ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 5 บทที่ 139 ฉันขอยอมแพ้

            “เจ้าเด็กนี่ ถ้าแบ่งเวลาที่เอาแต่เล่นพวกนี้มาตั้งใจฝึกฝนก็คงจะดีหรอก!”

            คณบดีหลี่มองท่าทีของหลี่ฉางหมิงด้วยสายตาที่เจือไปด้วยความรู้สึกระอาเหมือนเห็นเหล็กกล้าแต่ไม่อาจตีให้เป็นดาบชั้นเลิศได้

            แต่ไป๋ฉางเซิงไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำพูดนี้นักถึงไอ้ของพวกนี้จะดูไร้ประโยชน์ แต่มันก็เท่ระเบิดไปเลยไม่ใช่เหรอ?แค่ฟังเสียงโห่ร้องกึกก้องจากคนดูรอบสนามก็รู้แล้วว่าการเปิดตัวของหลี่ฉางหมิงเมื่อกี้มันได้ใจคนไปเยอะขนาดไหน

            แต่คนที่รู้จักนิสัยของคณบดีหลี่ดีย่อมไม่มีใครเก็บคำพูดนั้นมาใส่ใจ เพราะท่าทางที่ดูเหมือนกำลังด่านั้นความจริงแล้วแฝงไปด้วยความภาคภูมิใจอยู่ไม่น้อย

            ตั้งแต่หลี่ฉางหมิงทะลวงเข้าสู่ระดับโหวแห่งยุทธ์อาจารย์คนอื่นในสุ่ยมู่ก็ไม่มีใครสอนเขาได้อีกปกติแล้วคณบดีหลี่จะเป็นคนสอนหลี่ฉางหมิงด้วยตัวเองดังนั้นถ้าจะบอกว่าหลี่ฉางหมิงเป็นลูกศิษย์ของเขาก็คงไม่ผิดนัก

            เมื่อเทียบกับการปรากฏตัวที่‘อวดดี’ ของหลี่ฉางหมิงแล้วทางฝั่งวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์กลับดูธรรมดาและน่าเบื่อกว่ามาก

            อีกฝ่ายแค่กระโดดเบาๆร่างทั้งร่างก็วาดเป็นเส้นโค้งกลางอากาศข้ามผ่านระยะทางกว่าร้อยเมตรก่อนจะร่อนลงสู่ลานประลองยุทธ์ได้อย่างมั่นคง

            ยากจะบอกว่าท่านี้มันน่าดูตรงไหนแต่การที่สามารถกระโดดข้ามระยะทางไกลขนาดนี้ได้ในรวดเดียวก็มีแต่คนระดับโหวแห่งยุทธ์เท่านั้นที่ทำได้

            หลังจากลงสู่พื้นเขาก็ไม่ได้พูดจาโอ้อวดอะไรแค่เรียกโล่ทองคำและกระบี่ยักษ์ออกมาจากแหวนมิติด้วยท่าทางสงบนิ่งจากนั้นบรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน

            ไม่รู้ว่าไป๋ฉางเซิงคิดไปเองหรือเปล่าแต่โหวแห่งยุทธ์ที่กำลังจะประมือกับหลี่ฉางหมิงคนนี้ดูคล้ายกับมอนเต้ที่เขาเพิ่งล้มไปก่อนหน้านี้อยู่บ้างโดยเฉพาะแววตาของทั้งคู่ที่ดูเหมือนกันเป๊ะ

            “อุปกรณ์มาตรฐานของวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์เลยแฮะ”

            “จุดตัดสินของศึกนี้อยู่ที่ว่าหลี่ฉางหมิงจะทำลายปราการศักดิ์สิทธิ์ของอีกฝ่ายได้ไหม”

            ไป๋ฉางเซิงมองคนทั้งคู่บนเวทีพลางวิเคราะห์ในใจ

            ขณะที่กรรมการก็ไม่ยอมเสียเวลาพอเห็นนักศึกษาทั้งสองคนขึ้นสู่เวทีครบแล้ว ก็แนะนำประวัติและระดับพลังคร่าวๆก่อนจะประกาศเริ่มการแข่งขันทันที

            นี่เป็นครั้งแรกที่ไป๋ฉางเซิงได้เห็นการต่อสู้ระดับโหวแห่งยุทธ์

            ก่อนหน้านี้ถึงเขาจะเคยล่าราชันหมาป่ากระดูกเหล็กระดับจ้าวอสูรหรือมักจะแลกหมัดกับเจ้าทึ่มจู้ที่มีพลังระดับโหวแห่งยุทธ์อยู่บ่อยๆแต่ต้องรอจนได้เห็นยอดฝีมือระดับโหวแห่งยุทธ์สองคนซัดกันเต็มกำลังด้วยตาตัวเองนี่แหละเขาถึงได้ตระหนักอย่างชัดเจนถึงความต่างชั้นระหว่างแม่ทัพยุทธ์กับโหวแห่งยุทธ์

            แม้หลี่ฉางหมิงจะดูทำตัวเว่อร์ไปบ้างแต่เขาก็มีของดีอยู่กับตัวไม่น้อย

            เขาเคาะคทาเวทในมือสามครั้งติดกันพลันปรากฏแรดยักษ์สามตัวที่มีขนาดใหญ่กว่าสิบเมตรพุ่งทะยานเข้าชนโหวแห่งยุทธ์ฝั่งตรงข้ามอย่างบ้าคลั่ง

            แรดแต่ละตัวมีเขามหึมาบนหัวแค่ดูจากขนาดตัวก็รู้แล้วว่าน้ำหนักมหาศาลแค่ไหน การพุ่งชนที่ทรงพลังขนาดนี้ถ้าตั้งหลักวิ่งมาเต็มที่ล่ะก็ต่อให้เป็นยอดฝีมือแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงก็อาจจะโดนขยี้จนแหลกได้ในพริบตา

            แต่อีกฝ่ายกลับทำเหมือนไม่ได้สนใจแรดทั้งสามตัวที่กำลังพุ่งเข้ามาหาตัวเองเลยแม้แต่น้อย

            เขาแค่ชูโล่ทองคำขึ้นจากนั้นก็พุ่งสวนกลับไปโดยไม่ถอยหนีเลยสักก้าว!

            เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหวท่ามกลางสายตาของทุกคนชายคนนั้นกลับเป็นฝ่ายดันร่างของแรดยักษ์จนลอยกระเด็นออกไปแทน!

            จากนั้นเขาก็ชักกระบี่ยักษ์ออกมาฟาดฟันแค่ไม่กี่ดาบ แรดยักษ์อีกสองตัวก็โดนฟันจนล้มคว่ำลงกับพื้น

            ความง่ายดายเช่นนี้ อาจจะทำให้คนที่ไม่รู้เรื่องคิดไปว่าแรดสามตัวนี้มีฝีมือธรรมดาๆ

            แต่ความจริงแล้วไป๋ฉางเซิงสัมผัสได้ชัดเจนว่าแค่หยิบแรดออกมาตัวเดียวค่าพลังเลือดก็เหนือกว่าเขาอย่างขาดลอยแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นแค่แรงพุ่งชนนั่นเขาก็ไม่มีทางรับไหว

            แต่พลังเลือดระดับนี้กลับดูเหมือนเป็นการหยั่งเชิงก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มปะทะกันจริงๆ ซะมากกว่า

            คนหนึ่งไม่เคยสงสัยเลยว่าอีกฝ่ายจะรับมือไม่ได้ส่วนอีกคนก็คอยระวังว่าคู่ต่อสู้จะเรียกสัตว์อสูรที่เก่งกว่าเดิมออกมา

            และก็เป็นไปตามคาดวินาทีต่อมา หลี่ฉางหมิงสะบัดคทาเวทในมือ มวลธาตุจำนวนมหาศาลพุ่งมารวมตัวกันกลายเป็นเสือคลั่งอาบเพลิงคำรามลั่นปรากฏตัวขึ้น

            ดูจากความน่าเกรงขามแล้วพยัคฆ์เพลิงตัวนี้ก้าวข้ามเส้นแบ่งระดับจ้าวอสูรไปเรียบร้อยแล้ว

            “ใจมีพยัคฆ์ ดอมดมกุหลาบ”

            หลี่ฉางหมิงพูดเบาๆก่อนจะดีดนิ้วอีกครั้ง ผีเสื้อนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นกลางอากาศปีกที่สั่นระรัวพยุงร่างของหลี่ฉางหมิงให้ลอยสูงขึ้นจากพื้นประมาณสิบเมตร

            เขารู้ดีว่าข้อได้เปรียบของตัวเองอยู่ตรงไหนและรู้ว่าควรจะหลบเลี่ยงจุดเด่นของศัตรูยังไงการต่อสู้เริ่มเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว

            ไป๋ฉางเซิงมองดูการแลกกระบวนท่าอันดุเดือดในสนามประลองในใจก็เหลือแค่ความทึ่งและความรู้สึกสมเพชตัวเอง

            ระดับพลังจิตของหลี่ฉางหมิงไม่ได้สูงกว่าเขาเท่าไรนักแต่พลังโจมตีที่แสดงออกมากลับอยู่ในระดับที่เขาเทียบไม่ติดแถมอานุภาพการทำลายล้างนั้นรุนแรงจนลานประลองที่ทำจากโลหะผสมยังแตกร้าวครั้งแล้วครั้งเล่าจากการโจมตีของทั้งคู่

            เขาหันไปมองเจ้าทึ่มจู้ด้วยความอึ้ง

            ถ้าไม่ได้เห็นการต่อสู้นี้ด้วยตาตัวเองเขาคงคิดว่าระดับโหวแห่งยุทธ์ก็คงมีดีแค่นี้

            เพราะทุกครั้งที่เขาสู้กับเจ้าทึ่มจู้เขามักจะสู้ได้สูสีแบบกินกันไม่ลงตลอด ถึงสุดท้ายจะแพ้ก็แพ้ไปแค่ก้าวเดียวเท่านั้น

            แต่พอกลับมาคิดดูถึงได้รู้ว่าตัวตลกที่แท้จริงคือตัวเขานี่เอง

            เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามส่งมาจากไป๋ฉางเซิงเจ้าทึ่มจู้ก็ทำได้แค่เกาหัวแล้วยิ้มแห้งๆ “ข้าเป็นแค่คนปลูกผัก”

            เจ้านี่นอกจากจะต่อสู้เก่งแล้ว เรื่องการแสดงก็ยังเนียนสุดๆ

            ถ้าไม่ใช่เพราะเป็นคนละเผ่าพันธุ์กันล่ะก็ด้วยทักษะการแสดงระดับนี้ อย่างน้อยต้องได้รางวัลนักแสดงนำยอดเยี่ยมแน่ๆ

            “เด็กสองคนนี้พรสวรรค์ดีมากทีเดียวเสียแต่ว่าประสบการณ์การต่อสู้ยังน้อยไปหน่อย”

            เวินโหรวพูดขึ้นมากะทันหันแต่น้ำเสียงกลับมีความเสียดายแฝงอยู่

            ไป๋ฉางเซิงพอจะเดาออกว่าเธอกำลังเสียดายเรื่องอะไรคงหนีไม่พ้นเรื่องที่สองคนนี้ไม่ได้เป็นลูกศิษย์ของจักรพรรดิโอสถหุนหยวนนั่นแหละ

            แต่เวินโหรวก็เปลี่ยนประเด็นแล้วพูดต่อ“คนชุดดำคนนั้น กำลังจะแพ้แล้ว”

            ไป๋ฉางเซิงรีบหันไปมองเห็นหลี่ฉางหมิงกำลังแกว่งคทาเวทอย่างต่อเนื่องบางครั้งก็เรียกเสือคลั่งอาบเพลิงออกมา บางคราก็เรียกงูหลามยักษ์ออกมา

            สัตว์อสูรที่เรียกออกมาล้วนอยู่ในระดับจ้าวอสูรดูทรงพลังและน่าเกรงขามจนกดดันให้โหวแห่งยุทธ์จากวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์ขยับไปไหนไม่ได้เลย

            ในเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ทำไมเวินโหรวถึงบอกว่าหลี่ฉางหมิงกำลังจะแพ้ล่ะ?

            “ดูเหมือนจะได้เปรียบ แต่ความจริงถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า”

            “สิ่งที่เรียกว่าได้เปรียบนั้นกลับไม่ได้สร้างความเสียหายจริงจังให้อีกฝ่ายได้เลยแถมยังเปราะบางจนแค่โดนก็แตกสลาย”

            “มันเป็นแค่การอาศัยสัตว์อสูรที่เรียกออกมาเรื่อยๆเพื่อยื้อสถานการณ์ไว้เท่านั้น”

            “แต่พลังจิตย่อมมีวันหมด ทันทีที่เขาเริ่มล้า อีกฝ่ายก็จะสวนกลับและเมื่อถึงตอนนั้น เขาก็จะไม่มีทางพลิกสถานการณ์ได้อีก”

            “ยิ่งไปกว่านั้น คนชุดดำคนนั้นน่าจะไม่ถนัดการต่อสู้แบบนี้ด้วยซ้ำเขาถนัดธาตุอื่นมากกว่า แต่ด้วยข้อจำกัดของสถานที่ เลยทำได้แค่นี้”

            ภาพเหตุการณ์ต่อมาเหมือนเป็นการยืนยันคำพูดของเวินโหรว

            สัตว์อสูรที่หลี่ฉางหมิงเรียกออกมาเริ่มมีระดับพลังลดลง จากระดับจ้าวอสูรร่วงลงมาเหลือแค่แม่ทัพอสูรระดับสูง

            แม้จะดูเหมือนลดลงมาแค่ระดับเดียวแต่ผลลัพธ์ในการต่อสู้นั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

            โหวแห่งยุทธ์จากวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์ไม่ลังเลเลยสักนิดเขากระชับกระบี่ยักษ์แล้วพุ่งทะยานเข้าไป

            แค่ถีบเท้าก้าวเดียวระยะทางหลายสิบเมตรก็หายไปในพริบตา เขาวาดกระบี่ฟันออกไปร่างของหลี่ฉางหมิงพลันถูกตัดขาดครึ่งท่อนที่เอวทันที!

            โชคดีที่หลังจากร่างขาดออกเป็นสองท่อนร่างนั้นก็สลายกลายเป็นผีเสื้อนับไม่ถ้วนบินกระจายออกไปต่อหน้าทุกคน

            ยังดีที่หลี่ฉางหมิงยังเก็บไม้ตายสำรองไว้ไม่อย่างนั้นกระบี่เมื่อกี้คงเอาชีวิตเขาไปจริงๆ แล้ว!

            แต่ว่าหลี่ฉางหมิงหายไปไหนแล้วล่ะ?

            ไป๋ฉางเซิงหันซ้ายหันขวามองหาก่อนจะเห็นว่าเจ้านั่นกลับไปยืนอยู่ที่อัฒจันทร์ที่นั่งของผู้ทรงคุณวุฒิตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เขาชูมือขึ้นท่ามกลางสายตาตกตะลึงของคนดูทั้งสนามแล้วพูดออกมาด้วยสีหน้าดูไม่ได้ว่า “ฉันขอยอมแพ้”

            พริบตาเดียวคนดูทั้งอัฒจันทร์ก็เดือดพล่านขึ้นมาทันที!

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน