เซินหลางเหอค้อมกายลง คุกเข่าใช้สองมือยกพัดขนนกขึ้นเหนือศีรษะ
“ศิษย์ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่มอบของล้ำค่านี้ให้ ข้าจะถนอมไว้ดุจดั่งชีวิต และจะใช้มันเพื่อการตัดสินใจอย่างมีสติปัญญาเท่านั้น จะไม่หลงไปกับความหุนหันพลันแล่น และจะไม่มีวันทำให้อาจารย์ต้องผิดหวัง”
ผู้าุโข่งทอดสายตามองเขา ใบหน้าที่คร่ำเคร่งมาเนิ่นนานกลับเผยรอยยิ้มบางอันอบอุ่น “ดีมาก...หากเ้ามีความตั้งใจอันแน่วแน่เช่นนี้ ข้าก็ไม่เสียดายที่ได้มอบของรักของหวงให้แก่เ้า จงจำไว้ว่าพัดนี้มิได้มีไว้เพื่อเสริมบารมี หากแต่เป็สหายคู่กายที่จะนำทางเ้าบนเส้นทางแห่งปัญญา”
แววตาของทั้งสองสบกันอย่างแน่วแน่ ราวกับด้ายแห่งโชคชะตาถูกผูกเข้าหากันในยามนี้
ทว่าเพียงไม่นาน เสียงก้าวเดินแ่เบาก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ลมหายใจหนึ่งอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพรจางๆ ชายชราไป๋ชิงหยุนก้าวเข้ามา ยืนเคียงข้างผู้าุโข่ง ดวงตาเปี่ยมด้วยความเมตตา เขาจ้องมองเซินหลางเหออยู่นานก่อนเอ่ยขึ้นเสียงทุ้มอ่อนโยน
“เ้าเด็กน้อย...เ้าชื่นชอบด้านโอสถหรือการแพทย์บ้างหรือไม่?”
เซินหลางเหอหันไปมอง ใจพลันสั่นไหว เขารีบคารวะก่อนตอบด้วยความจริงใจ “ข้าน้อยหลงใหลในกลิ่นสมุนไพรั้แ่ยังเล็ก เห็นดอกหญ้าใบไม้ก็มักจดจำ แต่ที่แท้ก็ยังรู้เพียงผิวเผิน หาได้ลึกซึ้งไม่”
ไป๋ชิงหยุนหัวเราะเบาๆ “ฮ่าๆๆ ชื่นชอบก็เป็พอแล้ว วันหนึ่งเ้าจะเข้าใจว่าศาสตร์แห่งโอสถนั้นไม่เพียงแค่รักษาคนป่วย แต่ยังช่วยเยียวยาจิตใจและปกป้องผู้คนได้อีกด้วย เ้าอยากเรียนรู้หรือไม่เล่า?”
ดวงตาเซินหลางเหอฉายแววลังเล เขาหันไปมองผู้าุโข่งคล้ายรอคำแนะนำ เพราะเขาเคยได้ยินว่า ศิษย์มีอาจารย์ได้เพียงหนึ่งเดียว
ผู้าุโข่งพลันหัวเราะเบาๆ พลางวางมือบนบ่าศิษย์คนใหม่ “เ้าคิดว่าธรรมเนียมเก่าก่อนจะผูกมัดผู้คนจนไร้ซึ่งปัญญาเยี่ยงนั้นหรือ? ฟังข้าให้ดีเถิด เด็กน้อย...ข้าคือกุนซือผู้สอนกลศึกและปัญญา ส่วนสหายเฒ่าผู้นี้คือยอดปรมาจารย์ด้านโอสถ เราต่างเคียงบ่าเคียงไหล่มาเนิ่นนาน การที่เ้าจะได้ร่ำเรียนทั้งสองทางจึงมิใช่เื่ที่ผิดครรลอง หากกลับเป็พรอันยิ่งใหญ่ที่ผู้คนปรารถนาเสียด้วยซ้ำ”
หัวใจเซินหลางเหอพลันสว่างไสว ความเคลือบแคลงที่ติดค้างอยู่จางหายไปสิ้น เขาค้อมกายลง คุกเข่ากระแทกพื้นหิน เสียงดังก้องสะท้อนในลานหุบเขา
“ศิษย์เซินหลางเหอ ขอถวายคารวะและขอรับท่านผู้าุโไป๋ชิงหยุนเป็อาจารย์! หากวันใดศิษย์ละเลยคำสอนหรือไม่ซื่อสัตย์ต่อท่าน ขอให้พระเ้าลงทัณฑ์!”
แววตาของไป๋ชิงหยุนสั่นไหว ดวงหน้าที่เหี่ยวย่นด้วยวัยกลับเปล่งประกายอิ่มเอม เขาก้มลง ประคองร่างของเด็กน้อยขึ้นด้วยมือที่อบอุ่นประหนึ่งบิดา
“ดี ดีเหลือเกิน...นับจากนี้ เ้ามิใช่เพียงผู้ถือดาบห้ำหั่นชีวิต หากแต่คือผู้โอบอุ้มความหวังด้วยวิชาแห่งการเยียวยา”
เมื่อกล่าวจบเขาค่อยๆ คลายเชือกผูกน้ำเต้าข้างเอวออก น้ำเต้าสีหม่นเก่าแก่จนแทบกลมกลืนไปกับอาภรณ์ของเขา ดูไม่ต่างจากของสามัญธรรมดา แต่ยามที่ฝ่ามือของชายชราเคลื่อนมาัั มันกลับเปล่งประกายแวววับอ่อนๆ ดั่งแสงตะวันลอดผ่านหมอกยามเช้า
“เมื่อครู่เ้าได้ดื่มชาสาบานกับตาเฒ่าข่งแล้ว” ไป๋ชิงหยุนกล่าวเสียงเรียบแฝงความหนักแน่น “แต่การเป็ศิษย์ของข้า จำต้องมีสัญลักษณ์แห่งคำมั่นเช่นกัน เพียงแต่ข้ามิใช่กุนซือ หากแต่เดินอยู่บนหนทางเเห่งโอสถ ดังนั้นสิ่งที่เ้าดื่มในวันนี้…คือสายน้ำแห่งชีวิต”
เขาเปิดจุกน้ำเต้า กลิ่นหอมประหลาดพลันแผ่ซ่านออกมา มันมิใช่กลิ่นสมุนไพรที่คุ้นชิน หากแต่เป็กลิ่นหอมกรุ่นของไอดินจากทุ่งหญ้าในยามรุ่งอรุณ ผสานกับไอเย็นของธาราจากยอดเขา
เขายกน้ำเต้าขึ้นรินลงถ้วยหยกใสที่เตรียมมา ยื่นให้เซินหลางเหอ “จงดื่มเถิด นี่คือ น้ำโอสถบำรุงิญญา ที่ข้ากลั่นจากรากไม้พันปีและน้ำค้างบนยอดไผ่ หากเ้าดื่ม มันจะมิใช่เพียงเชื่อมโยงเ้าเป็ศิษย์ของข้า หากยังเป็การเปิดประตูแห่งชีวิตใหม่แก่เ้า”
เซินหลางเหอรับถ้วยด้วยสองมืออย่างนอบน้อม ก่อนยกขึ้นดื่มช้าๆ รสชาติแรกััลิ้นดุจน้ำผึ้งละมุน จากนั้นกลับซึมซาบลึกลงสู่ลำคอ แ่เบาเย็นเยียบประหนึ่งลมภูผา ก่อนจะพลันแผ่กระจายไปทั่วร่างกาย
เพียงครู่เดียว เืลมพลันหมุนเวียนรวดเร็ว ความเมื่อยล้าถูกชะล้างจนสิ้น หัวใจเต้นเป็จังหวะมั่นคงดุจเสียงกลองศึก แววตาพลันสว่างใส ร่างกายแข็งแรงกระปรี้กระเปร่า ราวได้กลับไปเป็เด็กน้อยผู้มีพลังชีวิตเต็มเปี่ยม
เขาทรุดกายลงคุกเข่าอีกครั้ง กล่าวเสียงดังหนักแน่น “ศิษย์ขอบพระคุณท่านอาจารย์ไป๋ชิงหยุน! น้ำโอสถนี้มิใช่แค่ของล้ำค่า หากแต่เป็คำมั่นสัญญาแห่งชีวิตที่ศิษย์จะไม่มีวันลืม”
ไป๋ชิงหยุนมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยรอยยิ้มบางแฝงความพึงใจ เขาค่อยๆ เอื้อมมือเข้าไปในอกเสื้อ ควักกล่องไม้จันทน์เล็กๆ ออกมา เมื่อเปิดออกเผยให้เห็น มีดตัดรากโอสถ เล่มหนึ่ง ใบดาบบางคมกริบแต่เปล่งประกายขาวนวล อาบด้วยกลิ่นยาสมุนไพรอันบริสุทธิ์
“ของขวัญเล็กน้อยจากข้า” เขากล่าวเสียงแ่ “สิ่งนี้มิใช่อาวุธสังหาร หากแต่คือสิ่งสำคัญยิ่งกว่าลมหายใจของนักโอสถ เ้าจงรักษาและใช้มันตัดสมุนไพรด้วยความเคารพอย่างสูงสุด อย่าได้ใช้มันทำร้ายผู้คนเป็อันขาด”
เซินหลางเหอรับไว้ด้วยสองมือ หัวใจพลันอบอุ่นดุจมีเปลวไฟแห่งศรัทธาลุกโชนขึ้นอีกครั้ง เขากล่าวเสียงแน่วแน่ “ศิษย์ขอสาบาน จะใช้มีดเล่มนี้เพื่อเยียวยาผู้คน มิใช่เพื่อเข่นฆ่าทำลายชีวิต และศิษย์จะไม่มีวันทำให้ท่านอาจารย์ต้องผิดหวัง”
ไป๋ชิงหยุนหัวเราะเบาๆ ดวงตาคมกริบเปล่งประกายอ่อนโยน “เด็กน้อย... เ้ามีจิตใจอันบริสุทธิ์ถึงเพียงนี้ ข้าก็วางใจแล้ว”
ขณะนั้น สายหมอกยามเช้าคลี่คลุมทั่วลานหิน เสียงสวดสาบานยังสะท้อนก้องในใจผู้คน ทว่าในห้วงสายตาของชายชราไป๋ชิงหยุน กลับมิได้มีเพียงความปีติและความซาบซึ้งดังเช่นผู้อื่น เขาเหลือบมองไปยังชายชราที่ยืนอย่างองอาจอยู่ข้างกาย ร่างสูงชราผมขาวโพลนของอีกฝ่ายสงบนิ่งดังภูผา แต่กลับมีรังสีลึกล้ำราวกับซ่อนกลอุบายไว้ทุกฝีก้าว
ดวงตาของไป๋ชิงหยุนฉายวาบคล้ายประกายสายฟ้า ลึกลงไปมีร่องรอยของความขุ่นเคืองแฝงอยู่ในที ไม่ใช่ความเกลียดชัง หากแต่เป็ความแค้นเล็กๆ ที่เกิดจากการถูกเล่นงานด้วยแผนการเมื่อคืนวาน ความจริงแล้ว...เขามิอยากพบหน้าสหายเก่าเช่นนี้เลยด้วยซ้ำ
สายลมพัดผ้าอาภรณ์สีเขียวของไป๋ชิงหยุนให้ปลิวไหวเล็กน้อย ก่อนที่ฉากเบื้องหน้าจะเริ่มเลือนหายดุจละอองหมอก ท้องฟ้าสีรุ่งอรุณค่อยๆ จางลง กลายเป็แสงจันทร์เย็นเยียบสาดต้องเหนือหุบเขา ภาพตรงหน้าพลันไหลย้อนกลับไปสู่ค่ำคืนเมื่อวาน ณ เรือนไม้หลังใหญ่ที่สุดในหุบเขา
คืนนี้ ท่ามกลางหมอกขาวที่โอบคลุมหุบเขา แสงจันทร์กระจ่างส่องเหนือเรือนไม้ใหญ่ เรือนนั้นคือที่พำนักของผู้าุโข่ง
เบื้องหน้าเรือน ชายชราอาภรณ์เขียว ไป๋ชิงหยุน ยืนกอดอกอยู่ แววตาคล้ายจะครุ่นคิด พลางทอดถอนหายใจหนึ่งเฮือก “ไม่อยากมา… แต่ก็ต้องมา”
เสียงฝีเท้าดังจากบัณฑิตหนุ่ม เขาก้าวออกมาก้มหัวนอบน้อม “ท่านผู้าุโ เชิญข้างในเถิด ผู้าุโข่งรอท่านอยู่แล้ว”
ไป๋ชิงหยุนเพียงพยักหน้า ไม่เอ่ยถ้อยคำใด ก้าวเข้าประตูไม้ เมื่อบัณฑิตหนุ่มส่งเสร็จ เขายิ้มเล็กน้อยแล้วล่าถอย ทิ้งให้ห้องนั้นมีเพียงสองเฒ่าผู้มากด้วยปัญญา
ภายในห้อง แสงตะเกียงริบหรี่ เผยให้เห็นเงาร่างชายชราผมขาวโพลน อาภรณ์ดำเรียบง่าย หน้าตานิ่งขรึม ผู้าุโข่ง หรือ ข่งจื่ออี้ นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่าแก่ บนโต๊ะมีเพียงกระดานหมากล้อมตั้งอยู่เงียบ ๆ
เขาไม่ลุก ไม่เอ่ยทักทาย เพียงยกสายตาขึ้นสบตาไป๋ชิงหยุน รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก “หากย้อนไปเมื่อหลายสิบปีก่อน เ้ายังคงดื้อรั้นเช่นนี้ ข้าคงคิดว่าเ้ามาเพื่อท้าประลอง แต่ครานี้…ท่าทางเ้าน่าจะไม่ได้มาเพื่อประลอง แต่คงเป็อะไรที่สำคัญกว่านั้นถึงทำให้คนอย่างเ้าต้องลดตัวมาถึงที่นี่”
ไป๋ชิงหยุนหัวเราะหึๆ เสียงต่ำ “ข่งจื่ออี้ เ้ายังปากคมเช่นเดิม… หากมิใช่เื่สำคัญ คิดหรือว่าข้าจะย่างก้าวเข้ามาในรังหมากล้อมของเ้าที่เต็มไปด้วยกลลวง?”
ข่งจื่ออี้ยกพัดไม้ไผ่ขึ้น กวัดเบาๆ พลางกล่าวเสียงเรียบ “เ้ามาหาข้าเพราะเด็กน้อยคนนั้น มิใช่หรือ?”
ไป๋ชิงหยุนหรี่ตา วางมือลงบนโต๊ะ “ข้าอยากได้เขาเป็ศิษย์” เขาพูดตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม “แต่ในวันรุ่งขึ้นเขาจะคารวะเ้าเป็อาจารย์แล้ว ข้าจึงมาหาเ้าเพื่อเจรจา หากเด็กน้อยผู้นั้นมีใจอยากเรียนโอสถ ข้าขอเป็อาจารย์อีกคน”
ห้องนั้นเงียบไปชั่วครู่ เสียงไม้ไผ่กระทบกับใบพัดดังเบาๆ ข่งจื่ออี้ยิ้มในเงามืด “ไป๋ชิงหยุน เ้ารู้ดีว่า ธรรมเนียมของยุทธภพ ศิษย์ย่อมมีอาจารย์ได้เพียงหนึ่งคน”
ไป๋ชิงหยุนตบโต๊ะดัง ปัง! “ข่งจื่ออี้! เ้าอย่าได้ยกเอาธรรมเนียมมาเป็ข้ออ้าง! ข้ารู้ดีว่าเ้าเองก็เห็นแววอันโดดเด่นของเด็กน้อยคนนั้น ข้าเองก็มิได้้าจะ่ชิง เพียงเเค่้าสอนเขาในสิ่งที่เ้าไม่อาจสอน!”
ข่งจื่ออี้เพียงหัวเราะเบาๆ “เ้าพูดราวกับว่าตัวเองไร้แผนการซุกซ่อน ทั้งที่แท้จริงเเล้วเ้า้าสร้างรากฐานให้เด็กน้อยนี้เป็เสาหลักเเห่งวงการโอสถคนต่อไปใช่หรือไม่? เ้า้าทายาทผู้สืบทอดวิชา…นี่หรือมิใช่ความทะเยอทะยานของเ้าเอง?”
แววตาไป๋ชิงหยุนวาวโรจน์ แต่เขาไม่อ้อมค้อม “ใช่! ข้ายอมรับ ข้าชราจนใกล้ฝังร่างแล้ว หากไม่มีผู้สืบทอด ปัญญาแห่งโอสถที่ข้าสั่งสมมาเกือบศตวรรษก็จักสูญสลายไปพร้อมกับลมหายใจ ข้าไม่้าเห็นสิ่งนั้น”
หลังจากเสียงเงียบไปครู่หนึ่ง ข่งจื่ออี้พยักหน้าอย่างเข้าใจ “เหตุผลของเ้าตรงไปตรงมาเช่นนี้...ข้านับถือ”
แต่แล้วแววตาของเขากลับแฝงความเ้าเล่ห์ กล่าวอย่างช้าๆ “หากเ้า้าให้เด็กน้อยเป็ศิษย์ของเ้าด้วย… ข้าก็มีข้อแลกเปลี่ยน”
ไป๋ชิงหยุนขมวดคิ้วแน่น “ข้ารู้ว่ามาหาเ้า ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน พูดมาเถอะ ข้าจะฟัง”
ผู้าุโข่งวางเม็ดหมากดำลงบนกระดาน “สิ่งที่ข้า้ามิใช่โอสถ มิใช่วิชาหมอ แต่คือ… เมื่อใดที่ข้าจัดกลศึกขึ้น เ้าจงร่วมเป็สหายยามจำเป็ หากวันหนึ่งพวกเราถูกกดขี่โดยศัตรู เ้าต้องช่วยยืนเคียงข้างข้า”
ไป๋ชิงหยุนเบิกตาโพลง “เ้า… เ้าใช้เด็กน้อยผู้นี้เป็ตัวประกัน บังคับให้ข้าเข้ามายุ่งกับกลศึกของเ้าอย่างนั้นรึ?”
ผู้าุโข่งหัวเราะเบา ๆ “หาใช่ตัวประกันไม่ หากแต่เป็พันธะสัญญา เ้าได้สิ่งที่เ้าปรารถนา ข้าก็ได้สิ่งที่ข้า้า”
ไป๋ชิงหยุนกัดฟันแน่น แววตาเต็มไปด้วยความขัดแย้ง “ข้าไม่อยากเอาตัวเองไปพัวพันกับเกมการเมืองของเ้าเลยสักนิด…”
แต่แล้วภาพเด็กหนุ่มเซินหลางเหอผุดขึ้นในห้วงความคิด ดวงตาสว่างไสว เต็มไปด้วยศักยภาพอันหาที่เปรียบมิได้ เขาอยากได้เด็กน้อยนี้เป็ศิษย์ยิ่งนัก
สุดท้ายไป๋ชิงหยุนสบตาข่งจื่ออี้ ยอมกล่าวเสียงต่ำ “ตกลง… หากถึงคราเ้า้า ข้าจะอยู่เคียงข้างเ้าสักครั้ง”
ผู้าุโข่งยิ้มบาง แววตาเปี่ยมด้วยความมั่นใจราวกับคาดการณ์ผลลัพธ์นี้ไว้ั้แ่ต้น เขาลุกขึ้น ค้อมศีรษะเล็กน้อย “เช่นนั้น…เราก็เป็สหายกันอีกครั้ง”
ไป๋ชิงหยุนหัวเราะหึ เสียงปนความขมขื่น “เ้ามันเ้าเล่ห์เสมอ เฒ่าจิ้งจอกข่ง…”
สองเฒ่าจ้องตากันอยู่นาน ก่อนที่คืนนั้นจะจบลงด้วยความเงียบงันทว่าใต้ความเงียบงันกลับซ่อนพันธะสัญญาใหม่ ที่จะเปลี่ยนแปลงอนาคตของเด็กหนุ่มนาม เซินหลางเหอ ไปตลอดกาล