20 : ซุปเปอร์เกิลล์??!
พวกเธอสองคนมีชื่อว่า เพียว และโม หรือหากจะเรียกตามฉายาที่เพื่อนในกลุ่มตั้งให้แบบเอาฮา ก็คือไอ้ตะเกียบ และยัยปากมาก อันเป็ลักษณะเด่นของพวกเธอ
ส่วนเพื่อนในกลุ่มที่ว่านั้น มาตอนนี้พวกเธอเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่ายังเป็กลุ่มอยู่หรือเปล่า
แน่ละ สาเหตุหนึ่งเป็เพราะว่าอีกสองคนที่เหลือดันมาทะเลาะกันด้วยเื่อันใดก็ไม่ทราบ และไม่มีใครคิดจะบอกพวกเธอด้วย และตอนนี้สองคนนั้นยังทำตัวหนีห่างไปอีก เหมือนมีความลับบางอย่างปิดบังเอาไว้
“นี่เพียว” โมที่ไว้ผมบ๊อบสั้นยุ่งๆ ไว้หน้าม้า เรียกผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆ มีทรงผมซอยอย่างสุดเปรี้ยว และร่างผอมเพรียวจนเรียกได้ว่าแห้ง “แกคิดว่าเนียร์กับเอลจะคืนดีกันได้มั้ยอะ”
จากวันที่สองคนนั้นทะเลาะกันก็ผ่านมาเกือบหนึ่งอาทิตย์แล้ว ทำให้โมยิ่งกังวล
“หรือว่าเราจะลองหาวิธีให้พวกนั้นคืนดีกันมั้ย” โมถามต่อเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมตอบ
“ฉันว่า ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานกว่านี้คงไม่ดีนะ” อีกสักพัก พอเห็นว่ายังไม่มีทีท่าว่าจะตอบกลับมา กำลังจะเริ่มอ้าปากพูดต่อ คราวนี้ก็ได้รับปฏิกิริยาโต้ตอบสมใจอยาก
“โว้ย! อย่าเพิ่งมาพูดอะไรกรอกหูฉันได้มั้ยยัยปากมาก!” เพียวตวาดกลับ ทำเอาอีกฝ่ายหงอลง “ฉันก็เหมือนแกนั่นแหละ ที่เป็ห่วงพวกนั้น...แล้วไง แล้วเราทำอะไรได้บ้าง ทั้งเนียร์ ทั้งเอล ไม่มีใครยอมมาพูดอะไรกับเราเลย ไม่มาปรึกษา ไม่มาบอกเหตุผลว่าทำไมถึงทะเลาะกัน ไม่รู้อะไรเลยสักอย่างเดียว!” เพียวกระชากเสียง ทำให้โมไม่กล้าพูดอะไรต่อ
หากพูดปกป้องสองคนนั้น เพียวได้อาละวาดใส่เธอซ้ำสองแน่ และหากพูดเข้าข้างเพียว ก็ดูจะแล้งน้ำใจไปหน่อยสำหรับคำว่าเพื่อน
เพียวนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด
ใช่ เธอโทรไปถามเนียร์เกี่ยวกับเื่นี้แล้ว แต่ก็ไม่ได้ความอะไรกลับมาเลย พอมาอีกวันเนียร์กลับทำเหมือนรู้เื่อะไรสักอย่างถึงขั้นไปถามบางอย่างกับพี่หัวส้มที่ชื่อว่าฟิวส์นั่นอีก พอถามก็หาว่าไม่มีอะไร
ตอนแรกก็เอล มาตอนนี้ยังมีเนียร์ไปอีก มันจะเกินไปแล้วนะ
เธอรู้ว่าทุกคนต้องมีความลับที่ไม่อยากบอกคนอื่นอยู่บ้าง เธอเองก็ไม่ใช่พวกที่จะไปสาระแนสอดรู้เื่ชาวบ้านเท่าไหร่หรอก แต่ว่าหากเื่ที่ปิดมันทำให้เพื่อนรู้สึกไม่สบายใจหรือเป็กังวล มันก็สมควรบอกออกมานี่ ไม่อย่างนั้นจะมีเพื่อนไปเพื่ออะไร จะเป็เพื่อนกันไปทำไม หากไม่ยอมมาปรึกษาพูดคุยกันบ้าง
นี่อะไร เก็บเงียบสถานเดียว!
“เพียว” โมเรียกเสียงเบาเหมือนไม่อยากรบกวน แน่นอนว่าโมก็รู้เื่ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนในคืนที่พวกเธอมาทดสอบความกล้าแล้วเหมือนกัน เพราะเพียวเป็คนเล่าให้ฟัง
“มีอะไร” เพียวถามกลับด้วยเสียงประมาณว่า ‘ถ้าไม่สำคัญ ฉันจับถ่วงน้ำจริงๆ ด้วย’
“ฉันแค่อยากรู้ว่า ต่อจากนี้พวกเราจะทำไงต่อดี พรุ่งนี้ก็วันเสาร์แล้วด้วย เราจะปล่อยไว้แบบนี้จริงๆ เหรอ” โมรู้ดีว่าถึงเพียวจะว่าเนียร์กับเอลสารพัดอย่างไร แต่คนที่ให้ความสำคัญกับคำว่าเพื่อนมากกว่าใครก็คือเพียว
“แล้วเธอคิดว่าพวกเราจะทำอะไรได้บ้างล่ะ สองคนนั้นทำตัวเหมือนไม่มีเพื่อนอย่างนั้นแหละ แต่...ถ้าพวกมันยังไม่คิดจะบอกว่าทะเลาะกันเื่อะไรละก็...ฉันจะตัดขาดกับพวกนั้นจริงๆด้วย” เพียวพูดน้ำเสียงจริงจัง บอกว่าคราวนี้เอาจริง ไม่ได้พูดเล่นๆ
โมทำท่าเหมือนอยากคัดค้าน เพราะถึงอย่างไรเธอก็ยังคิดว่าพวกเนียร์เป็เพื่อนกันอยู่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หากในด้านความเป็เพื่อนของเพียว คือการเปิดใจต่อกันและกันแล้วละก็ สำหรับตัวเธอนั้น ไม่ต้องเปิดเผยออกมาก็ได้ มีเื่อะไรไม่อยากบอกก็ไม่จำเป็ต้องบอก แต่เธอขออย่างเดียว ขออย่าให้ทำตัวแตกแยกกันแบบนี้
เธอแค่อยากจะอยู่เคียงข้างเพื่อนทุกคน ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมถึงทุกข์ ถึงจะไม่รู้ว่ามีเื่อะไรปิดไว้ เธอก็อยากอยู่ข้างๆ ทุกคน อยากจะบอกว่าเธอยังอยู่ตรงนี้ ไม่ได้ทิ้งกันไปไหน และหากมีเื่ให้ช่วยละก็ เธอก็พร้อมที่จะช่วยเสมอ...เท่านั้นเอง
วันจันทร์ ที่โรงเรียนมัธยมปลายหฤทัย
่เช้าก่อนเข้าแถว มาวันนี้ทั้งเพียวและโมต่างรับรู้ได้ถึงสิ่งที่เปลี่ยนไป เมื่อเห็นเนียร์กับเอลนั่งอยู่ด้วยกัน
โมทำท่าดีใจอยากเข้าไปกอดทั้งสองคนทันที แต่พอเห็นสายตาเป็เชิงห้ามของเพียวแล้วก็ทำให้เธอต้องนิ่งไว้ก่อน...สำหรับเพียว ถึงสองคนนั้นจะดีกันแล้ว แต่หากไม่ยอมบอกเื่มาทั้งหมดก็คงไม่จบง่ายๆแน่
“มานั่งโต๊ะนี้กันได้แล้วรึไง นึกว่าลืมกันไปแล้วซะอีกว่ายังมีเพื่อนอีกสองคนอยู่” เพียวเหน็บแนม ทำให้โมหวั่นใจว่า ถึงเนียร์กับเอลจะดีกันแล้ว แต่หากเพียวยังพูดแบบนี้ อาจจะเกิดเื่ทะเลาะขึ้นมาอีกก็ได้
แต่สิ่งที่โมคิดก็ผิดถนัด เมื่อเนียร์กับเอลไม่มีทีท่าว่าจะโกรธ กลับกัน...ทั้งสองคนทำหน้าสำนึกผิดเหมือนรู้ตัวดีว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาทำตัวแบบที่เพียวว่าไว้จริงๆ
ทั้งคู่มองตากัน ก่อนที่เอลจะเป็คนพูดออกมาก่อน
“เพียว โม ฉันขอโทษพวกเธอจริงๆ นะกับเื่ที่ผ่านมา ดังนั้น...” เอลหันไปสบตากับเนียร์อีกครั้งเหมือนหากำลังใจ ก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้ายออกมา “ดังนั้นพวกฉันถึงมีเื่ที่ต้องบอกพวกเธอ”
คราวนี้เพียวเลิกใช้สายตาจิก แล้วเปลี่ยนเป็เรียบเฉยติดเ็าแทน “งั้นก็บอกมาสิ พวกเรารอฟังอยู่”
“พวกเราจะบอกตอนหลังเลิกเรียน” เนียร์บอก แต่คำบอกนั้นกลับไปกระตุ้นต่อมโมโหของอีกฝ่าย
“แล้วจะมาบอกให้รู้ตอนเช้าทำไมกันหา! เดี๋ยวปั๊ดจับเชือดหมูซะดีมั้ย” เพียวทำท่าจะเข้าไปคว้าคอเนียร์ แต่ถูกโมรั้งไว้ก่อน ส่วนเอลก็เข้ามาบังตัวเนียร์ไว้ จนตอนนี้กลายเป็ว่าเหมือนมีกำแพงล่องหนมากั้นขวางแบ่งพวกเธอสี่คนออกเป็สองฝ่าย
“เราแค่อยากให้พวกเธอเตรียมใจไว้ก่อนน่ะ” เอลรีบบอก
“พูดยังกะพวกแกไปฆ่าใครที่ไหนมางั้นแหละ” เพียวประชด โดยหารู้ไม่ว่าไอ้คำพูดเล่นๆ นั่นน่ะ แทงใจอีกสองคนเข้าอย่างจังก่อนยิ้มแหยๆ ออกมา
“ก็...ประมาณนั้นแหละ” เนียร์พูดเสียงแห้ง
ถึงแม้ว่าเื่ทุกอย่างจะยังไม่จบ แต่เพียวก็รู้สึกดีขึ้น เมื่อได้รับคำยืนยันจากอีกฝ่ายว่าจะบอกเื่ทั้งหมดให้ฟัง และนั่นก็ทำให้โมดีใจมากที่เพียวบอกสองคนนั้นว่า
“ได้ งั้นเย็นนี้เรามาคุยกัน” โดยไม่ทันสังเกตสีหน้าเนียร์กับเอลเลยสักนิดว่าลำบากใจมากขนาดไหน
สำหรับผู้ที่กำลังรอคอยอะไรบางอย่างอยู่ เวลามักจะผ่านไปเชื่องช้าเสมอ แต่หากใครที่ไม่้าให้ถึงเวลานั้นก็มักจะรู้สึกว่าเผลอแป๊ปเดียว มันก็มาถึงเสียแล้ว
เพียงไม่นานสำหรับพวกเนียร์ แต่กว่าจะถึงเวลาสำหรับพวกเพียว ในที่สุดก็มาถึงตอนเลิกเรียนจนได้
ทันทีที่เสียงออดบอกเวลาเลิกเรียน เพียวและโมก็รีบลากเพื่อนอีกสองคนมาคุยกันหน้าอาคารเรียนที่ยังมีนักเรียนคนอื่นเดินกันพลุกพล่านอยู่ และนั่นทำให้เนียร์กับเอลไม่กล้าพูดอะไรออกมา
“ถ้าภายในสิบวินาทีนี้พวกแกยังไม่พูดละก็ ฉันจะตัดขาดกับพวกแกจริงๆ ด้วย” เพียวยื่นคำขาด ทำให้อีกสองคนลนลานขึ้นทันใด
“รอให้คนน้อยลงกว่านี้ไม่ได้รึไง” เนียร์ถาม ในมือถือแก้วน้ำอยู่ โดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ว่าจะเอามาเพื่ออะไร
เพียวตวาดใส่ทันที “มีเื่อะไรก็พูดมาเถอะน่า ฉันไม่ได้มีเวลาทั้งวันทั้งคืนเพื่อรอให้พวกแกพูดหรอกนะ” ปกติเพียวจะไม่พูดอะไรแบบนี้กับเพื่อน แต่หากเป็เพราะยังหงุดหงิดไม่หายถึงทำให้เธออยากประชด
เนียร์กับเอลมองตากันเหมือนรู้ดีว่าคงไม่มีทางเลือกแล้ว เอลจึงค่อยๆ พูดออกมา
“คือ...ความจริงแล้ว พวกเราน่ะเป็...” เธอเว้น่ไปนิดหนึ่ง ยิ่งทำให้เพียวกับโมเข้ามาใกล้มากขึ้น แล้วก็ต้องได้ยินประโยคสุดท้ายที่เบาราวกับกำลังกระซิบอยู่ “พวกเราคือ ผู้มีพลังเหนืุ์ธรรมดาน่ะ”
........................................ฟิ้ว!
เสียงลมพัดผ่าน ใบไม้แห้งร่วงลงมาจากต้นไม้มาหล่นอยู่กึ่งกลางทั้งสี่พอดี
“...หึ”
“...หึๆ”
“...หึๆๆ ฮ่าๆๆๆๆ” ทั้งสองคนเปิดปากหัวเราะกันดังลั่น จนผู้อ้างว่าเป็คนมีพลังเหนืุ์ถึงกับงงเต๊ก
“ฮ่าๆๆ พลังเหนืุ์ จะบอกว่าเป็ซุปเปอร์เกิลล์รึไง” โมพูดไปหัวเราะไป ไม่พอยังมีการตบหลังเนียร์อีก ส่วนเพียวก็ดูเหมือนจะลืมความขุ่นเคืองที่ผ่านมาไปจนหมด
“หึๆ ซุปเปอร์กุ้ง หมูตอน” เพียวนึกภาพตอนทั้งสองเหาะไม่ออกเลยจริงๆ
“ฮ่าๆๆ” เพียวกับโมหัวเราะไม่หยุด จนเนียร์ชักยัวะ
“นี่! พวกเราเป็อย่างนั้นจริงๆนะ” เนียร์โมโห ชักเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมพวกตัวเอกในหนังที่เป็ยอดมนุษย์ถึงไม่ยอมบอกคนอื่นแม้กระทั่งคนใกล้ชิด เพราะมันเป็แบบนี้เองสินะ ถึงจะไม่ได้ภูมิใจในพลังนี้ แต่พอถูกหัวเราะขนาดนี้ บางอย่างในความเป็มนุษย์เหมือนจะถูกทำลายลงเอาดื้อๆ
“จ้าๆ แม่ซุปเปอร์หมู” ยังไม่หยุด จนเอลเปิดฉากเอง
“ไอ้ตะเกียบ! ยัยปากมาก! หยุดหัวเราะเดี๋ยวนี้ นี่มันเื่ซีเรียสนะ ไม่ใช่มุกขำขันตลกโปกฮา” เธอทำหน้าั์แบบที่ไม่เคยทำมาก่อน จนอีกสองคนนั้นหุบปากเงียบทันทีอย่างตื่นตะลึง นึกไม่ถึงว่าคนที่ปกติจะใจเย็นอย่างเอลจะมาะโแบบนี้
พอเสียงหัวเราะเงียบหายไป เอลก็คลายสีหน้าลง พร้อมกันนั้นก็รู้สึกผิดที่ตวาดใส่เพื่อน “พวกเรารู้ดีว่าพวกเธอคงไม่เชื่อกัน ดังนั้น...” เอลหันไปทางเนียร์ที่ถือแก้วน้ำไว้ “เราจะพิสูจน์ให้ดู”
เพียวกับโมเข้าไปมองใกล้ๆ ตามคำสั่งเอล จนตั้งวงล้อมเป็วงกลมไม่ให้คนอื่นเห็น ทั้งคู่มองน้ำในแก้วอย่างไม่เข้าใจว่าจะเอามาใช้ทำอะไรกันแน่
“อย่างแรกเลยคือ เรามีความสามารถที่มนุษย์ธรรมดาไม่มี” เอลบอก
โมทำท่าจะล้ออะไรออกมาอีก แต่ถูกเพียวถองเข้าอกอย่างจังจนเธอจุกจนพูดไม่ออก
“เรามีพลังจากธรรมชาติ และเนียร์คือ ผู้ใช้พลังธาตุน้ำ”
ทันทีที่พูดจบ เนียร์ก็ควบคุมให้น้ำในแก้วลอยขึ้นมาเหนือแก้วได้อย่างน่าเหลือเชื่อ จนอีกสองคนเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง เอลพูดต่อโดยไม่สนใจท่าทีเ่าั้
“และฉันคือผู้ใช้พลังธาตุลม ที่สามารถลดอุณหภูมิได้” เธอใช้มือปัดผ่านน้ำนั้นไป จนของเหลวกลายเป็ของแข็งในพริบตา ทำให้สองคนนั้นยิ่งกว่าอ้าปากค้าง
เนียร์รีบเอาน้ำแข็งนั่นลงใส่แก้วตามเดิม ก่อนหันมองเพื่อนตัวเองคล้ายจะถามว่า ‘ไงล่ะ คราวนี้จะเชื่อกันได้รึยัง’
หลังจากได้สติแล้ว เพียวกับโมก็จับมือลากทั้งสองคนพร้อมพูดพร้อมกัน “พวกเราต้องคุยเื่นี้กันให้รู้เื่ไปเลย”
เพียงแป๊ปเดียว ทั้งสี่คนก็มาอยู่ตรงบริเวณที่ไม่มีใครเดินผ่าน
“เอาละ อธิบายให้พวกเราฟังซะดีๆ ว่ามันเป็ไงมาไง ทำไมพวกแกถึงมีพลังแปลกนี้ได้” เพียวแทบจะกดตัวเพื่อนเพื่อไล่บี้ถามอยู่แล้ว ซึ่งเอลก็เป็คนเล่าเื่ทั้งหมดให้ฟังทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเอง และในสิ่งที่ตัวเองสามารถทำได้ทั้งหมด
“...........” เล่าจบ เพียวกับโมก็ได้แต่เงียบ...เงียบสนิท...เงียบซะจนคนที่เหลือชักเป็ห่วง
หากจะกลัวหรือรังเกียจก็คงไม่แปลก แต่นั่นก็เป็เื่ที่พวกเธอเตรียมใจไว้แล้ว
“...สะ...”
ทั้งสองที่มีพลังถึงกับกลั้นหายใจแบบไม่รู้ตัว เตรียมพร้อมรับทุกถ้อยคำที่กำลังจะได้ยิน หากถ้อยคำที่หลุดออกมาจากปากสองคนนั้นทำเอาทั้งคู่คิดผิดถนัด
“สุดยอดไปเลย! เท่ว่ะมีพลังแบบนี้ด้วย” ดวงตาทั้งคู่เป็ประกายความชื่นชม ทำเอาคนถูกชมถึงกับตะลึง ไม่นึกว่าจะออกมาในรูปแบบนี้
“พวกแกนี่สุดๆ ไปเลย มีพลังแบบนี้ก็ไม่ยอมบอก”
“เดี๋ยว เดี๋ยวสิ สุดยอดงั้นเหรอ กับพลังฆ่าคนได้แบบนี้เนี่ยนะ” เนียร์ขัดขึ้นมาก่อนจะถูกชมมากไปกว่านี้
“เอ๊า! ก็อย่าไปดูถึงเื่นั้นสิวะ” เพียวพูดแบบสบายๆ
“ใช่ๆ ฆ่าคนแล้วไงล่ะ พวกแกก็ไม่ได้ชอบซะหน่อย จริงปะล่ะ” โมเสริม
เวรกรรม!
เนียร์คิดออกมาดังๆ ยกมือขึ้นกุมขมับ ไอ้เ้าสองตัวนี้มันนิสัยแบบเดียวกับทินเลย เห็นเป็เื่สนุกไปหมดซะทุกอย่าง
“สรุปพวกเธอไม่กลัวเรางั้นเหรอ” เอลถามอย่างไม่มั่นใจ
“จะกลัวไปทำไมอะ อีกอย่างบอกคนอื่นไปก็ไม่มีใครเชื่อหรอก จริงด้วย! วันหลังช่วยพาคนที่เหลือมาพบหน่อยสิ อยากเห็นหน้าอะ” โมตื่นเต้นที่จะได้พบกับผู้มีพลังวิเศษแบบที่ปกติในเกมจะมีกัน
“สามคนน่ะ มีสองคนอยู่โรงเรียนเดียวกับเรา ผู้ชายคนนึงอยู่ม.5 พวกเธอจำพี่หัวส้มที่เตะลูกฟุตบอลมาอัดหน้าเนียร์ได้มั้ย” เอลถาม
“ที่ชื่อฟิวส์ปะ จำได้ๆ” โมนึกออก
“ส่วนอีกคนนึงเป็ผู้หญิง อยู่ชั้นเดียวกับเรา ที่ตบลูกวอลเลย์มาโดนหน้าเนียร์ตอนยืนหลับคราวนั้นน่ะ”
“อ๋อ! ผู้หญิงที่ชื่อวาลคนนั้นน่ะเหรอ จำได้ไม่มีลืมเลยล่ะ” เพียวพูด พอนึกถึงตอนนั้นก็แค้นไม่หาย คนอะไรไม่ยอมพูดขอโทษบ้างซะเลย
“...เฮ้ย! เดี๋ยวสิ ทำไมต้องมาเอาตอนที่ฉันถูกลูกบอลอัดใส่หน้าทุกทีเลยล่ะ” คนที่มีบทบาทช่วยทวนความจำร้องประท้วง
“ก็มันจำง่ายดี” นั่นคือคำตอบ ง่ายๆ กันแบบนี้เลยนะไอ้พวกนี้
“ส่วนอีกคนเป็ผู้ชาย อยู่ม. 5 คนละโรงเรียนกับเรา แต่ว่าเป็เพื่อนสนิทกับฟิวส์ ชื่อว่าโชล”
“นี่ๆ” เพียวสะกิดเอล “แล้วหล่อปะ”
ป้าบ!
ไม่ต้องพูดถึง วันนี้มีใครบางคนกลับไปพร้อมใบหน้าประทับฝ่ามือ