินก้อนยักษ์เท่าตัวคนบัดนี้เหลือเพียงเศษเล็กเศษน้อยที่ดูแบนกว่าปกติ

         

        สองมือของนิทานยามนี้ประสานกันแน่นที่กลางอกของเขา เศษฝุ่นเศษกรวดทั้งหมดที่ยังตกค้างอยู่พลันถูกป่นไปอีกระดับจนเกิดเสียงระเบิดดังขึ้น เมื่อนิทานคลายมือออกจึงได้เห็นว่าหินก้อนยักษ์ที่ลอยอยู่ก้อนนั้นยามนี้เป็นเพียงเศษผงและเศษดินที่แบนเป็นแผ่น

         

        นิทานหายใจหอบ หากก็พอใจกับผลลัพธ์ เขายิ้มออกมาแล้วจึงเอ่ยอย่างภูมิใจ

         

        “ขอตั้งชื่อว่า ประสานหัตถ์ครับ”

         

        “เอ๊ะ จับมือ? ไม่เห็นเข้าใจเลยครับ” เพชฌฆาตไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่าสิ่งที่ตนเห็นเกิดจากอะไรและเกี่ยวอะไรกับการจับมือ เขาหันไปมองมือของตนที่ยังกุมกับเฮเลนอย่างแนบแน่น

         

        “พลังดึงและผลักอย่างเท่าเทียม เกิดเป็นสมดุลที่สร้างพลังบีบอัดตรงกลาง ยอดเยี่ยม” อริยะแปลงเพลิงกล่าว เธอเห็นกระแสพลังที่กดหินก้อนนั้นจนแหลกอย่างชัดเจน

         

        “ประสานหัตถ์ แรงดึงแรงผลักพร้อมกันบีบอัดตรงกลาง อ๋อ! นายได้ความคิดจากที่เราตีมือกับเพชฌฆาตจับมือเหรอ!” องค์หญิงไพลินพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น สมุดบนตักของเธอถูกกางออก

         

        “ใช่ เก่งใช่มั้ยล่ะ” นิทานหัวเราะ เขาคิดท่านี้ได้จากสิ่งเล็ก ๆ ทั้งสองนี้จริง เป็นแรงบันดาลใจจากสิ่งเล็ก ๆ ที่โผล่ขึ้นมาถูกที่ถูกเวลา ท่านี้ควบคุมยากเป็นอย่างมาก ต้องสร้างสมดุลอันแข็งแกร่งตามพลังที่ใส่ลงไป หากคิดขึ้นได้ในเวลาคับขันเขาไม่มีทางใช้ให้เกิดประสิทธิภาพได้อย่างแน่นอน เขาต้องการเวลาฝึกปรือเพื่อเพิ่มทั้งพลังและระยะรวมถึงความแม่นยำ

         

        “นายสร้างแรงดึงโดยเลือกหินก้อนนั้นเป็นเป้าหมาย ในขณะเดียวกันก็ใช้พลังผลักโดยเลือกหินก้อนนั้นเป็นเป้าหมายเหมือนกัน ที่สองครั้งแรกหินนั้นขยับไปมาเพราะพลังทั้งสองใช้ออกไม่พร้อมกันกับพลังไม่เท่ากัน พอใช้ออกได้ทั้งพร้อมกันและปริมาณพลังเท่ากัน หินก้อนนั้นเลยเหมือนลอยอยู่กับที่ แต่จริง ๆ คือถูกกักขังจากพลังบีบอัดทั้งสองด้านที่ด้านหนึ่งดึงเข้าหานายกับอีกด้านผลักออกจากนาย!” องค์หญิงไพลินร่ายอย่างรัวเร็ว

         

        ปากกาวิเศษของเธอบรรจงจดทุกเหตุการณ์อย่างละเอียด แต่ดูเหมือนเธอจะยังไม่พอใจ ปากกาอีกด้ามปรากฏในมือของเธอ แล้วเธอจึงบรรจงจดด้วยตัวเองช่วยอีกแรง

         

        “เป็นแรงอัดจากสองฝั่ง ได้แรงบันดาลใจจากการแปะมือที่เป็นการสร้างแรงจากทั้งสองฝั่งใส่จุดกลางเหมือนกัน แถมท่านี้ยังขังศัตรูได้ด้วยความสมดุลของแรงที่ทำให้ออกไปไหนไม่ได้เหมือนการจับมือ ประสานหัตถ์!” นัยน์ตาขององค์หญิงไพลินฉายแสงอย่างตื่นเต้น รอยยิ้มกว้างประดับใบหน้า เป็นความสดใสราวกับเด็กคนหนึ่ง

         

        นิทานสะดุ้งน้อย ๆ กับท่าทางของเธอที่ดูจะแปลกไปเช่นนี้ หากเขาก็อดหัวเราะไม่ได้ องค์หญิงไพลินผู้ชาญฉลาดคนนั้นมีท่าทีราวกับเด็กได้ของเล่นเพียงเพราะเขาคิดท่าใหม่ที่ถูกอกถูกใจเธอได้

         

        แม้แต่เพชฌฆาตเองยังแย้มรอยยิ้มแสนอบอุ่น ส่วนเฮเลนถึงกับน้ำตารื้นน้อย ๆ พวกเขาสองคนก็เป็นผู้หนึ่งที่รับรู้ถึงความเจ็บปวดในจิตใจและรอยร้าวขององค์หญิงไพลิน แม้เธอจะร่าเริงแทบตลอดเวลาหากพวกเขาทั้งสองรู้ดีว่ารอยยิ้มของเธอลุกโชนด้วยสิ่งใด นี่จึงเป็นครั้งแรกที่พวกเขาทั้งสองได้เห็นรอยยิ้มเบิกบานเช่นนี้ของเธอ รอยยิ้มจากความสนุกสนานที่ได้เล่นกับสหายรู้ใจของตนอย่างไม่ต้องกังวลสิ่งใด ไม่มีสิ่งใดถ่วงทับร่างน้อย ๆ เอาไว้ ไม่มีภาระหน้าที่ใดหลอกหลอนแม้ยามหลับฝัน เป็นความผ่อนคลายที่เกิดจากการได้สนุกไปกับเพื่อนแท้ของเธอ

         

        “ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องง่าย ๆ อย่างการจับมือกับตีมือเนี่ยนะ นิทาน นายนี่อัจฉริยะจริง ๆ” เธอกล่าวอย่างไม่ลดอารมณ์ตื่นเต้นแม้แต่น้อย ยิ่งท่าทีที่ขัดกับภาพลักษณ์เจ้าปัญญาของเธอเช่นนี้ทำให้นิทานระเบิดหัวเราะออกมา

         

        เขาปาดน้ำตาพร้อมเสียงหัวเราะ แล้วจึงลอกเลียนแบบท่าขององค์หญิงที่คล้ายกับถอนสายบัว หากเพียงโค้งตัวอย่างมากแทน นิทานนึกสนุก เขาจึงหมุนร่มปกปักหทัยน้อย ๆ แล้วจึงโค้งร่างลงพร้อมรอยยิ้ม ส่วนคีตาก็นั่งลงด้วยขาหลังแล้วคำนับตาม

         

        “นาน ๆ ทีนิทาน วงจันทราจะได้รับชัยชนะครับท่านผู้ชม” เขาโค้งอย่างสวยงามรับเสียงปรบมือของเพชฌฆาตและเฮเลนที่ถูกอกถูกใจกับการปฏิสัมพันธ์ของสองเพื่อนรักคนนี้ เพชฌฆาตลอบจดจำและขอบคุณการกระทำในวันนี้ของนิทานไว้ในใจ องค์หญิงไพลินคือผู้ที่เขาถวายสัตย์ว่าจะปกป้อง เธอมอบชีวิตใหม่ให้เขา และยามนี้เขาจะตอบแทนนิทานที่มอบชีวิตใหม่ให้เธอเช่นกัน

         

        “จ้า จ้า ครั้งนี้ยอมแพ้จ้า คิดได้ยังไงก่อน บ้าชัด ๆ” องค์หญิงไพลินยังร่าเริงไม่หาย เธอยิ้มพร้อมยกสองมือยอมแพ้โดยดุษณี ครั้งนี้นิทานคิดอะไรใหม่ได้ในพริบตาจนเธอคาดไม่ถึงโดยแท้จริง

         

        “ได้ท่าใหม่ก่อนเตรียมตัวเข้าสำรวจสุสานของขุนนางพันธุ์ผสม ถือว่าได้อาวุธใหม่เพิ่มเลยนะ” ไพลินกล่าวพร้อมรอยยิ้มเต็มหน้า

         

        “ต้องฝึกให้ชินก่อน กะพลังยากสุด ๆ เลย เธออาจไม่รู้แต่ฉันใช้พลังยึดสองแรงนี้ไว้ด้วยกันตรงกลางด้วยนะถึงเกิดสมดุลได้ เพราะงั้นต้องฝึกทั้งการกะจังหวะใช้สองพลังพร้อมกัน ปริมาณพลังที่รับได้ รวมถึงใช้ใส่ศัตรูที่เคลื่อนที่เร็วด้วย” นิทานไม่ปฏิเสธ หากเขาจำเป็นต้องฝึกมากกว่านี้ก่อน

         

        “นิทาน ยามเจ้าป่นหินก้อนนั้น นั่นเต็มพลังของเจ้ารึยัง” อริยะแปลงเพลิงถามขึ้น หลังจากเธอปรากฏตัวออกมาเธอก็เตรียมจะเร้นตัวไปอีกรอบหลายครั้งแล้ว แต่นิทานเอาแต่แสดงอะไรน่าตื่นตาไม่หยุดจนเธอต้องขอมาดูใกล้ ๆ

         

        แม้ศัตรูจำนวนมากที่เธอเคยสังหารหรือแลกชีวิตมาจะมีท่าที่แข็งแกร่งและน่าตื่นตายิ่งกว่านี้ หากพวกเขาเหล่านั้นก็อยู่มาหลายร้อยปี ทั้งประสบการณ์และภูมิปัญญาที่สั่งสมมาทำให้พวกเขาสามารถรังสรรค์ท่าสุดพิสดารเหล่านั้นได้ หากนิทานกลับทำได้ด้วยวัยเพียง 21ปี

         

        “ยังครับ แต่ผมยังกะสมดุลพลังไม่ได้ คิดว่าถ้าใส่มากกว่านี้สมดุลจะพังทลายลงจนไม่เกิดแรงอัดตรงกลางครับ คงต้องซ้อมไปสักพักด้วยหุ่นซ้อมก่อน” นิทานคิดเล็กน้อยแล้วจึงตอบ

         

        ก่อนหน้านี้เขาเพียงใช้พลังของตนเสริมด้วยพลังจิตวิญญาณจากคีตาส่วนหนึ่งเท่านั้น เขายังสามารถฝืนใส่ได้มากกว่านี้และคีตาก็สามารถใช้ไล่ตามเพื่อเสริมพลังตนเองก่อนค่อยมอบให้นิทานได้เช่นกัน แรงบีบอัดนั้นจึงยังห่างไกลจากขีดจำกัดสูงสุดของเขา

         

        “หากมากกว่านี้อีกระดับหนึ่งหุ่นซ้อมที่หน่วยพิทักษ์เมืองย่อมไม่อาจทนทาน” อริยะแปลงเพลิงส่ายหน้า

         

        “ไพลิน เบิกหุ่นซ้อมระดับอริยะจากคลังหลวงให้ส่งไปยังหน่วยพิทักษ์เมือง ใช้นามข้าเป็นผู้เบิกได้เลย” อริยะแปลงเพลิงจี้นิ้วไปยังตราที่อกขององค์หญิงไพลิน มอบหลักฐานการแสดงตัวให้

         

        องค์หญิงไพลินยิ้มมุมปาก เธออยากกล่าวแซวอะไรท่านป้าผู้ชอบทำเป็นเข้มงวดคนนี้แต่พอเห็นสายตาดุ ๆ จึงได้แต่ยอมแพ้ กล่าวรับอย่างร่าเริง

         

        “ขอบคุณมากครับ” นิทานรีบคำนับอย่างรวดเร็ว หุ่นซ้อมระดับอริยะจะช่วยเขาได้มาก หุ่นซ้อมก่อนหน้านี้เป็นเพียงระดับผู้เรียนรู้เท่านั้น นักสลักเอกทั่วไปอาจยากจะทำลายมันแต่สำหรับนิทานเขาต้องจำกัดพลังตัวเองระดับหนึ่งเพื่อไม่พังมันอีกตัว พลังที่ได้รับการเสริมในฐานะผู้เรียนรู้ 3คำครึ่งนั้นไม่น้อยเลย

         

        “ก่อนหน้านั้นลองทดสอบจับนักสลักโทอัจฉริยะดูก่อนมั้ยครับ จะได้รู้ว่าในการต่อสู้จริงกับเป้าหมายที่ต่อต้านได้จะเป็นยังไง” เพชฌฆาตเผยรอยยิ้ม ลุกออกจากมานั่งเดินไปยังลานกว้าง ดาบที่กลางหลังถูกชักออก

         

        บรรยากาศของเพชฌฆาตพลันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เขาเป็นชายหนุ่มรูปงามที่ยิ้มเก่งมาตลอด ยิ่งชุดเครื่องแบบราชปะแตนสีแดงสดทำให้เขาดูเป็นคนที่ดูดีและน่าคบหา

         

        แต่ยามที่เขาถือดาบ ใบหน้างามนั้นกลายเป็นเย็นชา รอยยิ้มบนใบหน้ากลับกลายเป็นรอยยิ้มเย็นชวนขนลุก ยามแสงดาบสะท้อนกับนัยน์ตายิ่งทำให้รู้สึกได้ถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้าใกล้

         

        ชุดราชปะแตนสีแดงสดของเขายามนี้ราวกับชุ่มไปด้วยเลือด เขากลายเป็นเหมือนตัวแทนของทีรานที่ถูกส่งมาเพื่อเก็บเกี่ยวชีวิตบนมหาทวีป

         

        “ผมจะไม่จู่โจมครับ แต่จะขยับด้วยความเร็วระดับของนักสลักโทที่เด่นด้านความเร็ว พยายามจับผมให้ได้นะครับ” เพชฌฆาตเผยรอยยิ้ม

         

        นิทานกำและแบมือเล็กน้อยเพื่อเตรียมความพร้อม ฝ่ามือขวาถูกชี้ไปข้างหน้า กับเป้าหมายระดับนี้เขาไม่คิดจะสร้างความลำบากให้ตัวเองโดยการใช้พลังโดยไม่เล็งฝ่ามือขวา แม้จะเป็นความลำบากเล็กน้อยเพียงไรยามนี้มันก็สามารถส่งผลได้ทั้งสิ้น

         

        เขาต้องใช้ศักยภาพสูงสุดของตนเองเพื่อให้มั่นใจว่าตนจะมีโอกาสจับมือดีที่สุดของรัตนชาติคนเล็กคนนี้ ชายผู้ที่พร้อมก้าวขึ้นไปเป็นผู้แสวงวิถี ขอเพียงค้นพบคำแห่งพลัง และด้วยความมั่นใจและศักยภาพรวมถึงอายุ นิทานไม่สงสัยเลยว่าเขาทำได้แน่

         

        คีตารับรู้ว่าตนไม่จำเป็นต้องเข้าร่วม หากมันก็เลือกยืนเคียงข้างนิทานไม่ห่างไปไหน มันรับรู้ได้ถึงแรงคุกคามจากคนตรงหน้านี้ มันจะอยู่ในจุดที่พร้อมที่สุดเพื่อสนับสนุน

         

        ร่มปกปักหทัยถูกกางออกพาดบนไหล่ อากาศเย็นสบายแผ่ออกมาห่อหุ้มร่างของหนึ่งคนหนึ่งสุนัข รอยยิ้มเย้ยปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนิทาน

         

        “พยายามอย่าให้เจ็บตัวละกันนะครับ คุณเฮเลนจะเสียใจแย่”


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน