ฉินหยวนเฟิงจับมือสอนทิงเสวี่ยพับนกกระเรียนกระดาษ แต่พอปล่อยมือเท่านั้นแหละ ผลงานที่ทิงเสวี่ยพับออกมาน่าเกลียดจนทนดูไม่ได้
“หลินทิงเสวี่ย เธอนี่มันบื้อจริงๆ” พอถูกฉินหยวนเฟิงพูดใส่หน้าว่าบื้อ ทิงเสวี่ยก็รู้สึกเสียหน้าเป็นที่สุด “ช่างมันเถอะๆ ฉันมันบื้อเอง ฉันไม่เรียนแล้ว”
ฉินหยวนเฟิงพูด “เธอทำแบบนี้เรียกว่าล้มเลิกกลางคันนะ ทำแบบนี้ไม่ถูก”
พอเห็นท่าทางเคร่งขรึมเป็นแบบแผนของเขา ทิงเสวี่ยก็อดหัวเราะไม่ได้ “ฉินหยวนเฟิง ทำท่าขึงขังแบบนี้ เหมือนตาแก่ไม่มีผิดเลยนะ”
ฉินหยวนเฟิงโยนกระดาษในมือทิ้งลงพื้น แล้วฮึ่มเสียงใส่ทิงเสวี่ย “เธอสิตาแก่ตัวน้อย”
จากนั้นเขาก็หันหน้าหนีไปอีกทาง
นี่คือโกรธแล้ว
“ฉินหยวนเฟิง นายมันขี้งอนจริงๆ นะ เมื่อกี้นายว่าฉันบื้อฉันยังไม่โกรธเลย พอฉันว่านายเหมือนตาแก่ตัวน้อยนายกลับโกรธซะงั้น นายขี้งอนแบบนี้ไม่เหมือนลูกผู้ชายเลย เหมือนผู้หญิงขี้งอน” คำพูดของทิงเสวี่ยยังไม่ทันขาดคำ ฉินหยวนเฟิงก็หันหน้ากลับมาแล้ว “ใครเขาโกรธ ฉันแค่ใช้ความคิดต่างหาก”
ทิงเสวี่ย “…”
ฉินหยวนเฟิงเล่นอยู่ที่บ้านทิงเสวี่ยประมาณครึ่งชั่วโมงก็กลับไป ก่อนกลับเขาชวนให้ทิงเสวี่ยหาเวลาไปเล่นที่บ้านเขาบ้าง ทิงเสวี่ยก็รับปากอย่างรวดเร็ว
ยังเหลือเวลาอีกพักใหญ่กว่าจะถึงมื้อกลางวัน ทิงเสวี่ยตัดสินใจไปสวัสดีปีใหม่คุณปู่คุณย่าหวง
ทิงเสวี่ยล็อกประตูบ้านเสร็จก็ออกไป
ตอนที่เธอไปถึงบ้านคุณปู่หวง ครอบครัวของหวงควนก็อยู่ที่นั่นด้วย
สองสามีภรรยาหวงควนมีลูกสาวหนึ่งคนลูกชายหนึ่งคน จริงๆ แล้วคือลูกสาวสองคนลูกชายหนึ่งคน แต่ลูกสาวคนที่สองถูกพวกเขายกให้คนอื่นไปแล้ว
ตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 80 การวางแผนครอบครัวในชนบทก็เริ่มเข้มงวดขึ้น
ตามกฎระเบียบ หากครอบครัวใดมีลูกคนแรกเป็นผู้หญิง ก็ยังสามารถมีลูกคนที่สองได้ แต่ถ้าลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ก็ไม่สามารถมีลูกคนที่สองได้อีก
ความคิดที่ให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาวในชนบทนั้นฝังรากลึกมาก หลายครอบครัวพอมีลูกสาวสองคนแล้วก็ไม่สามารถมีลูกได้อีก ถ้าจะมีก็ต้องเสียค่าปรับ เพื่อที่จะได้ลูกชายและไม่ต้องเสียค่าปรับ บางครอบครัวที่น่ากลัวถึงกับยกหรือทิ้งลูกสาวคนที่สองที่เพิ่งเกิดไปเลย
ในยุคสมัยนั้น การคลอดลูกในชนบทจะไม่ไปโรงพยาบาลกัน นอกจากว่าคนคลอดจะมีอุบัติเหตุอะไรเกิดขึ้น ส่วนใหญ่จะคลอดกันที่บ้าน ไม่มีการผูกมัดด้วยใบอนุญาตคลอดหรือสูติบัตรเหมือนสมัยหลังๆ ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถจัดการกับเด็กผู้หญิงที่เกิดมาได้อย่างง่ายดาย
ส่วนครอบครัวที่มีคุณธรรมหน่อยก็จะเก็บลูกสาวคนที่สองไว้แล้วก็พยายามมีลูกต่อไป แม้ว่าจะต้องเสียค่าปรับจนหมดเนื้อหมดตัวก็ต้องมีลูกชายให้ได้
ในชนบท ถ้าคุณไม่มีลูกชายจะถูกคนอื่นดูถูก เดินอยู่ในกลุ่มคนก็จะรู้สึกต่ำต้อยกว่าคนอื่นไปโดยปริยาย
หวงเถา ลูกสาวคนโตของบ้านตระกูลหวงควนอายุสิบสามปีแล้ว ส่วนหวงเทา ลูกชายคนเล็กอายุเท่าทิงเสวี่ย และเรียนอยู่ห้องเดียวกัน
พอเห็นทิงเสวี่ยปรากฏตัวที่นี่ หวงเทาก็กรอกตามองบนใส่เธออย่างไม่เกรงใจ “หลินทิงเสวี่ย เธอไม่ได้แซ่หวงนี่ มาทำอะไรที่บ้านปู่ใหญ่ย่าใหญ่ของฉัน?”
“เทาเทา ทำไมลูกไม่มีมารยาทแบบนี้ล่ะ?” คุณย่าหวงตำหนิเสียงเบา
แต่หวงเทากลับทำท่าไม่ใส่ใจ “คุณย่าใหญ่ครับ ผมกับพี่สาวแล้วก็คนอื่นๆ ที่แซ่หวงต่างหากที่เป็นครอบครัวเดียวกับคุณย่ากับคุณปู่ใหญ่ หลินทิงเสวี่ยไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเรา แน่นอนว่ามาไม่ได้”
เห็นได้ชัดว่าหวงเทาถูกพ่อแม่ยุยงจนเสียคนไปแล้ว
ทิงเสวี่ยจ้องมองหวงเทาอย่างสงบนิ่งมั่นคง “ใครเป็นคนกำหนดว่าฉันแซ่หลินแล้วจะมาสวัสดีปีใหม่คุณปู่คุณย่าหวงไม่ได้? อีกอย่างคุณปู่คุณย่าหวงยังไม่ได้พูดเลยว่าไม่ให้ฉันมา นายมีสิทธิ์อะไรมาตัดสินใจแทนท่าน นายเป็นใครมาจากไหน?”
“แก…” หวงเทาถูกทิงเสวี่ยสวนกลับจนพูดไม่ออก ได้แต่หันหน้าหนีไปอีกทาง
ภรรยาของหวงควนเห็นลูกชายเสียเปรียบก็ยอมไม่ได้ “ทิงเสวี่ยเอ๊ย อายุน้อยแค่นี้ก็เก่งกาจขนาดนี้ โตขึ้นใครจะกล้ามาแต่งงานด้วยล่ะ”
“เสียวเสวี่ยอายุเท่าไหร่กันเชียว เธอพูดอะไรไร้สาระแบบนี้ทำไม?” คุณย่าหวงเข้าข้างทิงเสวี่ยโดยสัญชาตญาณ แม้ว่าทิงเสวี่ยจะแซ่หลิน แต่ในสายตาของท่าน เด็กคนนี้น่ารักกว่าคนตรงหน้าพวกนี้เยอะนัก
พวกนี้ก็แค่มาเยี่ยมเยียนตัวเองกับตาแก่ในช่วงเทศกาลเท่านั้น พูดว่ามาเยี่ยมแต่จริงๆ ก็เพื่อของต่างหาก เด็กหญิงทิงเสวี่ยนั้นแตกต่างออกไป แวะมาช่วยตัวเองกับตาแก่ทำงานเป็นระยะๆ ช่างอบอุ่นและใส่ใจยิ่งกว่าหลานสาวแท้ๆ เสียอีก
การที่คุณย่าปกป้องทิงเสวี่ยอย่างเปิดเผยเช่นนี้ ทำให้ภรรยาของหวงควนยิ่งไม่พอใจมากขึ้น “คุณป้าคะ หนูรู้ว่าเมื่อกี้หนูพูดไม่เหมาะสม ใช่ค่ะทิงเสวี่ยยังเด็ก แต่คำพูดอาจระคายหู แต่หนูหวังดีนะคะ เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ควรจะสงบเสงี่ยมเจียมตัวหน่อย แบบนี้ถึงจะเป็นที่รักใช่ไหมล่ะคะ เด็กคนนี้ทิงเสวี่ยไม่มีแม่แล้วไม่ใช่เหรอคะ เมื่อกี้ที่หนูพูดก็ด้วยเจตนาดีสั่งสอนเธอ บอกเธอว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่าเก่งกาจเกินไปนัก”
ภรรยาของหวงควนกำลังด่ากระทบทิงเสวี่ยว่าเป็นเด็กมีคนให้กำเนิดแต่ไม่มีคนสั่งสอน เธอคิดว่าทิงเสวี่ยยังเด็กคงฟังไม่ออก
ทิงเสวี่ยจะไม่รู้ได้ยังไงกัน?
แต่ทิงเสวี่ยไม่ได้โกรธเพราะเรื่องนี้ เธอยิ้มบางๆ ให้ภรรยาของหวงควน เผยให้เห็นฟันซี่เล็กๆ ขาวน่ารัก “หนูมันลูกไม่มีแม่สั่งสอน ก็เลยไม่มีมารยาทแบบนี้ แต่หวงเทาล่ะคะ เขามีทั้งคนให้กำเนิดมีทั้งคนสั่งสอน ทำไมถึงยังไร้มารยาท ไร้การอบรมขนาดนั้นล่ะคะ? อย่างน้อยที่สุดหนูก็สอบได้คะแนนเต็มร้อยทุกครั้ง หวงเทาล่ะคะ? อย่างน้อยที่สุดหนูก็แวะมาช่วยคุณปู่คุณย่าหวงทำงานเป็นระยะๆ แต่หวงเทาล่ะคะ? เขาไม่ได้แซ่หวงเหรอ ไม่ได้เป็นครอบครัวเดียวกับคุณปู่คุณย่าหวงเหรอ ทำไมปกติหนูกับเพื่อนบ้านคนอื่นๆ ถึงไม่ค่อยเห็นเขามาช่วยคุณปู่คุณย่าหวงทำงานเลยล่ะคะ?”
การสวนกลับเป็นชุดของทิงเสวี่ยทำให้สองสามีภรรยาหวงควนถึงกับพูดไม่ออก ขณะเดียวกันก็รู้สึกอับอายจนหน้าแดงเล็กน้อย
ท่าทีแบบนี้ของทิงเสวี่ยยิ่งทำให้หวงเทาไม่กล้าเข้าใกล้
คุณปู่หวงไอเบาๆ ครั้งหนึ่ง แล้วเรียกทิงเสวี่ยมาใกล้ๆ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มใจดี “เสียวเสวี่ยเอ๊ย เมื่อเช้ากินเกี๊ยวไส้อะไรมาล่ะ?”
“หนูกินไส้ผักชีเต้าหู้ค่ะ คุณปู่คะ แล้วคุณปู่กับคุณย่ากินไส้อะไรเหรอคะ?” เมื่อครู่เด็กหญิงยังท่าทางเอาเรื่องอยู่เลย พอมาอยู่ต่อหน้าท่านผู้เฒ่าเธอก็เปลี่ยนเป็นเด็กหญิงที่น่ารักเรียบร้อยในพริบตา
คุณปู่หวงถามคำถามทิงเสวี่ยอีกสองสามข้อ ทั้งสองคนถามตอบกันอย่างเป็นธรรมชาติและกลมกลืน บรรยากาศช่างน่ารักและอบอุ่นยิ่งนัก
คุณย่าหวงก็เข้ามาคุยกับทิงเสวี่ยด้วย
ภาพของสองผู้สูงอายุกับเด็กหญิงคนหนึ่งดูสงบและอบอุ่นอย่างที่สุด ทิ้งให้ครอบครัวหวงควนยืนเก้ออยู่ที่นั่น
ครอบครัวหวงควนที่คิดว่าตัวเองเป็นครอบครัวเดียวกับสองผู้เฒ่า ในตอนนี้ถึงได้กลายเป็นคนนอกอย่างแท้จริง
สองสามีภรรยาหวงควนพาลูกทั้งสองคนสะบัดแขนเสื้อเดินจากไปอย่างฉุนเฉียว
พอออกมาข้างนอก หวงเถาที่เงียบมาตลอดก็อดกระซิบกับพ่อแม่เสียงเบาไม่ได้ว่า คุณปู่ใหญ่กับคุณย่าใหญ่ต้องให้เงินหลินทิงเสวี่ยแน่ๆ