ติงเหว่ยที่กำลังยุ่งอยู่กับการเก็บของและจัดการเรื่องเล็กๆน้อยๆ ต่างๆ นางจึงไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้ และก็เลยเอาเปรียบกงจื้อหมิง
ประกอบกับที่เขากลับมาจากในเมืองอย่างเร่งรีบจึงไม่ได้เอาของเล่นมาเอาใจลูก เขาอุ้มอันเกอเอ๋อร์ขึ้นไปอย่างง่ายดายและให้เขาเด็ดทีละลูกๆอันเกอเอ๋อร์มีความสุขปรบมือจนแดงไปหมด
คงไม่ต้องบอกว่าในมือของต้าหวา เอ้อร์หวาและเสี่ยวชิงที่หน้าแดงอยู่ก็เต็มไปด้วยลูกสาลี่สายลมพัดมา กลิ่นหอมของลูกสาลี่ก็ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ
ติงเหว่ยยกบะหมี่ออกมานางทนมองเสี่ยวชิงที่กำลังน้ำลายไหลไม่ไหวแล้วแอบมองสีหน้าของกงจื้อหมิงอย่างระมัดระวังราวกับจะไล่ให้นางไปล้างสาลี่มาหนึ่งจานแล้วก็แบ่งให้เหล่าทหารด้านนอกสักจำนวนหนึ่ง
เสี่ยวชิงวิ่งออกไปอย่างมีความสุขและปล่อยให้กงจื้อหมิงอุ้มอันเกอเอ๋อร์นั่งเล่นอยู่บนม้าหินอ่อนเขาพูดกำชับด้วยความอิจฉาเล็กน้อย “เจ้าไม่จำเป็นต้องเปลืองแรงหรอกเรียกให้ป้าหลี่เอาไปให้พวกเขาก็พอแล้ว”
ติงเหว่ยอดไม่ได้ที่จะแกล้งตำหนิเขาออกไปว่า“พวกเขาล้วนเป็นองครักษ์ของท่าน ปกป้องท่านด้วยชีวิตในสนามรบทำไมข้าจะปฏิบัติต่อพวกเขาดีสักหน่อยไม่ได้?”
กงจื้อหมิงได้ฟังแล้วก็รู้สึกร้อนใจขึ้นมาเขาอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นจัดผมที่กระจัดกระจายอยู่ของนาง“อยู่เคียงข้างข้าทำให้เจ้าต้องลำบากแล้ว”
ติงเหว่ยคิดถึงท่านพ่อท่านแม่ขึ้นมาแววตาของนางมีความเศร้าสลดปรากฏขึ้นมาครู่หนึ่งแต่ในไม่ช้าก็พูดด้วยรอยยิ้มออกมาว่า “ลำบากที่ไหนกันมีเรือนที่ใหญ่ขนาดนี้ให้อยู่อาศัย มีที่เพาะปลูกใหญ่ขนาดนี้ให้ข้าได้จัดการอีกอย่างถ้าจะบอกว่าลำบากอีก เกรงว่าสวรรค์ก็คงต้องฟ้าผ่าข้าตายเสียแล้ว!”
กงจื้อหมิงขมวดคิ้วและตำหนิออกมาว่า“เจ้าอย่าพูดส่งเดช!”
ติงเหว่ยยิ้มออกมาอย่างมีความสุขนางรับลูกชายไปพร้อมเร่งให้เขาไปกินข้าว “รีบไปกินข้าวเถอะ เมื่อครู่นี้ข้าไปดูรอบๆจแห่งนี้มาหนึ่งรอบ ที่ดินผืนนี้เลือกซื้อได้ดีจริงๆเหมือนอย่างที่ข้าอยากได้เลย ข้าเตรียมจะสร้างเล้าหมูและเล้าไก่ไว้ที่เชิงเขาในฤดูหนาวก็จุดไฟให้ความอบอุ่น อีกอย่างหมูนั้นเติบโตรวดเร็วแล้วก็ซื้อลูกไก่มาจำนวนหนึ่งเอาไว้ออกไข่ พอถึงช่วงตรุษจีนค่อยส่งเนื้อไปที่ค่ายทหารสักหน่อยท่านว่าเป็นเช่นไร?”
กงจื้อหมิงกินน้ำแกงแพะร้อนๆเขาเงยหน้ามองหญิงสาวอันเป็นที่รักของเขาพูดถึงการเตรียมการเหล่านี้ใบหน้าของเขาก็แดงก่ำ คิ้วและดวงตาของนางเต็มไปด้วยความมั่นใจหากว่าที่ดินผืนนี้เป็นสนามรบ เช่นนั้นนางก็เป็นแม่ทัพที่มีภาพต้นไผ่อยู่ในใจ [1]แล้วอย่างไม่ต้องสงสัยความฉลาดเฉลียวราวกับเทพเจ้าของนางก็เป็นสิ่งที่เขาหลงใหลเป็นอย่างมาก
บนโลกใบนี้มีกุลสตรีที่อ่อนโยนสวยงาม และโดดเด่นมากมาย แต่หญิงสาวที่มีชีวิตชีวาและเข้มแข็งเกรงว่าจะมีแค่คนผู้นี้คนเดียวเขาช่างโชคดีขนาดไหนกัน?
ติงเหว่ยที่ป้อนข้าวบดให้ลูกชายกินเมื่อไม่ได้รับการตอบรับเป็นเวลานานก็เงยหน้าขึ้นมาเร่งว่า “ทำไมไม่พูดอะไรเลยการจัดการเช่นนี้ไม่ดีอย่างนั้นหรือ?”
“เอาเถอะ อย่างที่ข้าเคยบอกไว้ ที่ดินแห่งนี้ข้าซื้อให้เจ้าหากว่ามีใครทำให้เจ้าขุ่นเคืองก็จัดการได้เต็มที่เลยนอกจากข้าแล้วจะไม่มีใครสามารถทำให้เจ้าน้อยใจได้”กงจื้อหมิงพูดด้วยน้ำเสียงไม่ดังแต่ว่าสายตาของเขาก็เต็มไปด้วยความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของอย่างเอาแต่ใจติงเหว่ยกลับหน้าแดงขึ้นมา
นางรีบหันซ้ายหันขวาเมื่อแน่ใจว่าไม่มีคนอยู่ใกล้ๆ ก็พูดตำหนิออกมาว่า “ท่านจะพูดคำเหล่านี้ออกมาทำไม?รีบกินบะหมี่เข้าไป หากเย็นแล้วน้ำแกงจะมีกลิ่นคาวเอาได้”
หลังจากพูดจบนางก็รีบก้มหน้าไปป้อนข้าวลูกชายต่อราวกับว่ากำลังยุ่งเป็นอย่างมาก แต่ว่าหูของนางกลับเป็นสีแดงก่ำและเปิดเผยความหอมหวานในใจของนางออกมา
รอยยิ้มในดวงตาของกงจื้อหมิงก็ค่อยๆเอ่อล้นออกมา เขาเลิกคิ้วขึ้นแล้วก็ค่อยๆ กินบะหมี่เข้าไป
หลังจากที่สองผู้ใหญ่และหนึ่งเด็กกินอิ่มแล้วก็เก็บโต๊ะอาหารท้องฟ้ามืดสนิทและลมฤดูใบไม้ร่วงที่พัดมาก็เย็นขึ้นอวิ๋นอิ่งก้าวมาข้างหน้าและรับอันเกอเอ๋อร์เข้าไปพักในห้องหลังจากเหนื่อยมาตลอดทั้งวันเจ้าเด็กอ้วนก็คงจะเหนื่อยมาก ศีรษะน้อยๆของเขาสัปหงกเหมือนลูกไก่ที่จิกกินข้าวไม่หยุดเขานอนหลับพักผ่อนอย่างว่าง่ายไม่เหมือนวันก่อนที่งอแงไม่หยุดเลยแม้แต่นิดเดียว
กงจื้อหมิงยื่นมือไปดึงติงเหว่ยที่กำลังจะไปชงชาให้มานั่งคุยเล่นกันที่ใต้ต้นไม้เฟิงจิ่วที่หัวเราะคิกคักก็ปรากฏตัวขึ้นมาจากไหนไม่รู้มือทั้งสองของเขาถือเสื้อคลุมตัวใหญ่มาแล้วยื่นให้นาง
ติงเหว่ยก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า“เสี่ยวจิว เดี๋ยวจัดการเรื่องยุ่งๆ ไม่กี่วันนี้ข้าจะทำหมูสามชั้นน้ำแดงให้อย่าลืมช่วยข้าเอาไปแบ่งให้เหล่าพี่น้องด้วย ขอบคุณพวกเขาที่ทำงานอย่างหนัก คอยปกป้องพวกเราอย่างลับๆมาตลอดทางในช่วงก่อน!”
“ตกลง ขอบคุณพี่ติง” เฟิงจิ่วยิ้มตาหยีอย่างมีความสุขเขายังอยากจะพูดอีกสองสามประโยคแต่เมื่อกวาดตาไปมองสีหน้าที่เคร่งขรึมของนายน้อยของตนเอง
ท่าทางที่ผิดแปลกและดูน่าขบขันของเขาทำให้ติงเหว่ยหัวเราะออกมากงจื้อหมิงไม่รู้จะทำอย่างไรเขาจึงทำได้เพียงดึงเสื้อคลุมแล้วเอานางเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขนแนบแน่นเขาถอนหายใจออกมา “เจ้านี่นะ ใจดีกับทุกคนมากเกินไปแล้วระวังพวกเขาจะไม่เคารพเจ้า!”
ติงเหว่ยกลับไม่สนใจและโต้กลับไปว่า“ผู้คนปฏิบัติต่อกันต่างก็ต้องใช้ใจแลกใจ หากข้าปฏิบัติต่อพวกเขาเป็นอย่างดีพวกเขาจะมีเจตนาร้ายได้ยังไง อีกอย่างข้าก็ยังมีท่านอยู่ด้วยไม่ใช่หรือ?ท่านพูดเองว่าจะไม่ปล่อยให้ข้าต้องน้อยใจ!”
ประโยคสุดท้ายนี้ทำให้กงจื้อหมิงมีความสุขอย่างที่คาดไว้จริงๆเขาก้มหน้าลงไปจูบที่คอของนาง “เจ้าอย่าได้กังวล ข้าจำได้อยู่แล้ว”
“ฮึ่ม ท่านจะลืมไม่ได้เด็ดขาด ท่านอาจารย์ของข้ากำลังรีบมาที่นี่เมื่อถึงตอนนั้นหากว่าท่านกล้าปฏิบัติต่อข้าไม่ดีเขามีวิธีการมากมายที่จะจัดการกับท่าน!”
ทันทีที่สิ้นเสียงติงเหว่ยก็เห็นว่าใบหน้าของกงจื้อหมิงมืดคล้ำลงไปในทันที และรอยยิ้มของนางก็สั่นเทามากขึ้นเรื่อยๆคงไม่ต้องบอกว่าริมฝีปากของนางจึงถูกปิดสนิทในไม่ช้า จนนางแทบจะหายใจไม่ออก
ในช่วงเวลาอันแสนหวานและอบอุ่นเช่นนี้จู่ๆ ก็มีเสียงของอวี้ฉือหุ่ยดังขึ้นที่ด้านนอกประตู “ท่านแม่ทัพข้าน้อยมีรายงานด่วนเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการทหาร!”
……
ติงเหว่ยที่ได้ยินก็ตกตะลึงนางรีบลุกขึ้นมาและใช้มือจัดทรงผมและเสื้อผ้าของกงจื้อหมิงให้เรียบร้อยกงจื้อหมิงเลิกคิ้วขึ้นสูงและตะโกนถามเสียงดังว่า “มีเรื่องอะไรหรือ?”
อวี้ฉือหุ่ยก้าวเข้ามาในลานอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นติงเหว่ยอยู่ข้างๆ เขาก็ยิ้มออกมาอย่างประหม่าเล็กน้อย จากนั้นก็ตอบว่า“กองกำลังสอดแนมรายงานว่า มีทหารและม้ามารวมตัวกันที่จูโจวเกรงว่าทางราชสำนักจะเริ่มมีการเคลื่อนไหวบางอย่างแล้ว”
ทันใดนั้นดวงตาของกงจื้อหมิงก็ทอแสงสว่างขึ้น“ดี กำลังรอให้พวกเขาลงมืออยู่! พวกเจ้ากลับเข้าเมืองทันที!”
“ขอรับ ท่านแม่ทัพ” อวี้ฉือหุ่ยตอบรับเสียงดัง จากนั้นเขาก็ก้าวออกไปเรียกเหล่าองครักษ์คนอื่นๆอย่างรวดเร็ว
สีหน้าของกงจื้อหมิงมีความรู้สึกผิดอยู่หลายส่วนในขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากพูด ติงเหว่ยก็ส่ายหน้าและบอกว่า“ท่านไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องที่นี่ช่วงนี้ข้าเองก็ต้องจัดการเรื่องในที่ดินแห่งนี้เดี๋ยวท่านจัดการเรื่องในเมืองเสร็จแล้วค่อยกลับมาดู บางทีอาจเปลี่ยนไปมากเลยก็ได้”
“ตกลง หากว่าเจ้ามีเรื่องอะไรก็ให้คนส่งข่าวมาให้ข้าได้ตลอดเวลา”เหตุใดกงจื้อหมิงจะไม่เห็นความเศร้าใจและอาลัยอาวรณ์ในดวงตาของติงเหว่ย ยิ่งทำให้เขารู้สึกผิดมากขึ้นไปอีกที่นางเข้าใจเขา
“ตกลง ท่านเองก็ระวังตัวด้วย อย่าลืมนำองครักษ์ออกไปด้วยทุกครั้งแล้วทุกวันก็อย่าลืมยาที่ท่านอาจารย์ให้ไว้ หลังจากที่อาจารย์กลับมาแล้ว พอตรวจชีพจรแล้วยังต้องปรับยาอีกมิเช่นนั้นสาเหตุของโรคจะไม่หมดไป ต่อไปท่านยังต้องลำบากอีก”
ต่อให้มีคำพูดเป็นหมื่นคำที่อยากจะกำชับแต่อย่างไรสุดท้ายก็ต้องยอมปล่อยมือไปอยู่ดี
กงจื้อหมิงพยักหน้าน้อยๆจากนั้นเขาก็มองไปที่ห้องด้านข้างที่มีแสงสลัวๆเกรงว่าเจ้าเด็กอ้วนคงจะนอนกรนไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงฝืนใจระงับความอาลัยอาวรณ์เอาไว้และพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าไปก่อนนะ”
“ตกลง”
ติงเหว่ยตอบกลับและไปส่งเขาที่หน้าลานเมื่อเห็นว่าอวี้ฉือหุ่ยและเหล่าองครักษ์ต่างก็ขึ้นมารอกันหมดแล้วนางคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็หยุดฝีเท้า กงจื้อหมิงพลิกตัวขึ้นบนหลังม้าเสื้อคลุมสีดำของเขาสะบัดพลิ้วไปตามลมแสงจันทร์ที่เงียบสงัดทำให้ดวงตาของเขาเย็นชายิ่งขึ้นแต่เมื่อเขาหันกลับมามองแววตาของเขากลับมีความอบอุ่นน้อยๆ
“ออกเดินทางได้!”
หลังจากสิ้นเสียงคำสั่งฝูงม้าก็วิ่งออกไปราวกับลูกศรของคันธนูที่พุ่งออกไปเสียงฝีเท้าที่ดังจนฝุ่นควันลอยคละคลุ้งขึ้นมาทำให้ครอบครัวชาวนาที่อยู่ไม่ไกลพากันจุดไฟและออกมาชะเง้อดูสุนัขแก่หลายตัวที่ออกมาเห่าอยู่ครึ่งหนึ่งก็ถูกเจ้าของตำหนิและกลับเข้าไปในคอกแล้ว
ติงเหว่ยมองไปที่เงาคนไกลๆนางรู้สึกว่าสายลมในค่ำคืนนี้เย็นลงอีกหลายส่วนและในที่สุดลุงหลี่ก็ทนดูไม่ไหวอีกต่อไป เขาก้าวไปข้างหน้าและพูดว่า “แม่นางฟ้ามืดแล้ว ยังไงก็รีบเข้าไปพักก่อนสักหน่อยเถอะมีคนในครอบครัวใหญ่ของพวกเรากำลังรอให้แม่นางแบ่งงานให้ในวันพรุ่งนี้”
“ตกลง ลุงหลี่” ติงเหว่ยฝืนตั้งสติกลับมา นางยิ้มและบอกว่า“คืนนี้เฝ้าประตูให้ดีและเตรียมคนออกลาดตระเวนด้วยพรุ่งนี้ก็ให้คนเรียกหยวนชิงเหอมาหาข้าหน่อย ข้ามีเรื่องจะกำชับกับเขา”
“แม่นางอย่าได้กังวล ผู้ดูแลเฉิงเตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว”ลุงหลี่ยิ้มและปิดประตูจวนลานบ้านที่มีเสียงดังคึกคักเกือบตลอดทั้งวันก็ตกอยู่ในความเงียบงันในที่สุด
……
ติงเหว่ยกลับเข้าไปในห้องและไล่ให้อวิ๋นอิ่งไปพักผ่อนแล้วนางก็ไปอาบน้ำจากนั้นก็กอดลูกชายตัวอ้วนๆ ไว้ในอ้อมแขน และถอนหายใจยาวๆ ออกมาในที่สุด
เกรงว่าคนคนนั้นคงจะเข้าไปในเมืองแล้วไม่รู้เลยว่าสถานการณ์ทางทหารนั้นเป็นอย่างไร เมื่อนึกถึงสงครามขึ้นมา นางในฐานะคนที่เกิดมาในยุคที่สงบสุขและเติบโตท่ามกลางแสงแดดอย่างไรก็รู้สึกว่าคำคำนี้ช่างห่างไกลจากตัวนางนัก ทว่าเมื่อครู่นี้ในชั่วพริบตาที่ชายหนุ่มที่นางรักพลิกตัวขึ้นหลังม้านางกลับรู้สึกได้ลางๆ ถึงกลิ่นเลือดที่คละคลุ้งจำนวนหนึ่ง…
นี่อาจเป็นความเสียใจของคนที่ปล่อยให้สามีเข้าร่วมกองทัพความรู้สึกในใจก็คงจะเป็นเช่นนี้แหละ แต่ใครกันล่ะที่ทำให้นางเอาแต่หลงรักชายหนุ่มแบบนี้และกำหนดให้นางทำได้เพียงเป็นต้นไม้ใหญ่ที่พยายามยืนหยัดอยู่เคียงข้างเขาในยามที่เขาองอาจห้าวหาญนางก็กวัดแกว่งไปมาอย่างมีความสุขภายใต้ท้องฟ้าที่แจ่มใสหากว่าเขาเหนื่อยล้านางก็จะเป็นที่พึ่งให้แก่เขา ให้เขาได้พักผ่อนบนไหล่ของนางอย่างเงียบๆ
ในใจของนางคิดถึงแผนการในการจัดระเบียบที่ดินผืนนี้และติงเหว่ยก็ค่อยๆ หลับไป ในความฝันของนางมีทั้งการดิ้นรนและการยืนหยัดสุดท้ายก็หลอมรวมกันกลายเป็นความรักอันแสนหวาน…
ในตอนเช้าของปลายฤดูใบไม้ร่วงและต้นฤดูหนาวเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น เฉียนโจวแห่งนี้ก็ไม่ถือว่าหนาวเกินไปเนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของซีเฮ่าต่อให้ในหนึ่งปีจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หนึ่งครั้งแต่หลังจากที่เก็บเกี่ยวแล้วก็ยังสามารถปลูกผักกาดขาวและมันฝรั่งได้หากว่าสวรรค์เมตตา ในฤดูหนาวหิมะตกน้อยลงสักหน่อย ครอบครัวชาวนาเหล่านั้นก็จะได้กินอิ่มท้องกันมากขึ้นแต่หากว่าสวรรค์โหดร้ายก็ทำสิ่งใดไม่ได้ผักกาดขาวที่แข็งเป็นน้ำแข็งก็จะถูกหั่นออกมาและนำไปลวกในน้ำ จากนั้นก็ตากแห้งแล้วกินคู่กับน้ำจิ้มที่ทำจากถั่วรับรองว่าจะทำให้เหล่าเด็กซุกซนในครอบครัวกินโจ๊กข้าวโพดได้มากขึ้นอีกครึ่งชามเป็นแน่
ในวันนี้ครอบครัวชาวนาในหมู่บ้านที่อยู่นอกเมืองเฉียนโจวที่แต่เดิมเรียกว่าหลี่เจียจวง ก็พากันตื่นเช้าขึ้นมาแม้ว่าพวกเขาจะกำลังกินโจ๊กอยู่ แต่หูของทุกคนในครอบครัวต่างก็ตั้งใจยกขึ้นสูงเพื่อคอยฟัง
เหตุผลนั้นไม่มีสิ่งอื่นใดก็แค่เจ้าบ้านของพวกเขาเปลี่ยนคนแล้วเจ้าบ้านคนก่อนเห็นว่าสถานการณ์ไม่ค่อยสงบพวกเขาก็เลยขายทรัพย์สินและย้ายไปที่เมืองหลวงเพื่อหลบภัยหัวหน้าหยวนกลับมาเมื่อวานและบอกว่าเจ้าบ้านคนใหม่เป็นหญิงสาว ดูท่าทางใจดีไม่น้อยและพวกเด็กๆ ในหมู่บ้านก็ถือแผ่นแป้งกลับมาครึ่งแผ่นหลังจากโดยตีหลายครั้งพวกเขาก็ร้องไห้ออกมาแล้วบอกว่าเจ้าบ้านคนใหม่ให้มา
สิ่งนี้กลับทำให้ทุกคนรู้สึกสบายใจขึ้นมานิดหน่อยบางทีวันที่ชีวิตดีๆ ของหลี่เจียจวงจะมาถึงแล้วจริงๆ
เจ้าของที่ดินคนก่อนไม่เพียงแต่ไม่ให้เด็กๆกินแป้งปิ่งนั้น แม้แต่ผลไม้เน่าที่อยู่บนภูเขาหากเด็กๆหยิบขึ้นมากินก็จะถูกลากออกไปทุบตีจนเกือบตาย
อย่างไรก็ตามกาลเวลาจะพิสูจน์คนวันนี้เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นไม่แน่ว่าเจ้าบ้านคนใหม่นี้อาจจะพยายามซื้อใจคนก็เป็นได้และเมื่อตั้งรกรากที่นี่แล้วก็อาจแสดงความร้ายกาจออกมาก็เป็นได้?
ชาวนาทุกคนต่างก็รู้สึกไม่สบายใจพวกเขาแทบจะนอนไม่หลับเลยทั้งคืน รอคอยเพียงการเรียกหาของเจ้าบ้าน
เป็นอย่างที่คาดไว้ทันทีที่ดวงอาทิตย์ขึ้นเหนือภูเขาตงซานหัวหน้าหยวนก็รีบสั่งให้ทุกคนไปที่หน้าจวนเพื่อคำนับนายท่าน
ติงเหว่ยใช้เวลาคิดอยู่ครึ่งคืนว่านางจะดูแลจวนและไร่ผืนนี้อย่างไรนางตื่นแต่เช้าและรีบไปหาเฉิงต้าโหยวเพื่อกำชับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ต่างๆ ตอนนี้เพิ่งจะกินข้าวเช้าเสร็จก็เลยขอให้อวิ๋นอิ่งช่วยไปหาชุดกระโปรง และเลือกหน้ากากสีแดงทองมาให้นางหนึ่งอัน
-----------------------------------------
[1]มีภาพต้นไผ่อยู่ในใจ 胸有成竹 หมายถึงก่อนที่จะทำอะไรมีการเตรียมพร้อม มีความมั่นใจมาเป็นอย่างดีแล้วหรือวางแผนการเอาไว้เรียบร้อย(มีแผนในใจอยู่แล้ว) ซึ่งมีที่มาจากในสมัยราชวงศ์ซ่ง(宋朝)ในสมัยนั้นมีชายชื่อ เหวินถง(文同) เป็นนักวาดภาพที่มีฝีมือเขาชอบวาดต้นไผ่เป็นชีวิตจิตใจ และใช้เวลาทุกวันในการฝึกฝนจนเขาสามารถจดจำได้ทุกแบบ แค่หลับตาก็สามารถวาดออกมาได้สวยงามเสมือนต้นไผ่จริงๆ