ซ่งจงซวี่สังหรณ์ใจ ตาคิ้วกระตุกไม่หยุดเมื่อพี่ใหญ่ของตนหายไปหลังมอบของขวัญแก่บิดาคู่หมั้น แล้วบอกจะไปพบหน้าคนรักให้หายคิดถึง ทว่าออกไปตั้งนานจนงานกำลังจะเลิกก็ยังไม่กลับมา
“คุณหนูรองไป๋ เห็นพี่ใหญ่หรือไม่” ซ่งจงซวี่ถามไป๋เยว่ซื่อ
นางส่ายหน้างุนงง “ไม่เห็นนะเ้าคะ”
กุนซือหนุ่มขมวดคิ้ว “จะไม่เห็นได้อย่างไร ก็พี่ใหญ่บอกว่าจะมาหาเ้า”
ไป๋เยว่ซื่อทำหน้าประหลาดใจ “ก็ข้าไม่เห็นจริง ๆ คุณชายรอง้าคำตอบอย่างไรหรือเ้าคะ พี่เทียนเหิงบอกว่าจะมาหาข้าก็จริง แต่อาจจะไม่ได้มาก็ได้”
ซ่งจงซวี่หรี่ตาจับผิด ใบหน้าใสซื่อดูงุนงงและไม่พอใจ ไม่เหมือนการแสร้งทำ
“ช่างเถอะ พี่ใหญ่คงมีเื่เร่งด่วนเลยกลับไปก่อนแล้ว”
ชายหนุ่มกล่าวเช่นนั้นแต่กลับกางพัดโบกไปมาเร็ว ๆ
ซ่งจงซวี่หมุนตัวจากมาทันที ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ค่อยชอบว่าที่พี่สะใภ้คนนี้อยู่แล้ว การกระทำไม่ไว้หน้าก็ใช่เพิ่งมี เขาแสดงออกชัดเพียงนี้ นางยังมาตีสนิทพูดจาอ่อนหวานเข้าอกเข้าใจอะไรอยู่ได้
ครอบครัวไม่ถูกกัน ยังให้ท่าพี่ใหญ่ของเขา แล้วรับหมั้นได้หน้าตาเฉย ไม่รู้ในใจคิดสิ่งใดอยู่
สตรีเช่นนี้มีดีที่ตรงไหนกันนะ
ซ่งจงซวี่ร้อนใจและยิ่งร้อนรนเมื่อมารดาบอกว่า หาหลานสาวนอกไส้เช่นเหอซือซือไม่เจอ
หายไปในเวลาเดียวกันทั้งสองคน เป็ไปได้อย่างไร
ลางร้าย?
นี่ต้องเป็ลางร้ายแน่
กุนซือสกุลซ่งมีลางสังหรณ์แม่นยำมาก นอกจากจะเฉลียวฉลาดแล้ว บางครั้งก็พาคนใต้อาณัติรอดพ้นความตายได้จากแรงสังหรณ์ ซึ่งคนเชื่อมั่นในตนเองอย่างซ่งเทียนเหิงมักบอกว่าไร้สาระ
แย่แล้ว ตาขวากระตุกถี่แรงกว่าเดิมอีก
“ท่านแม่ขอรับ” ซ่งจงซวี่กระซิบบอกมารดาว่าพี่ใหญ่เองก็หายไป จนถึงตอนนี้ก็ยังหาตัวไม่พบ
คนผู้นั้นไม่ตายง่าย ๆ หรอก กลัวก็แต่เื่อื่น
“หายไปทั้งคู่เลยหรือ” เหยียนกุ้ยอิงขมวดคิ้ว คนทั้งคนจะหายไปได้อย่างไร “ไม่อยู่ในจวนก็แปลว่าออกไปด้านนอกแล้ว สกุลไป๋บัดซบนี่เผลอไม่ได้เลยเชียว”
ฮูหยินกั๋วกงก่นด่าเสียงเบา
“ท่านแม่คิดว่าเป็ฝีมือพวกเขาเช่นกันหรือขอรับ”
“คนเข้าออกเ้าของจวนจะไม่รู้ได้อย่างไร หากไม่เป็คนลงมือ ก็คงทำเป็หูหนวกตาบอด โธ่เอ๊ย! เกิดเื่กับเสี่ยวซือขึ้นมาจริงละก็ พี่ใหญ่หลิงไม่ไว้หน้าแน่”
ความสัมพันธ์เพิ่งจะเริ่มสมาน กว่าหลิวซงจะเปิดใจและวางความขุ่นเคืองในอดีตลงได้ไม่ใช่เื่ง่าย ที่บุตรชายหลิวซงตายหาใช่ความผิดของสกุลซ่ง แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ตอนนั้นพวกตนไร้กำลังทวงความเป็ธรรมให้หลานชายได้ ทั้งยังขัดขวางหลิวซงไว้ จนสุดท้ายจึงต้องหมางใจกันเช่นนี้
บุตรชายคนรองมองมารดาตาปริบ ๆ ท่านแม่ท่านไม่คิดห่วงบุตรชายของท่านสักนิดเลยรึ
“ท่านแม่ ข้าสังหรณ์ใจไม่ดีเลย”
“ทำตัวให้นิ่งไว้ ใครถามก็บอกว่า พี่ใหญ่ของเ้ามีงานเร่งด่วน เสี่ยวซือรู้สึกไม่สบายเลยพากันกลับไปก่อนแล้ว สั่งคนไปดูที่จวน ถ้ายังไม่เห็นให้รีบหาให้เจอ”
“ข้าออกคำสั่งกองกำลังเงาให้ออกตามหาแล้วขอรับ”
กองกำลังเงาเป็กองกำลังที่ตระกูลซ่งแอบเลี้ยงดูอยู่ลับ ๆ เป็กองกำลังของตนเอง พวกนี้มีฝีมือเคลื่อนไหวเก่งกาจและภักดีมาก คนที่เรียกใช้พวกเขาได้มีเพียงคนในตระกูลทั้งห้าคนเท่านั้น
“ดี” ฮูหยินกั๋วกงกำชับ “อย่าเพิ่งให้พี่ใหญ่หลิวรู้เื่ แอบบอกให้บิดาเ้ารับหน้าไว้ก่อน”
“ขอรับ”
งานเลี้ยงเลิกราแล้ว แขกก็ทยอยกลับ คนจากจวนซ่งกั๋วกงขึ้นรถม้าและขับออกไปโดยไม่กล่าวคำลาให้ยืดเยื้อ การกระทำเหล่านี้เป็ปกติธรรมดาที่มีให้จวนเสนาบดีสกุลไป๋อยู่แล้วจึงไม่น่าแปลกอันใด
ตอนมานั่งกันสองคันรถ ขากลับสมาชิกเหลือเพียงสามคนจึงพากันมานั่งอยู่ในคันเดียวกัน
ซ่งหยี่ได้ยินที่มารดากับพี่รองคุยกันก็พอจับใจความได้
“แย่แล้ว พี่หญิงซือซืองามขนาดนั้น เกิดเจอคนไม่ดีพาตัวไปจะทำอย่างไร”
“มันกล้ารึ” เหยียนกุ้ยอิงเกรี้ยวกราด พามางานเลี้ยงโต้ง ๆ ดูก็รู้ว่าอยู่ในการคุ้มครองของสกุลซ่งของพวกนาง แม้แต่องค์ชายเห็น ยังทำได้แค่มอง “ผู้ใดกล้าแตะต้องนาง ต้องถูกสับเป็หมื่นชิ้น!”
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะรถม้าดังมาจากด้านคนขับก่อนจะมีกระดาษแผ่นหนึ่งสอดเข้ามา
ซ่งหยี่ที่อยู่ใกล้กว่า รับมาแล้วเปิดอ่านอย่างถือวิสาสะ ครู่ต่อมาใบหน้าของเด็กชายก็ซีดลงเรื่อย ๆ แผ่นกระดาษปลิวตกจากมือที่อ่อนแรงกะทันหัน
“เป็อะไรของเ้า หรือพี่ใหญ่เกิดเื่จริง ๆ!”
ซ่งจงซวี่รีบเก็บกระดาษขึ้นมาอ่าน จากนั้นใบหน้าของเขาก็เป็เหมือนน้องเล็ก มันค่อย ๆ ซีดลงจนแทบจะสีเดียวกับกระดาษในมือ เขาเหม่อมองมารดาพลางส่งแผ่นกระดาษให้อ่านเองด้วยมือสั่น ๆ
เหยียนกุ้ยอิงอ่านข้อความแล้วนิ่งค้าง
“นี่ ๆ ...”
ไม่ว่าจะอ่านซ้ำกี่ครั้ง เนื้อความในกระดาษก็ไม่เปลี่ยน ฮูหยินจวนกั๋วกงตาเหลือกตาขึ้น้าพร้อมเอนหงายไปด้านหลังคล้ายจะหมดสติ
ซ่งจงซวี่รับมารดาได้ทัน “ท่านแม่!”
นางหายใจเฮือกขึ้นมา “เร็ว บอกคนที่จวนให้เก็บซ่อนอาวุธให้ห่างมือห่างตาบิดากับลุงของเ้า แล้วก็...ไล่คนให้ออกห่างจวน ไม่ ๆ ให้พวกเขาไปรวมตัวที่จวนแม่ทัพข้าง ๆ ก่อน โอ๊ย! เหตุใดพี่ชายพวกเ้าถึงทำเื่เช่นนั้น พวกข้าสามีภรรยาจะเอาหน้าที่ไหนไปเจอพี่ใหญ่ได้อีก ไอ้ลูกเวร!”
กองกำลังลับไปเจอสภาพหลังศึกใหญ่ของสองหนุ่มสาว
พวกเขาเก็บผ้าห่มที่ตกอยู่ข้างเตียงมาห่อคลุมร่างขาวผ่องของสตรี มิดชิดเหมือนห่อบะจ่าง จากนั้นอุ้มคนทั้งคู่ออกจากห้องในโรงเตี๊ยมที่อยู่ไม่ไกลจวนเสนาบดีมากนักอย่างเร่งรีบ เนื่องจากเกรงจะมีคนนอกมาเห็น แล้วเกิดเื่ใหญ่ขึ้นมาได้
การตัดสินใจเด็ดขาดฉับไวของพวกเขา เป็สิ่งถูกต้องที่สุด เพราะคล้อยหลังพวกเขาไม่นานก็มีคนเข้ามาในห้องจริง ๆ
เพียงแต่พอเข้ามาแล้ว เจอแต่สภาพเละเทะของห้องที่ไร้ผู้คน
ร่างของทั้งคู่ถูกพากลับจวนซ่งกั๋วกงโดยเส้นทางลับและวางเคียงกันบนเตียงในเรือนเหม่ยเจียง ที่อยู่ใกล้จวนแม่ทัพที่สุด
เหล่ากองกำลังลับมองหน้ากันอย่างหนักใจ เกรงว่าอีกไม่นานจะมีพายุลูกใหญ่พัดถล่มทั้งจวนกั๋วกง
หลังส่งข่าวให้คุณชายรองแล้วพวกเขาก็พลิ้วกายหลบฉาก
ทว่าก่อนออกไป ยังเอาผ้าห่มร่างทั้งคู่จนถึงคอ
เหยียนกุ้ยอิงพร้อมซ่งจงซวี่เร่งรุดมาถึง เห็นคนทั้งคู่นอนเคียงกันบนเตียงก็ตกตะลึงมากพอแล้ว ครั้นเหยียนกุ้ยอิงเลิกผ้าห่มขึ้น ก็แข้งขาอ่อนทันที
“โอ้!” ซ่งจงซวี่อุทาน ตาโตแทบถลนออกมา กางพัดในมือปิดปากที่อ้ากว้างของตนเองไว้
ใบหน้าแดงเรื่ออิ่มเอิบชื้นเหงื่อ ปากบวมแดงทั้งยังแตกจนเืซิบก็ว่าหนักแล้ว แต่เทียบไม่ได้กับผิวเนื้อ ที่แม้จะเห็นเพียงลำคอและลาดไหล่ที่พ้นผ้านวมม้วนรอบตัวนั่น นับั้แ่คางจนถึงไหล่ไม่มีส่วนใดสภาพดีเลย แดงม่วงไปทุกส่วน บางจุดยังมีรอยฟันด้วย
์! ท่านเทพ พระโพธิสัตว์ พระคุณเ้า ใครก็ได้บอกนางทีว่า
นี่ไม่ใช่เื่จริง!
เหยียนกุ้ยอิงถลึงตาใส่ร่างไร้สติของบุตรชายที่มีเพียงรอยจิกข่วน ต่างจากอีกคนที่สภาพน่าอนาถจนนางอยากจะหาค้อนมาทุบเขาให้เละ
เพียงแต่ยังไม่ทันลงมือ ร่างของนางก็หงายหลังไปแล้ว ครานี้โมโหจนหมดสติจริง ๆ
ซ่งจงซวี่รับมารดาไว้ก่อนจะร่วงกระแทกพื้นแล้วอุ้มไปนอนบนตั่งตัวยาว ใช้พัดเขี่ยผ้าห่มขึ้นไปปิดร่างคนทั้งคู่ไว้เหมือนเดิม จากนั้นก็ใช้พัดตบที่อกตนเองหนัก ๆ
“ฟู่...พี่ใหญ่หนอพี่ใหญ่ ไม่รักหยกถนอมบุปผาเอาเสียเลย จุ๊จุ๊ ว่าแต่...นี่ไม่ใช่นิสัยของพี่ใหญ่เลย หรือว่าจะมีเบื้องลึกเื้ั”
กุนซือหนุ่มสังเกตเห็นความผิดปกติในเวลาต่อมา ทั้งคู่ถูกคนอุ้มมา ยังไม่รู้สึกตัว ใบหน้าก็ดูทรมานมากขึ้นเรื่อย ๆ เหงื่อกาฬยังผุดออกมาไม่หยุด
“ร้อน!”
ซ่งจงซวี่จับตัวพี่ใหญ่ของตนแล้วพบว่าอุณหภูมิสูงมาก ดูดี ๆ เนื้อตัวทั้งคู่ต่างแดงผิดปกติ
เพียะ เพียะ
ลงมือตบเรียกสติอยู่นานก็ไม่เป็ผล
“พี่รอง ข้าพาท่านพ่อมาแล้ว!”
อะไรนะ!
“เ้าเด็กบ้า ใครให้ไปบอกท่านพ่อ...”
เสียงตะคอกแทรกขึ้นอย่างน่ากลัว “เกิดเื่ใหญ่เช่นนี้ ไปบอกข้าก็ถูกต้องแล้ว เ้ายังกล้าคิดจะปิดบัง?!”
“ทะ... ท่าน... ท่านพ่อ...” กุนซือหนุ่มร่างบางต่างจากบุรุษคนอื่นในตระกูลตัวเล็กจ้อยทันทีเมื่อหันไปเจอบิดาร่างสูงใหญ่
คิดจะส่งสายตาคาดโทษน้องเล็ก แต่ไม่พบ ปรากฏว่าซ่งหยี่หลบอยู่หลังประตูไม่ได้เข้ามาด้วย
ร่างหนึ่งพุ่งผ่านสองพ่อลูกที่ยืนเผชิญหน้ากันอยู่ หลิวซงภายนอกแก่ชราเพราะตรอมตรมและตรากตรำทำงานหนักแต่ที่จริงเขาแข็งแรงมาก
เห็นบุตรีคนงามของตนมีสภาพน่าสังเวชเช่นนั้นก็ะเิ
“ซ่ง-เทียน-เหิง” คำรามชื่ออย่างเน้นย้ำทีละคำ ช่างทรงพลังราวกับจะฉีกเ้าของชื่อออกเป็ชิ้น ๆ เพียงแต่อีกฝ่ายไร้สติไม่อาจรับรู้ “เ้าสารเลวแซ่ซ่งวันนี้ข้าจะฆ่าเ้าให้ตาย!”
ซ่งเหว่ยหนานสะดุ้งเฮือกั้แ่ได้ยินแซ่ของตน รู้ว่ายามนี้โทสะอีกฝ่ายสูงเสียดฟ้า แต่ก็ยังเข้าไปห้ามปรามชายชราที่กำลังเงื้อมือ
“พี่ใหญ่! อย่าใช้มือตี เทียนเหิงตัวแข็งมาก มือท่านจะเจ็บเอาได้ ใช้...ใช้เชิงเทียนนี่สิ”