Pioneer Era

    ตอนที่ 51 เรื่องราวของแต่ละฝั่ง

    วันที่ 16 เอนมูว์ทัวร์

    ***น้องเล็ก [ทัวร์มาลีน-เอท]

    “...อือ~”

    รู้สึกว่าร่างกายหนักอึ้ง

    สัมผัสได้ถึงอากาศและความรู้สึกทั้งห้าของร่างกาย

    ยังได้ยินเสียงของหัวใจเต้นดังกังวาล

    ข้าน้อยยังมีชีวิตอยู่

    “ที่นี่คือ? ”

    เมื่อลืมตาตื่นก็พบกับผ้าเพดานที่ไม่คุ้นเคย พร้อมกับได้กลิ่นฉุนแตะจมูกจนต้องย่นใบหน้า

    ทั้งที่ไม่มีตะเกียงน้ำมัน ทั้งที่ไม่มีหน้าต่าง แต่กลับมีแสงไฟนวลตาสว่างทั้งห้อง อีกทั้งยังเย็นสบายไม่รู้หนาวหรือร้อนจนอึดอัดตัว

    สถานที่อันแปลกประหลาดและเต็มไปด้วยพลังแห่งปาฏิหาริย์ของเทพเช่นนี้ คงไม่พ้นเป็นสถานที่พำนักสักแห่งของพวกเผ่าอสูรกาย

    “ตื่น...นายท่าน…”

    “นั่นใคร? ”



    ข้าน้อยรีบปรับสายตาตัวเองแล้วลุกขึ้นมาจากอะไรบางอย่างที่นุ่มสบาย

    ดูเหมือนว่าข้าจะกำลังนอนหลับอยู่บนเตียงสีขาวสะอาดบริสุทธิ์

    ผ้าใยของมันถูกทอขึ้นมาอย่างปราณีต ไม่หยาบและระคายเคืองผิวหนังเหมือนอย่างที่เคยใช้ในหมู่บ้าน

    ผนัง พื้น กับผ้าเพดานล้วนแต่เป็นสีครีมสะอาดตา

    บนผนังของห้องมีที่แขวนเสื้ออยู่

    ที่ตรงนั้นมีชุดเกราะเทพเจ้าของข้าน้อยถูกแขวนเอาไว้อย่างเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน

    ภายในห้องขนาดเล็กราวเก้าตารางเมตรแห่งนี้ มีสตรีผมสีครามที่คุ้นตานั่งอยู่บนโซฟานวมสีเหลืองตัวยาว

    “เราคือ...ระบบ...เตาสุริยะที่ 7 [สล็อต] ...หนึ่งในระบบสนับสนุน... ค่ะ นายท่าน...”

    เด็กสาวตัวเล็กคนนั้นมีผมสีครามมัดเปียยาวสองข้างแนบหัวคล้ายเขาแพะ มีหางและหูหมาป่าสีครามยื่นยาว และสวมใส่ชุดเมดสีดำ

    ไม่ผิดแน่ เธอคือร่างจำแลงที่เป็นหนึ่งในสาวกของเทพเจ้าโนอาร์

    ทำไมตัวตนเช่นนั้นถึงมาอยู่ที่นี่ได้ละ? แล้วตอนนี้ข้าน้อยอยู่ที่ไหนกันแน่เจ้าคะ?

    “จำ… อะไรไม่ได้เลย…”

    ความทรงจำสุดท้ายคือตัวเองกำลังนั่งพิงหอคอยกลางทะเลเพื่อรอวันตาย

    ไม่สิ… เหมือนจะจำได้ลาง ๆ ว่ามีใครสักคนมาช่วยเอาไว้

    “ที่นี่คือที่ไหนกันเจ้าคะ? ”

    “พวกเขา...ช่วย...นายท่าน...และ...ซ่อม...ตัวเรา…”

    น้ำเสียงของท่านสาวกฟังดูขาดช่วงและไม่สามารถเปล่งเสียงได้เต็มคำเท่าไหรนัก

    “ที่นี่… คือ--”

    แล้วทันใดนั้นท่านสาวกก็หลับตาลงแน่นิ่งราวกับว่าตายไปแล้วอยู่บนเก้าอี้เช่นนั้น

    “ZZzzz”

    ก่อนจะได้ยินเสียงกรนเบา ๆ ที่น่ารักดังลอดออกมาจากปากของเธอ

    เออ… ท่านสาวกคนนี้จะไหวไหมเนี่ย?



    ห้านาทีต่อมา

    “ตื่นแล้วสินะ”

    ประตูห้องบานโตส่งเสียงเปิดที่ผืดเคืองดังลั่น พร้อมกับมีชายเผ่าอสูรแมลงสูงสามเมตรเดินเข้ามา

    ข้าน้อยจำเจ้าอสูรคนนี้ได้

    “ [เซอร์ไว] ...”

    “พูดภาษาของพวกข้าได้? แถมรู้จักข้าด้วยเช่นนั้นหรือ? ”

    “ได้ยิน… จากตอนที่ถูกช่วยเอาไว้เจ้าค่ะ...”

    ข้าน้อยนึกเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นออกแล้ว

    “น่ายินดี น่ายินดี”

    น้ำเสียงของเขามีความน่าเกรงขามไม่แพ้น้ำเสียงของผู้กล้าชนเผ่าหมีหรือชนเผ่ากอลิล่า

    แต่ในน้ำเสียงที่น่าเกรงขามนั้น กลับฟังดูอบอุ่นเป็นมิตรผิดจากรูปลักษณ์ภายนอกที่ราวกับปีศาจของเขา

    “... ทำไมถึงช่วยข้าน้อยเอาไว้? ไม่ใช่ว่าเป็นศัตรูกับพวกข้าน้อยอยู่หรอกหรือ? ”

    "แค่บังเอิญเก็บขึ้นมาได้เลยช่วยเอาไว้ จำเป็นต้องหาเหตุผลให้มากกว่านี้หรือเปล่า? "

    "แต่ข้าน้อยคือเป็นศัตรูกับเผ่าของท่าน ข้าน้อยอาจสังหารท่านได้นะ? "

    ชายที่ชื่อเซอร์ไวเดินไปรินน้ำชาโดยไม่สนใจคำขู่ของข้าน้อย

    เขาเทน้ำชากลิ่นดอกไม้ ก่อนจะนั่งลงข้างสาวกของท่านเทพที่นิ่งเงียบ แล้วขยับเขี้ยวตรงปากเพื่อพูดกับข้าน้อยอย่างใจเย็น

    “ในสายตาของชนเผ่าท้องถิ่นอย่างพวกเจ้า ต่างมองเผ่าของพวกข้าเป็นศัตรูสินะ? ”

    เขาถอนหายใจยาวทีหนึ่ง แล้วเริ่มพูดต่อ

    "งั้นทำไมเจ้าถึงเป็นเพื่อนกับสตรีที่ชื่อว่า [ลิลลี่ ออฟซิเดียน] กันละ? ”

    “นี่แกรู้…!? ”

    “ข้ามันหูตากว้างไกลนะ”

    เขาพูดพร้อมกับรินน้ำชาร้อน ๆ เติมลงไปในแก้วที่ว่างเปล่าอีกใบ

    “จะดื่มหน่อยมั้ย? ”

    เขาส่งแก้วน้ำชานั้นมาให้ข้าน้อย

    “ไม่ต้องระวังตัวแจขนาดนั้นก็ได้ ข้าไม่ได้คิดอยากจะเป็นศัตรูกับคนที่สามารถทำลายทั้งฐานทัพด้วยตัวคนเดียวได้แบบนั้นหรอกนะ”

    “นี่แก--”

    “ที่ข้าไปที่นั่นในวันนั้น เป็นเพราะเห็นระเบิดขึ้นท้องฟ้า เลยเกิดความอยากรู้อยากเห็น พอไปถึง ก็พบว่าฐานภาคตะวันออกถูกโจมตี และบังเอิญไปพบเจ้าจมกองเลือดที่นั่น แล้วจะให้ข้าคิดว่าเป็นฝีมือของคนอื่นใดไปได้อีกเช่นนั้นหรือ? ”

    “!?! ”

    มันรู้ตัวจริงของข้าน้อย! หรือว่ามันจะเป็นพวกทหารเช่นกันอย่างงั้นหรือ!?

    เจ้านี่อันตราย!

    ข้าน้อยรีบลุกจากเตียงเพื่อเตรียมรับมือโจมตีใส่ศัตรูที่อาจหมายเอาชีวิตของข้าน้อยตรงหน้า

    แต่พอมาคิดอีกที… อย่าดีกว่า

    ถ้ามันตั้งใจจะจับข้าน้อยไปเป็นเชลยศึก หรือจับเพื่อมาทรมานเค้นความลับ งั้นก็ปล่อยให้มันทำไปเถอะ

    ข้าน้อยเบื่อชีวิตนี้เต็มที่แล้ว



    “ดวงตาเจ้ามันช่างน่าเบื่อนัก”

    “... หมายความว่ายังไง? ”

    “ดวงตาที่ไร้ชีวิต ดวงตาของเจ้ามันเป็นเช่นนั้น”

    “...”

    เจ้าหมอนี่…

    เขายกถ้วยน้ำชาตรงหน้าขึ้นดื่มอย่างไม่ใส่ใจต่อพฤติกรรมของข้าน้อย แล้วเริ่มพูดต่ออีกครั้ง

    “ถ้าไม่มีที่ไป งั้นมาอยู่กับข้าซะ”

    “... พูดจาตลก”

    มาชวนศัตรูที่พึ่งลงมือฆ่าสังหารพรรคพวกร่วมเผ่าของท่านไปเนี่ยนะ? มันคิดอะไรของมันอยู่กัน?

    “ไม่ได้ตลก ข้าเอาจริง และจะให้ค่าจ้างกับเจ้าในฐานะทหารรับจ้างด้วย สนใจไหมละ? ”

    “ไม่เอา…”

    “ฮะ ฮะ ฮะ ปฏิเสธทันทีเลยสินะ”

    ข้าน้อยหย่อนก้นตัวเองลงบนเตียงอีกครั้งโดยไม่สนใจน้ำเสียงที่เริงร่าของมัน

    มีอะไรตลกมากนักหรือ?

    “ไม่สนใจกลับไปหาเพื่อนของเธอหรือยังไง? เพื่อนที่ชื่อว่า [ลิลลี่ ออฟซิเดียน] นะ? ถ้าเป็นข้าละก็สามารถทำได้นะ? ล้างประวัติใหม่ให้เจ้าได้ ผ่าตัดเปลี่ยนใบหน้า เปลี่ยนสีผม ทำให้เจ้ากลายเป็นคนใหม่ แล้วส่งเจ้ากลับไปเข้าโรงเรียนเดียวกับเธอได้ ข้ามีอำนาจมากถึงขนาดนั้นเลยละ”

    “เรื่องนั้น… ไม่เอาค่ะ”

    กลับไปหาแล้วจะทำอะไรได้?

    ข้าน้อยยังจำสายตาสุดท้ายที่เธอคนนั้นหันมามองได้อยู่

    มันคือสายตาของคนที่กำลังหวาดกลัว

    คิดว่าข้าน้อยกลับไปแล้วจะยังสามารถเป็นเพื่อนกับเธอได้อีกหรือ?

    ไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน…



    “งั้นเดียวข้าเล่าอะไรสนุก ๆ ให้ฟังแทน”

    “ไม่เอา…”

    “เรื่องมันมีอยู่ว่า ความจริงแล้วข้าคือคนที่ขายอาวุธให้กับชนเผ่าหนูของพวกเจ้าเองแหละ”

    “!?! ”

    “พวกมันบอกว่าต้องการเอาไปใช้ล่าสัตว์ แต่ข้าคิดเอาไว้อยู่แล้ว ว่าคงเอาไปใช้ทำอย่างอื่น และก็เป็นเช่นนั้นจริง เอาละ ทีนี้มาถึงคำถามถัดไป เจ้าคิดว่าทำไมข้าถึงยอมขายอาวุธของเผ่าให้กับศัตรูอย่างพวกเจ้ากันละ? ”

    “เออ… ต้องการเงิน? ”

    “ถูกส่วนหนึ่ง แต่ความจริงคือข้าแค่ต้องการผูกมิตรกับชนเผ่าหนูเพื่อผลประโยชน์ในอนาคตที่ยิ่งใหญ่กว่าเท่านั้น”

    “...ทั้งที่มันอาจจะใช้อาวุธนั้นย้อนกลับมาฆ่าเจ้าได้เนี่ยนะ? ”

    “รู้มั้ยว่าอะไรเชื่อใจได้มากที่สุดในโลก? ผลประโยชน์ร่วมยังไงละ เจ้าพวกนั้นยังสร้างอาวุธไม่เป็น หากกระสุนหมดแล้วจะทำเช่นไรต่อหากไม่พึ่งพาข้า? ดังนั้นในตอนนี้จึงไม่มีทางที่มันจะแว้งกัดข้าได้ นอกจากหันปลายของอาวุธนั้นไปที่คนอื่นแทน”

    “นี่เจ้าไม่สนใจเพื่อนร่วมเผ่าเลยหรือ? ”

    “ทำไมต้องสนใจ? ในเมื่อพวกมันไม่เคยทำประโยชน์อันใดให้กับข้า? รัฐบาลที่สนแต่ผลประโยชน์ส่วนรวมจนละทิ้งเด็กกำพร้าส่วนน้อย พวกราชินีที่สนใจแต่การขยายประชากร พวกมันเคยสนใจข้ามั้ย? หากข้าทำประโยชน์เพื่อพวกมันแล้วมันจะหันมาสนใจปากท้องคนส่วนน้อยที่ถูกตัดทิ้งไหม? ก็ไม่? ข้าเองก็ไม่ต่างจากเจ้า ทำเพื่อคนของข้าเหมือนเจ้า ยอมให้ตัวเองแปดเปื้อนก็เพื่อคนของข้าเหมือนที่เจ้าสังหารเพื่อคนของเจ้าเอง”

    “มาบอกความลับการซื้อขายแบบนี้จะดีหรือ? ”

    “ใครสนใจกัน? เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับสักหน่อย เขารู้กันทั้งวงการแล้ว พวกหัวของรัฐบาลเองก็รู้ดี แต่มันไม่ห้ามเพราะว่าข้ายัดเงินให้พวกมัน อีกอย่าง ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดซักหน่อย แค่ขายอาวุธให้กับคนที่ต้องการใช้ มันก็เท่านั้นเอง! ”

    “เลว...”

    “ถึงจะดูเลว แต่ผู้กล้าเผ่าหนูก็ได้อาวุธไปใช้เพื่อกอบกู้ดินแดน ส่วนข้าก็ได้เงินมาใช้จุนเจือครอบครัว รัฐบาลฝ่ายข้าได้เหตุผลเข้ากำชับพื้นที่ยึดแดนเพื่อแก้ปัญหาประชากรล้นของเผ่ามนุษย์มด ส่วนข้าสามารถเอาเงินนั้นมาต่อชีวิตพวกเด็กกำพร้ากับลูกน้องของข้าได้ เจ้าคิดว่ายังไงละ? เหมือนประชดดีใช่มั้ย? ความชั่วในมุมมองของคนหนึ่ง ในอีกมุมหนึ่งคือการกระทำเพื่อความดีที่พวกเขาเชื่อมั่น! โลกมันตลกดีใช่มั้ยละ? ฮะ ฮะ ฮะ! ”

    “...”

    “กลับมาที่เรื่องของเราต่อ ตกลงเจ้าอยากจะทำงานกับข้าหรือไม่? ไม่เกี่ยวกับว่าทรยศต่อเผ่า หรือระแวงหวาดกลัวว่าจะถูกข้าหลอกใช้ เจ้าทำตามที่เจ้าต้องการเลย จะหลอกใช้ประโยชน์จากข้าที่มอบข้อเสนอแสนหวานให้ก็ได้! ข้าไม่โกรธหรอก เพราะข้าเตรียมใจที่จะหลอกผู้คน และพร้อมที่จะถูกโดนหลอกมาแล้ว ว่ายังไงละ! ”

    ข้าน้อยมานั่งคิด

    ไม่รู้ว่าทำไม แต่ข้าน้อยกลับรู้สึกว่าคนเช่นนี้สามารถเชื่อใจได้อย่างน่าประหลาด

    และไม่รู้ทำไม แต่คำพูดของเขากลับทำให้ข้าน้อยรู้สึกอยากใช้ชีวิตตามใจตัวเองขึ้นมาเอาเสียดื้อ ๆ

    นั่นสินะ… ลองใช้ชีวิตตามใจตัวเองสักครั้งก็ไม่เลวเหมือนกันนี่

    ขอโทษค่ะท่านผู้กล้า ขอโทษค่ะพวกพี่ใหญ่

    ขอโทษ… ที่ข้าน้อยเป็นเด็กนิสัยไม่ดี

    หลังจากนี้เป็นต้นไป ข้าน้อยจะขอใช้ชีวิตตามใจตัวเองแล้วเจ้าค่ะ



    ***ประธานสีเทา [เซอร์ไว]

    “เหนื่อยหน่อยนะครับท่านประธาน”

    “ไม่เหนื่อยสักนิด ข้าว่าสนุกเสียด้วยซ้ำ”

    เรากำลังพูดกับลูกน้องที่ยืนรออยู่นอกห้อง

    โรงพยาบาลแห่งนี้มีข้าเป็นผู้ออกเงินทุนสร้างขึ้นมา ทั้งคนและผู้อำนวยการ ล้วนแต่เป็นคนของข้าทั้งนั้น

    สรุปคือไม่มีทางที่ข่าวเรื่องของผู้สังหารคนนี้จะหลุดไปถึงหูของคนอื่นได้

    เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน

    ตอนที่เห็นระเบิดสีขาวพุ่งทะลุขึ้นท้องฟ้าพร้อมกับส่งควันดอกเห็ด ข้าก็รีบสั่งการให้เตรียมรถความเร็วสูง แล้วมุ่งหน้าไปที่นั่นในทันที

    ตั้งแต่ที่หอคอยขนาดเล็กสีขาวปรากฏขึ้น พวกเราก็พบกับข้อมูลสำคัญมากมายผ่านทางการสำรวจ

    หน่วยสำรวจได้เข้าสืบค้นซากอารยะธรรมโบราณที่กลุ่มนักเรียนไปพบเข้า และได้ค้นพบอารยะธรรมที่ล้ำสมัยซ่อนเอาไว้อยู่

    แน่นอนว่าทุกคนให้ความสนใจกับมันมาก รวมไปถึงท่านประธานใหญ่ [ยะมะโตะ] ของพวกเราด้วย

    แต่ท่านประธานใหญ่นะมองแต่การวิจัยเชิงความรู้ โดยไม่ได้มองถึงเม็ดเงินมหาศาลที่จะเกิดขึ้นจากมันเลยสักนิด

    เขาปฏิบัติตัวอย่างซื่อตรง ปล่อยให้ภาครัฐบุกเบิกก่อน แล้วตัวเองค่อยเข้าไปเคลื่อนไหวสนับสนุนในยามที่ถูกเรียกตัว

    ทำแบบนั้นก็โดนรัฐบาลฮุบข้อมูลเทคโนโลยีหรือสมบัติมหาศาลไปก่อนพอดี

    ดังนั้นตัวเรา ในฐานะที่เป็นประธานสาขาย่อยทวีปใหม่ของ [เทคโนยะมะโตะ&เอสเทอ] จึงลงมือจัดการเอาเองโดยไม่บอกเขาที่ซื่อสัตย์และซื่อตรงจนเกินไป

    และนี่คือผลลัพธ์ที่เราได้จากในการเก็บกู้ซากในวันนั้น

    หุ่นยนต์รูปร่างเผ่ามนุษย์สัตว์หนึ่งตัว กับชุดเกราะนักรบที่ทันสมัยกว่าเทคโนโลยีที่พวกเรามี

    รวมไปถึงได้ตัวของยอดมือสังหารที่หาจับได้ยากยิ่งคนหนึ่ง

    โชคดีที่บังเอิญเป็นคนเจอตัวหล่อนเป็นคนแรก เลยสามารถแอบพากลับมาได้โดยที่กองทัพกับรัญบาลไม่รู้

    แถมยังบังเอิญไปเจอตัวลูกสาวของท่านประธานอย่างโชคช่วย เลยช่วยกลับมาพร้อมกัน เป็นการสร้างหนี้บุญคุณให้กับท่านประธานใหญ่ได้อีกต่อหนึ่ง

    ได้กำไรหลายต่อเลยละ



    “อืม… จากนี้ไปสถานเด็กกำพร้าคงคึกคักมากขึ้นแล้วละนะ”

    ความจริงอีกส่วนหนึ่งนอกจากพลังที่หมายตาแล้ว ที่ข้าช่วยมือสังหารคนนั้นเอาไว้ เป็นเพราะว่าดวงตาของเธอมันน่าสงสารเหมือนกับพวกเด็กกำพร้าที่ข้าเก็บมาเลี้ยงดูนั่นละ

    เป็นแววตาของคนที่ซังกะตายจนรู้สึกน่าเวทนา

    เห็นแล้วมันทนไม่ได้นะ

    “นักฆ่าที่สามารถสังหารทหารได้ทั้งฐานทัพอย่างงั้นหรือ? ”

    พลังระดับนั้นได้มาอยู่ในมือของเราแล้ว

    จะเอาพลังนั้นไปใช้ในทิศทางไหนดีนะ?



    ***แม่สาวนมติดลบ [ลิลลี่ออฟซิเดียน]

    ณ โรงอาหารของโรงเรียนไพโอเนียร์

    “---เรื่องราวก็เป็นแบบนี้ละดอง”

    “ลำบากแย่เลยนะคะลี่”

    พรุนตอบฉันด้วยน้ำเสียงที่เศร้าหมอง

    ฉันกำลังเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้กับทุกคนฟังอยู่

    ตั้งแต่ที่ตัวเองโดนจับไป กลายเป็นเพื่อนกับแม่สาวกระต่ายดำ และจบลงที่เธอสังหารทุกคนในฐานทัพบุกเบิก แล้วหนีหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

    ถ้าหากว่าตอนนั้นฉันกล้าหาญมากกว่านี้

    ถ้าหากว่าฉันกล้ามากพอที่จะวิ่งตามเธอไปละก็

    บางที… เธอคงจะได้มานั่งร่วมโต๊ะกับพวกเราตอนนี้ไปแล้ว...

    “เธอนี่โชคดีชะมัดที่บังเอิญประธาน [เซอร์ไว] ผ่านไปแถวนั้น ไม่งั้นเธอคงต้องค้างคืนอยู่ที่นั่นพร้อมกับศพจำนวนมากหลายวันแน่ ๆ ”

    “เป็นกระต่ายที่โหดร้ายทารุณชะมัด”

    “ปากเสียนะโฮป ไฮเจน! ทัวร์มาลีน-เอท ไม่ใช่คนแบบนั้นนะดอง! ”

    ฉันขึ้นเสียงใส่เพื่อนชายสองคนในกลุ่มที่เริ่มปากเสียวิจารณ์เพื่อนของฉัน

    “อืม… [ทัวร์มาลีน-เอท] ? ชื่อนี้เหมือนว่าจะเคยได้ยินมาจากไหนอยู่เหมือนกันนะ…”

    “โทแพซรู้อะไรด้วยหรือ? ดอง~”

    “อืม~ เหมือนจะนึกออก แต่นึกไม่ออกงะ”

    “...กลุ่มนักฆ่าที่ผู้กล้าเผ่ากระต่าย [ควอร์ตไซต์] เลี้ยงดูมาไม่ใช่หรือ? นี่มันเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนในเผ่ารู้กันหมดเลยนะโทแพซ? ”

    “อ๊ะ! จริงด้วยสิ! ขอบคุณนะไพไรต์”

    คนที่ให้คำตอบเมื่อกี้คือชายชนเผ่าสิงโต [ไพไรต์]

    เขามีสภาพที่เต็มไปด้วยบาดแผล ราวกับว่าพึ่งไปผ่านสงครามสักแห่งมาเช่นนั้น

    ความจริงไม่ใช่แค่เขา พวกพรุนกับคนอื่น ๆ เองก็มีแผลตามตัวไม่แพ้พวกฉันเลย

    “จะว่าไปแล้ว ตอนที่ฉัน ดิวซ์ กับจาวิซไม่อยู่ มันเกิดอะไรขึ้นกันหรือดอง? ทำไมทุกคนถึงมีสภาพดูไม่จืดแบบนี้กันละดอง? ”

    “เออ… คือเกี่ยวกับเรื่องนั้นนะคะ…”

    พรุนทำท่าเหมือนไม่อยากจะพูดถึงมัน แล้วชำเลืองสายตาไปทาง [วานาดิไนต์] ชายจากชนเผ่าหมีผมสีแดงเพลิงที่สารภาพรักกับพรุนบนรถในวันนั้น

    ใบหน้าของเขาดูบูดบึ้งมากทีเดียว

    เกิดบรรยากาศที่ชวนหนักอึ้งขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ

    “เดียวฉันเล่าให้ฟังเองค่ะคุณลี่”

    ในตอนนั้นเองที่แฟตยกมือขี้นพร้อมกับอาสาจะเล่าให้ฟัง

    “คือเรื่องมันมีอยู่ว่า---

    คล้ายกับเรื่องPioneer Era ที่คุณอ่าน